ทางกลุ่มจะขายส่งอยู่ที่ราคา 150-180 บาท ต่อกิโลกรัม

ส่วนราคาขายปลีก180-200 บาท ต่อกิโลกรัม เดิมเคยขายได้เดือนละประมาณ 300-600 กิโลกรัม แต่เมื่อกลางปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้มีโครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยการดำเนินงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ และสำนักงานเกษตรอำเภออ่าวลึก เปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรสามารถเขียนโครงการเพื่อขอสนับสนุนงบประมาณมาดำเนินงานของกลุ่มได้ ทางกลุ่มจึงได้เขียนโครงการ ขอสนับสนุนงบประมาณเพื่อต่อยอดกิจการของกลุ่มให้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งทางกลุ่มก็ได้รับการสนับสนุนงบประมาณมาจัดซื้ออุปกรณ์ชุดสกิมเมอร์ใช้ล้างทำความสะอาดและกำจัดกลิ่นโคลนของสาหร่าย พร้อมด้วยบรรจุภัณฑ์และสติ๊กเกอร์ ทำให้สาหร่ายมีคุณภาพดีขึ้น สะอาด ไม่มีกลิ่นโคลน และสวยเด้ง

ปัจจุบัน มียอดขายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าติดใจในคุณภาพ โดยขายได้ประมาณ 700-1,000 กิโลกรัม หรือประมาณ 125,000-200,000 บาท ต่อเดือน ทำให้สมาชิกมีรายได้ 10,000-15,000 บาท ต่อเดือน และชาวบ้านชุมชนก็มีรายได้จากการรับจ้างล้างสาหร่าย วันละไม่ต่ำกว่า 400-600 บาท ถือเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับชุมชนแหลมสักได้อย่างดี

ในช่วงที่กลุ่มผลิตไม่ทัน ยังช่วยรับซื้อสาหร่ายของชาวบ้านรายอื่นด้วย แต่จะเน้นที่มีคุณภาพเท่านั้น ซึ่งมีการส่งขายทั้งในจังหวัดกระบี่ และต่างจังหวัด เช่น ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา กรุงเทพฯ ชลบุรี และนครราชสีมา

ประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่น

เป็นแหล่งรวมของวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินเอและวิตามินซี กินเพื่อช่วยบำรุงสุขภาพ และในเวลาที่ร่างกายเจ็บป่วยไม่สบาย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง
ช่วยป้องกันและรักษาโรคคอพอก เพราะมีไอโอดีนที่เป็นแร่ธาตุสำคัญและยังป้องกันและบรรเทาอาการเกี่ยวกับโรคไทรอยด์
เหมาะกับคนที่เป็นโรคหัวใจ เพราะมีปริมาณของแมกนีเซียมสูง ซึ่งจะช่วยลดระดับความดันในเส้นเลือด ป้องกันโรคหัวใจล้มเหลว รวมทั้งยังเป็นผลดีต่อโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง
มีเส้นใยอาหารสูง แต่แคลอรีต่ำ เหมาะสำหรับคนที่ควบคุมหรือลดน้ำหนัก แม้จะเป็นสาหร่ายทะเลแต่ก็มีปริมาณของโซเดียมต่ำ ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ
ช่วยกระตุ้นให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติ ลดโอกาสจะเกิดอาการท้องผูก และลดความเสี่ยงของโรคริดสีดวงทวาร
มีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย นำพาออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้เป็นอย่างดี เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและบำรุงผิวพรรณ ลดการเกิดริ้วรอย
ช่วยบำรุงกระดูก ทำให้กล้ามเนื้อและประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ บำรุงสมองและระบบประสาทด้วย
ช่วยรักษาสมดุลของน้ำภายในร่างกาย และสามารถช่วยกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี
รักษาความชุ่มชื้นของเซลล์ผิว คืนความชุ่มชื้นให้แก่ผิว จึงมีการนำไปใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิว เพื่อช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง เต่งตึง ทำให้ผิวหนังมีความแข็งแรงไม่หย่อนคล้อยได้ง่าย

สำหรับท่านใดที่สนใจ สาหร่ายพวงองุ่น สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุทธิพงษ์ โรมินทร์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงและแปรรูปสาหร่ายพวงองุ่น เลขที่ 40 หมู่ที่ 3 ตำบลแหลมสัก อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ โทรศัพท์ 063-591-9801

ความก้าวหน้าทางการสื่อสาร โดยเฉพาะมือถือแบบสมาร์ทโฟนช่วยยกระดับความสำคัญของภาคเกษตรกรรมให้มีความทันสมัย รวดเร็ว แม่นยำชนิดพลิกมิติในวงการเลย แต่สิ่งที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นตรงที่คนหนุ่ม-สาว ทุกสาขาอาชีพที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้ต่างนำมาใช้ประโยชน์ทำเกษตรกรรมในสาขาต่างๆ กันเพิ่มมาก

