ทั้งนี้ ได้แจ้งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจเฝ้าระวัง

และดำเนินคดีกับผู้จำหน่าย หรือหากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายหรือใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวแล้วมีอาการผิดปกติ สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่ กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข

ชมรมผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังร่วมกับภาครัฐและเอกชนประกาศความสำเร็จ
14 ปี ในการเข้าถึงยาและการเพิ่มโอกาสในการรักษาของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว
แบบมัยอีลอยด์และมะเร็งทางเดินอาหารจีสต์

กรุงเทพฯ 17 พฤศจิกายน 2559 : ชมรมผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทยได้จัดงานแถลงข่าว 14 ปี การเข้าถึงยาอิมมาตินิบและการเพิ่มโอกาสในการรักษาของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบมัยอีลอยด์และมะเร็งทางเดินอาหารจีสต์ เพื่อขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการเข้าถึงยาอิมมาตินิบ ได้แก่ คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทย (Thai CML Working Group), มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย, หน่วยงานภาครัฐ ประกอบด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข, และสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน (สปส.) และ บริษัทโนวาร์ตีส เอจี จำกัด การแถลงข่าวดังกล่าว นอกจากเป็นการขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพของผู้ป่วยทุกคนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องยาวนานมากกว่า 14 ปี ยังเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโรคแนวทางการรักษา รวมถึงมุมมองของแพทย์และผู้ป่วยต่อการรักษา สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในการรักษาโรคของผู้ป่วยและสร้างเสริมกำลังใจให้กับเพื่อนผู้ป่วยด้วยกัน

นายจีระพล ไชยมงคล ประธานชมรมผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทยกล่าวว่า จากความร่วมมือเป็นเวลา 14 ปี ทำให้โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยนานาชาติ จีแพป (GIPAP) ประสบความสำเร็จสามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาและช่วยเหลือผู้ป่วยในประเทศไทยของกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบมัยอีลอยด์ และมะเร็งทางเดินอาหารชนิดจีสต์อย่างต่อเนื่อง โครงการช่วยเหลือผู้ป่วยนานาชาติจีแพป เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากความช่วยเหลือและร่วมมือด้วยดีจากกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และบริษัทโนวาร์ตีส เอจี จำกัด ในการจัดสรรยาอิมมาตินิบ มีไซเลตให้แก่ผู้ป่วยสิทธิ์บัตรทอง และเรื่องน่ายินดีที่เพิ่มขึ้นคือ ในขณะนี้ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์สิทธิ์ประกันสังคมและบัตรทอง สามารถเข้าถึงการตรวจติดตามผลการรักษาด้วยยาอิมมาตินิบ คือ การตรวจวัดระดับยีน BCR-ABL ในขณะเดียวกันผู้ป่วยมะเร็งทางเดินอาหารจีสต์ในโครงการจีแพปเอง ก็สามารถได้รับขนาดยาอิมมาตินิบเพิ่มขึ้นมากกว่า 400 มิลลิกรัมต่อวัน ในกรณีที่มีความจำเป็นอีกด้วย

นายจีระพล กล่าวว่า รู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างยิ่งกับความสำเร็จในการร่วมมือกัน จนทำให้ชมรมผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทยมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน มีผู้ป่วยที่มีสุขภาพแข็งแรงเข้ามาเป็นจิตอาสา ทำงานเพื่อผู้ป่วยคนอื่นเพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าในอดีตที่ผ่านมา ในระยะแรกของการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ จึงทำให้การรักษาได้ผลไม่ดี แต่จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทำให้ปัจจุบันโครงการนี้ได้มีส่วนช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับยาที่มีมาตรฐานและประสิทธิภาพดี และทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงยาได้ ผู้ป่วยโรคนี้กลายเป็นคนปกติอยู่ในสังคมไทย เหมือนโรคเรื้อรังชนิดอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูง สามารถทำให้ผู้ป่วยได้มีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น

