ทั้งนี้ ในวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ตัวแทนเครือข่ายกลุ่มแม่บ้าน

เกษตรกรประมาณ 20 คน ได้เดินทางมาติดตามความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือด้านทนายที่กระทรวงยุติธรรม โดยมีรองปลัดกระทรวงยุติธรรมได้มารับเรื่องร้องทุกข์ และหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว นอกจากนั้นยังได้เดินทางไปยื่นเรื่องร้องทุกข์ถึงประธานคณะกรรมการการตรวจเงินแผ่นดิน เพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบเพิ่มเติมการดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพของคนบุรีรัมย์ด้วย

นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า จะเร่งพิจารณาให้ความช่วยเหลือ ซึ่งตามระเบียบกองทุนยุติธรรม การตรวจสอบฐานะของผู้ยื่นเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการ ทั้งนี้ ตนในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกองทุนยุติธรรมได้อนุมัติให้ความช่วยเหลือ โดยจะใช้ทนายจากสภาทนายความ เพราะเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่มิชอบและคดีมีความซับซ้อนกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเกษตรกรประสงค์ขอใช้ทนายความจากส่วนกลาง เพราะเกิดความไม่มั่นใจกับทนายในพื้นที่ด้วย

พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมไม่ได้นิ่งนอนใจ กรณีชาวบ้านในจังหวัดบุรีรัมย์ และใกล้เคียงที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม อันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้อง และกระทรวงยุติธรรมก็ต้องขอขอบคุณตำรวจในแต่ละอำเภอที่ช่วยกันหาข้อมูลป้อนให้กับกระทรวง จนกระทั่งทราบว่ามีแนวทางต่อสู้คดีให้กับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนบรรเทาทุกข์อย่างไร

“ขอย้ำว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมโดยตรง และอำนาจหน้าที่ของศูนย์ต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ก็จะต้องเข้ามาดูแลในเรื่องของประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอันเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งจะนำเรียนประธาน ศอตช.(พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา) ในการตัดสินใจอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชน เนื่องจากมีเรื่องลักษณะนี้อีกหลายคดี รวมทั้งจะต้องหาแนวร่วมในการตรวจสอบเพื่อให้ชาวบ้านได้รับความเป็นธรรมอย่างทั่วถึงโดยเร็วที่สุด” รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าว

วันที่ 5 ธันวาคม 2559 นายประสงค์ หล้าอ่อน นายอำเภอพบพระ จังหวัดตาก พร้อมด้วยฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนที่บ้านอุ้มเปี้ยม ตำบลคีรีราษฎร์ อ.พบพระ โดยขอเชิญประชาชนเที่ยวงานเทศกาล “สตรอเบอรี่ หนาวนี้ที่อุ้มเปี้ยม” ที่จะจัดขึ้นที่จุดพักรถกู๋ฮะก้อ บ้านอุ้มเปี้ยม หมู่ 1 ต.คีรีราษฎร์ ระหว่างวันที่ 9-12 ธ.ค. 59 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ และการส่งเสริมรายได้กับกลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการสินค้าโอท็อป และการเตรียมความพร้อมของพื้นที่ที่จะรองรับนักท่องเที่ยวที่จะมาเที่ยวชมงานดังกล่าว โดยได้สัมผัสความหนาวเย็น และชมทะเลหมอกในหุบเขา, ชิม ชม ช้อป, ทานสตรอเบอรี่สดจากไร่ปลอดสารพิษ และชมวัฒนธรรมประเพณีเรื่องชนเผ่า รวมทั้งสินค้าพื้นเมืองด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ประชาชนพากันไปชมการจัดดอกไม้ของร้านค้าในย่านปากคลองตลาด ที่ต่างนำดอกไม้ทั้งในและต่างประเทศมาประดับตกแต่งอย่างสวยงาม โดยนายอนุพงษ์ สาสุข อายุ 46 ปี เจ้าของร้านดอกไม้ 79 ย่านปากคลองตลาด กล่าวว่า เริ่มจัดซุ้มดอกไม้ตั้งแต่เย็นของวันที่ 3 ธันวาคม 2559 แล้วเสร็จประมาณ 24.00 น. พร้อมระบุว่า ร้านค้าแต่ละร้านย่านปากคลองตลาดพร้อมใจกันนำดอกไม้ทั้งในประเทศและดอกไม้นำเข้าจากต่างประเทศนำมาประดับตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเรา

นายอนุพงษ์กล่าวอีกว่า ซุ้มดอกไม้ที่จัดไว้นี้ ตามกำหนดจะเก็บในวันที่ 6 ธันวาคม 2559 แต่กลุ่มร้านค้าดอกไม้ย่านปากคลองตลาดจะขออนุญาตทางเจ้าหน้าที่ให้สามารถจัดโชว์ไปถึงวันที่ 12 ธันวาคม 2559 เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มาเที่ยวชมกัน

“ฮาลองเบย์” ดินแดนแห่งเกาะน้อยใหญ่นับพันที่ถูกโอบล้อมด้วยผืนน้ำกว้างใหญ่ของอ่าวตังเกี๋ย ด้วยความสวยงามจึงได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกในปี 2537 ถือเป็นสมบัติที่ชาวเวียดนามภาคภูมิใจ ทุก ๆ ปีจึงมีนักเดินทางมากมายมาเยือนสถานที่แห่งนี้ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งที่ผ่านมาการเดินทาสู่ฮาลองเบย์นิยมเดินทางโดยเครื่องบินจากสุวรรณภูมิ-ท่าอากาศยานนานาชาตินอยไบ เมืองฮานอย และต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อโดยสารรถยนต์เข้าสู่ฮาลองเบย์อีกต่อหนึ่ง

แต่วันนี้การเดินทางสู่ฮาลองเบย์สามารถทำได้รวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น เมื่อสายการบิน “เวียตเจ็ต” ได้เปิดเที่ยวบินตรงจากสุวรรณภูมิ-ไฮฟอง ทุกวันจันทร์-พุธ-ศุกร์ และอาทิตย์ วันละ 1 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมออกเดินทางเที่ยวบินปฐมฤกษ์กรุงเทพฯ-ไฮฟอง เที่ยวบินที่ VZ920 เพื่อสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งฮาลองเบย์และเมืองไฮฟอง โดยเครื่องบินสายการบินเวียตเจ็ตออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 15.20 น. ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ก็ถึงที่หมายคือ ท่าอากาศยานนานาชาติกั๊ตบี เมืองไฮฟอง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จากนั้นเดินทางต่อด้วยรถยนต์อีกราว 2 ชม.เพื่อเข้าสู่เมืองฮาลอง ระยะทางประมาณ 70 กม.

สำหรับเมืองไฮฟอง (Haiphong) นั้น ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม เป็นเมืองท่าที่สำคัญของเวียดนามรองจากเมืองดานัง มีท่าเรือท่องเที่ยวและท่าเรือน้ำลึกสำหรับขนส่งสินค้าและอุตสาหกรรมหลายแห่ง ด้วยตำแหน่งที่ตั้งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจเช่นนี้ จึงส่งผลให้มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

ส่วนบทบาทด้านการท่องเที่ยวนั้น “ไฮฟอง” เปรียบเสมือนประตูด่านหน้าสู่ฮาลองเบย์ จึงกำลังส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวในเมืองให้มากขึ้น โดยปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเมืองฮาลองมากที่สุดคือ ชาวจีน เกาหลี และไทย

ระหว่างทางสามารถแวะช็อปปิ้งกันได้ที่ฮาลอง ไนต์ มาร์เก็ต (Ha Long Night Market) ตลาดนัดยามค่ำคืนของเมืองฮาลอง มีสินค้ามากมายทั้งกระเป๋า รองเท้า สินค้าหัตถกรรม เสื้อผ้า โดยพ่อค้าแม่ขายในตลาดสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว ต่อรองราคากันได้เต็มที่ รวมทั้งสามารถชมความสวยงามของสะพานใบ๋ จ๋าย (Bai Chay Bridge) ที่ช่วงกลางคืนจะมีการฉายแสงสีลงบนตัวสะพานจนดูเหมือนกับสายรุ้ง รวมทั้งชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “Sun World Ha Long Park” เมกะโปรเจ็กต์จากนักธุรกิจอสังหาฯชาวเวียดนามที่ลงทุนถมทะเลเพื่อเนรมิตสวนสนุก ห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก โรงแรม และโครงการที่อยู่อาศัยไว้บนพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ไม่ไกลจากฮาลองเบย์ ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าอีกประมาณ 6 ปีจะแล้วเสร็จทั้ง 100% และเชื่อว่าจะกลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

วันรุ่งขึ้น คณะเดินทางมุ่งหน้าสู่ฮาลองเบย์ เนื่องจากเป็นช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศจึงค่อนข้างเย็นประมาณ 14 องศา และมีฝนตกปรอย ๆ ตลอดทั้งวัน แม้ท้องฟ้าจะไม่แจ่มใส แต่ก็ไม่ได้ทำให้เสน่ห์ของฮาลองเบย์หายไปเลย ซึ่งนอกจากการล่องเรือชมความสวยงามอ่าวแล้ว ยังมีถ้ำหินงอกหินย้อยที่สวยงามกว่า 300 ถ้ำ โดยหนึ่งในไฮไลต์ คือ ถ้ำเพียง กุง หรือถ้ำวังสวรรค์ ภายในมีหินงอกหินย้อยรูปลักษณ์สวยงามแปลกตา จึงมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมไม่ขาดสาย

เมื่อเต็มอิ่มกับการล่องเรือชมฮาลองเบย์แล้ว จุดหมายถัดมาคือ “เกาะกั๊ตบา” (Cat Ba Island) 1 ใน 2 เกาะที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวฮาลอง มีพื้นที่ประมาณ 260 ตร.กม. เป็นจุดทิ้งระเบิดและจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญทั้งในสมัยสงครามฝรั่งเศสและสงครามสหรัฐอเมริกา จึงมีสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ทั้งอุโมงค์หลบภัย และป้อมปืนใหญ่ซึ่งตั้งอยู่เหนือภูเขาสูง 177 เมตร มีแนวบังเกอร์เก่าแก่ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของเกาะกั๊ตบาและแนวชายฝั่งของอ่าวฮาลองได้อย่างเต็มสายตา

นอกจากนี้ บนเกาะกั๊ตบายังมีโรงแรม ร้านอาหาร ใกล้กับแนวชายฝั่งให้เลือกพักและแฮงเอาต์มากมาย หรือจะเลือกไปชายหาดกั๊ตโก 1 และกั๊ตโก 2 ที่อยู่ห่างจากตัวเมืองกั๊ตบาเพียง 1 กม.ที่เงียบสงบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนอย่างเป็นส่วนตัว

หลังจากพักผ่อนที่เกาะกั๊ตบา 1 คืน รุ่งเช้าคณะเราจึงออกเดินทางโดยเรือโดยสารเพื่อกลับไปยังเมืองไฮฟองอีกครั้ง การกลับขึ้นฝั่งชมเมืองไฮฟองอีกครั้งในยามกลางวันทำให้เห็นทัศนียภาพและอาคารบ้านเรือนของที่นี่อย่างชัดเจน

โดยเฉพาะความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมที่มีกลิ่นอายจากฝรั่งเศสตั้งแต่สมัยอาณานิคม เช่น โรงละครโอเปร่าของเมืองไฮฟอง (Hai Phong Opera House) ที่ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส โดยมีต้นแบบจากโรงอุปรากรปาแลการ์นีเยในปารีส แต่จะเปิดให้ชมด้านในเฉพาะเมื่อมีงานแสดงสำคัญ ๆ เท่านั้น

และสำหรับผู้ที่อยากชมสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมก็สามารถไปชม “วัดเหง่” (Nghe Temple) วัดเก่าแก่ที่สร้างเพื่ออุทิศให้กับวีรสตรีผู้ก่อตั้งเมืองไฮฟอง ที่มีจุดเด่นคืองานสลักหินที่โดดเด่นสวยงาม หรือสำหรับผู้ที่ต้องการแสวงโชคก็สามารถไปวัดดวงกันได้ที่โดเซิ่น กาสิโน กาสิโนแห่งแรกของเวียดนาม และอนุญาตให้เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติเล่นได้เท่านั้น กรณีที่หมดเนื้อหมดตัวก็มีบริการรับส่งให้ หรือกรณีที่มือขึ้นก็มีบริการส่งถึงที่พร้อมบอดี้การ์ดด้วย เนื่องจากกาสิโนแห่งนี้อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองพอสมควร

“ไฮฟอง” จึงนับเป็นอีกเมืองที่มีสีสันหลากหลาย ใครวางแผนจะไปเยือนฮาลองเบย์อย่าลืมพ่วงโปรแกรมท่องเมืองไฮฟองไปด้วย รับรองว่าจะได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ของเวียดนามแน่นอน

วันที่ 5 ธันวาคม ที่ตลาดโคกดอนหัน ต.โคกศรี อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ นายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ออกไปติดตามบรรยากาศการซื้อขายแตงโมสายพันธุ์พิเศษของ จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งกำลังออกสู่ท้องตลาดและปรากฏว่าแตงโมหลายร้อยตันนั้นมีพ่อค้าเดินทางเข้ามารับซื้อขายกันอย่างคึกคัก โดยแตงโมสายพันธุ์ที่ว่านี้เป็นสายพันธุ์ผสมระหว่างพันธุ์กินรีกับบิ๊กไซซ์ ที่จะให้ผลกลมลูกมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15-25 เซนติเมตร หมายถึงลูกจะพอดีรับประทานสำหรับคนภายในครอบครัว 4-5 คน ที่สำคัญมีรสชาติที่หวานไม่แพ้แตงโมที่มีการจำหน่ายกันในตลาดทั่วไป โดยในปีนี้แตงโมสายพันธุ์พิเศษ ซึ่งจะปลูกในเขต ต.ดอนยานาง อ.ยางตลาด เริ่มออกสู่ท้องตลาดแต่ค่อนข้างที่จะมีจำนวนจำกัด ทำให้มีพ่อค้าเข้ามาขอรับซื้อกันถึงตลาด บางรายลงไปขอรับซื้อถึงแปลงเพาะปลูก

นางปราณี ภูสีเขียว อายุ 59 ปี แม่ค้าตลาดแตงโมโคกดอนหัน กล่าวว่า ราคาการซื้อขายแตงโมขณะนี้ในตลาดค้าส่งจะจำหน่ายตั้งแต่ลูกละ 1 บาท ไปจนถึงลูกละ 10 บาท แต่โดยเฉลี่ยทั่วไปจะจำหน่ายในราคาลูกละ 5-8 บาท ซึ่งจะมีพ่อค้าจากทั่วทุกภูมิภาคเข้ามาขอซื้อไปกระจายทั่วประเทศ ซึ่งตลาดแห่งนี้ถือว่าใหญ่ที่สุดในภาคอีสานและมีการค้าส่งใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยมีเงินหมุนเวียนในแต่ละฤดูกาลมากกว่า 60-80 ล้านบาท แต่ในช่วงนี้เนื่องจากหลายพื้นที่มีปัญหาการเพาะปลูก และเมื่อแตงโมสายพันธุ์พิเศษกาฬสินธุ์ออกสู่ท้องตลาดแล้ว คาดว่าจะมีเงินสะพัดมากกว่า 100 ล้านบาท

ด้านนายณัฐภัทร สุวรรณประทีป ผู้ว่าฯกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนได้เข้ามาเที่ยวชมตลาดค้าส่งแตงโมที่กาฬสินธุ์ และเชื่อว่าจะไม่ผิดหวังเนื่องจากมีแตงโมหลากหลายให้ได้เลือกซื้อ ในส่วนของจังหวัดจะหาวิธีการพัฒนาให้เป็นแหล่งการค้าของชุมชนซึ่งในอนาคตอาจจะมีการนำสินค้าทางการเกษตรเข้ามาร่วมกลุ่มเพื่อจัดจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมาใน จ.กาฬสินธุ์

เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม นายณัฐพล รื่นถวิล ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ตำบลสามเรือน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ชาวบ้านหมู่ 5 หรือบ้านเทโพ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและของประเทศ ได้ปลูกผักบุ้งลอยน้ำในคลองโพ แปลเป็นอักษรเป็นข้อความว่า ทรงพระเจริญ ขนาดตัวอักษร 6 เมตร ข้อความอักษรยาวรวม 50 เมตร เพื่อเทิดพระเกียรติ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ” รัชกาลที่ 10 โดยแพผักบุ้งทรงพระเจริญ จะลอยน้ำอยู่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งตั้งอยู่ริมตลิ่งด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ชาวบ้านหมู่บ้านเทโพ ได้ดำเนินรอยตามแนวทาง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมาโดยตลอด ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมท่ามกลางวงล้อมของชุมชนเมืองและเขตอุตสาหกรรมจนกลายเป็นปอดสีเขียวของพื้นที่ จุดเด่นในเรื่องเกษตรเพาะเห็ดตับเต่า และวิถีชีวิตชาวน้ำริมคลองโพ ซึ่งชุมชนอยู่กันอย่างร่มเย็น สงบสุข มีรายได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ดี โดยชาวบ้านสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ฯ ของ 2 พระองค์ท่าน พร้อมตั้งปณิธาน จะทำความดี ตั้งใจประกอบอาชีพ ทำเกษตรอินทรีย์ อนุรักษ์ธรรมชาติ และช่วยเหลือสังคมตลอดไป

ดัชนีชีวภาพ (bioindicators) หมายถึง สิ่งมีชีวิตเดียวหรือสิ่งมีชีวิตที่อยู่กันเป็นกลุ่ม สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทางกายภาพหรือทางเคมีที่บริเวณนั้น สิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำสามารถเป็นดัชนีชีวภาพ บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาวะแวดล้อมแหล่งนั้นได้ เริ่มจากการบันทึกของนักวิทยาศาสตร์ Kolenati (2391) และ Cohn (2396) สังเกตสิ่งมีชีวิตที่อยู่น้ำเสียนั้น มีความแตกต่างจากน้ำสภาวะปกติ ตั้งแต่นั้นมาข้อมูลก็มีการบันทึกมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เกี่ยวกับความแตกต่างกันของสิ่งมีชีวิตตามแหล่งน้ำ เช่น กลุ่มสิ่งมีชีวิตไม่มีกระดูกสันหลัง สาหร่าย ปลา พรรณไม้น้ำ เป็นต้น

สาหร่ายเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติคล้ายพืช มีรงควัตถุสีเขียว (คลอโรฟิลล์ เอ) ใช้สำหรับสงเคราะห์แสง สาหร่ายก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งมีชีวิตที่สามารถชี้วัดคุณภาพน้ำได้เช่นกัน ดัชนีชีวภาพจากสาหร่ายสามารถให้ข้อมูลได้ 2 รูปแบบ คือ ข้อมูลระยะสั้น (Short-term information) จะเป็นการบอกถึงสถานการณ์ของสิ่งแวดล้อม เช่น การเพิ่มหรือลดปริมาณของสาหร่าย จะเป็นการบอกถึงสภาวะที่มีความสมบูรณ์หรือขาดแคลนของสารอาหารในแหล่งน้ำได้ ส่วนอีกระยะคือ ข้อมูลระยะยาว (Long-term information) จะบอกถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เช่น สาหร่าย มีการเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วในช่วงฤดูร้อนเนื่องมาจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายชนิดนั้น

แหล่งน้ำทั่วไปประกอบด้วยแร่ธาตุอนินทรีย์ (โดยเฉพาะฟอสเฟตและไตเตรต) สารมลพิษอินทรีย์ (เช่น ยาฆ่าแมลง) สารมลพิษอนินทรีย์ (เช่น โลหะหนัก) ความเป็นกรดและด่าง สิ่งเหล่านี้สามารถบอกได้จากการเก็บตัวอย่างน้ำมาตรวจสอบในห้องปฏิบัติการ แต่อย่างไรก็ตาม มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลาในการทราบผลนาน ดังนั้น ดัชนีชีวภาพจึงมีความนิยมที่ใช้บอกคุณภาพของแหล่งน้ำ ข้อได้เปรียบของดัชนีชีวภาพคือ บ่งบอกคุณภาพน้ำในภาพรวม มีการวัดโดยตรงจากแหล่งน้ำ ให้ข้อมูลที่รวดเร็ว เชื่อถือได้และไม่แพง

ดัชนีชีวภาพจากสาหร่ายจะแปรผันไปตามอุณหภูมิของอากาศ ซึ่งขึ้นอยู่กับฤดูกาล เช่น แหล่งน้ำทะเลสาบที่มีปริมาณสารอาหารสูงในแถบยุโรป ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ มักพบสาหร่ายกลุ่มไดอะตอม (Diatom) ที่มีโครงสร้างประกอบด้วย ซิลิกา จะมีปริมาณจำกัด ทำให้ผิวน้ำใส (แต่จะพบสาหร่ายสีเขียวขนาดเล็กในปริมาณมากกว่า) ขณะที่ฤดูร้อนมักจะพบทั้งสาหร่ายเซลล์เดียว (เช่น Ceratium) สาหร่ายที่มีลักษณะเส้นสาย (เช่น Anabaena) และสาหร่ายที่มีลักษณะกลม (เช่น Microcystis) เป็นจำนวนมาก ส่วนทะเลสาบน้ำเค็ม มักจะพบสาหร่ายเซลล์เดียวที่มีขนาดเล็กซึ่งมีวงจรชีวิตสั้น หรือแหล่งน้ำที่มีการไหลผ่านของน้ำ จะมีการเปลี่ยนแปลงของสารอาหารและเกิดการสะสมของธาตุไนเตรตและฟอสเฟต มีผลทำให้สาหร่ายกลุ่มสีเขียวแกมน้ำเงิน (เช่น Microcystis) หรือกลุ่มไดโนแฟลกเจลเลต (เช่น Ceratium) ใช้แร่ธาตุเหล่านั้นจึงทำให้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

ปัจจุบัน การวัดคุณภาพแหล่งน้ำจากแม่น้ำในหลายๆ ประเทศ จะดูจากปริมาณจุลินทรีย์ Escherichia coli (E.coli) และปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ในสาหร่าย เช่น ประเทศฝรั่งเศส (French National Basin Network : RNB) ได้แบ่งคุณภาพน้ำออกเป็น 5 ระดับ 1. ระดับปกติ มีปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ ≤ 10 ไมโครกรัม ต่อลิตร 2. ระดับมลพิษปานกลาง มีปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ 10 – ≤ 60 ไมโครกรัม ต่อลิตร 3. ระดับมลพิษรุนแรง มีปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ 60 – ≤ 120 ไมโครกรัม ต่อลิตร 4. ระดับมลพิษรุนแรงมาก มีปริมาณคลอโรฟิลล์ เอ 120 – ≤ 300 ไมโครกรัม ต่อลิตร 5. ระดับมลพิษหายนะ มีปริมาณคลอโรฟิลล์เอ มากกว่า 300 ไมโครกรัม ต่อลิตร

คิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน เผยผลวิจัยล่าสุดชี้ว่า ผู้มีปัญหาสิวบนใบหน้าในช่วงวัยรุ่น เมื่อโตขึ้นจะดูแก่ช้ากว่าพวกที่มี “ผิวสมบูรณ์แบบ”

งานวิจัยศึกษาฝาแฝดหญิง 1,205 คน โดยการวิเคราะห์ตัวอย่างเซลล์เม็ดเลือดขาวของอาสาสมัคร แล้วพบว่าคนที่มีปัญหาสิวบนใบหน้ามักมี “เทโลเมียร์” ซึ่งเป็นส่วนปลายสุดของโครโมโซมทำหน้าที่เป็นปลอกที่คอยห่อหุ้มเพื่อปกป้องยีนที่อยู่ข้างในไม่ให้เสียหาย ทำหน้าที่คล้ายกับปลายพลาสติกของเชือกรองเท้าที่ป้องกันไม่ให้เชือกหลุดลุ่ยนั่นเอง

ตามปกติเทโลเมียร์มักหดสั้นลงไปตามกาลเวลา และคนที่มีเทโลเมียร์ขนาดยาวมักมีแนวโน้มจะดูแก่ช้ากว่าคนที่มีเทโลเมียร์สั้น เพราะเมื่อเทโลเมียร์สั้นลงก็จะไปกระตุ้นการทำงานของโปรตีน p53 ที่ควบคุมให้เกิดการเสื่อมสลายของเซลล์ ซึ่งนักวิจัยพบว่า คนที่มีปัญหาสิวมักมีการทำงานของ p53 ในระดับต่ำกว่าคนทั่วไป

นักวิจัยบอกว่า แพทย์ผิวหนังทราบกันมานานแล้วว่า คนที่มีปัญหาสิวบนใบหน้ามักดูแก่ช้ากว่าคนทั่วไป แต่นี่ถือเป็นครั้งแรกที่พบคำตอบของเรื่องนี้ ซึ่งดูเหมือนว่า ความยาวของเทโลเมียร์ จะเป็นปัจจัยที่ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวหน้าเกิดริ้วรอยและดูแก่ก่อนวัย

“กัมพูชา” หนึ่งในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงที่มีรายได้หลักมาจากการส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ “ส่งออกข้าว” ซึ่งความท้าทายใหญ่ก็คือ ขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งอย่างประเทศไทยและเวียดนาม ผู้ส่งออกข้าวอันดับต้น ๆ ของเอเชียอาคเนย์

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรี “ฮุนเซน” ต้องฝันสลายหลังพลาดเป้าส่งออกข้าว 1 ล้านตัน ซึ่งตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2553 โดยมีปัจจัยหลักอย่างปัญหาการขาดแคลนโรงสี โกดังเก็บข้าว และเงินทุนในการพัฒนาเมล็ดข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ และช่วยเหลือเกษตรกร โดยปี 2558 กัมพูชาส่งออกข้าวได้เพียงแค่ 500,000 ตัน หรือเพียง 50% ของเป้าหมายเท่านั้น

นอกจากนี้นายกฯฮุนเซนเคยประกาศในเวทีการประชุมระดับนานาชาติ เมื่อปีก่อนว่า การแข่งขันอย่างหนักของผู้ส่งออกข้าวรายอื่น ๆ เช่น ไทย เวียดนาม เมียนมา และอินเดีย เป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้กัมพูชาไม่ประสบความสำเร็จในเป้าหมาย

โดยกระทรวงเกษตรของกัมพูชาประเมินว่าปีนี้ผลผลิตข้าวของกัมพูชาจะเกิน 9.2 ล้านตัน ซึ่งจะทำให้กัมพูชามีข้าวส่งออกเกิน 3 ล้านตันในปีหน้า วีโอเอ แคมโบเดีย รายงานว่า นายกรัฐมนตรีกัมพูชาระบุถึงตัวเลขประมาณการผลผลิตปีนี้ว่าสูงกว่าปีที่ผ่านมา พร้อมระบุว่า หากหักปริมาณที่ใช้บริโภคภายในประเทศอาจเหลือข้าวเปลือกส่งออกถึง 5 ล้านตัน ทั้งแนะนำให้ชาวนาตากข้าวเปลือกให้แห้งและเก็บรักษาให้ถูกวิธีเพื่อที่จะขายข้าวได้ในราคาที่ดี พร้อมเรียกร้องให้ธนาคารอนุมัติการปล่อยกู้แก่เกษตรกรและพ่อค้าข้าว เพื่อรักษาระดับราคาในตลาดข้าว เพราะไม่เพียงแต่กัมพูชาเท่านั้นที่ประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ส่งออกข้าวก็กำลังเผชิญกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำเช่นกัน

ขณะที่บางประเทศอย่างเวียดนามมีแนวโน้มที่ผลผลิตข้าวจะลดลงในปีนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี2548 หลังเกิดภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบ 90 ปี

ดังนั้นปี 2559 อาจเป็นปีแรกที่กัมพูชาจะมีข้าวสารส่งออกได้เท่ากับเป้าหมายอยู่ที่ 1 ล้านตัน เพราะอานิสงส์จากการส่งเสริมภาคเกษตรของรัฐบาล ที่ให้การช่วยเหลือชาวนา ทั้งการให้ความรู้ในการเก็บรักษาข้าวอย่างถูกวิธี รวมทั้งการที่รัฐบาลได้เชิญชวนให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเพิ่มการลงทุนสร้าง “ไซโล” เก็บรักษาข้าว ที่ทันสมัยและเครื่องอบข้าวไล่ความชื้น เนื่องจากกัมพูชายังประสบปัญหาขาดแคลนสถานที่เก็บข้าวที่ได้มาตรฐาน

สำหรับประเทศที่ให้ความสนใจเข้ามาลงทุนก็คือนักลงทุนจากจีน ในฐานะที่เป็นผู้นำเข้าข้าวสารรายใหญ่ที่สุดของกัมพูชา และเป็นผู้สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวกัมพูชามาโดยตลอด โดยรัฐบาลได้เจรจากับจีนในการขอเงินกู้มาสนับสนุนการลงทุนดังกล่าว

ตลาดเป้าหมายส่งออกข้าวของกัมพูชานอกจากที่ตั้งเป้าขายข้าวให้แก่จีน 200,000 ตัน และเวียดนามอีก 300,000 ตัน ผลจากที่เวียดนามประสบภัยแล้งจนรัฐบาลประเมินว่าการผลิตภายในอาจไม่เพียงพอ

นอกจากนี้รัฐบาลกัมพูชายังแสดงความจำนงบุกตลาด”อินโดนีเซีย” หลังจากปลายเดือน ต.ค.ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์กัมพูชาได้เจรจากับอินโดนีเซียเพื่อขายข้าว 1 ล้านตัน ทว่าไม่มีความคืบหน้าใด ๆ

อย่างไรก็ตามทางการกัมพูชา ระบุว่า ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ของทั้งสองประเทศ คาดว่าจะเข้าเจรจาเพื่อทำเอ็มโอยูการจำหน่ายข้าว แต่ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับปริมาณส่งออกข้าวไปอินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดหลายปีมานี้

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชายังเดินหน้าขยายตลาดข้าวในประเทศยุโรป ซึ่งเป็นตลาดที่ให้สิทธิ GSP หรือสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป แก่สินค้าที่ผลิตในกัมพูชา โดยเฉพาะสินค้าการเกษตร ซึ่งปัจจุบันมีเพียงประเทศโปแลนด์และเนเธอร์แลนด์ที่มีการนำเข้าข้าวและเป็นคู่ค้าลำดับต้น ๆ ของกัมพูชา

โดยนายกฯฮุนเซนประกาศว่า daddyuploads.com “ตลาดเป้าหมายต่อไปของเราคือการบุกตลาดมุสลิม ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของอาเซียน และตลาดยุโรป จากข้อได้เปรียบในการใช้สิทธิ GSP ซึ่งจะทำให้เราสามารถยกระดับเป็นเบอร์ต้น ๆ ของผู้ผลิตและส่งออกข้าวโลก”

วันที่ 6 ธันวาคม 2559 หน้าหนาวชาวบ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ หันมาปลูกผักปลอดสารพิษขายสร้างรายได้ โดยใช้พื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขงปลูกผักเป็นขั้นบันไดเพาะปลูกผักหลากหลายชนิดล้วนเป็นผักปลอดสารพิษเป็นที่นิยมของตลาด ขายได้ราคาดี โดยนางบัวศรี หัตดา อายุ 75 ปี หนึ่งในผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวน้ำในแม่น้ำโขงลดลง ชาวบ้านก็อาศัยพื้นดินริมตลิ่งทำแปลงปลูกผักแบบขั้นบันได ยิ่งแม่น้ำโขงลดลงมากก็จะมีพื้นที่ปลูกผักมากขึ้น อีกทั้งดินที่มีน้ำท่วมถึงจะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชผักไหลมากับน้ำ เมื่อน้ำโขงลดลงสารอาหารเหล่านั้นก็ตกตะกอนทับถมกับพื้นดินริมแม่น้ำโขงจึงเหมาะกับการเพาะปลูก ผักที่ปลูกเป็นผักปลอดสารพิษโดยไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่เกษตรกรผลิตขึ้นมาใช้เอง รวมทั้งใช้ปุ๋ยมูลสัตว์

“ผลผลิตที่ออกมาก็นำไปขายที่ตลาดสดและตามตลาดนัด นอกจากนี้ยังมีชาวลาวที่รักสุขภาพมาสั่งซื้อเป็นประจำ ช่วงนี้เป็นช่วงปลูกผักใหม่จึงมีผักปลอดสารพิษออกสู่ตลาดน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ผักที่ปลูกก็ทั้งผักคะน้า ต้นหอม พริก กะหล่ำปลี ผักกาดหอม ส่วนราคาขายส่งคะน้ากิโลกรัมละ 60 บาท ผักกาดหอมกิโลกรัมละ 70 บาท ต้นหอมกิโลกรัมละ 100 บาท รายได้ระยะเริ่มต้นปลูกใหม่ตกคนละไม่น้อยกว่า 300 บาทต่อวัน แต่เมื่อผักโตเต็มที่ปลายเดือนนี้แต่ละคนจะมีรายได้ 1,000 บาทขึ้นไป ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุ วัยหนุ่มสาวจะไม่มาทำสวนผักขาย” นางบัวศรีกล่าว

นโยบายหนึ่งที่ทางกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขับเคลื่อนในปัจจุบันคือ การปรับโครงสร้างในการผลิตข้าว โดยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิตในรูปแบบของนาแปลงใหญ่ ซึ่งโครงการนี้มีความมุ่งหวังให้ชาวนาสามารถที่จะลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวได้ ซึ่งผลจากการดำเนินการมา พบว่าชาวนาให้ความเชื่อมั่นกับการทำนาแปลงใหญ่ เพราะสามารถลดต้นทุนได้จริง และยังมีระบบการเชื่อมโยงตลาดที่เข้มแข็ง

คุณจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากรมการข้าว มีแนวทางพัฒนาการส่งเสริมการผลิตข้าวในรูปแบบของการรวมกลุ่มอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกลุ่มของศูนย์ข้าวชุมชนเพื่อให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนาข้าวของชุมชนต่างๆ โดยเฉพาะไปส่งเสริมให้กลุ่มทำเมล็ดพันธุ์ข้าวใช้เอง เนื่องจากเป็นปัญหาหลักและเป็นปัญหาแรกของพี่น้องชาวนา ที่มักขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี เพราะแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ขนาดใหญ่ๆ มีอยู่ไม่กี่แห่ง จึงไม่เพียงพอกับความต้องการ ถ้าสามารถทำให้เกษตรกรหรือชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ใช้เองได้ ปัญหาเมล็ดพันธุ์ที่เป็นปัจจัยตั้งต้นของการผลิตข้าวก็จะหมดไป