อย่างหนุ่มชาวกรุงที่กำลังกล่าวถึงรายนี้ ร่ำเรียนมาทางสายการตลาด เบื่อวิถีชีวิตในเมืองหลวง เบื่ออาชีพลูกจ้าง เลยหันมาเอาดีทางปลูกผักอินทรีย์ส่งขายที่ปากช่องจนมีรายได้ดี แถมยังค้นพบว่าการทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นความสุขที่แท้จริง แล้วยังทำให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงด้วย

คุณมนัส รัตนพันธุ์ หรือ คุณโจ้ พักอยู่เลขที่ 98 หมู่ที่ 1 ตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ความจริงคุณโจ้ไม่ใช่คนโคราช แต่เป็นคนกรุงเทพฯ เรียนจบทางการตลาดแล้วทำงานเป็นเซลล์มานานกว่า 10 ปี รู้สึกอิ่มกับอาชีพพนักงานขายที่ต้องเดินทางตระเวนไปหลายจังหวัดจึงลาออก พร้อมกับตั้งเป้าจะหาอาชีพใหม่เป็นของตัวเอง

กระทั่งได้มาพบกับเพื่อนที่ทำอาชีพปลูกผักออร์แกนิกส่งขายตลาดหลายแห่งอยู่ที่ปากช่อง แล้วกำลังต้องการผักปลอดสารส่งขายอีกเป็นจำนวนมาก อีกทั้งมองว่าไม่มีความเสี่ยงเพราะมีตลาดรองรับที่ชัดเจน ทำให้คุณโจ้สนใจจึงได้ไปศึกษาหาความรู้ให้ละเอียดกับแหล่งเปิดสอนที่เชื่อถือ ตั้งแต่การเพาะต้นกล้า การเตรียมดิน การดูแล การผลิตปุ๋ยทางธรรมชาติชนิดต่างๆ และการเก็บผลผลิตที่ถูกต้องเพื่อส่งขาย

ภายหลังเมื่อมีทักษะและความเข้าใจดีพอแล้วพร้อมลงมือทำเกษตรกรรม หนุ่มชาวกรุงรายนี้เลยคุยกับเพื่อนให้หาเช่าที่ดินแถวปากช่องเพื่อปลูกผักอินทรีย์ เป็นที่ดินเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่เศษ โดยเลือกปลูกผักอายุเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 45-50 วัน แบบหมุนเวียนเพื่อให้มีรายได้ตลอดต่อเนื่อง

คุณโจ้เริ่มปลูกผักตระกูลสลัดก่อนเพราะมีตลาดรับซื้อชัดเจนแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค คอส ฟิลเลย์ ฯลฯ เป็นต้น ขณะเดียวกัน ยังปลูกผักสวนครัวพื้นบ้าน อย่างผักบุ้ง ผักชี มะเขือเปราะ ขายเพื่อส่งเข้าโรงงานแพ็กแล้วส่งตามโมเดิร์นเทรดชั้นนำ ลักษณะการปลูกผักอินทรีย์ของคุณโจ้จะปลูกแบบหมุนเวียน ปลูกผักทั้งแบบโล่งและมีโรงเรือน โดยสร้างโรงเรือนแบบเปิดโล่ง 4 ด้าน ขนาด 5 คูณ 7 เมตร จำนวน 6 หลัง เพื่อกันน้ำค้างและน้ำฝนกับผักสลัดและปลูกตามรอบการสั่งของลูกค้าเป็นหลัก เนื่องจากต้องพิจารณาความเหมาะสมของผักแต่ละชนิดด้วยว่าช่วงใดเหมาะกับการปลูกผักตามที่ลูกค้าต้องการหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผักสลัดสามารถปลูกให้ผลผลิตได้ทั้งปีเพราะไม่ยุ่งยาก ปลูกง่าย ดูแลง่าย เพียงแต่ถ้าเป็นฤดูร้อนผักจะมีขนาดเล็กกว่าในช่วงฤดูหนาวที่มีขนาดใหญ่และสมบูรณ์มากกว่า

การปลูกผักสลัดในแต่ละรอบ คุณโจ้จะไปซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ซึ่งมีข้อดีที่ช่วยให้มีอัตราการงอกได้มากถึงกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ โดยเริ่มเพาะต้นกล้าไว้ในภาชนะประมาณ 14-17 วัน ระหว่างนั้นจะไปเตรียมแปลงปลูกไว้โดยใช้อัตราส่วนผสมของวัสดุปลูก ซึ่งได้แก่ แกลบดำ ขุยมะพร้าว ขี้วัว และดินในอัตรา 1 ต่อ 1 ในทุกอย่าง

หลังจากได้เวลาของต้นกล้าจึงย้ายไปลงแปลงปลูก ระหว่างดูแลจะฉีดพ่นด้วยปุ๋ยนมที่ผลิตเองจากนมวัวที่ไปซื้อมาจากฟาร์มที่ปากช่องในอัตราส่วนนมวัว 20 ลิตร กับกากน้ำตาล 4 ลิตร ผสมรวมกันทิ้งไว้ประมาณเดือนเศษจึงนำมาใช้ ทั้งนี้ ปุ๋ยนมสดจะช่วยให้ผักมีรสหวาน กรอบ มียางไม่มากเมื่อตัดเก็บผลผลิต โดยจะฉีดพ่นผักทุกเช้า-เย็น

นอกจากนั้น ยังใช้ปุ๋ยปลาที่ผลิตจากปลานิลจำนวน 20 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม สับปะรด 10 กิโลกรัม ผสมรวมกันหมักไว้ประมาณ 3 เดือนถึงจะนำมาใช้ โดยจะฉีดพ่นเช้า-เย็นสลับกับปุ๋ยนมสด ส่วนการป้องกันแมลงศัตรูจะใช้สะเดากับน้ำส้มควันไม้ โดยจะเริ่มฉีดในช่วงที่ต้นผักแข็งแรงเฉพาะช่วงเย็น โดยผักสลัดเก็บรอบละประมาณ 1,500 ต้น หรือราว 120 กิโลกรัม

สำหรับการปลูกผักชี ผักบุ้ง และผักชนิดอื่น จะรองพื้นด้วยขี้วัวแล้วพรวนดิน หว่านเมล็ดพันธุ์แล้วคลุมฟาง ส่วนการดูแลบำรุงให้ปุ๋ยจะใช้วิธีเดียวกับผักสลัด จะต่างกันเฉพาะช่วงฉีดทุก 3-5 วัน ต่อครั้ง เท่านั้น

ทั้งนี้ ผักชีใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 45 วัน และผักบุ้งประมาณ 25 วัน ซึ่งผักชีที่ปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ จะเก็บผลผลิตได้เกือบ 200 กิโลกรัม ทั้งนี้ พืช/ผักที่ปลูกจะหมุนเวียนและแปลงที่รื้อแล้วจะพักทิ้งไว้สักระยะเพื่อฟื้นฟูสภาพดิน แล้วป้องกันการเกิดโรค

คุณโจ้ บอกว่า การลงทุนปลูกผักไม่สูง เพียงแต่มีรายจ่ายหลักคือค่าเมล็ดพันธุ์ ส่วนปุ๋ยจะผลิตไว้ใช้ได้จำนวนหลายครั้ง ค่าจ้างแรงงานก็ไม่บ่อย เพราะงานส่วนใหญ่ลงมือทำเอง ยกเว้นช่วงไหนที่จำเป็นถึงจะจ้างแรงงานเป็นครั้งคราว ฉะนั้น ในแต่ละรอบการปลูกเมื่อขายและหักต้นทุนจะมีกำไรประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ อย่างผักสลัดที่เก็บสัปดาห์ละครั้ง มีรายได้ประมาณ 7-8,000 บาท นอกจากนั้น ยังมีรายได้จากผักบุ้ง ผักชี และผักอื่นๆ

ทั้งนี้ ผลผลิตผักอินทรีย์จะจำแนกตลาดขายที่มีอยู่ 3 แหล่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตผักสวนครัวพื้นบ้านส่งเข้าโรงงานของเพื่อนที่รับซื้อเต็มที่ (แต่ผลิตไม่ทัน) เพื่อแพ็กส่งขายตามห้างดัง ส่วนผักสลัดจะส่งตามโรงแรมดังที่ปากช่องกับส่งให้ทางบริษัทเพื่อส่งต่อไปขายที่ตลาดสิงคโปร์ในชื่อแบรนด์ “ผักดิน กินดี ฟาร์ม”

นอกจากผักสลัดและผักสวนครัวแล้ว คุณโจ้ยังทดลองปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ไว้จำนวน 400 ต้น และมะเขือเทศสีดาจำนวนไม่มาก ก็ให้ผลผลิตเกินคาด โดยเฉพาะผลมะเขือเทศเชอร์รี่ที่มีคุณภาพน่าพอใจ แล้วตั้งใจจะปลูกมะเขือเทศสีดาเพิ่ม คาดว่าอีกไม่นานพร้อมเสนอขายลูกค้าแบบเกรดพรีเมี่ยมด้วย

คุณโจ้ บอกว่า การตัดสินใจมาทำเกษตรกรรมทั้งๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อน แล้วเห็นว่าเดินมาถูกทางแล้วเพราะยิ่งทำไปนานวันรู้สึกชอบ สนุกมากขึ้นเรื่อยๆ จนขายบ้านที่กรุงเทพฯ เพื่อมาตั้งรกรากอย่างถาวรที่ปากช่อง

“อาชีพปลูกผักที่ทำอยู่ตอนนี้ต้องบอกว่ามาถูกทางแล้ว แล้วไม่เคยคิดมาก่อนว่าชีวิตนี้จะมาเดินบนเส้นทางเกษตร ซึ่งได้พบความจริงว่าไม่ได้ยากอย่างที่กลัว ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะมีความตั้งใจและมุ่งมั่นก็ได้ อีกทั้งยังพบว่าการทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นความสุขที่แท้จริง แล้วยังทำให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงด้วย”

นับเป็นคนรุ่นใหม่อีกรายที่ประสบความสำเร็จบนเส้นทางเกษตร แม้คุณโจ้จะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาเพียง 2 ปี แต่เมื่อเทียบจากความมานะ อดทน มุ่งมั่น และใส่ใจ โดยเฉพาะจากความเป็นชาวกรุงแล้วถือได้ว่าเป็นความสำเร็จที่รวดเร็ว

สนใจผลผลิตผักคุณภาพอินทรีย์แบรนด์ “ผักดินกินดีฟาร์ม” ติดต่อได้ที่ คุณมนัส รัตนพันธุ์ หรือ คุณโจ้ โทรศัพท์ 093-989-3018 หรือส่องดูกิจกรรมต่างๆ ได้ที่ fb : ผักดินกินดีฟาร์ม

คุณกุสุมา สายรัตน์ หรือ พี่เจ๋ม อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 13 ตำหนองใหญ่ อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ เกษตรกรสาวคนเก่ง ปลูกดาวเรืองตัดดอกขายเพียง 1 ไร่ สามารถสร้างรายได้เกือบแสนต่อเดือน แต่เส้นทางสู่ความสำเร็จหญิงเก่งคนนี้บอกว่าไม่ง่าย ถึงแม้ว่าจะมีหลายคนบอกว่าดาวเรืองเป็นพืชที่ปลูกง่าย สร้างรายได้ดีนั้น เป็นเรื่องจริงเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรที่มีประสบการณ์เท่านั้น ส่วนเกษตรกรมือใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่วงการนี้อย่าเพิ่งคิดถึงรายได้หลักแสน เพราะ “ดาวเรือง” นับเป็นพืชที่ดูเหมือนปลูกง่ายแต่ปราบเซียนมานักต่อนักแล้ว เพราะฉะนั้นในช่วงแรกของเกษตรกรมือใหม่อาจยังต้องใช้เวลาลองผิดลองถูก ค่อยเป็นค่อยไปก่อน แล้วประสบการณ์จะค่อยๆ นำพาเราไปสู่ความสำเร็จ

พี่เจ๋ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นการปลูกดาวเรืองตัดดอกขายให้ฟังว่า อาชีพการปลูกดาวเรืองเป็นอาชีพเดิมที่พ่อกับแม่ทำมาก่อนแล้ว ตนรับหน้าที่เข้ามาสานต่อและพัฒนาต่อยอดเกี่ยวกับเทคนิคการเพิ่มผลผลิต และการทำตลาดโดยที่ไม่ต้องพึ่งพ่อค้าคนกลาง หรือตลาดส่งใหญ่ๆ ด้วยเหตุผลที่ดาวเรืองเป็นดอกไม้ที่ตลาดมีความต้องการอยู่ทุกวัน เหมือนกลายเป็นสินค้าจำเป็นไปแล้ว โดยเฉพาะในวันพระ ที่จะมีความต้องการสูงมากเป็นพิเศษ แต่ในอีกแง่มุมดาวเรืองก็เป็นพืชที่ราคาผันผวนสูง ขึ้น-ลง เหมือนกราฟหุ้นก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นเกษตรกรผู้ปลูกดาวเรืองจำเป็นต้องมีประสบการณ์การทั้งในด้านการปลูก และการจัดการตลาดที่ดี หากทำทั้งสองข้อนี้ได้รับรองได้ว่า ต่อให้ราคาตลาดจะผันผวนอย่างไร แต่ปลูกยังไงก็ไม่ขาดทุน

รายได้ที่มากมาย
มาพร้อมกับความเสี่ยง
หลายท่านคงรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับรายได้ของการปลูกดาวเรือง ที่ปลูกเพียง 1 ไร่ แต่สามารถสร้างเงินได้หลักแสน ในส่วนตรงนี้ พี่เจ๋ม อธิบายถึงข้อเท็จจริงว่า สามารถทำได้จริงๆ แต่สำหรับเกษตรกรที่มีประสบการณ์และความชำนาญในการปลูกมาก่อนแล้ว เนื่องจากดาวเรืองเป็นพืชที่ไวต่อสิ่งกระตุ้น คือ 1. สภาพภูมิอากาศ หากปลูกในช่วงฤดูฝนจะมีความเสี่ยงมากกว่าปลูกในฤดูอื่นๆ เพราะดาวเรืองมีกลีบดอกหลายชั้น จึงทำให้อุ้มน้ำไว้ได้มาก หากเจอฝนและแดดสลับกันมากๆ จะส่งผลให้ดอกดาวเรืองได้รับความเสียหาย และเสียรายได้ในช่วงระยะการตัดมีดแรกไป 2. โรคและแมลงศัตรูของดาวเรืองมีทั้งเพลี้ยไฟ ไรแดง หนอนชอนใบ หนอนผีเสื้อกลางคืน โรคดอกเน่า และเชื้อรา เป็นต้น เพราะฉะนั้นผู้ปลูกต้องหมั่นสำรวจตรวจแปลงทุกวันอย่าให้ขาด เพื่อป้องกันและกำจัดได้ทันท่วงที 3. ระยะความห่างในการปลูกระหว่างต้น ความห่างระหว่างแปลง และจำนวนต้นที่ปลูกมีผลต่อการดูแลและจำนวนผลผลิตที่ออกมาเช่นกัน และ 4. สายพันธุ์ที่เลือกปลูกสำคัญมาก จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับการปลูกดาวเรืองมามากพอสมควร ทำให้ได้รู้ว่าเมล็ดพันธุ์ของดาวเรืองแต่ละสายพันธุ์ให้ผลผลิตที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องเลือกสายพันธุ์ที่ปลูกให้เหมาะสมกับการใช้งาน และความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่ เช่น ถ้าหากลูกค้าต้องการนำไปทำบายศรี หรือกำดอกไม้ขาย จะต้องเลือกสายพันธุ์ที่ปลูกแล้วให้ดอกใหญ่ ดอกบาน แต่ถ้าหากเป็นลูกค้าที่ต้องการนำไปร้อยพวงมาลัย จะต้องการสายพันธุ์ที่ดอกกลม แน่น ไม่เสียทรง อยู่ได้นาน ตรงนี้เป็นสิ่งที่เกษตรกรไม่ควรละเลย

“วิกฤตสร้างโอกาส”
ปลูกเอง-ขายเอง กำไรมากขึ้น
พี่เจ๋ม บอกว่า ในช่วงเริ่มต้นของการปลูกดาวเรือง ตนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างหนัก จากที่เคยปลูกส่งให้กับปากคลองตลาดเพียงอย่างเดียว เมื่อเกิดโรคระบาดของไวรัสโควิด-19 ขึ้น เศรษฐกิจชะงัก ตลาดต้องปิด ค้าขายไม่ได้ ตรงนี้นับเป็นวิกฤตและโอกาสที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

“โอกาสที่พี่หมายถึงก็คือ เมื่อพี่ขายส่งให้ปากคลองตลาดไม่ได้ พี่ก็ต้องมานั่งคิดหาทางออก เพราะไหนจะดอกไม้ของตัวเอง และดอกไม้ของเครือข่ายอีกหลายแสนดอก พี่ก็ฮึดสู้ด้วยการเดินไปหาพ่อค้าแม่ค้าที่เขาขายดอกไม้กำ ว่าเขาสนใจจะรับดอกไม้เราไหม เรามีดอกไม้แบบนี้นะ พร้อมกับเอาตัวอย่างดอกไม้เราไปให้เขาดู เริ่มขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในอำเภอปราสาทก่อน แล้วค่อยๆ ขยับขยายเข้าไปตลาดในเมือง และจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงที่พี่ได้ตัดสินใจสร้างกลุ่ม เฟซบุ๊กขายดอกดาวเรืองขึ้นมา เชื่อว่าพอพี่โพสต์ว่ามีดอกดาวเรืองขาย หลังจากนั้นมาไม่นานดอกไม้พี่ก็ไม่พอขายอีกเลย”

ซึ่งในส่วนตรงนี้ เชื่อว่าหลายท่านคงมีความสงสัยว่าความต้องการดอกดาวเรืองของคนในพื้นที่นั้น มีมากพอๆ กับการปลูกส่งปากคลองตลาดใช่หรือไม่ พี่เจ๋ม อธิบายเพิ่มเติมว่า ปริมาณความต้องการในพื้นที่อาจจะไม่มากเท่ากับการปลูกส่งให้ปากคลองตลาด แต่การปลูกเองขายเองให้กับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่ทำให้เหลือกำไรมากขึ้น เนื่องจากในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์จะมีหมู่บ้านที่ร้อยพวงมาลัยขายโดยเฉพาะ แต่เขาไม่ได้ปลูกเอง จึงมีความจำเป็นต้องรับซื้อดอกดาวเรืองในปริมาณมากประมาณหลักหมื่นถึงหลักแสนดอก ต่อรอบการตัด และอีกหนึ่งข้อดีคือ นอกจากการที่ช่วยประหยัดค่าขนส่งทางไกลได้แล้ว ลูกค้าก็จะได้ดอกไม้ที่สดใหม่ เพราะใช้ระยะเวลาในการขนส่งน้อย สามารถเก็บเงินสดได้ทุกวัน