ด้าน ศ.พญ.แสงสุรีย์ จูฑา ประธานชมรมโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวแบบมัยอีลอยด์ (Chronic Myeloid Leukemia, CML) สามารถเกิดได้ทุกกลุ่มอายุ แต่ในประเทศไทยจะพบผู้ป่วยส่วนใหญ่ อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 36-45 ปี และจะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง อุบัติการณ์ที่รายงานคือประมาณ 0.5 รายต่อประชากรแสนคนต่อปี โดยจะมีผู้ป่วยในประเทศไทยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค CML ประมาณ 700-1,000 รายต่อปี สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งชนิด CML นั้นยังไม่ทราบแน่ชัด แต่การฉายรังสีเป็นปัจจัยเดียวที่อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสูงขึ้น โดยอาการของผู้ป่วย จะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ผอมลง ทานข้าวแล้วแน่นท้อง อีกทั้งมีก้อนในท้อง ซึ่งการเจอก้อนในท้องอาจจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายประจำปี

ปัจจุบันมาตรฐานการรักษาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศแนะนำให้ ยาอิมมาตินิบ 400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือยานิโลตินิบ 600 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นยาที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วย ซึ่งยาทั้งสองตัวสามารถให้ผลการตอบสนองที่ดี แต่ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและดูแลตนเองตามแพทย์แนะนำจึงจะได้ผลค่อนข้างดี ผู้ป่วยจึงสามารถมีชีวิตที่ยืนยาวไม่แตกต่างจากโรคเรื้อรังทั่วไปและสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป โดยเป้าหมายในการรักษา คือ การลดจำนวนเซลล์มะเร็งในร่างกายให้เหลือน้อยที่สุดอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้โรคเข้าสู่ระยะลุกลาม ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโดยตรง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถหยุดยาได้ ดังนั้นการติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่องจึงมีความสำคัญมาก เพื่อสังเกตว่าผู้ป่วยตอบสนองต่อยาได้ดีหรือไม่ ซึ่งจะทำให้แพทย์สามารถพิจารณาเลือกการรักษาได้อย่างเหมาะสมกับระยะของโรค โดยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถตรวจวัดปริมาณโปรตีนที่ผิดปกติ (BCR-ABL) หรือที่เป็นผลผลิตจากยืนที่ผิดปกติในร่างกายได้ เรียกว่า การตรวจ RQ-PCR (Real-Time Quantitative Polymerase Chain Reaction) ซึ่งตามเกณฑ์ผู้ป่วยทุกคนควรตอบสนองต่อการรักษาจนถึงระดับลึกที่สุด คือ Major Molecular Response (MMR) โดยมีปริมาณ BCR-ABL ≤ 0.1 เปอร์เซ็นต์ IS ภายในระยะเวลาไม่เกิน 18 เดือน หากยังไม่ได้ผลการตอบสนอง ผู้ป่วยก็ควรได้รับการพิจารณาเปลี่ยนยารักษาต่อไป

ศ.พญ.แสงสุรีย์ กล่าวต่อว่า ด้วยความร่วมมือในทุกภาคส่วน ทำให้ปัจจุบันได้เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยในสิทธิ์ประกันสังคมและบัตรทอง สามารถเข้าถึงการตรวจ RQ-PCR ได้แล้ว จึงอยากกล่าวขอบคุณในนามของแพทย์ ที่มีโอกาสได้ดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิด CML รวมถึงตัวผู้ป่วยและครอบครัว ขอบคุณบริษัทโนวาร์ตีส ตั้งแต่การคิดค้นพัฒนายาที่ดี ริเริ่มให้เกิดโครงการจีแพปขึ้นมาในประเทศไทย และขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาครัฐ ประกันสังคม และ สปสช. สำหรับการดำเนินการช่วยเหลือในการสานต่อความหวังผู้ป่วยโรคมะเร็งชนิด CML ให้พัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ผศ.นพ.เอกภพ สิระชัยนันท์ อุปนายกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า โรคมะเร็งทางเดินอาหารชนิดจีสต์ (GIST) เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเป็นมะเร็งที่แตกต่างจากมะเร็งระบบทางเดินอาหารชนิดอื่น ๆ เนื่องจากมะเร็งจีสต์เกิดจากเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิด คือเซลล์ที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้ เพราะฉะนั้นจึงสามารถพบมะเร็งจีสต์ได้ตามส่วนต่าง ๆ ของระบบทางเดินอาหาร โดยตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด คือกระเพาะอาหาร มะเร็งจีสต์ถือได้ว่าเป็นมะเร็งที่พบได้น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับมะเร็งของระบบทางเดินอาหารชนิดอื่น สำหรับในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคมะเร็งจีสต์จำนวน 1,581 ราย และมีอัตราการเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี

สำหรับอาการของมะเร็งทางเดินอาหารชนิดจีสต์มีความคล้ายคลึงกับมะเร็งทางเดินอาหารชนิดอื่น ๆ โดยผู้ป่วยจะมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ผู้ป่วยบางรายคลำพบก้อนในท้อง ซึ่งหากก้อนมะเร็งจีสต์อยู่ในกระเพาะอาหาร ก็อาจจะทำให้เลือดออกในกระเพาะอาหาร โดยเลือดจะปนออกมากับอุจจาระทำให้อุจจาระมีสีดำ และหากมีเลือดออกในกระเพาะอาหารมาก ผู้ป่วยก็อาจจะอาเจียนออกมาเป็นเลือดได้ นอกจากนั้นคนไข้ก็มักจะมีอาการอ่อนเพลีย ซีด เนื่องจากมีเลือดออกด้วย ซึ่งอาการของมะเร็งทางเดินอาหารชนิดจีสต์ไม่มีข้อเจาะจง แต่ถ้าหากมีอาการที่น่าสงสัยแบบเรื้อรัง และรับการรักษาโรคทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้นก็ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายดูว่ามีก้อนในท้องหรือไม่ โดยวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งทางเดินอาหารชนิดจีสต์ มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี อาทิ เอ็กซเรย์ดูก้อนในท้องหรือส่องกล้องเข้าไปดูก้อนในกระเพาะอาหาร โดยการส่องกล้องจะตัดชิ้นเนื้อบางส่วนมาตรวจยืนยันว่าเป็นมะเร็งทางเดินอาหารชนิดจีสต์หรือไม่

ระยะเริ่มแรกของโรคมะเร็งทางเดินอาหารชนิดจีสต์ จะมีลักษณะเป็นก้อนอยู่บริเวณเดียว ซึ่งสามารถรักษาได้โดยการผ่าตัดและมีโอกาสที่จะหายขาด แต่อย่างไรก็ตามหลังจากการผ่าตัด คนไข้ก็มีความเสี่ยงที่โรคจะกำเริบขึ้นมาได้ ซึ่งแต่ละคนมีความเสี่ยงไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับลักษณะของโรค แต่ถ้าหากตัวโรคได้แพร่กระจายไปยังบริเวณอื่นแล้ว ก็จะมีโอกาสน้อยในการรักษาให้หายขาด ซึ่งถ้าหากโรคกระจายไปที่ตับก็ต้องรักษาด้วยยา เดิมใช้วิธีการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด แต่เนื่องจากมะเร็งจีสต์เป็นโรคที่ตอบสนองต่อเคมีบำบัดน้อยมาก ช่วงหลังจึงมีการพัฒนายา Targeted Therapy หรือยาที่รักษาได้โดยตรง คือ ยาอิมมาตินิบ โดยทางการแพทย์พบว่ายากลุ่มนี้สามารถที่จะควบคุมโรคได้ดีกว่ายาเคมีบำบัด ทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งจีสต์มีทางเลือกในการรักษามากขึ้น และมีอายุยืนยาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ด้าน นพ. ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า เรื่องของการรักษาโรคมะเร็งจะพบว่าสถิติของผู้ป่วยมะเร็งมีเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 – 7 ต่อปี อัตราการเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น หรือมีประชาชนป่วยเป็นโรคมะเร็งมากขึ้น ซึ่งแต่ละสิทธิ์การรักษาของแต่ละกองทุนจะมีความแตกต่างกัน จึงทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการไม่เหมือนกัน ดังนั้นนโยบายของรัฐบาลจึงมีแนวทางบูรณาการมะเร็งให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกกองทุนสุขภาพ ในส่วนของสปสช. นั้น ก็ได้เห็นชอบในหลักการที่จะบูรณาการระบบบริการสำหรับการเข้าถึงยารักษาโรคมะเร็งและการดูแลรักษาโรคมะเร็ง 6 เรื่อง ได้แก่ 1.การประชาสัมพันธ์เพื่อให้ความรู้ 2.การส่งเสริมป้องกัน 3.การคัดกรองโรคมะเร็ง 4.การจ่ายชดเชยค่าบริการ 5.การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง 6.การทำฐานข้อมูลผู้ป่วยมะเร็ง

