ทั้งนี้ 9 บริษัทผู้เลี้ยงสุกรที่ร่วมหารือ เช่น บริษัท เจริญโภคภัณฑ์

บริษัท เบทาโกร จำกัด บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท เอสพีเอ็มฟาร์ม จำกัด (SPM), บริษัท วีพีเอฟ กรุ๊ป (1973) จำกัด (VPF), บริษัท กาญจนากรุ๊ป (KN), PAKT กลุ่มผู้เลี้ยงสุกรปากท่อ, บริษัท พนัสโภคภัณฑ์ จำกัด และบริษัท อาร์เอ็มซี ฟาร์ม จำกัด จ.บุรีรัมย์ (RMC)

“ผัดสามเหม็น” ชื่อนี้ไม่รู้ใครตั้ง แต่ก็เข้าที เพราะช่างสะดุดหูจนอยากลอง ของเหม็นสามอย่างในที่นี้ คือ สะตอ ชะอม และกระเทียมดอง ผัดกับหมูสับ วุ้นเส้น และไข่ อร่อยได้อย่างไม่น่าเชื่อ ลองไปดูสูตรกันดีกว่า

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลื้มสำนักงานการขึ้นทะเบียนหรือรับรองแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ CNCA ประกาศขึ้นทะเบียนบริษัทผู้ผลิตและแปรรูปเนื้อไก่ของไทย จำนวน 7 ราย ให้สามารถส่งเนื้อไก่และผลพลอยได้แช่แข็งไปจีนได้ คาดสร้างรายได้เข้าประเทศ 7,000 ล้านบาท ต่อปี ตอกย้ำความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ของไทย

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า สำนักงานการขึ้นทะเบียนหรือรับรองแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน หรือ CNCA ประกาศรับรองให้โรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อไก่ของไทย จำนวน 7 โรงงาน รายละเอียดประกอบด้วย โรงงานที่ จ.นครราชสีมา ของ CPF, โรงงานที่สระบุรี ของ CPF, โรงงานสุพรรณบุรี ของ F&F Food, โรงงานที่เทพารักษ์ บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ของ GFPT, โรงงานที่ชัยบาดาล จ. ลพบุรี ของบริษัทสหฟาร์ม จำกัด, โรงงานที่ จ.เพชรบูรณ์ ของ Goldenline และ โรงงานที่ปราจีนบุรี ของ Thai Foods Group. ได้ประกาศรับรองโรงงานผลิตและแปรรูปเนื้อไก่ของไทยเป็นครั้งแรก ถือเป็นข่าวดีของประเทศไทย ที่สามารถส่งออกเนื้อไก่ไปสู่ผู้บริโภคชาวจีนที่สูง โดยเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีความต้องการบริโภคเนื้อไก่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคสินค้าที่เป็น By Product อาทิ เครื่องในและเท้าไก่

“คาดว่า การส่งออกของทั้ง 7 โรงงานนี้ จะสร้างรายได้ประมาณ 7,000 ล้านบาท ต่อปี แต่ถ้าจีนรับรองโรงงานครบทั้ง 19 แห่ง ที่ได้เข้ามาตรวจสอบ จะสร้างรายได้ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ต่อปี ซึ่งภาคอุตสาหกรรมไก่ของไทยมีความพร้อมเต็มที่ในการส่งออกเนื้อไก่ไปทั้งตลาดจีนและตลาดอื่นๆ ของโลก” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ด้าน นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีและโฆษกกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่จีนเปิดนำเข้าเนื้อไก่และชิ้นส่วนไก่ของไทย ถือเป็นโอกาสที่สำคัญยิ่งของอุตสาหกรรมไก่เนื้อและผู้ประกอบการไทย เรามีความได้เปรียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ หลายด้าน ทั้งในแง่มาตรฐานการผลิตที่อยู่ในระดับสากล มีความปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต ที่สำคัญด้วยระยะทางที่ใกล้กัน จึงส่งผลดีต่อการส่งออก ซึ่งจะทำให้ยอดการส่งออกเนื้อไก่เพิ่มขึ้น

