ทั้งหมด 8 ไร่จ้า ทำในรูปแบบไร่นาสวนผสม ทำนาปลูกข้าวไว้กิน

3 ไร่ ปลูกไผ่ 3 ไร่ ทำสวนผสม 1 ไร่ และสวนดอกไม้กับโรงเพาะชำอีก 1 ไร่ เดี๋ยวค่อยลงรายละเอียดเนอะ เพราะว่าทำไว้เยอะมาก ที่นี่จะเป็นฟาร์มสเตย์อย่างเต็มรูปแบบต่อไปค่ะ “ก่อนจบตอน ขอถามสักนิด หากใครสนใจอยากไปศึกษาจะได้ไหม”

“ได้ค่ะ ติดต่อเรามาได้ที่ บ้านสวนเบญจมงคล จังหวัดขอนแก่น โทร. (099) 401-6487 และ (061) 969-5187 หากไม่ติดงานที่ไหนเล็กยินดีแบ่งปันทุกความรู้ที่มีค่ะ” กระบวนการสังเคราะห์แสงนั้นเป็นกระบวนการที่แตกต่างกันออกไปในพืช , แบคทีเรีย และสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว แต่กล่าวโดยรวมได้ว่ามันเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนมาก

ในตอนนี้เราจะสนใจเฉพาะการสังเคราะห์แสงที่เกิดขึ้นในคลอโรพลาสต์ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญภายในเซลล์พืชนะครับ วัตถุดิบและผลลัพธ์ที่ได้จากการสังเคราะห์แสงคือ

พืชจะดูดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มาทำปฏิกิริยากับน้ำ โดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ได้ผลผลิตเป็นน้ำตาลกลูโคสซึ่งพืชจะนำแปรรูปเป็นโมเลกุลรูปแบบอื่นๆ เช่น แป้ง หรือ เซลลูโลส แล้วลำเลียงไปเก็บไว้ตามส่วนต่างๆของมัน โดยมีของเสียที่คายออกมาเป็นแก๊สออกซิเจน

แต่หากมองในรายละเอียดจะพบว่าการสังเคราะห์แสงนั้นแบ่งออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรกเรียกว่า light-dependent reaction เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อมีแสง โดยจะนำน้ำมาทำให้แตกออกเป็นแก๊สออกซิเจนแล้วขับทิ้งออกจากใบ แล้วนำไฮโดรเจนจากน้ำซึ่งประกอบด้วยโปรตอนและอิเล็กตรอนไปใช้ประกอบกับสารอื่นเพื่อนำไปใช้ในปฏิกิริยาส่วนที่สอง

ปฏิกิริยาส่วนแรกนี้เองที่คลอโรฟิลล์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งเพราะมันจะนำพลังงานจากแสงอาทิตย์มาถ่ายทอดสู่อิเล็กตรอน แล้วค่อยๆส่งต่อให้กับกระบวนการอื่นๆซึ่งพลังงานของอิเล็กตรอนจะค่อยๆถูกลดระดับลงแล้วกลายเป็นพลังงานสะสมไว้ในรูปสารเคมี

ปฏิกิริยาส่วนที่สองเรียกว่า light-independent reaction

เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นตลอดเวลาเพราะไม่จำเป็นต้องใช้แสง ปฏิกิริยาส่วนนี้จะนำสารเคมีพลังงานสูงที่ได้จากปฏิกิริยาส่วนแรก มาใช้กับวัตถุดิบซึ่งเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อสร้างกลูโคส

ความน่าสนใจคือ ปฏิกิริยาส่วนที่สองนี้เรียกว่า การตรึงคาร์บอน (Carbon Fixation) ในพืชแต่ละชนิดนั้นมีการตรึงคาร์บอนที่แตกต่างกันไปในรายละเอียด เนื่องจากความเข้มของแสงอาทิตย์ อุณหภูมิ ความชื้น มีความแตกต่างกันในแต่ละท้องที่ส่งผลให้พืชแต่ละชนิดมีการตรึงคาร์บอนที่แตกต่างกันไป

C3 plants เป็นพืชส่วนมากบนโลก พืชเหล่านี้มีมวลรวมราวๆ 95% ของมวลพืชทั้งหมด ในวันที่อากาศร้อนและแห้งมากๆ พืชเหล่านี้จะปิดปากใบทำให้แก๊สผ่านเข้าออกได้ลำบากทำให้ช่วงที่อากาศร้อนและแล้งมันจะเจริญเติบโตได้ไม่ดีนัก
C4 plants เป็นกลุ่มพืชพวกข้าวโพด, หญ้า ฯลฯ พวกมันวิวัฒนาการขึ้นมาหลังพวก C3 พืชกลุ่มนี้สามารถสร้างน้ำตาลและเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนและแห้ง
3.พืชแบบ CAM คือพืชพวกแคคตัสและไม้อวบน้ำ พืชเหล่านี้จะเปิดปากใบตอนกลางคืน เพื่อการคายน้ำ รับคาร์บอนไดออกไซด์ และคายแก๊สออกซิเจน จากนั้นจะนำวัตถุดิบมาทำการสร้างน้ำตาลในตอนกลางวันของวันรุ่งขึ้น

ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการปฏิกิริยาสังเคราะห์แสงมี 3 อย่างคือ