สำหรับการเข้าถึงยารักษาโรคมะเร็ง สปสช.ยังคงมุ่งมั่นยึดหลักในการช่วยเหลือประชาชนในการรักษาจากการบริหารจัดการยา ก่อนหน้านี้ สปสช.ได้เพิ่มรายการยาเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงอย่างต่อเนื่องในกลุ่มยาต่าง ๆ นอกจากนี้นโยบายด้านยาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะช่วยทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษา รวมถึงการบริหารจัดการยาของสปสช. จะส่งผลให้เกิดการต่อรองราคายาโดยรวม ไม่เพียงแต่ช่วยประหยัดงบประมาณให้กับกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ปีละเกือบหมื่นล้านบาท แต่จะช่วยประหยัดงบประมาณให้กับกองทุนรักษาพยาบาลอื่นด้วย ซึ่งเชื่อว่าการเพิ่มสิทธิประโยชน์ยาจะช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดซื้อยาเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดภาระค่ายาที่มีราคาแพงให้กับโรงพยาบาลที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาเหล่านี้ ส่งผลให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาอย่างทั่วถึง ยกตัวอย่าง กรณีโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ สปสช. ก็ได้เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการตรวจ RQ-PCR ได้แล้วในปัจจุบัน แต่สำหรับมะเร็งทางเดินอาหารชนิดจีสต์แม้ตอนนี้ทางเลือกในการเข้าถึงยารักษาอาจจะยังไม่เต็มที่ แต่ก็จะประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ป่วยอีกช่องทางหนึ่ง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนต่อไป

ด้าน พญ.จิตสุดา บัวขาว ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมการแพทย์นั้นมีเป้าหมายก็คือ “ให้ประชาชนได้รับบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ดังเช่น ในปี 2558 กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและองค์การเภสัชกรรม ในการบริหารจัดการยาอิมมาตินิบซึ่งเป็นยาบริจาค ทางกรมฯ มีความรู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนสำคัญในการช่วยเหลือผู้ป่วยในประเทศไทย ให้กับบรรดาผู้ป่วยผู้มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอีลอยด์ และมะเร็งทางเดินอาหารชนิดจีสต์
ด้านนางกรรณิการ์ พฤกษชาติ ผู้อำนวยการสำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์ สำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมให้ความคุ้มครองการรักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตนครอบคลุมทุกโรค รวมถึงโรคมะเร็ง ซึ่งเป็นโรคที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง แต่ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรังแบบมัยอิลอยด์และมะเร็งทางเดินอาหารชนิดจีสต์ ที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม สามารถใช้ชีวิตอย่างผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานได้ ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและกลับเข้าสู่ระบบแรงงานได้อีกด้วย