เทคนิคการปลูก ดาวเรือง
ให้เป็นที่ต้องการของตลาด
เจ้าของอธิบายถึงเทคนิคการปลูกดอกดาวเรืองให้ฟังว่า ปัจจุบันที่สวนของตนปลูกดาวเรือง จำนวน 1 ไร่ สามารถปลูกดาวเรืองได้ประมาณ 4,000-5,000 ต้น อยู่ในเกณฑ์ที่กำลังพอดีสำหรับการปลูกและทำตลาดเอง และเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

ดาวเรือง เป็นไม้ล้มลุกที่สามารถปลูกได้ทุกฤดู แต่มีข้อแม้ว่าผู้ปลูกจะต้องเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับช่วงระยะเวลาที่นำมาปลูก เพราะบางสายพันธุ์ทนโรคเป็นพิเศษ จะเหมาะกับปลูกในฤดูฝน แต่บางพันธุ์จะเหมาะปลูกในช่วงฤดูร้อน ให้ดอกเยอะ ตรงนี้ต้องอาศัยประสบการณ์เข้าช่วย หากเป็นเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจอยากปลูกจึงแนะนำให้ปลูกในช่วงตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน จะเป็นช่วงที่อากาศร้อน เหมาะกับการปลูกดาวเรืองที่สุด จะได้ผลผลิตเยอะ และง่ายต่อการดูแลรักษา

การเตรียมดิน ไถกลบ 1 ครั้ง พร้อมผสมน้ำหมักเพื่อปรับสภาพดิน และโรยปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อราในดิน แล้วตากดินทิ้งไว้ 3 วัน จากนั้นทำการไถปั่นดินแล้วขึ้นร่องปลูกเฉพาะช่วงหน้าฝน แต่หากปลูกในหน้าร้อนไม่จำเป็นต้องขึ้นร่องสามารถปลูกได้เลย

การปลูก ก่อนปลูกรดน้ำในแปลงให้ชุ่ม รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักขี้วัว จากนั้นย้ายต้นกล้าที่มีอายุประมาณ 15-18 วัน ลงหลุมปลูก ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมที่สุด จะส่งผลทำให้การเจริญเติบโตได้เร็ว ปลูกในระยะห่างระหว่างต้น 25-30 เซนติเมตร

ระบบน้ำ เป็นระบบน้ำพุ่ง ในช่วงระยะ 15 วันแรก ให้น้ำทุกวัน วันละครั้ง เช้าหรือเย็นก็ได้ พอหลังจาก 15 วัน ไปแล้วต้นจะเริ่มโตขึ้นก็จะเพิ่มปริมาณการให้น้ำขึ้นมาเป็นทุกวัน ให้ทั้งเช้าและเย็น แต่ถ้าหากปลูกในฤดูฝนจะให้น้ำเพียงสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

การบำรุงใส่ปุ๋ย ในช่วง 4 สัปดาห์แรก จะมีการใส่ปุ๋ยหมักขี้วัวหมัก และขี้หม้อกรอง ทุกสัปดาห์ ปริมาณต้นละ 1 กำมือ พร้อมกับการใส่ปุ๋ยอินทรีย์เม็ด ปริมาณ 1 ช้อนชา ต่อต้น

จากนั้นเมื่อดอกเริ่มออก จะเปลี่ยนมาใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 หรือ 8-21-21 เพื่อบำรุงดอก สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใส่จนกว่าจะไม่สามารถเก็บดอกได้ ปุ๋ยทางใบ ฉีดพ่นทุก 3 วัน ในช่วงแรกเน้นใส่ปุ๋ยสูตร 25-0-0 จากนั้นเมื่อเริ่มมีตุ่มดอกขึ้น จะเริ่มบำรุงด้วยแคลเซียมโบรอน, ไคโตซาน ช่วยควบคุมไข่หนอน, ไตรโคเดอร์มา ช่วยควบคุมเชื้อราที่จะเกิดขึ้น โดยการฉีดพ่น ให้ฉีดพ่นสลับกันตามความเหมาะสม เพราะสารชีวภัณฑ์บางชนิดไม่สามารถฉีดพ่นพร้อมกันได้

เทคนิคการเด็ดยอดสำคัญมาก สำหรับเทคนิคการเด็ดยอด ถือเป็นเทคนิคสำคัญที่ช่วยเพิ่มปริมาณดอก หรือเพิ่มจำนวนผลผลิตให้กับเกษตรกรได้ เพราะปริมาณดอกของมีดแรก จะขึ้นอยู่กับเทคนิคการเด็ดยอดว่าจะได้มากหรือน้อย วิธีการคือ การนับคู่ใบ ยกตัวอย่างของที่สวนจะเก็บไว้ 3 คู่ใบ เท่ากับว่าจะสามารถเก็บได้ 6 ดอก ซึ่งเวลาตัดในมีดถัดไป จำนวนดอกก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากมีดแรก ยิ่งถ้าหากเกษตรกรสามารถดูแลได้สม่ำเสมอเท่ากัน จะได้ผลผลิตออกมาเป็นที่น่าพอใจ ทั้งปริมาณและคุณภาพ

ปริมาณผลผลิตเฉลี่ย
5,000-10,000 ดอก ต่อมีด
มีเท่าไหร่แม่ค้ารับหมด
พี่เจ๋ม อธิบายว่า สำหรับดาวเรืองใช้ระยะเวลาการปลูกนับหลังจากวันย้ายกล้าลงหลุมประมาณ 40-45 วัน ปลูกครั้งหนึ่งเก็บเกี่ยวได้นานหลายครั้ง ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา โดยปกติเกษตรกรทั่วไปจะสามารถเก็บเกี่ยวได้ 13-16 มีด แต่สำหรับของที่สวนตนสามารถเก็บเกี่ยวได้นานถึง 20-25 มีด ที่มีผลสืบเนื่องมาจากการดูรักษาอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ในพื้นที่ 1 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตได้เฉลี่ย 5,000-10,000 ดอก ต่อ 1 มีด 2 วัน เก็บ 1 ครั้ง แต่ถ้าในช่วงอากาศที่เหมาะสม ปลูกในช่วงฤดูร้อน ผลผลิตจะเพิ่มปริมาณขึ้นจากเดิม 2-3 เท่า

ส่วนด้านการตลาด พี่เจ๋ม บอกว่า จากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่ในวงการมานานคือ ดาวเรือง เป็นดอกไม้ที่ต้องการความสม่ำเสมอทั้งผลผลิตและคุณภาพ หากเกษตรกรท่านใดส่งดอกไม้ที่ไม่มีคุณภาพและไม่มีความสม่ำเสมอให้กับแม่ค้าเพียง 1 ครั้ง ก็จะไม่สามารถส่งขายในตลาดนั้นได้อีกเลย เนื่องจากแม่ค้าจะมีการบอกปากต่อปากว่าสินค้าของแต่ละเจ้าเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเกษตรกรควรมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า และรักษาคุณภาพของผลผลิตให้สม่ำเสมอ สิ่งเหล่านี้จะทำให้สามารถมัดใจลูกค้าได้

“ตอนนี้ตลาดส่งดาวเรืองของพี่ส่วนใหญ่เป็นแม่ร้อยมาลัย เน้นดอกขนาดเบอร์ 3 และเบอร์ 4 เพราะสามารถนำไปใช้งานได้หลากหลาย ทั้งร้อยมาลัย หรือจะเอาไปกำขายก็สวย ที่สวนจึงเน้นจะเน้นปลูกสายพันธุ์ที่ให้ขนาดดอกที่ตลาดต้องการมากน้อย ส่วนไซซ์บายศรีก็ที่ตลาดมีความต้องการน้อยกว่า พี่ก็วางแผนการปลูกให้น้อยลงหน่อย บวกกับที่สวนพี่อยู่ติดถนนพี่ก็กำดอกไม้ และร้อยพวงมาลัยมาขายเอง ทุกวันพระ และวันโกน ถือเป็นการเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่า จากปกติขายได้ดอกละ 1 บาท แต่พอมากำขายเองจะได้ราคาเพิ่มขึ้นมาเป็นดอกละ 2-3 บาท ทำให้พี่มีรายได้จากการขายดาวเรืองทั้งหมดต่อเดือนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 บาท แต่ถ้าช่วงไหนราคาดีพี่กันรายได้เกือบแสน”

ฝากถึง เกษตรกรมือใหม่
เตรียมตัวอย่างไร
“หลายคนพอเห็นรายได้สวยหรู ก็อยากที่จะทำบ้าง แต่เงื่อนไขคือเรามีประสบการณ์ในการปลูกจริงๆ ไหม เพราะดาวเรืองถ้าไม่มีประสบการณ์ในการปลูกถือว่ายาก เพราะกว่าพี่จะมีรายได้ขนาดนี้ พี่ใช้เวลาตั้งแต่แม่ปลูกมาประมาณ 7-8 ปี ตอนที่พี่ปลูกครั้งแรกก็ขาดทุนเพราะไม่มีประสบการณ์ ดังนั้น คนปลูกจะต้องเข้าใจนิสัยของพืช รู้ว่าช่วงไหนมีโรคอะไร หรือเอาง่ายๆ ดาวเรืองเป็นพืชที่ปลูกแล้วทิ้งแปลงไม่ได้ จะต้องเข้าไปดูทุกวันอย่าให้ขาด เพราะในเวลากลางคืนนี่แหละจะชอบมีแมลงมาวางไข่ หากเราไม่ลงแปลงแค่วัน เราก็ควบคุมไม่ทันแล้ว เพราะฉะนั้นรายได้ที่มากจะมาพร้อมกับความใส่ใจที่มากเสมอ” พี่เจ๋ม กล่าวทิ้งท้าย

เสาวรส ผลไม้มากประโยชน์ มีวิตามินเอสูง simpleweightlossplans.com ซึ่งช่วยในการบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ลดริ้วรอยเหี่ยวย่น และเพิ่มสมดุลให้ร่างกาย สามารถทานผลสดได้ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ บริเวณประเทศบราซิล ปารากวัย อาร์เจนตินา ผลเป็นทรงกลม ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกมีหลายสีแล้วแต่พันธุ์ ทั้งสีม่วง เหลือง ส้ม ชั้นในสุดของเปลือกเป็นเยื่อสีขาวที่เรียกรก เนื้อรสเปรี้ยวจัด บางพันธุ์มีรสอมหวาน แหล่งปลูกเสาวรสที่สำคัญคือภาคเหนือ และพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเพชรบูรณ์มีพื้นที่ปลูกมากที่สุด รองลงมาคือเชียงราย ซึ่งด้วยคุณประโยชน์และรสชาติที่ถูกใจคนไทย เสาวรสจึงถือเป็นอีกหนึ่งพืชทางเลือกสร้างรายได้เสริมที่น่าสนใจ และเกษตรกรทั่วทุกภาคให้ความสนใจปลูกอย่างแพร่หลาย

คุณลัดดาวรรณ ชอบทำกิจ หรือ พี่กุ้ง ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์สุราษฎร์ อยู่ที่หมู่ที่ 12 ตำบลท่าขนอน อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี อดีตพนักงานประจำ ผันตัวเป็นเกษตรกรปลูกเสาวรสพันธุ์พื้นเมืองสร้างรายได้บนพื้นที่ 2 ไร่ มีรายได้มากกว่างานประจำ ลงทุนครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้นานถึง 4 ปี

พี่กุ้ง เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนตนเองทำงานประจำอยู่ที่โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันลาออกมาเป็นเกษตรกรปลูกและแปรรูปเสาวรสขายได้เป็นเวลากว่า 6 ปีแล้ว มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ตนเองมีปัญหาด้านสุขภาพ ที่มักจะมีอาการท้องผูกอยู่บ่อยครั้ง จึงเริ่มหาวิธีแก้จนได้ลองทานเสาวรส แล้วรู้สึกว่าระบบขับถ่ายของตนเองดีขึ้น หลังจากนั้นก็ทานติดต่อกันเป็นประจำ จนไปถึงขั้นหามาปลูกไว้ทานเองที่บ้านประมาณ 10 ต้น ผลผลิตออกมาให้ได้เก็บทาน เก็บไปฝากเพื่อน ฝากคนรู้จัก หลายคนติดใจติดต่อเข้ามาขอซื้อ จนกลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้

เริ่มต้นปลูก 10 ต้น ขยายเป็น 2 ไร่
สร้างรายได้แซงงานประจำ
เจ้าของบอกว่า หลังจากที่เพื่อนๆ ในที่ทำงานและคนรู้จักเริ่มมีออร์เดอร์สั่งเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจลาออกจากงานประจำเพื่อมุ่งหน้ามาปลูกเสาวรสสร้างรายได้ มีการขยายพื้นที่จากปลูกไว้ทานเองเพียง 10 ต้น ขยายมาปลูกบนพื้นที่ 2 ไร่ โดยสายพันธุ์ที่ปลูกเป็นเสาวรสสายพันธุ์พื้นเมือง ที่ได้พันธุ์มาจากชุมพร เพราะเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับทั้งการทานเป็นผลสดและแปรรูป ซึ่งเสาวรสบางสายพันธุ์จะเหมาะกับการนำมาทานผลสดเพียงอย่างเดียว แต่สายพันธุ์พื้นเมืองจะมีรสชาติ เปรี้ยวกำลังดี และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ผลมีรูปทรงไข่ สีผิวม่วงแดง เป็นที่ต้องการของกลุ่มลูกค้าทานผลสดและแปรรูป