1.ความเข้มแสง

2.อุณหภูมิของอากาศ

3.ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ

ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์ทำการทดลองแล้วพบว่า หากอุณหภูมิคงที่ อัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้นเมื่อความเข้มแสงเพิ่มขึ้น และเมื่อความเข้มแสงเพิ่มไปถึงจุดหนึ่งอัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จะเริ่มคงที่ แต่ถ้าระดับความเข้มแสงต่ำเกินไป อุณหภูมิจะไม่ค่อยส่งผลต่ออัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ถ้าความเข้มแสงสูง การดูดซึมตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จะเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิ

การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า อุณหภูมิไม่ได้ส่งผลต่อปฏิกิริยาแบบใช้แสง แต่ส่งผลต่อการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ ส่วนความเข้มของคาร์บอนไดออกไซด์นั้นยิ่งมีค่ามากยิ่งทำให้เกิดการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์มาก ส่งผลให้เกิดการสร้างกลูโคสมากตามไปด้วย จนกระทั่งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องถูกใช้จนหมด อัตราการตรึงคาร์บอนไดออกไซด์จะไม่เพิ่มขึ้นอีก

กระทรวงพลังงานเยี่ยมชม การพลิกโฉมวงการกล้วยตาก ด้วยนวัตกรรมการผลิตกล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ พาราโบลาโดม ที่ อ.บางกระทุ่ม อีก 1 ในโครงการแผนอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงานที่ยกระดับกล้วยตากให้เป็นของฝากเกรดพรีเมียมช่วยเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งสามารถต่อยอดสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มมากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่กลุ่มแม่บ้านวิสาหกิจชุมชนกล้วยตากบุปผา ต.เนินกุ่ม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก นายทิพากร พูลสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและแผนอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้ลงพื้นที่ติดตาม ผลงานของกองกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยได้รับการสนับสนุนจากงบประมาณกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยมีกรมพัฒนาพลังงานทดแทน เป็นผู้ดูแล

โดยเริ่มตั้งแต่การพัฒนากระบวนการตากของกลุ่มจากเดิมที่ใช้ตากแดดและลม เปลี่ยนมาเป็นแบบปิดด้วยระบบ พาราโบลาโดม หรือระบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นรูปแบบใหม่จะดีตรงที่เป็นระบบปิด ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มาประยุกต์ใช้กับองค์ความรู้ของชาวบ้านที่มีอยู่แล้ว เพื่อพัฒนาร่วมกันจนได้กล้วยตากที่สะอาดปลอดภัยจากฝุ่นละออง และแมลง

นางสุนันท์ อุปวงษา อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29/1 ม.2 ต.เนินกุ่ม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก บอกว่า เมื่อปี พ.ศ.2558 ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ในการก่อสร้างพาราโบลาโดม หรือระบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ จำนวน 3 โดม มูลค่าเฉลี่ยโดมละประมาณ 250,000 บาท ที่สามารถควบคุมความร้อน ความชื้น และสามารถลดระยะเวลาในการตากให้สั้นลงจากเดิมที่ใช้เวลา 7 วัน ก็จะเหลือเพียง 4-5 วัน สี และรสชาติความเป็นธรรมชาติก็มีอยู่ในตัวอยู่แล้ว หลังนำเข้าไปอบในโดมต่ออีก 1 วัน จึงเข้าสู่ขบวนการคัดแยกขนาด ซึ่งราคาส่งตลาดจะมี 3 ขนาดด้วยกัน นำมาฆ่าเชื้อโดยใช้เทคนิคเฉพาะของทางกลุ่ม จากนั้นใส่ซองปิด กันอากาศชื้น และบรรจุกล่องเป็นอันเสร็จพร้อมส่งไปจำหน่าย ทำให้ได้ปริมาณกล้วยเกรดดี ได้มีมากถึงร้อยละ 93-95 ช่วยลดต้นทุนการผลิต และช่วยเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งสามารถต่อยอดสร้างรายได้ให้กับชุมชนเพิ่มมากขึ้น ส่วนตลาดใหญ่เวลานี้จะอยู่ตามภาคเหนือ อีสาน และร้านสะดวกซื้อ

นับเป็นต้นแบบของ “ผู้ประกอบการ” ที่ใส่ใจตนเอง ครอบครัว และคนรอบข้าง ในการทำฟาร์มผักตามความถนัดและความตั้งใจเพื่อผลิตผักพรีเมี่ยมหรือผักคุณภาพระดับสูง ด้วยแนวคิด “ปลูกด้วยดิน-บนแคร่-ในโรงเรือน”

เนื้อที่ประมาณ 120 ไร่ ของ “คลีนฟาร์ม” อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี ถูกแบ่งพื้นที่เพื่อสร้างโรงเรือนปลูกผักกว่า 40 ชนิด ทั้งคะน้า กวางตุ้ง จิงจูฉ่าย ถั่วฝักยาว ผักสลัด ผักบุ้ง และปวยเล้ง ซึ่งผักทั้งหมดมีความปลอดภัยและมีคุณประโยชน์สูง สดสะอาด ที่สำคัญคือมีรสชาติดี การันตีด้วยรางวัล GAP ดีเด่น และโอท็อป (OTOP) 5 ดาว ภายใต้การบริหารจัดการของ คุณวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ ผู้ประกอบการธุรกิจคลีนฟาร์ม ปัจจุบัน ยังดำรงตำแหน่งนายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