ด้านมร. โทมัส วายโกลด์ ประธานฝ่ายยามะเร็ง ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกาใต้ บริษัทโนวาตีส เอจี จำกัด กล่าวถึงบทบาทของผู้ผลิตในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งว่า บริษัท โนวาร์ตีส ฟาร์มา เอจี ผู้คิดค้นนวัตกรรมและผลิตยารักษาโรคมะเร็ง ยาที่สามารถคิดค้นได้นั้นจะไม่มีประโยชน์ หากไม่สามารถช่วยบรรเทาโรคของผู้ป่วยได้ ดังนั้นบริษัทฯ จึงมีปณิธานในการช่วยเหลือผู้ป่วยให้เข้าถึงยานวัตกรรมผ่านโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยต่างๆ ซึ่งได้ช่วยเหลือผู้ป่วยไปแล้วกว่า 66 ล้านคนทั่วโลก ให้เข้าถึงยาของบริษัทฯ โดย 80 เปอร์เซ็นต์ของโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยดำเนินการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและแอฟริกาใต้

โครงการต่าง ๆ จะไม่สามารถมีความยั่งยืนได้ หากขาดความร่วมมือของหลายฝ่าย เช่น กระทรวงสาธารณสุข กองทุนประกันสุขภาพ และที่สำคัญที่สุดคือกลุ่มผู้ป่วย สำหรับประเทศไทยทางโนวาร์ตีสได้ดำเนินโครงการจีแพปมาเป็นปีที่ 14 แล้ว ตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2545 และได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยมากกว่า 4,980 ราย โดยมีผู้ป่วยในโครงการที่มีชีวิตอยู่และยังได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนถึง 2,415 ราย และยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่กำลังจะเข้าร่วมโครงการในอนาคต ปัจจุบันโรงพยาบาลและศูนย์การรักษาพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการจีแพป ในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 73 แห่ง และมีแพทย์เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 215 ท่าน การที่โครงการ
จีแพป ได้ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยให้ได้รับยาที่ดีที่สุดและสร้างกำลังใจ แก่ผู้ป่วย จึงก่อให้เกิดความร่วมมือในการรักษาจากผู้ป่วยและสามารถทำให้ผู้ป่วยกลับคืนสู่สังคมด้วยความพร้อมทั้งกายและใจ เพื่อสร้างประโยชน์ให้แก่ชุมชนของตนเองต่อไปในภายภาคหน้า

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แนะนำประชาชนบริโภค ‘ข้าวกล้อง’ ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในหลวง รัชกาลที่ 9 ชี้ เส้นใยมาก มีวิตามินต้านอนุมูลอิสระ กินทุกมื้อสุขภาพดี ป้องกันเหน็บชา ปากนกกระจอก เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด มะเร็งลำไส้ใหญ่

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน นพ. วิศิษฎ์ ตั้งนภากร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า สบส. ได้เร่งเผยแพร่ความรู้ในการบริโภคข้าวเพื่อสุขภาพที่ดี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญต่อประโยชน์ของข้าวกล้องและเสวยข้าวกล้องทุกวัน ดั่งกระแสพระราชดำรัสเมื่อ พ.ศ. 2541 ว่า “ข้าวกล้องนี่ เรากินทุกวัน เพราะว่ามีประโยชน์ ร่างกายแข็งแรง ข้าวขาวนี้ เอาของดีออกไปหมด และข้าวกล้องนี่ดี คนบอกว่ากินข้าวกล้องแล้วเป็นคนจน เรานี่เป็นคนจน” สบส. จึงได้อัญเชิญและน้อมนำกระแสพระราชดำรัสมาเป็นแนวทางปลูกฝังพฤติกรรมคนไทยหันมาบริโภคสิ่งที่เป็นประโยชน์และมีอยู่แล้วในประเทศ เพื่อเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท

นพ. วิศิษฎ์ กล่าวว่า ข้าวกล้องผ่านกระบวนการขัดสีเพียงครั้งเดียว ทำให้ยังมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ เส้นใยอาหาร ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพสามารถป้องกันโรคไม่ต่ำกว่า 10 โรค เช่น ท้องผูก ภูมิแพ้ เหน็บชา ปากนกกระจอก ผิวหนังอักเสบ รวมทั้งป้องกันโรคสมัยใหม่ ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง หัวใจขาดเลือด โรคอ้วน ควบคุมไขมันในเลือดสูง กระดูกพรุน