“การที่ไทยสามารถส่งไก่ได้ในครั้งนี้จะทำให้ราคาไก่สูงขึ้น เพราะจีนเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าของไทย โดยคาดว่าจะเริ่มส่งออกไก่ไปยังจีนได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้ ล็อตแรก จำนวน 15 ตู้คอนเทรนเนอร์ มูลค่าราว 30 ล้านบาท และจะมีการส่งออกอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกจะผ่านที่ด่านท่าเรือเมือง กวนเหล่ย มณฑลยูนนาน มีเป้าหมายส่งสินค้าสู่จีนตอนใต้เป็นหลัก” นายสัตวแพทย์สมชวน กล่าว

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากที่กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายสนับสนุนการส่งออกสินค้าปศุสัตว์และเร่งผลักดันการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปยังตลาดแห่งใหม่ กรมปศุสัตว์ จึงเชิญคณะเจ้าหน้าที่จีนมาไทย ในระหว่าง วันที่ 3-11 กรกฎาคม 2560 เพื่อตรวจสอบระบบการกำกับดูแลผลิตเนื้อสัตว์ปีกของไทย และตรวจสอบโรงงานเชือดสัตว์ปีก เพื่อการส่งออก จำนวน 19 แห่ง หลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น ฝ่ายจีนมีความพึงพอใจเป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การร่วมจัดทำพิธีสาส์นว่าด้วยเงื่อนไขหลักเกณฑ์การตรวจสอบ การกักกัน และสุขอนามัยในการนำเข้าไก่แช่แข็งและชิ้นส่วนไก่จากราชอาณาจักรไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างสำนักงานกำกับการควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันแห่งชาติ (AQSIQ) ของจีน และกรมปศุสัตว์ของไทย

พงษ์ลาภ ผนึกพันธมิตรทุ่มงบฯ 1.4 พันล้านบาท แตกไลน์ผุดโรงแรม “โกลเด้นท์ ซี หัวหิน” 300 ห้อง-พูลวิลล่า 17 หลัง คาดเปิดบริการเต็มรูปแบบปี 2562 หลังส่งมอบ “ทายาท” สานต่อธุรกิจส่งออกข้าว ดันยอดส่งออกปี 2560 ทะลุ 4.88 แสนตันครองแท่นเบอร์ 6 พร้อมตัดใจเฉือนธุรกิจคลังกลางจำนำข้าว

หลังจากบริษัท พงษ์ลาภ จำกัด ผู้ส่งออกข้าวมือเก๋าที่วงการค้าข้าวรู้จักดีในนามของเจ้าตลาดอินโดนีเซีย ได้ส่งไม้ต่อจาก “นายสมพงษ์ กิติเรียงลาภ” สู่มือบุตรชาย ซึ่งถือเป็นทายาทเบอร์ 2 “วันนิวัต กิติเรียงลาภ” เข้ามากุมบังเหียน ด้านการส่งออกข้าวแทน หากย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อน ยอดการส่งออกข้าวของ “พงษ์ลาภ” ยังครองตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวเบอร์ 6 ของไทย โดยเมื่อปี 2560 สามารถส่งออกข้าวได้ถึง 4.88 แสนตัน ด้าน “นายสมพงษ์” ได้ผันตัวเองไปดูแลธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ บริการคอมมิวนิตี้มอลล์ ธุรกิจสปา และล่าสุดได้พัฒนาต่อยอดไปสู่ธุรกิจโรงแรม

นายสมพงษ์ กิติเรียงลาภ ประธาน บริษัท พงษ์ลาภ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ทางบริษัทพงษ์ลาภได้ร่วมกับพันธมิตรเครือข่ายธุรกิจค้าข้าวและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ขยายการลงทุนไปสู่การทำธุรกิจโรงแรม ขนาด 300 ห้อง บนพื้นที่ 20.5 ไร่ ซอยหัวหิน 35 อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่าโครงการประมาณ 1,400 ล้านบาท แบ่งเป็นแหล่งเงินทุนของบริษัทพงษ์ลาภ 70% และพันธมิตรในเครือข่ายธุรกิจค้าข้าวและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ลงทุน 30% ขณะนี้การก่อสร้างแล้วเสร็จไปบางส่วน คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์สามารถเปิดให้บริการได้ครบ 100% ในปี 2562

จุดเริ่มต้นของแผนการทำธุรกิจโรงแรมเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2558 จากนั้นดำเนินการยื่นรายงานผลการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาเมื่อเร็วๆ นี้ จึงได้เริ่มการก่อสร้าง ตามแผนแบ่งเป็น 2 โซน คือ โรงแรมโกลเด้น ซี หัวหิน 2018 เป็นตึกขนาด 300 ห้อง และมีห้องประชุมจัดเลี้ยงรองรับอีก 400 ที่ และมีโซนโกลเด้นท์ ซี พูลวิลล่า ซึ่งก่อสร้างเป็นบ้านพักขนาด 3 ชั้นพร้อมสระว่ายน้ำ อีกจำนวน 17 หลัง โดยขณะนี้การก่อสร้างแล้วเสร็จไปบางส่วน เริ่มทยอยเปิดบริการให้เช่าไปแล้ว 9 หลัง ยังเหลืออีก 8 หลัง คาดว่าจะแล้วเสร็จครบทั้งหมดในปีหน้า

“ทางกลุ่มวางเป้าหมายว่าโรงแรมแห่งนี้จะจับกลุ่มลูกค้าตลาดกลาง ระดับ 3 ดาว โดยห้องพักน่าจะให้เช่าระดับราคาคืนละ 2,500 บาท ขณะที่ในส่วนของพูลวิลล่าให้เช่าคืนละ 8,500 บาท และยังมีการแบ่งขาย โดยเปิดให้นักธุรกิจที่สนใจซื้อไปลงทุนเพื่อให้เช่าในราคาหลังละ 20 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มโรงแรมจะบริหารงานโดยพันธมิตร ซึ่งเป็นทีมงานมืออาชีพในธุรกิจโรงแรมด้วย”

นายสมพงษ์กล่าวถึงการปรับแผนให้เช่าธุรกิจคลังกลางสำหรับเก็บข้าวในโครงการรับจำนำข้าวว่า ขณะนี้ได้รับการทยอยชำระค่าเช่าคลังจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) จนเกือบหมดแล้ว ยังคงเหลือข้าวค้างอยู่ในคลังประมาณ 1 แสนตันเท่านั้น จึงมองว่าอาจจะขายคลัง อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ซึ่งมีพื้นที่จัดเก็บประมาณ 195,000 ตร.ม. ตั้งอยู่บนพื้นที่ 250 ไร่ โดยตั้งราคาขายที่ 950 ล้านบาท และยังมีที่ดินที่ซื้อสะสมไว้อีกรวม 500-600 ไร่

แต่หากไม่มีผู้สนใจซื้อแนวทางที่ 2 จะทยอยซื้อที่ดินเปล่าในบริเวณรอบพื้นที่สะสมให้ครบ 1,000 ไร่ เพื่อยื่นขอจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดเล็กในอนาคต อย่างไรก็ตาม หากตัดขายในส่วนของคลังบ้านหมอไปแล้ว ทางกลุ่มพงษ์ลาภยังคงมีคลังสินค้าอีก 1 จุดที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา พื้นที่ 80-90 ไร่

“ส่วนธุรกิจส่งออกข้าวยังสามารถรักษาฐานการส่งออกไว้ได้ แม้ว่าลูกค้าในกลุ่มตลาดอินโดนีเซียจะปรับเปลี่ยนวิธีการประมูล โดยหน่วยงานจัดซื้อข้าวอินโดนีเซีย (บูลอค) สมัยใหม่จะเปิดประมูลลอตย่อยๆ ทีละ 1-2 แสนตัน และในแต่ละปีจะเปิดหลายๆ ครั้ง จากเดิมที่บูลอคเคยเปิดซื้อลอตใหญ่ ๆ 5 แสนตัน จะไม่มีให้เห็นแล้ว เพราะปัจจัยภายในคล้ายกับไทย คือ ประมูลนำเข้าข้าวไปเก็บสต๊อกไว้จนข้าวเสื่อม ใช้ไม่ได้ต้องมีการบริหารจัดการสต๊อก เพื่อให้สอดรับกับราคาข้าวในตลาดที่เป็นผลจากอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนด้วย”

เวลา 12.15 น. วันที่ 21 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แบบจำลองสภาพอากาศ (วาฟ-รอม) สถาบันสารสนเทศน้ำและการเกษตร (สสนก.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ระบุว่า ความกดอากาศสูงได้แผ่ลงมาพื้นที่ภาคกลางอีกครั้ง หลังจากที่ได้แผ่ปกคลุมพื้นที่ภาคตะวันนออกเฉียง ซึ่งทำให้เกิดพายุฤดูร้อนหลายแห่ง จนกระทั่งวันนี้ ได้แผ่ลงมาถึงภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร โดยจะมีฝนตกจนถึงช่วงเวลาเย็น และจะต่อเนื่องไปจนถึง วันที่ 22 มีนาคม โดยในวันนี้พื้นที่ภาคกลาง กรุงเทพ มหานคร และปริมณฑล จะมีฝนฟ้าคะนอง และวันที่ 22 มีนาคม พื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก จะมีฝนตกต่ออีก 1 วัน โดยคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำฝนในกรุงเทพฯ จะอยู่ที่ 30-50 มิลลิเมตร (มม.) พื้นที่ที่น่าจะมีฝนตกหนัก ได้แก่ หลักสี่ บางเขน ดอนเมือง และจตุจักร

วาฟระบุด้วยว่า นอกจากนี้กระแสลมตะวันออกที่พัดปกคลุมพื้นที่ภาคใต้ได้มีกำลังที่แรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกคาดว่าจะมีฝนตกหนักบางแห่ง ช่วง วันที่ 22-24 มีนาคม รวมทั้งคลื่นลมในอ่าวไทยก็จะแรงขึ้น คาดว่าคลื่นน่าจะสูงประมาณ 2 เมตร

เวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดฝนเล็กน้อยถึงปานกลางเขตดอนเมือง หลักสี่ จตุจักร บางซื่อ บางเขน ลาดพร้าว คันนายาว บึงกุ่ม พญาไท บางกะปิ วังทองหลาง เคลื่อนตัวทางทิศตะวันออก ค่อนทางเหนือเล็กน้อย ปริมาณฝนสูงสุดที่เขตบางเขน 37.0 มิลลิเมตร

“สมชวน” Mr.ไก่เนื้อ-ไก่ไข่ เดินหน้าแก้ปมราคาไข่ไก่ให้มีเสถียรภาพ พร้อมเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้าไก่ ไร้สารเร่งการเจริญเติบโต ปลอดยาปฏิชีวนะตกค้าง

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์และโฆษกกรมปศุสัตว์ ในฐานะ “Mr.ไก่เนื้อและไก่ไข่” เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์สถานการณ์ไก่เนื้อและไก่ไข่ เพื่อเป็นเครื่องมือวางแผนการผลิต และเตือนภัยแก่เกษตรกร ขณะเดียวกันจะเร่งประสานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสมาคมผู้เลี้ยง เกษตรกรผู้เลี้ยง ภาคเอกชน เพื่อร่วมกันกำหนดกรอบแนวทางการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่อไป

“การแก้ปัญหาเชิงรุกที่ทีมงานกำลังเร่งดำเนินการนี้ นอกจากการแก้ปัญหาในระยะสั้นเพื่อลดผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำแล้ว ยังบูรณาการการทำงานทั้งระบบ ด้วยการจัดระบบฐานข้อมูลทุกขั้นตอน ตลอดสายการผลิตจนถึงการตลาด พร้อมทั้งนำกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องมาควบคุมกำกับดูแล เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาที่รวดเร็ว เป็นรูปธรรม และยั่งยืนอย่างแท้จริง”

ที่ผ่านมาคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ หรือเอ้กบอร์ด (Egg Board) มีมติให้ทุกบริษัทลดการนำเข้าปู่ย่าและพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ในปี 2561 ตามสัดส่วนให้เหลือปู่ย่าพันธุ์ (GP) ปีละ 5,500 ตัว พ่อแม่พันธุ์ (PS) ปีละ 550,000 ตัว พร้อมกับให้เกษตรกรและสมาคมเร่งปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงเพื่อลดจำนวนแม่ไก่ยืนกรง ซึ่งขณะนี้ทุกฝ่ายได้เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังดำเนินการสนับสนุนกิจกรรมของคณะกรรมการโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคไข่ไก่ที่เป็นสุดยอดแหล่งโปรตีนสามารถรับประทานได้ทุกวัน เหมาะสมกับคนทุกช่วงวัย และมีราคาไม่แพง

นอกจากนี้ มุ่งเน้นการยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าทั้ง 2 ชนิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าปศุสัตว์ของไทยที่มีความปลอดภัยได้มาตรฐานสากล โดยเฉพาะเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ต้องปลอดภัย ปลอดสาร ไม่มีการใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ไม่มียาปฏิชีวนะตกค้าง โดยปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์เป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากบราซิล สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ตามลำดับ โดยมีประเทศผู้นำเข้าที่สำคัญคือ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป

กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยในอาหารของผู้บริโภคมาโดยตลอด ด้วยการมอบหมายให้สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม ทำหน้าที่ดูแลการใช้ยา เฝ้าระวังและสุ่มตรวจฮอร์โมนและสารตกค้างในเนื้อสัตว์ปีกเป็นประจำ จากรายงานของสำนักตรวจสอบคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ ในช่วงปี 2553-2560 ที่มีการสุ่มตัวอย่างสัตว์ปีก 2,543 ตัวอย่าง ไม่เคยพบฮอร์โมนตกค้างแม้แต่ตัวอย่างเดียว ที่สำคัญไทยยังได้รับข่าวดีจากสาธารณรัฐประชาชนจีน หลังจากหน่วยงาน CNCA ได้ประกาศรับรองโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้แช่แข็งสัตว์ปีกของไทยเป็นครั้งแรก จำนวน 7 โรงงาน

ตามที่ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ยกร่างพระราชบัญญัติการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน พ.ศ. … ที่จะมีการตั้งหน่วยงานอิสระขึ้นมา ทำหน้าที่กำกับดูแลผู้ให้สินเชื่อรายย่อยที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ได้กำกับดูแลอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ลีสซิ่ง เช่าซื้อ (ไฮเปอร์เชส) พิโกไฟแนนซ์ แฟกตอริ่ง และจำนำทะเบียนรถ

โดย “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยอมรับว่ากฎหมายดังกล่าวอาจจะรวมไปถึงการดึง “สหกรณ์ออมทรัพย์” เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานอิสระนี้ด้วย

“ต้องรอตกลงกันให้เรียบร้อยก่อน” ขุนคลังกล่าว พร้อมบอกว่าแนวคิดการตั้งหน่วยงานอิสระมากำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ โดยแยกออกจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้น กระทรวงการคลังได้มีข้อเสนอมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ทางกระทรวงเกษตรฯ ยังไม่เห็นด้วย

“เราเสนอแนวทางคุมสหกรณ์ออมทรัพย์แบบนี้ แต่ตอนแรกเขา (กระทรวงเกษตรฯ) ยังไม่เอา เราก็บอกว่า ไม่เป็นไร ก็ดูเองไป แต่เรากำหนดวิธีการดูแลให้เขาไปดำเนินการ ดังนั้นช่วงแรกสหกรณ์ออมทรัพย์จะยังไม่มา ต้องรอเขาตกลงกันได้ก่อน” รมว.คลังกล่าว

ทั้งนี้ ตามที่ขุนคลังระบุก็คือ หลังจากไม่ได้รับการตอบรับเรื่องการตั้งหน่วยงานอิสระมากำกับดูแลสหกรณ์ ทำให้ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังได้เสนอแนวทางการปฏิรูปการบริหารจัดการและกำกับดูแลกิจการทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน โดยให้ออกหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุม “ความเสี่ยงที่เกิดจากการประกอบกิจการทางการเงิน” ของสหกรณ์เช่นเดียวกับแนวทางปฏิบัติของสถาบันการเงิน

ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์ ดังนี้ 1) “เกณฑ์กำกับด้านธรรมาภิบาล” กำหนดให้สหกรณ์ต้องทบทวนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภท ต้องไม่เกิน 4.5% ต่อปี พร้อมจัดทำและเปิดเผยรายการย่อแสดงสินทรัพย์/หนี้สินทุกสิ้นเดือน (เฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนขนาดใหญ่ ที่มีสินทรัพย์ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป)

2) “เกณฑ์กำกับความเสี่ยงด้านเครดิต” เพื่อกำกับดูแลลูกหนี้รายใหญ่ โดยสหกรณ์ขนาดใหญ่จะให้เงินกู้แก่สหกรณ์อื่นต่อแห่งได้ไม่เกิน 10% ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ผู้ให้กู้ และสหกรณ์ทุกประเภทและทุกขนาดจะรับฝากเงินจากสหกรณ์ขนาดใหญ่ เมื่อรวมกับเงินกู้แล้ว ต้องไม่เกิน 10% ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ผู้ฝากเงิน

และ 3) “การพัฒนาระบบสารสนเทศสหกรณ์ให้ทันสมัย” โดยสหกรณ์ต้องรายงานข้อมูลทางการเงิน 5 แบบรายงาน (การลงทุน เจ้าหนี้รายใหญ่ ลูกหนี้รายใหญ่ สภาพคล่อง และการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง) เพื่อติดตามคุณภาพและสถานะสินทรัพย์/หนี้สิน

โดยเกณฑ์เหล่านี้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม “พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542” เพื่อปรับปรุงการกำกับดูแลภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใหม่ แต่ยังไม่ใช่การออกกฎหมายเพื่อจัดตั้ง “หน่วยงานอิสระ” ขึ้นมากำกับดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งข้อเสนอจากกระทรวงการคลัง และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ได้เสนอให้ยกร่างกฎหมายกำกับดูแลสหกรณ์ขึ้นมาใหม่ คือ “ร่างพระราชบัญญัติสำนักงานกำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. …” ถูกคัดค้านจากบรรดาสหกรณ์ที่สะท้อนผ่านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในยุคที่มี “พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ” เป็น รมว.เกษตรฯ จนแนวคิดดังกล่าวมีอันต้องพับไปก่อน

อย่างไรก็ดี ปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ได้มีข้อเสนอแนะจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ซึ่งต่อมา “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ได้ “สั่งการ” กระทรวงเกษตรฯ รับข้อเสนอของ ป.ป.ช.ไปพิจารณา

จากนั้นได้มีการพิจารณาร่วมกัน ระหว่างกระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ธปท.กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ป.ป.ช.และทีมงาน “กอบศักดิ์ ภูตระกูล” ขณะดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจการเงิน และหน่วยงานในกรมส่งเสริมสหกรณ์ และได้ข้อสรุปออกมา มีใจความสำคัญที่เห็นควรให้มีหน่วยงานอิสระขึ้นมากำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.

ขณะที่ “กฤษฎา บุญราช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำข้อเสนอดังกล่าวที่เป็นการรับลูกตามข้อเสนอ ป.ป.ช. เสนอต่อที่ประชุม ครม.เมื่อเร็วๆ นี้แล้ว

โดยยืนยันว่า “กระทรวงเกษตรฯ เห็นด้วยกับข้อเสนอของ ป.ป.ช. ในการจัดตั้งหน่วยงานอิสระในการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน”

แต่สุดท้ายหน่วยงานอิสระที่ว่านี้ จะอยู่ภายใต้ “ร่าง พ.ร.บ.การกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน” หรือ “ร่าง พ.ร.บ.สำนักงานกำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน” คงต้องติดตามกันต่อไป

ศ.ดร. จรัส สุวรรณมาลา นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา (มรภ.สงขลา) กล่าวในการบรรยายเรื่อง วิจัยยุค 4.0 แก่คณาจารย์และบุคลากร มรภ.สงขลา เมื่อเร็วๆ นี้ว่า วิจัยยุค 4.0 เป็นการวิจัยเพื่อสร้างสังคมแห่งความรู้ ฟื้นเศรษฐกิจด้วยฐานเศรษฐกิจใหม่ และจัดระเบียบเศรษฐกิจสังคมใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการวิจัยในอดีตที่วิจัยเพื่อเข้าใจธรรมชาติ ค้นหากฎธรรมชาติจากปรากฏการณ์รอบตัว นำมาสรุปเป็นทฤษฎีพื้นฐาน ถ่ายทอดประสบการณ์จากรุ่นสู่รุ่น ค้นหากฎธรรมชาติที่เป็นเส้นตรงชัดเจน แต่ปรากฏการณ์ธรรมชาติส่วนใหญ่ซับซ้อน สับสน มักไม่เป็นเส้นตรง ก็มักจะไม่ถูกนับเป็นกฎ กฎจึงมีจำนวนจำกัด มีแต่กฎพื้นๆ ตายตัว ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากนัก

“ผลการวิจัยที่ได้อาจใช้อธิบายปรากฏการณ์ได้ แต่ประยุกต์ใช้อย่างจริงจังไม่ได้ หรือใช้ได้น้อย เพราะเป็นความรู้ขั้นพื้นฐานมากเกินไป หรือเป็นการวิจัยตามความสนใจและตอบโจทย์ผู้วิจัย ไม่ได้คิดวางแผนที่จะให้ใครเอาไปใช้ประโยชน์มาตั้งแต่ต้น หรือเป็นงานวิจัยที่เฉพาะเจาะจงมากเกินไป ผลงานวิจัยจึงใช้กับเรื่องทั่วไปไม่ได้” ศ.ดร. จรัส กล่าว

นายกสภา มรภ.สงขลา กล่าวต่อไปว่า การทำวิจัยในอนาคต นักวิจัยต้องทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ของคนอื่น ไม่ใช่วิจัยตามใจชอบของตัวเองหรือวิจัยเพื่อโชว์ และไม่ใช่วิจัยเพื่อการตีพิมพ์เอาผลงาน แต่ต้องวิจัยเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง นอกจากนั้น ต้องก้าวจากพื้นฐานสู่การวิจัยประยุกต์ และต้องมีพาร์ตเนอร์ เมื่อก่อนนักวิจัยเท่านั้นที่สำคัญที่สุด แต่การวิจัยยุคใหม่นักวิจัยต้องมีพาร์ตเนอร์ ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าตัวจริง หรืออาจสำคัญมากกว่านักวิจัยเสียอีก พาร์ตเนอร์ที่ว่านี้หมายถึงผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย เป็นเจ้าของโจทย์วิจัย หรือผู้ที่จะร่วมลงทุนหรือให้กู้หรือผู้ให้ทุนทำวิจัยซึ่งอาจเป็นองค์กรภาครัฐก็ได้

“ประการสำคัญคือฟื้นการวิจัยในมหาวิทยาลัย กล่าวคือ ต้องจัดการงานวิจัยใหม่ มหาวิทยาลัยในอนาคตต้องสร้างตลาดความรู้ที่ผลิตขึ้นมาเอง ตลาดความรู้หมายถึงแหล่งที่ผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ให้ทุนมาพบกัน ออกแบบงานวิจัยร่วมกัน เพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง และมหาวิทยาลัยควรจัดเวทีหรือพื้นที่ให้ผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ร่วมลงทุนหรือให้ทุนมาพบกัน โดยจัดการคลัสเตอร์หลายๆ ครั้ง ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงด้วยงานวิจัยยุคใหม่ ต้องสร้างสังคมแห่งความรู้จริงๆ ก้าวผ่านสังคมขาดเหตุผล ไปสู่สังคมที่มีเหตุผล” นายกสภา มรภ.สงขลา กล่าว