คุณวีระศักดิ์ เล่าว่า ฟาร์มผักคุณภาพสูง เกิดจากตนเองและภรรยาชอบรับประทานผัก ช่วงหนึ่งเธอป่วย ผมจึงคิดอยากที่จะปลูกผักที่สะอาดปลอดภัยสำหรับครอบครัว จนได้ขยับขยายเริ่มต้นเป็นธุรกิจฟาร์มผักที่มีชื่อเสียงและประสบความสำเร็จ มุ่งผลิตผักให้มีรสชาติดี ทำให้คนที่ไม่ชอบรับประทานผัก เปลี่ยนใจหันมาชอบและรับประทานผักได้

ส่วนแนวคิด “ปลูกด้วยดิน-บนแคร่-ในโรงเรือน” มาจากความพยายามที่จะแก้ปัญหา เมื่อครั้งรับราชการที่ภาคใต้ รู้สึกว่าคนใต้รับประทานผักเยอะมาก แต่ไม่ได้ปลูกผักหรือปลูกได้น้อยมาก เพราะสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย ฝนตกชุก ทำให้ผักเน่า ฉีกขาด เป็นเชื้อรา รวมถึงฝนยังเป็นตัวชะล้างปุ๋ยอีกด้วย จึงหาวิธีการปลูกผักแบบที่ไม่ต้องการฝน โดยทำเป็นโรงเรือนที่อำเภอหนองแซง จังหวัดสระบุรี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะดินที่นั่นค่อนข้างเป็นดินเหนียว เลยหาวิธีการใหม่จนนำมาสู่แนวคิด

“ปลูกด้วยดิน” ดินที่ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยไอน้ำร้อน แล้วนำมาผสมวัสดุปลูกชั้นดี ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ด้วยวิธีการธรรมชาติ และเพิ่มธาตุอาหารให้กับดินโดยใช้ปุ๋ยนมสดและปุ๋ยหมักปลาที่คิดสูตรขึ้นเอง ทำให้ดินของคลีนฟาร์มมีธาตุอาหารที่ครบถ้วนต่อการเติบโตของผัก “การใช้ดินเป็นวัสดุปลูกทำให้ผักแข็งแรง มีความกรอบ คงความสดได้นาน แถมยังมีรสชาติดีอีกด้วย”

“บนแคร่” คือ การปลูกผักบนแคร่ เพื่อหนีโรค วัชพืช และแมลงศัตรูพืช ที่มาจากพื้นดิน โดยเตรียมต้นกล้าผักให้สมบูรณ์ แข็งแรง ก่อนย้ายขึ้นปลูกบนแคร่ที่ยกสูงจากพื้นดิน ทำให้ระบายอากาศและความร้อนได้ดี สามารถควบคุมอุณหภูมิของวัสดุปลูกได้ ทั้งยังช่วยทำให้ประหยัดน้ำและประหยัดปุ๋ย โดยออกแบบให้แคร่มีความสูงประมาณ 1 เมตร (ระดับเอว) จึงทำให้สะดวกในการทำงานทุกขั้นตอน เช่น การเตรียมดิน เพาะปลูก การเก็บทำลายศัตรูพืชและวัชพืช รวมถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต จึงทำให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความสะดวก ไม่ปวดหลัง และไม่ต้องก้มๆ เงยๆ

“ในโรงเรือน” ผักของคลีนฟาร์มจะปลูกในโรงเรือนปิด หลังคามุงด้วยพลาสติกหนาใส เพื่อป้องกันฝนและความชื้นบางส่วนที่มากเกินไป เพราะหัวใจหลักเราคือ ปลูกผักแบบไม่ต้องการฝน ส่วนด้านข้างเป็นมุ้งตาข่ายป้องกันศัตรูพืชและวัชพืชที่มาจากทางอากาศ ภายในโรงเรือนติดตั้งระบบพ่นหมอกและระบบน้ำหยดเพื่อปรับอุณหภูมิให้เหมาะสม ดังนั้น การปลูกผักในโรงเรือนของที่นี่ จึงปลูกได้ตลอดทั้งปี

จากความพิถีพิถันและคิดต่างในการผลิตผักพรีเมี่ยมคุณภาพสูง ราคาก็ย่อมสูงตามด้วย “เราไม่ได้ขายผักราคาแพงที่สุดในประเทศ แต่เราขายผักพรีเมี่ยมที่มีคุณภาพสูง ราคาจึงสูงตามคุณภาพ” เจาะกลุ่มเป้าหมายระดับไฮเอนด์ ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเป็นหมอ พยาบาล และวัยทำงานที่รักสุขภาพ ส่งให้ตามสถานที่ราชการ สถานที่ออกกำลังกายต่างๆ เป็นหลัก ถือเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์เทรนด์โลก “มุ่งอายุยืน เน้นทานผัก ทานปลา” ในอนาคตอันใกล้ คลีนฟาร์มจะนำการขนส่งแบบระบบรางมาใช้ในฟาร์ม ถือเป็นก้าวใหม่แห่งวงการเกษตรไทย และเป็นฟาร์มที่กำหนดราคาขายเองได้

คุณวีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ สรุปทิ้งท้ายว่า “เกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ต้องใช้เวลา อดทน และมีใจรัก” หากเราซื่อสัตย์ มีจรรยาบรรณในอาชีพ ผู้บริโภคก็จะเชื่อใจและสนับสนุนเราเป็นอย่างดี อยากให้ทุกคนได้ลองรับประทานผักและน้ำผักปั่นสดๆ จากคลีนฟาร์ม…แล้วจะหลงรักในรสชาติของผักแน่นอน!!

เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมมีความสนใจเกี่ยวกับส้มโอ ปัจจุบันบ้านเรามีพันธุ์น่าสนใจ และตลาดต้องการ มีพันธุ์อะไรบ้าง และมีลักษณะเด่นอย่างไร ผมขอคำแนะนำจากคุณหมอเกษตรด้วยครับ ตอบ คุณทรงวุฒิ อนุวัฒน์วงศ์

ประเทศไทยเรามีส้มโอพันธุ์ดีอยู่หลากหลายพันธุ์ ผมขออนุญาตแนะนำมาให้ทราบบางส่วน

พันธุ์ขาวทองดี เป็นพันธุ์ที่มีลักษณะผลกลมแป้น หัวมีจีบเล็กน้อย มีขนาดปานกลาง ผนังกลีบสีชมพู เนื้อกุ้งสีชมพู ฉ่ำน้ำ รสหวานสนิท เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนมีนาคม-เมษายน ขายได้ราคาดี

พันธุ์ขาวใหญ่ มีผลกลม ขนาดปานกลาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 14-18 เซนติเมตรผนังกลีบสีขาว เนื้อกุ้งไม่แฉะ สีขาวอมเหลือง รสหวานอมเปรี้ยว ราคาจำหน่ายค่อนข้างดีใกล้เคียงกับพันธุ์ขาวทองดี

พันธุ์ขาวแป้น มีผลกลมแป้น หัวไม่มีจุก มีจีบเล็กน้อย ผลขนาดเล็ก เส้นผ่านศูนย์กลาง 12-15 เซนติเมตร ผนังกลีบและเนื้อกุ้งสีขาว รสหวานอมเปรี้ยว ให้ผลผลิตสูง

พันธุ์ขาวแตงกวา ผลกลมแป้น ขนาดปานกลาง เส้นผ่านศูนย์กลาง 14-16 เซนติเมตร ผนังกลีบสีขาว เนื้อกุ้งสีขาวอมเหลือง รสหวานอมเปรี้ยว เป็นที่ต้องการของตลาด

พันธุ์ขาวน้ำผึ้ง แหล่งปลูกสำคัญอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเดือนสิงหาคม-กันยายน ผลมีขนาดปานกลาง มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 17 เซนติเมตร ผนังกลีบสีขาว เนื้อกุ้งสีน้ำผึ้ง รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย ให้ผลดก ขายได้ราคาดี

พันธุ์ขาวพวง แหล่งปลูกอยู่ที่จังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และปราจีนบุรี มีผลกลม ทรงสูงเล็กน้อย หัวจุกมีจีบ ผลขนาดปานกลางถึงใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง 18 เซนติเมตร ผนังกลีบและเนื้อกุ้งสีขาวอมเหลือง รสหวานอมเปรี้ยว นิยมใช้ในเทศกาลไหว้เจ้า ราคาค่อนข้างแพง

จะเห็นว่าส้มโอบ้านเรามีหลากหลายสายพันธุ์ เกษตรกรจึงสามารถเลือกปลูกได้ตามความต้องการเพื่อป้อนตลาดท้องถิ่น และมีบางสายพันธุ์มีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านก็มี ถาม ผมปลูกมะละกอไว้ในสวนหลังบ้านไว้หลายต้น แต่ทุกๆ ต้นเกิดอาการใบเหลือง บิดม้วน พื้นที่ใบเล็กแคบลง เกือบจะเหลือแต่เส้นกลางใบ หากเกิดที่ผลพบมีจุดวงกลม เป็นรอยช้ำ เนื้อในแข็ง เนื้อสุกแก่เป็นไตแข็ง มีรสขม ไม่ทราบว่าเป็นอะไร และจะแก้ไขอย่างไร

ขอแสดงความนับถือ อาการของโรคที่เล่ามา เรียกว่าโรคใบด่างมะละกอ หรือโรคไวรัสจุดวงแหวนของมะละกอก็เรียก มีรายงานว่าโรคดังกล่าวเข้ามาระบาดในประเทศไทย ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อปี พ.ศ. 2518 ต่อมาไม่นานเกิดการระบาดไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ วิธีป้องกันกำจัด ให้ตัดต้นมะละกอที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไป เผาทำลาย เพราะมะละกอ อายุ 2 ปี เป็นช่วงที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรง โดยมีเพลี้ยอ่อนเป็นพาหะนำโรคเข้าทำลายอย่างรุนแรง อีกวิธีหนึ่ง ใช้มะละกอพันธุ์ฟลอริดา ทอเลอแรนท์ ที่มีความสามารถต้านทานโรคใบด่างมะละกอได้ดี การใช้เชื้อต้านเชื้อก็นับว่าได้ผลดีในระดับหนึ่ง คือใช้เชื้อไวรัสใบด่างมะละกอที่เป็นเชื้ออ่อน ฉีดพ่นให้ต้นกล้ามะละกอที่มีอายุ 1-2 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกัน คล้ายกับการปลูกฝีของมนุษย์ มีเกษตรกรบางรายปลูกกล้วยแซมกับแถวมะละกอ ก็นับว่าได้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ ข้อควรระวัง ไม่ควรปลูกพืชตระกูลแตงไว้ในบริเวณใกล้เคียงแปลงปลูกมะละกอ เนื่องจากเป็นแหล่งสะสมและแพร่เชื้อโรคชนิดนี้ได้เป็นอย่างดี