ทางด้าน พญ. นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย สธ. กล่าวว่า ข้าวกล้องมีสีน้ำตาลนวล และมีส่วนสำคัญคือ จมูกข้าวอยู่ที่ส่วนหัวของเมล็ดซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหาร มีเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวซึ่งเป็นเส้นใยอาหารห่อหุ้มวิตามิน แร่ธาตุหลายชนิด ซึ่งในข้าวสารขาวจะมีน้อยมากเพราะถูกขัดสีออก สำนักโภชนาการได้ศึกษาวิจัยพบว่า ในข้าวกล้องหอมมะลิหุงสุก น้ำหนัก 100 กรัม หรือประมาณ 1 ทัพพีครึ่ง มีสารอาหารที่บำรุงสุขภาพมากถึง 11 ชนิด สูงกว่าข้าวขัดขาว เช่น มีใยอาหาร (Fiber) 1.4 กรัม มากกว่าข้าวขัดขาว 7 เท่าตัว มีแร่ธาตุ คือ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก และมีวิตามินบี 1 บี 2 บี 3 หรือไนอะซิน วิตามินอี คุณค่าอาหารของข้าวหอมมะลิกล้องนี้ใกล้เคียงกับข้าวซ้อมมืออื่นๆ เช่น ข้าวเหนียวกล้อง และข้าวมันปู

“เส้นใยในข้าวกล้องจะช่วยลดความเข้มข้นของสารก่อมะเร็งที่อาจมีอยู่ในอาหาร และเร่งเวลาในการขับถ่ายกากอาหารที่ย่อยแล้วออกเป็นอุจจาระ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อย่างดี ลดความเสี่ยงเกิดโรคอื่นๆ เช่น โรคลำไส้โป่ง โรคริดสีดวงทวาร โรคเบาหวาน โรคอ้วน ผู้ใหญ่ควรได้รับเส้นใยอาหาร วันละ 25 กรัม ส่วนเด็กคิดจากอายุแล้วบวกเพิ่มอีก 5 เช่น อายุ 5 ขวบ ควรได้รับเส้นใยอาหาร 10 กรัม โดยได้จากการกินข้าวกล้อง ผัก และผลไม้ ส่วนวิตามินบี 1-3 วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ ช่วยในการทำงานระบบประสาท สมอง ทำให้ความจำดี อารมณ์ดี ส่งเสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อหัวใจ” พญ. นภาพรรณ กล่าวและว่า ในการเลือกซื้อข้าวกล้อง ควรเลือกเมล็ดข้าวที่ไม่มีรอยแหว่งตรงปลายเมล็ดข้าว เพราะจมูกข้าวจะหลุดหายไป และบรรจุในถุงสะอาด ปิดสนิท หรือถุงสุญญากาศ หากซื้อจากโรงสีควรซื้อในปริมาณที่สามารถบริโภคหมดภายใน 2-3 สัปดาห์ ส่วนวิธีการหุง แนะนำให้ซาวข้าวโดยไม่ต้องใช้น้ำมาก และไม่ต้องถูเมล็ดข้าว ซาวเร็วๆ เพียงครั้งเดียว เพื่อลดความสูญเสียสารอาหาร วิตามินจากเมล็ดข้าว จากนั้นใส่น้ำและวัดระดับด้วยนิ้วชี้ ประมาณ 2 ข้อ จะได้ข้าวที่นุ่ม อร่อย

เว็บไซต์ พิกซ์ 11 ของสหรัฐอเมริการายงานว่า พบปลาหลายพันตัวลอยตายในแม่น้ำแฮมป์ตันเบย์ ที่นครนิวยอร์กของสหรัฐ โดยชาวประมงที่ล่องเรือและผู้คนเห็นเข้าจึงแจ้งทางการท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่เร่งเก็บกวาดซากปลาทั้งหมดเพื่อไม่ให้ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วเมือง

