ทั้งนี้ ได้ยึดถือและน้อมนำเอาแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง

ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวปฏิบัติเจริญรอยตามพระองค์ ซึ่งทุกอย่างตามแนวพระราชดำรินั้น สามารถทำได้ทันที เน้นการพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด สร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเอง จนขณะนี้ ฟ้าใสฟาร์ม เป็นสถานที่ศึกษาดูงานด้านเศรษฐกิจพอเพียงและด้านเกษตรอินทรีย์ ของผู้สนใจทั่วไป เยาวชน ชุมชนต่างๆ ติดต่อเข้ามาศึกษาดูงานอย่างไม่ขาดสาย

มีความตั้งใจจะพัฒนา “ฟ้าใสฟาร์ม” ให้มีหลักสูตรเรียนรู้ด้านการพึ่งพาตนเอง และด้านเกษตรอินทรีย์ ให้บุคคลที่สนใจเข้ามาฝึกอบรมได้ต่อไป หากถามว่า วันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จสำหรับชีวิตแล้วหรือยัง เจ้าของฟ้าใสฟาร์ม ตอบไว้อย่างน่าสนใจว่า ประสบความสำเร็จแล้วตั้งแต่ลงมือทำ เพราะตนกับแฟนทำด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเลือกที่จะใช้ชีวิตตามแนวคิดของ จอน-จัน-ได คือ “ทำชีวิตให้มันง่าย หากมันยากแสดงว่ามันผิด” และเป็นความโชคดีที่ผลิตผลที่ออกจากฟาร์มนำไปจำหน่ายหมดทุกครั้ง จากการทำบัญชีครัวเรือนทำให้ฟ้าใสฟาร์ม พบว่ามีรายได้ต่อปี 200,000 บาท ซึ่งก็พอใจและพร้อมจะเผยแพร่ให้กับคนในชุมชน และเปิดฟาร์มให้เป็นที่ศึกษาดูงาน

ด้าน นายไชยพงค์ ทะนันชัย นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กล่าวว่า สถานที่แห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเป็นต้นแบบของเกษตรกรอินทรีย์ และเป็นหนึ่งในสมาชิกสมาร์ทยังฟาร์มเมอร์ เกษตรกรรุ่นใหม่ตัวอย่าง ที่ประสบความสำเร็จจากความชอบส่วนตัวมาถึงขั้นตอนการเรียนรู้อย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ ซึ่งตอบโจทย์ยุคสมัยของการบริโภคพืชผักและสินค้าปลอดภัยสารเคมี

กัญชา : ทำไมหลายประเทศในโลกถึงเปิดรับกัญชากันมากขึ้น? – BBCไทย
ในขณะที่รัฐบาลชุดใหม่ของเม็กซิโกและลักเซมเบิร์กกำลังวางแผนจะทำให้การใช้กัญชาเพื่อความบันเทิงถูกกฎหมาย ผู้นำนิวซีแลนด์ก็กำลังพิจารณาจะทำประชามติว่าประเทศควรจะดำเนินนโยบายในทิศทางใดในเรื่องนี้

เมื่อความคิดเห็นของสาธารณชนและรัฐบาลในหลาย ๆ ประเทศเปลี่ยน ประเทศอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มจะคล้อยตามมากขึ้น นี่ทำให้เกิดคำถามที่ว่า เราจะร่วมมือกันอย่างไรที่จะจัดการการจัดหาและควบคุมการใช้กัญชา

ปัจจัยอะไรที่ทำให้หลายประเทศยอมลดความเคร่งครัดเรื่องกฎหมาย หรือแม้กระทั่งทำให้กัญชากลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายขึ้นมาได้? สงครามยาเสพติด
เพิ่งปี 2012 นี่เองที่อุรุกวัยออกประกาศว่าพวกเขาจะเป็นประเทศแรกที่ทำให้การใช้กัญชาเพื่อความบันเทิงถูกกฎหมาย โดยนั่นเป็นนโยบายที่มุ่งจะใช้กฎหมายรัฐเข้าจัดการเครือข่ายระหว่างองค์กรอาชญากรรมและผู้ค้ากัญชาเป็นหลัก

ต่อมาในปีเดียวกัน คนในรัฐวอชิงตันและรัฐโคโลราโดลงคะแนนเสียงให้ทั้งสองรัฐกลายเป็นสองที่แรกในสหรัฐฯ ที่สามารถใช้กัญชาโดยไม่ต้องมีจุดประสงค์ทางการแพทย์

รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งไม่เห็นด้วยกับสงครามยาเสพติดที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ ยอมถอยไม่บังคับใช้กฎหมายในระดับรัฐบาลกลาง เปิดทางให้รัฐต่าง ๆ ได้หานโยบายทางเลือกที่จะบังคับใช้กับกัญชาด้วยตนเอง

จากนั้นเป็นต้นมา อีก 8 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดีซี ก็ได้สนับสนุนกฎหมายการใช้กัญชาเพื่อความบันเทิงได้ และการลงโทษต่อการใช้กัญชาในที่อื่น ๆ ก็ค่อย ๆ ผ่อนปรนลงไปด้วย ขณะนี้ ในสหรัฐฯ มีการอนุญาตให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้แล้วทั้งหมด 33 จากทั้งหมด 50 รัฐ

อย่างไรก็ตาม ยังมีการถกเถียงกันอยู่ว่า การทำให้กัญชาถูกกฎหมายจะส่งผลด้านสุขภาพต่อสังคมและคนในสังคมอย่างไร แต่ความคิดของคนทั่วไป และนโยบายรัฐบาลก็ได้ผ่อนปรนลงแล้ว

เมื่อในเดือน ต.ค. แคนาดาได้ปรับให้การซื้อขาย การครอบครอง และการใช้กัญชาเพื่อความบันเทิง ถูกกฎหมายทั่วประเทศแล้ว และดูเหมือนจะเป็นเรื่องแน่นอนแล้วที่เม็กซิโกจะทำให้กัญชาถูกกฎหมาย รัฐบาลของนายมานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ได้เสนอร่างกฎหมายที่จะให้การใช้กัญชาทั้งทางการแพทย์และความบันเทิงถูกกฎหมาย และศาลสูงสุดก็เพิ่งออกคำตัดสินว่าการสั่งห้ามใช้กัญชาเพื่อความบันเทิง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ในบราซิล จาไมกา และโปรตุเกส แม้การซื้อขายกัญชาจะยังผิดกฎหมายอยู่ แต่การมีกัญชาปริมาณเล็กน้อยในครอบครองไม่ผิดกฎหมายอีกต่อไป สเปนอนุญาตให้คนใช้กัญชาในพื้นที่ส่วนตัวได้ ส่วนในเนเธอแลนด์ ก็มีการซื้อขายกัญชาได้โดยทั่วไป

การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นรอบโลก
ในสหราชอาณาจักร มีการอนุญาตให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้แล้วตั้งแต่เดือน พ.ย.
ในเกาหลีใต้ มีการอนุญาตให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้แต่มีการควบคุมอย่างเคร่งครัด
ในมาเลเซีย มีชายที่ถูกตัดสินประหารชีวิตเพราะขายน้ำมันกัญชา
ศาลสูงสุดแอฟริกาใต้ผ่านกฎหมายให้ผู้ใหญ่สามารถใช้กัญชาในพื้นที่ส่วนตัวได้
เลโซโทกลายเป็นชาติแอฟริกันชาติแรกที่อนุญาตให้มีการเพาะปลูกกัญชาเพื่อใช้ในทางการแพทย์ได้อย่างถูกกฎหมาย
เลบานอนกำลังพิจารณาว่าจะทำให้การผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์ถูกกฎหมายเพื่อช่วยเศรษฐกิจประเทศ
เด็กที่เจ็บป่วย
ในหลาย ๆ ประเทศ การเคลื่อนไหวไปสู่การทำให้กัญชาถูกกฎหมายมาจากทัศนคติของสาธารณชนที่เปลี่ยนแปลงไป ในสหรัฐฯ และแคนาดา ภาพของเด็กที่ป่วยแต่กลับถูกปฏิเสธการเข้าถึงกัญชาซึ่งสามารถช่วยรักษาเปลี่ยนชีวิตได้สร้างผลกระทบต่อความคิดของคนทั่วไปมาก และช่วยผลักดันให้มีการอนุญาตให้ใช้กัญชาในทางการแพทย์ได้

อัลฟี ดิงลีย์ ป่วยเป็นโรคลมชักชนิดหายาก
เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา บิลลี คอลด์เวล ซึ่งป่วยเป็นโรคลมชักรุนแรง ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังจากน้ำมันกัญชาเพื่อการแพทย์ของเขาถูกยึดไป และหนึ่งเดือนให้หลังจากนั้น อัลฟี ดิงลีย์ เด็กวัย 7 ขวบซึ่งป่วยเป็นโรคลมชักชนิดหายาก ก็ได้รับใบอนุญาตพิเศษให้เขาใช้น้ำมันกัญชาได้