เหยิมเหยิม หมายถึง ช้าๆ เนิบนาบ เรื่อยๆ มาเรียงๆ แต่เมื่อมีใครถามว่า เหยิมเหยิมคืออะไร ฉันก็จะบอกว่า คือช้าๆ อย่างรื่นรมย์ คำหลังนี้ฉันใส่ไปเอง คล้ายเป็นสโลแกนของสวนแห่งนี้ “อยู่เหยิมเหยิมช้าช้าอย่างรื่นรมย์”

เหยิมเหยิมเป็นคำเมือง ภาษาเมือง ของล้านนาเชียงใหม่ (เชียงใหม่ หรือเมืองล้านนามีภาษาของตัวเอง) เดี๋ยวนี้เขาก็ยังใช้กันอยู่ ฉันคนต่างถิ่นยังชอบคำเมืองและเอามาใช้เขียน พูด บ้างตามวาระ เพราะบางคำเพราะ และได้อารมณ์มาก หรือบางคำก็ตลก แต่ต้องเป็นคำเมืองเท่านั้นถึงจะตลกได้

ฉันมาอยู่ที่นี่สิบแปดปี ที่นี่เหมาะสมกับฉัน ที่ไหนเหมาะสมกับใคร ตัวเองเท่านั้นที่จะรู้ได้ แรกฉันคิดว่า ที่นี่เหมาะสมกับฉันเพราะมีคนรัก มีครอบครัว อยู่ที่นี่เพราะมีเขา ซึ่งความจริงแล้ว เมื่อไม่มีเขาฉันก็พบว่าที่นี่ยังเหมาะสมกับฉันอยู่ แม้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างมันจะเปลี่ยนไปบ้าง หรือผู้คนในชีวิตจะเปลี่ยนไปบ้างก็ตาม แน่นอนว่ามันอาจจะไม่ดีที่สุดแต่เหมาะสมที่สุดในเวลานี้

ที่นี่เป็นเมืองช้าๆ ชีวิตช้าๆ กว่าเมืองหลวง และฉันทำให้มันช้าลงไปอีกเท่าที่จะช้าได้ ตามชื่อสวนแห่งใหม่ “เหยิมเหยิมการ์เด้นส์”

สวนเหยิมเหยิมแหล่งพักพิงใหม่ที่เลือก อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ยี่สิบห้ากิโลเมตร ในอำเภอสันป่าตอง เพื่อนถามว่าทำไมเลือกที่นี่ เขาถามอย่างนี้เพราะว่าที่แห่งนี้อยู่หลังป่าช้า ฉันบอกเพื่อนว่า เชียงใหม่มีป่าช้าเกือบทุกหมู่บ้าน เรียกว่าหนึ่งป่าช้าหนึ่งหมู่บ้าน และฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะป่าช้าทำให้พื้นที่สีเขียวเหลืออยู่นำความร่มรื่นและอากาศดีๆ ให้เมือง ป่าช้าถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นศูนย์รวมของความรัก ความอาลัย และการให้อภัย เป็นดินแดนแห่งความรักและการให้อภัยชั่วนิรันดร์ ส่วนเรื่องความเศร้านั่นเป็นธรรมดาโลกที่ไหนก็มีทั้งนั้น ฉันเชื่อเช่นนี้

และอีกอย่างที่เลือกที่นี่เพราะเป็นพื้นที่เกษตรอินทรีย์ ที่ปลอดจากสารเคมี ยาฆ่าแมลง ในพื้นที่นาผืนใหญ่ที่มองได้สุดลูกตา แม้ไม่ใช่ของเราก็ชื่นชมได้ หรือแค่ชื่นชมก็พอแล้ว อาจจะเป็นเพราะว่าฉันสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่เป็นชาวนา ฉันจึงใฝ่ฝันที่จะอยู่ใกล้ๆ ทุ่งนา และได้มาอยู่ใกล้ทุ่งนาจริงๆ ตอนนี้

เมื่อวัยเยาว์ก่อนเรียนชั้นประถมฯ เคยได้ไปที่ทุ่งนาอยู่บ้าง แม่จะไปทำนากับป้าและน้า นานๆ ครั้งถึงได้ไปที่ทุ่งนา และนานๆ ครั้งได้ลงไปเหยียบดินนุ่มในนาข้าวที่มีน้ำขังอยู่ ครั้งที่ตื่นเต้นสุดๆ เมื่อพบแมงดาเกาะอยู่และมีไข่ด้วย เรียกหาพี่เสียงดังลั่นทุ่ง