ข่าวระบุว่า ปลาตายเป็นแพขนาดนี้เพราะหนีการไล่ล่าจากสัตว์น้ำตัวใหญ่ แต่ว่ายเข้ามาบริเวณแม่น้ำดังกล่าวซึ่งมีพื้นที่เล็ก และปริมาณออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอ และขาดอากาศหายใจในที่สุด ขณะที่นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ไม่เกี่ยวข้องมลพิษจากสารเคมี

“ข้าวหอมไทย” ชนะเลิศข้าวดีเด่นของโลกในปีนี้จากงาน World Rice Conference วันนี้ที่จัดขึ้นที่เชียงใหม่

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่าจากการจัดประกวดข้าวดีเด่นของโลกประจำปี 2016 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในงาน The World Rice Conference ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน ผลปรากฎว่าข้าวหอมไทยได้รางวัลชนะเลิศ ส่วนข้าวหอมจากกัมพูชาเป็นอันดับที่ 2 ตามด้วยข้าว Japonica (ข้าวเมล็ดสั้น) จากสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 3

สำหรับการประกวดครั้งนี้มีข้าวจากหลากหลายประเทศส่งเข้าประกวดมากถึงกว่า 50 ตัวอย่าง โดยการให้คะแนนจะพิจารณาจากความสวยและความสะอาดจากตัวอย่างข้าวที่ส่งเข้าประกวดที่ยังไม่ได้หุง 40 คะแนน และอีก 60 คะแนนจะพิจารณาจากข้าวที่หุงแล้วว่ามีรสชาติดีระดับใดแล้วรวมเป็นคะแนนเฉลี่ย

“อุบลไบโอเอทานอล” เปิดแผนลงทุน 5 ปี เตรียมทุ่ม 15,000 ล้านโปรเจ็กต์โรงไฟฟ้า โรงงานเอทานอล ผนึกกลุ่มทุนเกาหลีใต้รุกธุรกิจใหม่ไบโอพลาสติก สร้างท่าเรือภาคตะวันออก พร้อมหนุนเกษตรกรเมืองอุบล อำนาจเจริญ ยโสธรปลูกมันสำปะหลังป้อน 4 ล้านตัน/ปี รับซื้อไม่อั้น

นายเดชพนต์ เลิศสุวรรณโรจน์ ผู้จัดการใหญ่ toobnetwork.com บริษัท อุบลไบโอเอทานอล จำกัด จังหวัดอุบลราชธานี เปิดเผยว่า บริษัทดำเนินธุรกิจ 3 ประเภท ได้แก่ 1.ธุรกิจเอทานอล มีสัดส่วน 60% โดยจำหน่ายให้บริษัทผู้ถือหุ้นรายใหญ่คือ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยออยล์ เอทานอล จำกัด นอกจากนี้ยังจำหน่ายให้ ปตท. เชลล์ เอสโซ่ และเชฟรอน มีกำลังการผลิต 400,000 ลิตร/วัน มีความต้องการใช้มันสำปะหลัง 2 ล้านตัน/ปี

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมเอทานอลจะขยายตัวต่อเนื่องจากปริมาณการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ทำให้ความต้องการเอทานอลปี 2559 ขยายตัว 3% หรืออยู่ที่ 3.61 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ปี 2558 มีการใช้เอทานอล 3.5 ล้านลิตร/วัน ประกอบกับภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (เออีดีพี 2015) จึงคาดว่าปี 2560 ความต้องการเอทานอลจะเพิ่มขึ้นจากปีนี้อีก 10%

2.ธุรกิจผลิตแป้งมันสำปะหลัง สัดส่วนธุรกิจ 30% กำลังการผลิต 700 ตันแป้ง/วัน ส่งออกไปจีน อินโดนีเซีย ซึ่งตลาดเติบโตอย่างรวดเร็วตามการขยายตัวของอุตสาหกรรมกระดาษ และอาหาร และเตรียมส่งไปจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าในยุโรปปลายปี 2560