และในที่สุดกฎหมายสหราชอาณาจักรก็อนุญาตให้หมอสามารถจ่ายยาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากกัญชาได้

สิ่งที่รัฐในสหรัฐฯ ค้นพบในช่วงยุคปี 90 และยุคปี 2000 คือ ความคุ้นชินกับการใช้กัญชาในทางการแพทย์ก็สามารถทำให้ทัศนคติที่มีต่อการใช้กัญชาเพื่อความบันเทิงดีขึ้นไปด้วย

อย่างไรก็ตาม กระทรวงมหาดไทยสหราชอาณาจักร ระบุว่า จะยังห้ามใช้กัญชาเพื่อความบันเทิงต่อไป แม้ว่าจะมีนักการเมืองระดับสูงหลายคน รวมถึงนายวิลเลียม เฮก อดีตผู้นำพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ที่เสนอว่าควรจะมาทบทวนในประเด็นนี้กันใหม่

ในเม็กซิโกก็มีกรณีที่เด็ก ๆ ถูกปฏิเสธการเข้าถึงกัญชาในทางการแพทย์ แต่ก็เป็นด้วยแรงกระตุ้นจากความรุนแรงของสงครามยาเสพติดที่เกิดขึ้นในประเทศ

นักการทูตเม็กซิโกได้เตือนสหรัฐฯ ว่า เป็นเรื่องยากที่จะควบคุมการซื้อขายกัญชาในเมื่อรัฐแคลิฟอร์เนียที่อยู่ติดกันนั้นมีการให้ใช้กัญชาได้อย่างถูกกฎหมาย

ตลาดกัญชา
เมื่อหลายประเทศทั่วโลกมุ่งหน้าสู่การทำให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หลาย ๆ ชาติก็พยายามจะก้าวตามให้ทัน

บ่อยครั้ง ซึ่งจะเห็นได้หลายแห่งในภูมิภาคละตินอเมริกา รัฐบาลประเทศต่าง ๆ อยากให้ชาวไร่สามารถเข้าถึงการปลูกกัญชาเพื่อการแพทย์มากขึ้น เพราะทั้งได้ผลกำไรดีและเป็นตลาดที่กำลังเจริญเติบโต

บริษัทต่าง ๆ ก็ให้ความสนใจเช่นกัน อาทิ บริษัท Altria ซึ่งเป็นเจ้าของยี่ห้อบุหรี่อย่าง Malboro ได้ลงทุนถึง 1.86 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กับบริษัทผลิตกัญชาจากแคนาดา

สหรัฐฯ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การใช้กัญชาในทางการแพทย์สามารถกลายเป็นการขายกัญชาเพื่อความบันเทิงได้ง่าย ๆ และมีแนวโน้มที่จะเปิดตลาดที่ใหญ่กว่าเดิมอีก

แต่อุปสรรคอย่างแรกเลยคือ คุณไม่สามารถค้าขายกัญชาเพื่อความบันเทิงข้ามพรมแดนได้ ประเทศต่าง ๆ สามารถนำเข้าหรือส่งออกกัญชาเพื่อการแพทย์เท่านั้นตามกฎของคณะกรรมการควบคุมสารเสพติดนานาชาติ (International Narcotics Control Board)

ผู้ผลิตในประเทศอย่างโมร็อกโกและจาไมกาอาจจะมีชื่อเสียงในเรื่องกัญชาของพวกเขา แต่ก็ไม่สามารถเข้าถึงประเทศอื่น ๆ ที่ผู้ผลิตในประเทศยังไม่สามารถผลิตได้เท่ากับความต้องการของคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับแคนาดาหลังจากกัญชากลายเป็นสิ่งถูกกฎหมาย

อุปสรรคที่รัฐบาลที่ต้องการเดินหน้าทำให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายคือ การหาความสมดุลระหว่างการทำให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายโดยไม่ควบคุมเลยและการห้ามอย่างเคร่งครัด หลาย ๆ สังคมอาจรู้สึกไม่สบายใจนักหากไม่มีกฎเกณฑ์อย่างดีในการควบคุมการใช้สารที่ส่งผลทางอารมณ์อย่างกัญชา

ผลจากการใช้กัญชา

สามารถทำให้มึนงง วิตกกังวล และหวาดระแวงได้
หากสูบกับบุหรี่ก็จะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคต่าง ๆ อาทิ มะเร็ง
การใช้กัญชาบ่อย ๆ มีความเชื่อมโยงทำให้เสี่ยงเป็นโรคทางจิตมากขึ้น
ในบางแห่ง กัญชาถูกใช้เพื่อรักษาอาการข้างเคียงของโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือโรคเอ็มเอส และโรคมะเร็ง
ยังมีการทดลองอยู่ว่ากัญชาจะสามารถนำไปใช้รักษาอาการอื่น ๆ อาทิ โรคลมชัก และโรคเอดส์ ได้อย่างไร

กรมวิชาการเกษตร บล็อกเส้นทางโรคระบาดปานามาจากเชื้อรา สายพันธุ์ TR4 เข้าประเทศ ชี้โรครุนแรงถึงขั้นไม่สามารถปลูกกล้วยได้อีก พันธุ์กล้วยหอมเขียวเสี่ยงติดโรค เตือนเกษตรกรไม่นำพันธุ์กล้วยที่ลักลอบให้เข้ามาปลูก ชี้ทุกส่วนของกล้วยทุกชนิดเป็นสิ่งต้องห้าม ตาม พ.ร.บ. กักพืช ฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษทั้งจำและปรับ

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดโรคเหี่ยวฟิวซาเรียมของกล้วย ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “โรคตายพราย” หรือ โรคปานามา ที่เกิดจากเชื้อรา Fusarium สายพันธุ์ TR4 ซึ่งพบระบาดในประเทศแถบอาเซียน กรมวิชาการเกษตร ได้เฝ้าระวังการระบาดของโรคดังกล่าว เพื่อไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศ โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในทุกพื้นที่สำรวจพื้นที่ปลูกกล้วยทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกกล้วยหอมเขียวหรือกล้วยหอมคาเวนดิช ซึ่งเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคตายพรายที่เกิดจากเชื้อรา Fusarium สายพันธุ์ TR4 เนื่องจากเป็นโรคที่ทำความเสียหายอย่างรุนแรง จนถึงขั้นทำให้ไม่สามารถปลูกกล้วยได้อีกในพื้นที่ที่พบการระบาดของโรค

โดยปกติแล้ว โรคตายพราย ในประเทศไทยมักเกิดกับกล้วยน้ำว้าไม่พบในกล้วยหอม โดยสาเหตุของโรคมาจากเชื้อราเชื้อเดียวกันแต่ต่างสายพันธุ์ ซึ่งเชื้อรา Fusarium สายพันธุ์ TR4 เป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวังไม่ให้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศ เพราะโรคนี้สามารถติดไปกับหน่อพันธุ์ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อพื้นที่ปลูกอื่นได้ และเกิดจากราในดินที่ไม่อาจใช้สารเคมีกำจัดเชื้อในดินให้ตายหมดไปได้ ถ้าเข้ามาระบาดในประเทศจะทำลายพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทั้งหมดของประเทศ รวมทั้งในกล้วยชนิดอื่นๆ ด้วย

เนื่องจากประเทศไทยมีความหลากหลายของสายพันธุ์กล้วย มีการปลูกกล้วยหลายสายพันธุ์เพื่อใช้ประโยชน์ รับประทานเป็นอาหาร และเพื่อการค้า เชื้อรา Fusarium สายพันธุ์ TR4 มีความสามารถอยู่รอดในดินได้นานมากกว่า 15 ปี รวมทั้งยังสามารถแพร่กระจายไปกับส่วนขยายพันธุ์ที่เป็นโรค ดิน น้ำ ที่ปนเปื้อนเชื้อราสาเหตุของโรคด้วย

“แม้ปัจจุบันจะยังไม่พบโรคตายพรายที่เกิดจากเชื้อรา Fusarium สายพันธุ์ TR4 เข้ามาระบาดในประเทศไทย แต่ควรป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่าการแก้ปัญหาในภายหลัง เพราะโรคนี้มีความรุนแรงมาก สามารถล่มสลายสวนกล้วยในประเทศได้ จึงขอเตือนเกษตรกรอย่านำพันธุ์กล้วยที่อาจมีการลักลอบนำเข้ามาจากประเทศที่พบการระบาดเข้ามาปลูกในประเทศ ซึ่งตามพระราชบัญญัติกักพืชได้กำหนดให้กล้วยเป็นสิ่งต้องห้าม ทุกส่วนของกล้วยทุกชนิดห้ามนำเข้าโดยเด็ดขาด ผู้ใดลักลอบนำเข้ามีความผิดตามพระราชบัญญัติกักพืช มีโทษจำคุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายราชิต สุดพุ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ลงพื้นที่หมู่ 3 ต.ตะเครียะ อ.ระโนด จ.สงขลา เพื่อร่วมหารือและระดมความคิดเห็นในการเตรียมความพร้อมแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับราคาผลผลิต และตลาดรองรับพริกเขียวมันที่ตกต่ำในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่เกษตรกรจะปลูกพริกเขียวมันหลังฤดูน้ำหลาก (มกราคม-เมษายน) ของทุกปี โดยมีนายอำเภอระโนด เกษตรจังหวัด พาณิยช์จังหวัด เกษตรอำเภอ ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน และเกษตรกร อ.ระโนด และใกล้เคียงเข้าร่วม

โดย อ.ระโนด มีพื้นที่ปลูกพริกเขียวมัน ประมาณ 3,217 ไร่ มีเกษตรกร 1,257 ราย มีผลผลิตรวม 6,434,000 กิโลกรัม (กก.) ผลผลิตเฉลี่ย 2,000 กก./ไร่ โดยจะเก็บเกี่ยวประมาณเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม ที่ผ่านมาราคาที่เกษตรกรขายได้สูงสุด 45 บาท/กก. ขณะที่ราคาขายได้ต่ำสุดอยู่ที่ 7 บาท/กก. สำหรับต้นทุนการผลิตอยู่ที่ประมาณ 15 บาท /กก. และมีค่าเก็บเกี่ยว 7 บาท/กก. ขณะที่ อ.กระแสสินธุ์ มีพื้นที่ปลูกประมาณ 230 ไร่ เกษตรกร 160 ราย ผลผลิตรวม 460,000 กก. ส่วนใหญ่ช่วงเวลาปลูกจะเป็นหลังฤดูน้ำหลากเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และช่วงเวลาเก็บเกี่ยวประมาณพฤษภาคม-กรกฎาคม ช่วงเดือนที่ผลผลิตสูงสุดเดือนมิถุนายน สำหรับตลาดส่งออกหลัก คือ มาเลเซีย โดยส่งผ่านช่องทางด่านปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งการส่งออกมากสุดเพื่อป้อนโรงงานผลิตซอสพริก ซึ่งจะมีการส่งออกต่อไปยังประเทศในตะวันออกกลาง

นายราชิต สุดพุ่ม รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กล่าวว่า เนื่องจากปัญหาการปลูกพริกเขียวมันในพื้นที่ อ.ระโนด และ อ.กระแสสินธุ์ ประสบปัญหาผลผลิตปริมาณมากกว่าความต้องการของตลาด รวมทั้งขาดแรงงาน ทำให้การจ้างแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิตสูง 7 บาท/กก. และมีการปลูกพริกในอำเภอใกล้เคียงและจังหวัดใกล้เคียง เช่น จ.นครศรีธรรมราช และพัทลุง ซึ่งมีพื้นที่ปลูกประมาณ 3,761 ไร่ ผลผลิตประมาณ 522,000 กก. อีกทั้งราคาผลผลิตมีการผูกขาดโดยพ่อค้าคนกลาง ทำให้เกษตรประสบปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จากการระดมความคิดและการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา ด้วยการลดพื้นที่ปลูกพริกเขียวมันให้น้อยลง ให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชชนิดอื่น เช่น ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ แตงกวา ฟักทองฟักเขียว หรือพืชผักอื่นๆ ที่ตลาดต้องการหรือภายใต้การตลาดนำการผลิต นอกจากนี้ ให้เกษตรกรรวมกลุ่มวางแผนการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิต และสามารถต่อรองกับพ่อค้าในการจำหน่ายผลผลิตได้ เมื่อกลุ่มมีความเข้มแข็งให้เกษตรกรเข้าสู่ระบบแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการผลิตของชุมชนแบบครบวงจร และการเชื่อมโยงกันระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ สหกรณ์การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม

นายประสงค์ พีรธรากุล เกษตรจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จังหวัดสงขลาได้มีการเตรียมการในขั้นต้น ซึ่งเกษตรกรจะเริ่มปลูกพริกประมาณช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ โดยขณะนี้ได้วางแผนการจัดการสำรวจข้อมูลว่าแต่ละครัวเรือนมีการปลูกพริกเท่าไร และมีการเกษตรอื่น ๆ จำนวนเท่าไร ซึ่งจะได้ประสานกับภาคเอกชนให้รับทราบถึงปริมาณและวางแผนการผลิตต่อไป สำหรับเรื่องราคานั้นต้องดูถึงคุณภาพของผลผลิต

ด้าน นางสุนิสา มโนสินธุ์ เกษตรกรปลูกพริกเขียวมัน กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือด้านการตลาด ผลักดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น ปัญหาด้านเงินทุนและการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่เกิดจากพริก และหาตลาดให้แก่เกษตรกร ที่จะรองรับราคาผลผลิตที่จะเกิดขึ้นอีกใน 2-3 เดือนข้างหน้า และผลผลิตที่ออกมาประมาณเดือนมีนาคม

คุณบุญนาค ศรีสว่าง ปราชญ์ชาวบ้านและเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดบึงกาฬ นับเป็นบุคคลตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในการทำสวนเกษตรผสมผสาน ช่วยกระจายความเสี่ยงการลงทุน ทำให้เขาไม่ขาดแคลนรายได้ เมื่อเผชิญหน้ากับภาวะราคายางพาราตกต่ำในวันนี้ ดังนั้น องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬและจังหวัดบึงกาฬซึ่งเป็นผู้จัดงานวันยางพาราบึงกาฬ 2562 จึงได้เชิญ คุณบุญนาค มาเป็นวิทยากรเวทีปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อแบ่งปันความรู้ ในหัวข้อ “จัดสรรสวนยางพารา สร้างรายได้หลักแสนต่อปี” เมื่อวันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2561

คุณบุญนาค เป็นอดีตทหารอากาศ ที่ลาออกมาทำอาชีพเกษตรกรรม เพราะใจรัก ที่ผ่านมา เขามีรายได้หลักจากอาชีพการทำสวนยางพารา และมีรายได้เสริมจากการทำสวนผลไม้ที่ปลูกแบบผสมผสาน แต่วิกฤตราคายางตกต่ำในทุกวันนี้ ทำให้ตัวเลขรายได้จากธุรกิจสวนผลไม้กำลังวิ่งแซงหน้ารายได้ธุรกิจสวนยางไปเสียแล้ว

คุณบุญนาค เริ่มต้นทำสวนผลไม้ ตั้งแต่ปี 2518 โดยปลูกละมุดพันธุ์มะกอก มะพร้าวน้ำหอม เขาเป็นเกษตรกรคนแรกที่นำต้นเงาะโรงเรียนจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีมาปลูกที่จังหวัดบึงกาฬ เมื่อ 40 กว่าปีก่อน (สมัยนั้นอำเภอศรีวิไล อยู่ในจังหวัดหนองคาย) จนหลายคนหาว่าเขาบ้า เพราะใครๆ ก็ทำพืชไร่ ปลูกข้าวโพด ปลูกมันสำปะหลัง ไม่เคยมีใครปลูกไม้ผลมาก่อน ปรากฏว่าเขาทำได้สำเร็จ ต้นเงาะโรงเรียนที่นำมาปลูกให้ผลผลิตคุณภาพที่ดี กลายเป็นสินค้าเด่นดังประจำจังหวัดบึงกาฬ ทุกวันนี้ ใครอยากกินเงาะโรงเรียนคุณภาพดี ต้องนึกถึงเงาะอำเภอศรีวิไลของคุณบุญนาคเป็นที่แรก เพราะมีรสหวาน เนื้อแห้งกรอบอร่อย

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้เขาเกิดขวัญกำลังที่จะนำผลไม้เด่นชนิดอื่นๆ เช่น มังคุด ทุเรียน รวมทั้งสะตอ มาปลูกบนที่ดินของเขา ซึ่งกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ทะลุหลักแสนต่อปีทีเดียว แค่รายได้จากการขายสะตอฝักสด ซึ่งเป็นสะตอพันธุ์ดานอย่างเดียว ก็สร้างรายได้หลักหมื่นบาทต่อต้นแล้ว

คุณบุญนาค กล่าวว่า ปัจจุบัน เขามีรายได้หลักจากการทำสวนยางพารา โดยแบ่งปันรายได้คนละครึ่งกับแรงงานกรีดยาง สำหรับภาวะราคายางพาราตกต่ำในขณะนี้ ราคายางก้อนถ้วย อยู่ที่ กิโลกรัมละ 18 บาท หากพึ่งรายได้จากการปลูกยางพาราแต่เพียงอย่างเดียวคงอยู่ไม่ได้ โชคดีที่เขาจัดสรรพื้นที่มาทำสวนเกษตรผสมผสาน ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นนานาชนิดไว้ในสวนแห่งนี้ ทำให้มีรายได้เข้ามาหลายทาง ตลอดทั้งปี ช่วยกระจายความเสี่ยงในการลงทุนได้เป็นอย่างดี

การทำสวนเกษตรผสมผสานของเขา ไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าจะปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้นกี่ต้น ปลูกมากเท่าไรอาศัยความสะดวกของพื้นที่เป็นหลัก ตรงไหนมีพื้นที่ว่างเหมาะสมเขาก็จะนำพันธุ์ไม้ผลมาปลูกตามอัธยาศัย โดยธรรมชาติแล้ว ต้นมังคุดและต้นทุเรียน เป็นไม้ผลโตช้า ที่สู้แดดไม่ค่อยได้ ดังนั้น การปลูกในระยะแรก ควรสร้างร่มเงาให้กับไม้ผลทั้งสองชนิด หลังผ่านปีที่ 3 ไปแล้ว ต้นมังคุดและต้นทุเรียนจะเติบโตแข็งแรง ไม่ต้องดูแลอะไรมาก

การทำสวนผลไม้ของเขาใช้ปุ๋ยเคมีน้อย เพราะเขามองว่าปุ๋ยเคมีหากใช้ในปริมาณมาก เสี่ยงทำให้ดินแข็ง พืชเจริญเติบโตได้ไม่ดี สวนแห่งนี้จึงเน้นปลูกดูแลพันธุ์ไม้โดยใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยน้ำหมักจุลินทรีย์ เป็นหลัก แต่จะเสริมปุ๋ยเคมีสูตรหวานในอัตราที่เหมาะสมเพื่อบำรุงผลผลิตให้มีรสหวานตามที่ต้องการ

หากเกษตรกรชาวสวนยางพารารายใด ต้องการมีรายได้เสริมจากการทำสวนเกษตรผสมผสานเช่นเดียวกับเขา คุณบุญนาคให้คำแนะนำว่า ควรเริ่มต้นปลูกพืชผักสวนครัว และปลูกกล้วยก่อน เพื่อเป็นรายได้รายวันและรายเดือน เพราะการทำสวนไม้ผล ต้องใช้เวลาปลูกดูแล 4-5 ปี จึงเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้ นอกจากนี้ ควรเลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด ไก่ ไว้ในสวนด้วย เพื่อเป็นปุ๋ยคอกในสวนและมีรายได้หมุนเวียนจากการขายไข่และขายเป็ด ไก่

คุณบุญนาค กล่าวเสริมว่า ในยุคนี้ การปลูกยางพาราเป็นพืชเชิงเดี่ยวมีความเสี่ยงในการลงทุนมากเกินไป การทำสวนเกษตรผสมผสานน่าจะเป็นคำตอบที่เหมาะสมมากกว่า หากใครสนใจอยากเรียนรู้เรื่องการทำสวนเกษตรผสมผสานของคุณบุญนาค ศรีสว่าง สามารถติดต่อได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 087-491-7831

ตามรอยพ่อ กับเกษตรทฤษฎีใหม่

นอกจากนี้ คณะผู้จัดงานวันยางพาราบึงกาฬ 2562 ยังได้เชิญ คุณจันทร์ที ประทุมภา ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตร เศรษฐกิจพอเพียงปี 2554 จังหวัดนครราชสีมา มาวิทากรบนเวทีปราชญ์ชาวบ้านเพื่อแบ่งปันความรู้ ในหัวข้อ “ตามรอยพ่อ กับเกษตรทฤษฎีใหม่”

คุณจันทร์ที เป็นเกษตรกรที่นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้กับตนเองจนประสบความสำเร็จ สามารถปลดหนี้สินก้อนโตได้สำเร็จในปีที่ 5 และเหลือเงินออม ทำให้เขาได้รับรางวัลชนะเลิศด้านเกษตรทฤษฎีใหม่จากการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 1 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.)

คุณจันทร์ที เล่าว่า เขาเรียนจบประถมศึกษาปีที่ 4 ทำงานเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ ด้วยความขยันหมั่นเพียร สะสมเงินทุนตั้งตัวเป็นนักธุรกิจ มีกิจการโรงสี และมีฟาร์มเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์และสุกรขุน ครอบครัวมีฐานะค่อนข้างดีในขณะนั้น ต่อมามีเพื่อนชวนทำอาชีพนายหน้าจัดหาคนไปทำงานต่างประเทศ เขาเรียกเก็บเงินจากแรงงานให้เพื่อนไป 250,000 บาท เพื่อเป็นค่าประกันและค่าทำวีซ่า แต่เพื่อนกลับโกงเงินดังกล่าวไป ทำให้เขาต้องแบกรับภาระหนี้ทั้งหมด จึงตัดสินใจขายทรัพย์สินและจำนองที่ดินเพื่อล้างหนี้ เขาเปลี่ยนอาชีพจากนักธุรกิจ มาเป็นแรงงานรับจ้างรายวัน ยอมทำงานรับจ้างทุกอย่างให้มีรายได้เลี้ยงดูครอบครัว

ต่อมา คุณจันทร์ที มีโอกาสไปทำงานก่อสร้างที่ประเทศสิงคโปร์ 1 ปี มีเงินเก็บ 150,000 บาท นำมาไถ่ถอนที่ดินคืน เพื่อเริ่มต้นทำอาชีพเกษตรกรรมอีกครั้ง แม้จะได้ที่นาคืนมา แต่ขาดเงินทุนหมุนเวียน จึงไปกู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรนำมาลงทุน ก็มีรายได้พออยู่ไปวันๆ ปีที่สอง เขาหันไปกู้หนี้นอกระบบ หนี้สินมีแต่เพิ่มพูน แต่ยังหาทางปลดหนี้ไม่ได้

เขามีโอกาสศึกษาดูงานเกษตรผสมผสานของ “พ่อผาย สร้อยสระกลาง” ปราชญ์ชาวบ้านในท้องถิ่น ที่ทำเกษตรผสมผสาน มีรายได้สม่ำเสมอและยั่งยืนทำให้เขาเกิดความประทับใจ จึงเริ่มต้นทำเกษตรผสมผสาน เมื่อปี 2534 เนื่องจากขาดแคลนเงินทุน เขาจึงต้องใช้หนึ่งสองและสองมือของแรงงานในครอบครัวทำงานขุดสระน้ำ เนื้อที่ 2 งานด้วยมือ โดยใช้เวลาถึง 3 เดือน จึงเริ่มเก็บกักน้ำสำหรับใช้ในไร่นาได้ตามที่ต้องการ เขาปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก แต่ยังมีรายได้ไม่มากนัก

ต่อมาเขามีโอกาสพัฒนาต่อยอดไปเรียนรู้เรื่องหลักเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรมพัฒนาชุมชน ตั้งแต่ปี 2540-2541 เขาได้น้อมนำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในไร่นาจนประสบผลสำเร็จ เขาได้แบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินทำกิน จำนวน 22 ไร่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีที่ดินทำนา 10 ไร่ ทำเกษตรผสมผสานตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ 10 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัย 2 ไร่

หัวใจสำคัญของการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ คือแหล่งน้ำ เขาลงทุนขุดสระน้ำกว่า 10 บ่อ และปลูกพืชแบบผสมผสาน มีทั้งพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย พืชสมุนไพร และเลี้ยงหมู เป็ด ไก่ ปลา เป็นแหล่งอาหารของครอบครัว เพื่อลดรายจ่าย พึ่งพาตัวเองได้ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่า ” อัตตาหิ อัตตโน นาโถ”

คุณจันทร์ที กล่าวว่า ก่อนปลูกเขาไปสำรวจตลาดก่อนว่า ผู้ซื้อต้องการอะไร จึงปลูกสินค้าที่ตลาดต้องการ เมื่อนำไปขาย ปรากฏว่า แม่ค้าไม่รับซื้อเพราะมีแหล่งผลิตที่ส่งขายให้ประจำอยู่แล้ว เขาก็ไม่ท้อถอยเพราะปลูกเอง ขายเองก็ได้ ทุกวันนี้ สินค้าของเขาผลิตไม่พอขาย เพราะปลูกดูแลแบบเกษตรอินทรีย์ ผักสดๆ คุณภาพดี ขายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด สินค้าของเขาขายดีมาก มีลูกค้าขาประจำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน คุณจันทร์ที จัดทำแปลงเกษตรแบบประณีต ในพื้นที่ 1 ไร่ ภายใต้แนวคิด “สร้างผืนป่าในไร่นา” เพื่อเป็นตัวอย่างของการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปรับคันนาให้ใหญ่ขึ้น ปลูกพืชสวนครัว ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้เศรษฐกิจหลากหลายบนคันนา จากเดิมที่เคยเป็นที่นาแห้งแล้ง ใช้เวลาแค่ปีเดียว กลายเป็นป่าธรรมชาติที่มีความสมดุลทางธรรมชาติ มีเห็ดป่าหลากหลายชนิด ทั้งเห็ดระโงกขาว เห็ดระโงกเหลือง เห็ดโคน ฯลฯ ให้เก็บกิน เก็บขาย ได้ตลอดทั้งปี