ไปทุ่งนา แต่นั่งอยู่ที่ขนำหรือเถียงนา นั่งรอเพื่อจะกินข้าวกลางวัน ยังจำได้ว่ากินข้าวกลางวันที่ทุ่งนานั่นอร่อยที่สุด แม่กับป้าและน้าก็มีความสุขกันมากกับทุ่งนาของพวกเขา ในทุกช่วงฤดูกาลเลย ตั้งแต่หว่านกล้า ทำเทือก เอากล้าไปดำ (ปักต้นกล้าลงไปในดินเปียกน้ำ) และรอคอยให้กล้าโตออกรวง โดยเฉพาะตอนที่ออกรวงจนเหลืองเต็มทุ่ง จนถึงช่วงเก็บเกี่ยวข้าว แม่พูดว่าช่วงที่เก็บข้าวเป็นช่วงที่สบายใจที่สุด ไม่เหนื่อยเลย ลมพัดชื่นใจ เป็นความสุขของแม่ที่ฉันจำได้ดีมากเพราะไม่บ่อยนักที่แม่จะพูด ด้วยแม่เป็นคนพูดน้อยโดยเฉพาะพูดสิ่งที่อยู่ภายในใจ เรื่องความรัก ความสุข ความทุกข์ แม่จะไม่ค่อยพูดน่าจะเป็นแบบฉบับของคนยุคสมัยนั้น

แม่กับป้าและน้าเก็บข้าวกันด้วย แกะเก็บทีละรวงด้วย แกะในมือขวาเกี่ยวรวงฉับฉับให้ได้สักห้ารวงแล้วเอามาใส่มือซ้าย เมื่อเต็มกำมือแล้วเอาไปวางไว้ ทำอยู่อย่างนี้จนได้มากพอจึงเอามามัดรวมกันเป็นเลียง แล้ววางไว้ตามหัวคันนา มันเลียงข้าวต้องมัดให้สวย ตอนเย็นก็จะเก็บไปรวมกัน ก่อนเอาขึ้นห้องข้าว เรามีห้องข้าวสำหรับเก็บข้าวเอาไว้ ห้องข้าวใหญ่ขนาดบ้านเล็กๆ หลังหนึ่ง ได้ข้าวมากพอสำหรับกินสี่ครอบครัว ครอบครัวป้าทั้งสอง ครอบครัวน้า และครอบครัวแม่ ฉันจำได้ว่าพวกเขาทำงานกันอย่างมีความสุข หัวเราะพูดคุยกันตามประสาพี่ๆ น้องๆ ไม่มีความทุกข์ในเรื่องราวของนาข้าวให้ฉันจดจำเลย พี่ชายจะชำนาญการทำปี่จากซังข้าวและมีเรื่องเล่าสนุกๆ

เรื่องเล่าหนึ่งที่เล่าอยู่เสมอและพวกเราก็หัวเราะกันทุกครั้ง เรื่อง ราชาหัวเป็นสังคัง เรื่องมีอยู่ว่า ช่างตัดผมต้องไปตัดผมให้ราชา และราชาจะถามช่างตัดผมทุกครั้งว่า หัวข้าเป็นอย่างไรบ้าง ด้วยความกลัวคนตัดผมจะตอบว่า สะอาดเรียบร้อยดีครับ ผมของท่านก็ดำเป็นเงางามยิ่งนัก ช่างตัดผมไม่กล้าพูดความจริง ไม่กล้าบอกใคร ได้แต่เก็บแน่นอยู่ในอก แล้ววันหนึ่งเขาก็ไปที่ทุ่งนา ขุดหลุมใหญ่และเอาหน้าลงไปที่ปากหลุมพร้อมตะโกนใส่หลุมว่า ปี๊บ ปี๊บ…หัวราชาเป็นสังคัง เป็นสังคัง ปี๊บ ปี๊บ…เมื่อชาวนาไปปลูกข้าว และเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วเด็กๆ เอาซังข้าวมาทำปี่ จึงมีเสียงดัง ปี๊บปี๊บสังคัง ปีบปี๊บปี๊บสังคัง

เรื่องเล่าเกี่ยวกับทุ่งนาในวัยเยาว์ของฉัน

จนผ่านเลยที่พวกเขาต้องขายนากัน ฉันพูดขำๆ ว่า แม่ขายนาส่งควายเรียน หรือเรื่องราวเหล่านี้ก็อาจจะเป็นได้ว่า เป็นแรงดึงดูดให้ฉันกลับมาอยู่ทุ่งนา นั่งมองนาข้าวผืนใหญ่อีกครั้ง ยามเช้าที่ตื่นขึ้นมาได้กลิ่นข้าวหอมชื่นใจ ช่วงนี้ลมหนาวมาพร้อมกับข้าวออกรวงเหลืองงามยิ่งนัก

ฉันไม่ได้ซื้อผืนดินแห่งนี้ แต่คิดว่าเมื่อเป็นเจ้าของถาวรไม่ได้เราก็เป็นเจ้าของชั่วคราวได้ จึงชวนเพื่อนไปเช่าที่แต่ไม่ได้เลือกทุ่งนา เลือกเอาพื้นที่สวนผสม แต่อยู่ใกล้ชิดทุ่งนา จำนวนประมาณสามไร่ และเรียกพื้นที่นั่นว่า เหยิมเหยิมการ์เด้นส์ ชวนเพื่อนมาร่วมหุ้นอีกห้าคนเพื่อจะได้อยู่ด้วยกัน เพียงแค่นี้ชีวิตก็รื่นรมย์ได้อีกครั้งหลังพายุหนักในชีวิตผ่านไป