3.ธุรกิจก๊าซชีวภาพและผลิตกระแสไฟฟ้า สัดส่วน 10% กำลังการผลิต 7 เมกะวัตต์ ผลิตเพื่อใช้ในบริษัท 5.6 เมกะวัตต์ จำหน่ายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 1.9 เมกะวัตต์ ซึ่งจะลงทุนโรงไฟฟ้าเพิ่มในปี 2560 อีกด้วย

นอกจากนั้นยังได้เตรียมแผนการลงทุนในระยะ 5 ปี (ปี 2560-2564) ภายใต้งบประมาณราว 15,000 ล้านบาท โดยในปี 2560 จะลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าขนาด 7.5 เมกะวัตต์ มูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อต่อยอดนำวัตถุดิบกากมันสำปะหลังและน้ำทิ้งที่เป็นของเหลือใช้จากกระบวนการผลิตแป้งมันสำปะหลังและเอทานอลมาใช้โดยตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าใช้เองในบริษัท100%จะช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้150-180ล้านบาท/ปี

ขณะเดียวกันเตรียมจะขยายการลงทุนสายการผลิตเอทานอลโรงที่ 2 ระยะเวลา 5 ปี มูลค่า 4,500-5,000 ล้านบาท กำลังการผลิต 900,000 ลิตร/วัน เพื่อรองรับความต้องการเอทานอลที่เพิ่มขึ้นตามแผนเออีดีพี 2015 ที่ตั้งเป้าหมายการใช้เอทานอลเพิ่มขึ้นให้ได้วันละ 11.3 ล้านลิตร ในปี 2579

หากการลงทุนแล้วเสร็จจะทำให้กลุ่มบริษัทจะสามารถผลิตเอทานอลรวมได้ 1.3 ล้านลิตร/วัน มีสัดส่วนการผลิตสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของผู้ผลิตเอทานอลในตลาดที่มี 21 ราย คิดเป็น 10% ของกำลังการผลิตในตลาดรวม 3.5 ล้านลิตร/วัน หรือ 1,500 ล้านลิตรต่อปี ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้ 20,000-30,000 หมื่นล้านบาท/ปี ขณะนี้ได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ และผ่านการอนุมัติประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) แล้ว

นายเดชพนต์กล่าวต่อว่า บริษัทยังมีแผนการลงทุนอื่น ๆ เช่น การสร้างท่าเรือในภาคตะวันออก และเตรียมพัฒนาธุรกิจผลิตภัณฑ์ไบโอพลาสติกชีวภาพ โดยจะร่วมทุนกับบริษัทอุตสาหกรรมอาหารชั้นนำ 1 ใน 3 ของเกาหลีใต้ เพื่อรองรับความพร้อมที่ประเทศไทยตั้งเป้าเป็นฐานการผลิตเทคโนโลยีชีวภาพตามนโยบายอุตสาหกรรม 4.0

ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกผู้ปลูกมันสำปะหลังในจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ และยโสธรกว่า 15,000 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก5 แสนไร่ ซึ่งไม่มีปัญหาราคาตกต่ำ เพราะยืนยันรับซื้อผลผลิตจำนวนไม่อั้น ประกันราคาให้ไม่ต่ำกว่า 1.90 บาท/กก. ซึ่งแผน 5 ปี จะส่งเสริมเกษตรกรปลูกให้ได้ 4 ล้านตัน/ปี จากปัจจุบันอยู่ที่ 2 ล้านตัน/ปี คาดว่าช่วงเดือนธันวาคม 2559 และในปี 2560 ราคามันสำปะหลังจะปรับตัวดีขึ้นประมาณ 2.20 บาท/กก. จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.80-1.90 บาท/กก. เพราะจีนเริ่มผลิตข้าวโพดได้ลดลง

นอกจากนี้ยังส่งเสริมปลูกหญ้าเนเปียร์ เพิ่มอีก 6,000 ไร่จากเดิม 2,000 ไร่ รวมเป็น 8,000 ไร่ เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้าและจำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ สำหรับภาพรวมรายได้ปี 2559 จะอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท