ทั้งๆ ที่เพื่อนบ้านเราในกลุ่มอาเซียนพัฒนาคุณภาพการศึกษาไป

อย่างก้าวกระโดด ทิ้งเราไปชนิดไม่เห็นฝุ่น ดูอย่างประเทศสิงคโปร์ คุณภาพการศึกษาอยู่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก แล้วหันมาดูไทยเราปฏิรูปการศึกษาแบบไหนถึงไม่ประสบผลสำเร็จสักที

การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงต้องลงไปสู่ที่โรงเรียน นักเรียน ครู และที่ผู้บริหารโรงเรียน อันเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่จะทำให้เกิดการปฏิรูปประสบผลสำเร็จ บุคคลเหล่านี้ที่จะก่อให้เกิดพลัง เกิดการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง เท่าที่ผ่านมาไม่เห็นเป็นเนื้อเป็นหนังกับคำว่า “ปฏิรูปการศึกษา” เพราะการปฏิรูปการศึกษาทุกครั้งมักจะคิดนโยบายกันบนหอคอยงาช้าง ผลของการปฏิรูปจึงออกมาอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

การปฏิรูปการศึกษา ถ้าจะให้เกิดผลจริงๆ ต้องลงไปที่ฐานรากของการศึกษา คือที่โรงเรียนจะเป็นการดีที่สุด ทุกครั้งที่มีการปฏิรูปการศึกษาจะเน้นปรับเปลี่ยนโครงสร้างข้างบนเสียมากกว่า เสมือนปรับเปลี่ยนหลังคา แต่ไม่เน้นฐานรากที่จะทำให้คุณภาพการศึกษามีความมั่นคงแข็งแรง เจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ และนโยบายมักเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามตัวรัฐมนตรี จนผู้ปฏิบัติในระดับล่างปรับตัวแทบไม่ทัน คนมาใหม่ก็เปลี่ยนนโยบายใหม่ เป็นนโยบายไฟไหม้ฟางที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ นี่คือความจริงที่เกิดขึ้นกับการพัฒนาการศึกษาของไทย

ที่จะต้องรีบปฏิรูปคือ “คุณภาพการศึกษา” ประเมินคุณภาพการศึกษาทั้งระดับชาติ หรือนานาชาติกี่ครั้ง คุณภาพการศึกษาเรายังเกือบรั้งท้าย เราต้องยอมรับอย่างหน้าชื่นอกตรมว่าคุณภาพการศึกษาเรายังแย่ มีนักเรียนที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดวิเคราะห์ไม่เป็นยังมีอีกเยอะมาก ภาษาอังกฤษที่เป็นภาษาสากลยิ่งไม่ต้องพูดถึง ยิ่งในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ นักเรียนตามชายขอบและในถิ่นทุรกันดารที่กระจายอยู่ทุกพื้นที่ของประเทศ ที่ยังพบปัญหาอีกมากมายที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษาไทย เราจะปฏิรูปคุณภาพการศึกษานักเรียนเหล่านี้อย่างจริงจังอย่างไร

ผู้เขียนเชื่อว่าผู้บริหารระดับสูงก็คิดจะช่วยเหลือนักเรียนเหล่านี้ไม่ให้หลุดไปจากระบบข้อมูลที่จะพัฒนาคุณภาพให้ทัดเทียมกับนักเรียนในเขตเมือง ก็ต้องรีบดำเนินการ อะไรที่เป็นอุปสรรคต้องรีบแก้ไข และสนับสนุนให้เกิดผลทันที

เราจะปฏิรูปครูอย่างไรจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะทำให้นักเรียนมีความรู้ความสามารถ อ่านออกเขียนได้ รู้จักการคิดวิเคราะห์ รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ให้นักเรียนเป็นคนดี คนเก่ง ต้องเน้นการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง อย่างเข้มข้น เพิ่มทักษะวิธีการใหม่ๆ และติดอาวุธทางความคิดที่ทันสมัย ทันโลกทันเหตุการณ์ให้กับครู มีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนให้กับครู ครูในเมืองมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ทันสมัยอย่างไร ครูในชนบทที่ห่างไกลก็ต้องมีเหมือนกัน อย่าให้เกิดการเหลื่อมล้ำ เพราะนักเรียนในชนบทเสียโอกาสมานานแล้ว