พื้นที่เหยิมเหยิมที่เช่านั้น เป็นพื้นที่ในส่วนของสวนผสม สำรวจดูแล้วมีของกินพอที่จะมีชีวิตอยู่ในสวนได้ มีมะพร้าวซึ่งให้ลูกแล้วและพร้อมที่จะให้ลูกนับสิบต้น ขนุนให้ลูกแล้วสองต้น มะยมสองต้น ผักเฮือดต้นใหญ่แตกยอดสวย ชะอม แค ผักเชียงดา ผักบุ้งมีทุกร่องน้ำ ตะไคร้ ข่า ขมิ้น พริกขี้หนู มะละกอ ไผ่ และกล้วยจำนวนมาก นี่เป็นส่วนที่มีอยู่แล้ว ฉันคิดว่าดูแลรักษาสิ่งที่มีอยู่แล้วและปลูกเพิ่มบ้างพอเพลินๆ เท่านั้น และเอาปลามาเลี้ยงในสระข้างบ้านเผื่อว่าอดอยากไม่มีอะไรกินก็ได้อาศัยเป็นอาหาร

ฉันเริ่มเหยิมเหยิมด้วยการทำโรงเก็บของเป็นที่พักและเป็นห้องสมุดสำหรับนักอ่าน นักเขียน และนักเรียน แน่ล่ะ นักเขียนก็ต้องทำอะไรไปแบบนี้แหละ จัดโต๊ะจัดมุมชมวิวทุ่งนา และอ่านเขียน ที่พิเศษอีกอย่างคือทำครัว

ในสัญญาเช่านั้นเจ้าของระบุไว้ข้อหนึ่งว่า ห้ามทำพื้นที่สกปรกและนำสารเคมีเข้ามาในสวนโดยเด็ดขาด และนี้ถือว่าเป็นข้อดีที่สุดที่ฉันพึงพอใจ ชีวิตไม่ยากแต่ไม่ได้ง่ายงามนัก เพราะกว่าจะจัดการกับห้องเก็บของ เอาขยะออกไปจากห้องนี้ได้และโดยรอบได้ ก็หนักหนาแล้ว ที่นี่เคยเป็นที่เพาะพันธุ์ต้นไม้มีใครสักคนหนึ่งบอกฉันว่า เคยมีหน่วยงานหนึ่งมาขอใช้พื้นที่ตรงนี้ และเพาะต้นไม้ ถ้าจะจริงเพราะขุดลงไปเจอแต่ถุงพลาสติกทั้งนั้น ขบวนการเก็บถุงรวมทั้งถาดเพาะที่ถูกทิ้งไว้ รวมทั้งขวดแตก เศษกระจก กระเบื้อง วัสดุต่างๆ เก็บกันยาวนานถึงสามวัน เมื่อเคลียร์จนหมดฉันก็บอกตัวเองว่า จะไม่ยอมให้มีของเหล่านี้เข้ามาอยู่ในพื้นที่นี่อีก

วันหนึ่งคุยกับเพื่อนว่า ถ้าฉันบอกเพื่อนๆ และใครๆ ที่มาที่นี่ว่า ถ้าเอาขยะมาเท่าไหร่เอากลับไปเท่านั้น เธอคิดว่า คนจะไม่มาที่นี่หรือมาน้อยลงไหม

เขาตอบว่า “ถึงเธอจะให้ฉันเอาขยะที่ฉันเอามากลับไป ฉันก็ยังมาที่นี่อยู่ดี แต่มันอาจะไม่สะดวกฉันนัก แต่ก็ไม่เป็นไร”

“งั้นก็ทำตอนนี้เลยนะ เริ่มจากเธอเลย เอาขยะมาเท่าไหร่เก็บกลับไปเท่านั้น”

แล้วเขาก็ยอมเอาขยะกลับไปจริงๆ และบอกต่อเพื่อนคนอื่นๆ ด้วย ซึ่งต่างก็ยอมรับ มีบางคนเท่านั้นที่ลังเล “เอาขยะที่ไม่ย่อยสลายกลับไป ส่วนขยะที่ย่อยสลายได้ทางสวนจะรับผิดชอบเอาไปทำปุ๋ยหรือทิ้งใต้ต้นไม้ต่อไป” ฉันบอก และเตรียมถุงสำหรับใส่ขยะให้พวกเขา

การต้องรับผิดชอบขยะช่วยให้ขยะลดลง เพราะใครจะเอาขยะมาก็ต้องคิดถึงตอนเอากลับไปด้วย ฉันรู้สึกว่าพวกเขาเอาขยะมาน้อยลง บางคนเอาอาหารใส่กล่องมาแทนใส่ถุง บางคนใส่ปิ่นโตหิ้วมา สำหรับคนที่เอากล่อง เอาปิ่นโตมา บริการล้างให้ด้วยเลยค่ะ หรือจะล้างเองก็มีครัวอยู่หน้าบ้านไปล้างได้เลย

ก็เพราะชีวิตเหยิมเหยิมไม่รีบเร่ง อยู่แบบช้าๆ อย่างรื่นรมย์ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และอยู่ใกล้ดินแดนแห่งการให้อภัยชั่วนิรันดร์ พืชบนโลกของเรามีมากหมายหลายชนิด แต่นักวิทยาศาสตร์แบ่งพืชตามธรรมชาติของการลำเลียงน้ำและอาหารได้ 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่

1.พืชที่มีท่อลำเลียง (Vascular plant) 2.พืชที่ไม่มีท่อลำเลียง (Non-vascular plants)

พืชที่เราเห็นรอบตัวส่วนมากแล้วเป็นพืชที่มีระบบท่อลำเลียงน้ำและอาหารไปสู่ส่วนต่างๆ ของมัน แต่พืชในยุคแรกๆ นั้นไม่มีท่อลำเลียง ได้แก่ มอส ข้าวตอกฤๅษี ลิเวอร์เวิร์ต (liverworts) และฮอร์นเวิร์ต Hornwort พืชเหล่านี้จะรับน้ำและสารอาหารจากสิ่งแวดล้อมเข้าสู่เซลล์แต่ละเซลล์โดยตรง ดังนั้น พืชประเภทนี้จึงมีขนาดไม่ใหญ่และอยู่ในบริเวณที่อากาศชื้น (เช่น น้ำตก หรือบนภูเขาที่อากาศชื้น)

ก่อนจะทำความเข้าใจเรื่องท่อลำเลียงน้ำและอาหาร มาทำความรู้จักกับราก (Root) กันก่อนดีกว่า รากเป็นส่วนที่ทำหน้าที่ดูดซึมน้ำและสารอาหารให้กับพืช รวมทั้งช่วยให้พืชยึดเกาะกับดินได้ดี เมื่อพืชวิวัฒนาการรากและระบบลำเลียงขึ้นมา มันย่อมสามารถยืนต้นสูงได้เต็มที่

รากของพืชหลายชนิดเปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่อื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามา เช่น รากต้นแสมทะเลที่แทงขึ้นมาจากดินทำหน้าที่ช่วยในการหายใจ และ รากสะสมอาหารของพืชพวกแครอตหรือต้นบีทรูท (beetroot)

รากของพืชจะงอกขนเส้นเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นออกมามากมาย เรียกว่า ขนราก (Root hair) ซึ่งจะช่วยให้รากมีพื้นที่ผิวในการดูดซึมน้ำและอาหารมากขึ้นมหาศาล

แต่รากพืชส่วนมาก (กว่า 90% ของชนิดพันธุ์ของพืช) ไม่ได้ทำงานเพียงลำพัง พวกมันได้รับความช่วยเหลือจากเชื้อราซึ่งอาศัยอยู่เป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ที่รากพืชเพื่อช่วยรากในการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ ส่วนพืชจะส่งสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลให้กับเชื้อราเหล่านี้ผ่านทางราก ความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยกันดังกล่าวเรียกว่า ไมคอไรซา (Mycorrhiza)

ในการดูดน้ำของพืช สมัครเล่นไพ่ออนไลน์ มีน้ำเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พืชดูดขึ้นมาแล้วนำไปใช้ในการเจริญเติบโตและใช้ทำปฏิกิริยาต่างๆ ภายในเซลล์ น้ำส่วนมากที่ดูดซึมมาจะสูญเสียออกไปมากถึง 97% ส่วนหนึ่งจะระเหยออกไป เรียกว่า Transpiration แต่ถ้าสูญเสียออกมาในรูปของเหลวจะเรียกว่า Guttation

ปกติแล้ว Transpiration จะเกิดในช่วงกลางวัน (95%) มากกว่ากลางคืน (5%) และหากพิจารณากระบวนการ Transpiration จะพบว่าส่วนมากเกิดขึ้นที่ปากใบมากถึง 90-97% แต่การสูญเสียน้ำออกไปในลักษณะนี้ไม่ใช่ระบวนการที่เปล่าประโยชน์ เพราะมันจำเป็นอย่างมากต่อการลำเลียงน้ำเข้าสู่พืช

การดูดน้ำของพืชนั้นเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากๆ ลองนึกดูสิครับว่าพืชสามารถดึงน้ำที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินขึ้นไปยังยอดไม้ที่สูงมากๆ ได้อย่างไร (ต้นไม้บางต้นสูงเป็นร้อยเมตร)

อาทิตย์หน้าจะมาเล่าให้ฟังครับว่า พืชใช้กลไกอะไรในการดูดซึมน้ำจากรากขึ้นสู่ใบไม้ที่ยอด นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่คนหนุ่ม-สาว หันมาสนใจทำเกษตรกรรม ด้วยการนำความรู้ด้านบริหาร เทคโนโลยี รวมถึงแนวคิดการตลาดมาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนให้กิจกรรมการเกษตรเกิดความก้าวหน้าทันยุคสมัย เสมือนหนึ่งเป็นฟันเฟืองรุ่นใหม่ที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพการเกษตรของประเทศให้รุ่งโรจน์ในอนาคต จนได้รับการขนานนามว่า Young Smart Farmer

ปัจจุบันนโยบายภาครัฐให้การสนับสนุนและส่งเสริมการก้าวเข้ามาเป็น Young Smart Farmer ของคนรุ่นใหม่ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีกระบวนการคัดเลือกเกษตรกรรุ่นใหม่ของแต่ละจังหวัด เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายในทุกระดับของจังหวัด แล้วขยายผลไปทั่วประเทศ ภายใต้หลักคิด Young Smart Farmer เป็นผู้นำทางการเกษตรสมัยใหม่ พึ่งพาตนเองได้และเป็นที่พึ่งแก่เพื่อนเกษตรกร