ต้องสร้างแรงจูงใจให้คนเก่งๆ เข้ามาเป็นครูให้มากๆ เหมือนที่สิงคโปร์ ไม่ใช่คนเก่งไปเรียนแพทย์ เรียนวิศวกรรมหมด เหลือที่ไปไหนไม่ได้มาเป็นครู เอาคนเก่งๆ มาเป็นครูเยอะๆ นักเรียนก็จะเก่งไปด้วย

ที่สำคัญต้องสร้างครูที่เป็นแบบอย่าง เป็นทั้งคนเก่ง เป็นทั้งคนดีด้วย งานไหนที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของครูที่จะกระทบต่อการทำหน้าที่การสอนของครูอันจะส่งผลต่อนักเรียนต้องตัดทิ้งไปให้หมด ต้องให้ครูมีเวลาเตรียมการวางแผนการสอนอย่างเต็มที่ อย่าให้ครูทิ้งนักเรียนไปทำภารกิจอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนการสอนนักเรียนโดยไม่จำเป็นอีกเลย

ผู้บริหารโรงเรียนต้องได้รับการพัฒนาอย่างเข้มไม่แพ้ครู ต้องพัฒนาแบบคู่ขนานกันไป ต้องสร้างผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าอยู่เสมอ เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณทางวิชาการให้กับครู ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเข้มทุกๆ 4 ปี ทดสอบสมรรถนะความรู้ความสามารถด้านการบริหาร หากทดสอบไม่ผ่านต้องไปเข้ารับการพัฒนาทดสอบจนกว่าจะผ่านการประเมิน หากไม่ผ่านให้เปลี่ยนสายงาน

และที่สำคัญต้องไม่ไปรับตำแหน่งอื่น กรรมการอื่นๆ เช่น กรรมการสหกรณ์ครู เป็นต้น ที่มีผลตอบแทนไม่ใช่เกี่ยวกับการบริหารงานในโรงเรียน หากไปเป็นต้องปรับลดเงินประจำตำแหน่ง เพื่อไม่เป็นการเอาเปรียบเวลาราชการไปหารายได้ทางอื่น

ผู้บริหารต้องอยู่โรงเรียน บริหารงานอยู่ที่โรงเรียน เสมือนแม่ทัพต้องบัญชาการในสนามรบ หากไม่อยู่ในสนามรบ ปล่อยให้ทหารที่เป็นลูกน้องรบกันเอง มีแต่แพ้กับแพ้ ฉันใดก็ฉันนั้น ผู้บริหารโรงเรียนบางคนเป็นกรรมการหลายตำแหน่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานโรงเรียน แทบไม่มีเวลาอยู่บริหารโรงเรียนเลย แล้วคิดจะปฏิรูปกันบ้างไหม ลองไปสำรวจดูหากพบข้อมูลแล้วจะตกใจ

ถ้าไม่ปฏิรูปครู ผู้บริหารโรงเรียน และปฏิรูประบบการเรียนสอนให้กับนักเรียน ดูแล้วยากมากที่จะปฏิรูปการศึกษาให้ประสบผลสำเร็จ

ถึงเวลาแล้วที่จะปฏิรูปการศึกษาที่ให้ได้ผลจริงๆ ไม่ต้องไปปรับโครงสร้างอะไรให้มันดูวุ่นวาย สับสนเหมือนที่ทำกันปัจจุบันนี้ ผู้เขียนคิดว่าทุกวันนี้ปฏิรูปแต่เปลือก ไม่ถึงแก่นแท้ จะปฏิรูปการศึกษากันกี่ยุค กี่สมัยก็เหมือนเดิม บางยุคแย่ยิ่งกว่าเดิมเสียอีก พอแล้วกับการลองผิดลองถูกของผู้มีอำนาจทั้งหลาย

หากคิดจะปฏิรูปการศึกษาต้องเอานักเรียน ครู ผู้บริหารโรงเรียน และโรงเรียน เป็นตัวตั้ง

การปฏิรูปครั้งนี้แม้ว่าดูจากภายนอกจะสะท้อนถึงความสำเร็จ แต่ภายในดูล้มเหลว มองอีกมุมก็เป็น ข้อพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ผ่านมา 4 ปีแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

จะถามว่าการศึกษาไทยไปถึงไหนแล้ว ช่วยตอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ในระหว่างวันที่ 13-14 กรกฎาคมนี้ จะเดินทางลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อเปิดงานกิจกรรมเอสเอ็มอีสัญจร เสริมแกร่งเอสเอ็มอีรอบรู้เรื่องบัญชีและการเงิน : พลิกธุรกิจสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 จัดโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จะเป็นประธานการประชุมร่วมเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี 4.0 ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ทั้งนี้

กิจกรรมจะเน้นสื่อสารใน 3 ประเด็นหลัก คือ iSME การยกเครื่องธุรกิจ พิชิตความสำเร็จ ไอทีซี ศูนย์ต้นแบบความสำเร็จยุค 4.0 และ Local Identity สร้างเศรษฐกิจ สร้างชีวิต และชุมชน และจะได้ตรวจเยี่ยมศูนย์ปฏิรูปสู่อุตสาหกรรม 4.0 และทำพิธีเปิดหน่วยสกัดพืชน้ำมันแบบสกัดเย็น ซึ่งศูนย์ไอทีซี จังหวัดเชียงใหม่เป็นการนำรูปแบบจากศูนย์ไอทีซีต้นแบบที่กรุงเทพฯมาปรับให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่ เพื่อให้บริการและสนับสนุนเอสเอ็มอีในระดับภูมิภาค ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร แปรรูปของฝากและของที่ระลึกต่างๆ

นายอุตตม กล่าวว่า เบื้องต้นศูนย์ไอทีซีเชียงใหม่ ได้ให้บริการเอสเอ็มอีประเภทด้านผลิตภัณฑ์กาแฟ ชา และสมุนไพร นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านการเสริมแกร่งให้แก่ SMEs รอบรู้เรื่องบัญชีและการเงิน และการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับการส่งออก เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การแข่งขันในโลกยุค 4.0

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่บริเวณอาคารอเนกประสงค์ โรงเรียนเกาะแต้วพิทยาสรรค์ อำเภอเมืองสงขลา องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สงขลา ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชนโครงการจัดการขยะมูลฝอย (ขยะมูลฝอยใหม่) ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใน จังหวัดสงขลา โดยมี นาย พนมเทียน เส้งวั่น ท้องถิ่นจังหวัดสงขลา เป็นประธาน มีตัวแทนประชาชนจากทั้ง 10 หมู่บ้าน ใน ตำบลเกาะแต้ว กว่า 500 คน เข้าร่วม ทั้งนี้ ได้มีการให้ประชาชนที่เข้าร่วมลงทะเบียนพร้อมกรอกแบบสอบถาม ที่มีคำชี้แจงโครงการโดยสรุป และตอบแบบสอบถาม

นายพนมเทียน กล่าวว่า จังหวัดสงขลา ถูกกำหนดเป็นพื้นที่เป้าหมายระยะเร่งด่วนให้มีการนำร่องรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตราย เนื่องจากมีปริมาณขยะมูลฝอยสะสมในสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสูงสุด จำนวน 2,471,840 ตัน ส่งผลให้เป็นจังหวัดสกปรก ด้านการจัดการขยะมูลฝอยและมีปริมาณขยะมูลฝอยสะสม ลำดับ 1 ของประเทศ

นายสมรัฐ เกิดสุวรรณ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเผากากของเสีย ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกลและการบิน-อวกาศ วิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ระบุว่า โครงการนี้เป็นการก่อสร้างเตาเผาขยะมูลฝอยในพื้นที่หมู่ 2 ต.เกาะแต้ว เพื่อรอรับขยะที่ผ่านกระบวนการคัดแยกจากครัวเรือนแล้ว จาก 16 อำเภอ ประมาณ 700 ตันต่อวัน เข้ากำจัดที่เตาเผาขยะแห่งนี้ คาดว่าจะใช้ งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยเมื่อการศึกษาแล้วเสร็จก็จะเชิญชวนให้เอกชนเข้ามาลงทุน นอกจากนั้นใน 16 อำเภอ ที่มีการรวมกลุ่มเป็น 6 กลุ่มนั้น จะมีสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอย ซึ่งจะก่อสร้างเป็นอาคารระบบปิดทั้ง 6 จุด ก่อนจะขนถ่ายขยะด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่เป็นระบบปิด เข้าสู่ระบบเตาเผาขยะ

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ทุ่งนาบ้านระหาร หมู่ 10 ตำบลชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ นายบัญญัติ จำปาทาสี ผู้ใหญ่บ้านระหาร พาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่นาข้าวหอมมะลิของชาวบ้าน พบว่าต้นข้าวเหี่ยวแห้ง บางส่วนยืนต้นตาย เนื่องจากฝนไม่ตกมาร่วม 2 เดือนแล้ว โดยเฉพาะหมู่ 10 คาดว่าเสียหายจำนวน 2,218 ไร่ จากพื้นที่ 3,827 ไร่ ถ้ารวมพื้นที่หมู่บ้านอื่นๆ ด้วย คาดว่าน่าจะเสียหายเป็นหมื่นไร่ ขณะที่ชาวบ้านรอน้ำฝน ส่วนชาวบ้านบางรายได้มีการไถกลบ เพื่อหว่านข้าวใหม่อีกครั้งหากฝนตก แต่ก็มีปัญหาเรื่องเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หายากและราคาสูง

นายบัญญัติ กล่าวว่า ได้ทำหนังสือแจ้งไปทางหน่วยงานอำเภอและเกษตรอำเภอไปแล้ว จำนวนผู้ที่นาข้าวเสียหายแจ้งมาตอนนี้ 153 ราย แต่ยังไม่มีหน่วยงานลงมาดูแลบางหมู่บ้านมีการแจ้งไปแล้วเช่นกัน ส่วนสาเหตุเกิดจากฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน เพราะพื้นที่นี้ใช้น้ำจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว อยากให้จังหวัดช่วยประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้งให้ด้วย เพราะได้รับความเดือดร้อนจริงๆ สภาพฝนทิ้งช่วงยาวนานแบบนี้ ชาวบ้านไม่เคยเจอมา 20 ปีแล้ว

ที่ อำเภอสำโรงทาบ ชาวนาในพื้นที่ ตำบลเกาะแก้ว ต้องนำเครื่องสูบน้ำมาสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำบ้านเกาะแก้เพื่อเข้าที่นา ด้วยการรวบรวมเงินคนละ 100-200 บาท เพื่อซื้อน้ำมันและนำเครื่องสูบน้ำลงมาสูบที่อ่างเก็บน้ำบ้านเกาะแก้ว ในการยืดอายุต้นกล้าจนกว่าฝนจะตกลงมา

นายพิเชษฐ พิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวภายหลังร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ระหว่าง บริษัท เซี่ยงไฮ้ วินเชน ซัพพลาย แมเนจเม้นท์ (วิน-เชน) หน่วยงานกลางในการจัดหาสินค้าให้ธุรกิจอาหารสดของอาลีบาบากรุ๊ป ประเทศจีน กับสหกรณ์ ผู้ผลิตทุเรียน 3 แห่งในภาคตะวันออก สหกรณ์นิคม วังไทร จ.ระยอง สหกรณ์การเกษตรมะขาม จ.จันทบุรี และสหกรณ์การเกษตรเขาสมิง จังหวัดตราด ว่า ตัวแทนของบริษัท วิน-เชน มีความประสงค์ที่จะซื้อขายทุเรียนกับสหกรณ์โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

บริษัทได้ส่งทีมงานลงพื้นที่สวนผลไม้ของสมาชิกสหกรณ์ทั้ง 3 จังหวัด ดูกระบวนการผลิตทุเรียนตามมาตรฐาน GAP ตั้งแต่ส่วนของเกษตรกร ก่อนจะรวบรวมส่งให้สหกรณ์คัดคุณภาพ และบรรจุลงกล่อง ขนส่งจำหน่ายสู่ตลาด บริษัทเกิดความมั่นใจว่า การสั่งซื้อทุเรียนจากสหกรณ์จะได้สินค้าที่มีคุณภาพ โดยร่วมกันวางระบบโลจิสติกต์ขนส่งสินค้าเพื่อให้ทุเรียนจากไทยไปถึงจีนได้เร็วสุด

คาดว่าจะมียอดสั่งซื้อทุเรียนของสหกรณ์นำไปจำหน่ายที่ประเทศจีน ในฤดูกาลปี 2562 ปริมาณไม่น้อยกว่า 3,000 ตัน หรือ 800,000 ลูก มูลค่าประมาณ 360 ล้านบาท ในราคาซื้อขาย 120 บาท/กิโลกรัม

นายแอนดี้ จาง รองประธานและผจก.ทั่วไปด้านการนำเข้าผลไม้ บริษัท วิน-เชน กล่าวว่า จะสร้างการค้าทุเรียนไทยให้มีมูลค่า 3,000 ล้านหยวน หรือ ประมาณ 15,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี โดยผ่านอีโคซิสเท็มของ อาลีบาบา เชื่อมั่นว่าจะมีประโยชน์กับทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งชาวสวนผลไม้ ผู้บริโภคชาวจีนมีทางเลือกมากขึ้น

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยในพิธีเปิดการประชุมแนะนำโครงการและรับฟังความคิดเห็น โครงการศึกษาติดตามและประเมินผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกลุ่มลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจัดเมื่อ วันที่ 11 กรกฎาคม ที่โรงแรมพูลแมน ขอนแก่น ราชา ออคิด จ.ขอนแก่น ว่า ขณะนี้ สทนช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เร่งดำเนินโครงการดังกล่าว โดยมุ่งหวังให้ได้ข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางปรับปรุงการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำของประเทศ ซึ่งมีอยู่กว่า 30 หน่วยงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อให้สามารถแก้ไขวิกฤตการณ์น้ำด้านต่างๆ ได้ตรงกับสภาพปัญหาและบริบทของพื้นที่นั้นๆ อย่างแท้จริง

นายสำเริง กล่าวว่า ที่ผ่านมา จะเห็นว่า แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พยายามทุ่มเทกำลัง ความสามารถ รวมทั้งงบประมาณอย่างเต็มที่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ แต่ข้อเท็จจริงคือ ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชน และเกษตรกรยังปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ และการเร่งรัดพัฒนาด้านเศรษฐกิจสังคมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ปัญหาทรัพยากรน้ำซับซ้อนมากขึ้น และมีแนวโน้มจะขยายวงกว้างออกไปในทุกภูมิภาคของประเทศ ทั้งปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และคุณภาพน้ำ จากจุดนี้ สทนช. เห็นว่าข้อมูลเชิงพื้นที่ เป็นคำตอบสำคัญที่จะนำไปสู่การวางกรอบแนวทางเพื่อแก้ปัญหา และพัฒนาได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน

“โครงการดังกล่าว เป็นรูปแบบการศึกษาทบทวน วิเคราะห์ข้อมูลจากอดีตจนถึงปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่กลุ่มลุ่มน้ำโขงอีสาน ลุ่มน้ำชี และลุ่มน้ำมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับกระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยหน่วยงานรับผิดชอบต่างๆ และผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานระยะที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการดำเนินงานและแสวงหาแนวทางในการพัฒนากระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยกำหนดกรอบประเด็นหลักในการศึกษาไว้ 4 มิติ คือ ด้านปริมาณน้ำ ด้านคุณภาพน้ำ

ด้านองค์กรที่ครอบคลุมการทำงานของหน่วยงานปฏิบัติการ และคณะกรรมการลุ่มน้ำและองค์กรผู้ใช้น้ำ ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ และด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนในการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ” นายสำเริง กล่าวและว่าจะจัดเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และประชุมปรึกษาหารือกับผู้แทนหน่วยงานและคณะกรรมการลุ่มน้ำ 11 ครั้ง รวมทั้งสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ครอบคลุมการดำเนินโครงการทุกลักษณะงานใน 3 ลุ่มน้ำ โดยได้พัฒนาแบบสอบถามเพื่อสัมภาษณ์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง

นายสำเริง กล่าวว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภาคส่วนต่างๆ ได้แก่ คณะกรรมการลุ่มน้ำและกลุ่มผู้ใช้น้ำ ผู้นำชุมชน และเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐ นอกจากนั้น จะรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอุตุ-อุทกวิทยา แหล่งน้ำผิวดินและใต้ดิน ความต้องการใช้น้ำ คุณภาพน้ำ สภาพเศรษฐกิจและสังคม และปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดทำระบบแอปพลิเคชั่น เพื่อนำเสนอข้อมูลสารสนเทศภูมิศาสตร์ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยองค์กรรับผิดชอบให้แม่นยำมีประสิทธิภาพมากขึ้นต่อไป

ธ.ก.ส. เผย ผลการดำเนินงานโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1.9 ล้านราย พื้นที่กว่า 27.46 ล้านไร่ ขณะที่การผลิตปี 2560 ที่ผ่านมา จ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ว 196,326 ราย พื้นที่เสียหาย 1.6 ล้านไร่ เป็นเงินกว่า 2,000 ล้านบาท
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยผลการดำเนินงานโครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 ที่ได้สิ้นสุดการลงทะเบียนไปแล้ว เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา (ยกเว้นภาคใต้จะสิ้นสุด วันที่ 15 ธันวาคม 2561) ว่า มีเกษตรกรลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ 1,916,432 ราย พื้นที่ จำนวน 27.46 ล้านไร่ ซึ่งสิทธิประโยชน์ที่เกษตรกรได้รับในการทำประกันภัยครั้งนี้คือ รัฐบาลเป็นผู้อุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยให้ 54 บาท ต่อไร่ จากอัตราค่าเบี้ยประกันภัย 90 บาท ต่อไร่ โดยเกษตรกรจ่ายเพียง 36 บาท ต่อไร่

และกรณีเป็นลูกค้าที่กู้เงินเพื่อปลูกข้าวกับ ธ.ก.ส. เกษตรกรจะได้รับการอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยจาก ธ.ก.ส. อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขโครงการกำหนดให้เกษตรกรที่ทำประกันภัย ต้องขึ้นทะเบียนผู้เพาะปลูกข้าว (ทบก.) ปี 2561 กับกรมส่งเสริมการเกษตร ดังนั้น จึงขอย้ำเตือนให้เกษตรกรลูกค้าที่ได้รับการอุดหนุนค่าเบี้ยประกันภัยจาก ธ.ก.ส. ต้องไปแจ้งขึ้นทะเบียน ทบก. ด้วย เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ความคุ้มครอง กรณีเกิดความเสียหายในพื้นที่เพาะปลูกข้าว

ทั้งนี้ ในส่วนของผลการดำเนินงานโครงการประกันภัยข้าวนาปี 2560 ที่ผ่านมา มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ 1,757,062 ราย จำนวนพื้นที่ 26.11 ล้านไร่ โดยมีการจ่ายเงินชดเชยค่าเสียหายให้กับเกษตรกรที่ประสบภัยตามเกณฑ์ประเมินความเสียหายโดยราชการประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติ รวม 28 ครั้ง จำนวนเกษตรกร ได้รับเงินค่าสินไหมทดแทน จำนวน 196,326 ราย เป็นเงิน 2,073 ล้านบาท จากพื้นที่เสียหาย 1.64 ล้านไร่

นายอภิรมย์ กล่าวอีกว่า ธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการประกันภัยข้าวนาปี เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการผลิต โดยใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น อันเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลในระยะยาว โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับความคุ้มครองความเสียหาย อันเกิดจากภัยธรรมชาติ 7 ภัย ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก ภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง ลูกเห็บ และไฟไหม้ ในอัตราเงินชดเชย 1,260 บาทต่อไร่ และภัยจากศัตรูพืชหรือโรคระบาด ในอัตราเงินชดเชย 630 บาท ต่อไร่ โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. Call Center 02 555 0555 หรือ ธ.ก.ส. ทุกสาขา

ถือเป็นภารกิจครั้งประวัติศาสตร์ในการช่วยเหลือ ค้นหาทีมหมูป่า ในถ้ำหลวง -ขุนน้ำนางนอน โดยล่าสุด ศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหาย ได้แถลงปิดภารกิจการช่วยเหลือค้นหา โดยทีมช่วยเหลือทั้งหมดได้ทยอยเดินทางกลับจาก จ.เชียงราย ส่วนเด็กๆ อาการเริ่มดีขึ้น

พล.ร.ต. อาภากร อยู่คงแก้ว ผบ.หน่วยซีล ได้เปิดเผยกับ BBC ถึงประเด็นการเอาตัวรอดภายในถ้ำของเด็กๆ ว่า ระหว่างที่อยู่ด้านในถ้ำ ต้องยอมรับความเก่งในการเอาชีวิตรอดของทั้ง 13 ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัว “โค้ชเอก” หรือ เอกพล จันทะวงษ์ เพราะทุกคนอยู่ในสภาพที่ดีมาก เท่าที่ฟังดูก็คือ ได้มีการขุดเป็นอุโมงค์เข้าไปประมาณ 5 เมตร โดยใช้หิน ขุดเป็นอุโมงค์เพื่อป้องกันความหนาว เพราะอยู่ในอุโมงค์ มันอบอุ่น โดยมีการทำสมาธิจากที่โค้ชเคยบวชเรียนมา และแบ่งปันอาการกัน ทำให้รอดมาได้

“ในปฏิบัติการ ต้องปลุกใจกำลังพลอยู่เสมอ “เราต้องสู้กับน้ำ น้ำมาเราต้องสู้ คิดได้แค่นั้นเอง” เราไม่ใช่ฮีโร่นะครับ เราทำงานตามขีดความสามารถที่เรามี ที่เราสามารถทำได้ แต่ผมว่าสิ่งหนึ่งที่ กองทัพเรือบอกว่า กองทัพเรือจะไม่ทิ้งประชาชน ในส่วนของเราเอง เวลาเราทำงาน ถ้าภารกิจไม่สำเร็จ เราจะไม่ยกเลิก เป็นสิ่งที่เราทุกคนระลึกถึงเสมอ” พล.ร.ต. อาภากร กล่าว

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม นายสุธี ชวชาติ ตัวแทนภาคีเครือข่ายชาวไร่ยาสูบแห่งประเทศไทย กล่าวขอบคุณกระทรวงการคลัง ที่ช่วยสั่งการให้ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) ยสท. รับซื้อใบยาสูบเหมือนเดิมในปีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ยสท. ประกาศจะไม่รับซื้อใบยาสูบ ซึ่งจะกระทบกับรายได้และปากท้องของชาวไร่ยาสูบกว่า 50,000 ครอบครัว อย่างไรก็ตาม นายสุธี มองว่า ยสท. ยังไม่มีท่าทีชัดเจนที่จะดำเนินการตามที่คลังสั่ง จึงควรมีการประชุมใหญ่ตัวแทนทุกภาคส่วนจากอุตสาหกรรมยาสูบ ยสท. ผู้นำเข้าบุหรี่ ผู้ส่งออกใบยาสูบ ผู้ค้ายาสูบ กระทรวงการคลัง กรมสรรพสามิต เพื่อหารือปัญหาและผลกระทบจากพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 พร้อมทั้งหาทางออกร่วมกันให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืนเพื่อเสนอต่อผู้กำหนดนโยบายภาครัฐ

“ก่อนหน้านี้ ยสท. ได้ประกาศงดรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรในปีนี้ โดยอ้างเหตุผลเรื่องผลกระทบจาก พ.ร.บ.ฯ โดย ยสท. คาดว่าจะทำให้มีสต๊อกใบยาเหลือพอกับยอดขายบุหรี่ที่จะหดตัวลงต่อเนื่องไปอีก การที่กระทรวงการคลัง สั่งการให้ ยสท. รับซื้อใบยาฤดูกาล 61-62 นี้ เป็นการแก้ปัญหาระยะสั้น พวกเราชาวไร่ยังกังวลว่าเมื่อรัฐปรับขึ้นภาษีบุหรี่อีกครั้ง เป็น 40% ในวันที่ 1 ต.ค. 2562 จะเกิดปัญหาซ้ำรอยอีก จึงเห็นว่าจำเป็นจะต้องให้ทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมยาสูบมาร่วมหารือกันถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้านให้เห็นภาพรวมปัญหาของทั้งอุตสาหกรรม ที่จะมากระทบความอยู่รอดของทั้งอุตสาหกรรมโดยเฉพาะประเด็นการรับซื้อใบยาสูบอีก หากไม่เร่งหาทางออกร่วมกันอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม” นายสุธีกล่าว

นายสุธี กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบอกให้อุตสาหกรรมปรับตัว แต่ให้เวลาเพียง 2 ปี ตอนนี้ผ่านไป 1 ปีแล้วอุตสาหกรรมยังคงอลวนอลหม่านกันอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร แรงงาน ร้านค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยาสูบ ตรงนี้จึงอยากให้ทุกฝ่ายพูดคุยกัน ภาคีฯ ในนามตัวแทนชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศกว่า 50,000 ครอบครัว ใน 20 จังหวัด ขออาสาเป็นตัวกลางให้ทุกฝ่ายมาร่วมประชุมกัน หากทุกฝ่ายไม่หันหน้าเข้าหากัน ผู้ที่จะเดือดร้อนมากที่สุดก็คือ เกษตรกร ซึ่งคิดว่ารัฐบาลคงไม่อยากให้เกิดผลเช่นนั้นในช่วงเลือกตั้ง