ทางจังหวัดจึงจัดทำแผนงานโครงการแก้ปัญหา แบบบูรณาการใน

หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สาธารณสุขจังหวัด เกษตรจังหวัด เกษตรและสหกรณ์จังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด อบจ., อปท. ฝ่ายปกครอง ตลอดจนกลุ่มอาสาสมัครต่างๆ สำนักงานกองทุนสนับสนุนวิจัยพื้นที่ กลุ่มผู้ประกอบการต่างๆ องค์กรเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมมือกันในการต่อสู้แก้ไขปัญหาการใช้สารเคมีในพื้นที่การเกษตรให้ลดน้อยลง

นายธนากร กล่าวด้วยว่า จากการเริ่มการจัดการแก้ปัญหาสารเคมีปนเปื้อนในพื้นที่นำร่อง ตำบลบุญทัน จังหวัดหนองบัวลำภูมีแผนงานที่จะขยายรูปแบบ วิธีการและขั้นตอนการดำเนินงานไปสู่หมู่บ้าน ตำบลและอำเภออื่นๆ ให้ครอบคลุมทั้งจังหวัดภายในปี 2561 นี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชนหันมาใช้รูปแบบการผลิตภาคเกษตรที่ปลอดภัย เหมาะสมสอดคล้องกับวิถีชีวิตและพื้นที่ ซึ่งจะทำให้เกิดความมั่นคงทางด้านการผลิต มีผลผลิตที่สะอาดเพียงพอต่อการบริโภค มีความมั่นคงทางด้านอาหาร สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน สามารถแข่งขันกับอาณาประเทศได้ ที่สำคัญจะทำให้หนองบัวลำภูน่าเที่ยว น่ามาดื่มกิน และน่าอยู่ มีความมั่งคั่ง ซึ่งจะทำให้เป็นจังหวัดอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน สังคมและสิ่งแวดล้อมยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

ที่ห้องประชุมรัตนมณี มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรแม่สอด อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดตาก ร่วมกับ พ.อ. อาสาฬหะ พูลสุวรรณ ผบ.ฉก.กรมทหารราบที่ 14 แม่สอด พ.ต.อ. มานัส ศรประพันธ์ รอง ผบก.ภ.จว.ตาก ประชุมร่วมกับนายอำเภอจากพื้นที่ 5 อำเภอชายแดน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ให้เป็นวาระเร่งด่วนของจังหวัดตาก โดยจะเริ่มใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ตามมาตรการห้ามเผา 60 วัน หรือระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์-10 เมษายน 256

นายสุวพงศ์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่จังหวัดตากอยู่ในลำดับต้นๆ ของปัญหาหมอกควันและไฟป่า จากนี้ไปแต่ละอำเภอต้องมีศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหา และป้องกันไฟป่า โดยมีนายอำเภอแต่ละอำเภอเป็นประธาน และต้องรายงานสถานการณ์กับผลการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกำหนดให้นโยบาย คือต้องลดจุด Hotspot หรือจุดความร้อน ลดลงไป ร้อยละ 50 จากสถิติของปี 2560 ให้ค่าจุดละอองฝุ่น หรือ PM10 ลดลงไป ร้อยละ 50 โดยเฉพาะที่อำเภอแม่สอด มีแค่ PM10 สูงถึง 120 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร เป็นเวลา 13 วัน จากนี้ไปจะต้องไม่เกิน 6 วัน

แม้จะเป็นสวนสตรอเบอรี่ขนาดย่อมๆ ตั้งอยู่ริมถนนเอเชีย ในพื้นที่ อำเภอบางกล่ำ จังหวัดสงขลา แต่ก็ถือเป็นสวนสตรอเบอรี่แห่งแรกของจังหวัด จากแนวคิดของ นพรัตน์ ท้าววัฒนากุล หนุ่มชาวจังหวัดตาก วัย 23 ปี ซึ่งผันตัวเองจากนักร้องกลางคืน หันมาขายของที่ระลึกจากทางภาคเหนือบริเวณดังกล่าว เริ่มต้นจากการตั้งซุ้มเล็กๆ สั่งซื้อผลสตรอเบอรี่จากจังหวัดเชียงใหม่มาขายให้กับผู้สัญจรไป-มา ซึ่งได้รับความสนใจระดับหนึ่ง จึงมีแนวคิดที่จะนำต้นสตรอเบอรี่มาปลูก เพื่อให้ลูกค้าที่มาเลือกซื้อสตรอเบอรี่ได้เที่ยวชมสวนด้วย จึงเกิดเป็นสวนสตรอเบอรี่ภายใต้ชื่อ “สวนนายจ้อ” ซึ่งเป็นชื่อเล่นของนพรัตน์ บนเนื้อที่ประมาณ 2 งาน ซึ่งได้ทำแปลงปลูกสตรอเบอรี่แบบยกพื้นขึ้นมา

นพรัตน์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกได้นำสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80 จำนวน 2,000 ต้น มาปลูกด้วยระบบน้ำหยด ปรากฏว่าสตรอเบอรี่ให้ผลดี แต่จะมีขนาดไม่ใหญ่มาก เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด แต่ก็สามารถให้ลูกค้าได้เที่ยวชม และเลือกเก็บผลสตรอเบอรี่ได้บ้าง ภายในสวนแห่งนี้มีการจำหน่ายผลสตรอเบอรี่สด ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสตรอเบอรี่ ทั้งน้ำและแยมจากจังหวัดเชียงใหม่ บริการให้เข้าชมสวน มีชุดชาวเขาบริการฟรีสำหรับใช้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึก พบว่าในช่วง 3-4 เดือนที่เปิดให้บริการมาได้รับความสนใจจากประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งในจังหวัดสงขลาและจังหวัดใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก แต่ละวันจะมียอดการจำหน่าย 5,000-10,000 บาท ยิ่งช่วงเทศกาลจะเพิ่มขึ้นถึง 20,000 บาท

“ขณะนี้ถือว่ายังเป็นสวนเล็กๆ แต่ในอนาคตเตรียมจะขยายพื้นที่ให้มีความน่าสนใจ น่าเข้ามาเที่ยวชมเพิ่มมากขึ้น โดยจะปรับปรุงด้วยการปลูกในโรงเรือน เพื่อให้สามารถควบคุมเรื่องของสภาพอากาศ ทั้งแดด ลม และฝน ให้สตรอเบอรี่ได้ผลดียิ่งขึ้น รวมทั้งจะปลูกแบบปลอดสารเคมีด้วย”

“นอกจากนี้จะมีการขยายแปลงปลูกดอกไม้จากภาคเหนือ รวมถึงบริการอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับความสนใจของนักท่องเที่ยวให้มากยิ่งขึ้น”

นพรัตน์ บอกด้วยว่า สำหรับแนวคิดในการสร้างสวน รวมทั้งการพัฒนาต่อยอดกิจการให้เพิ่มมากขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่าตนไม่ได้มีพื้นฐานทางด้านการเกษตรมาเลย แต่พยายามที่จะเรียนรู้ด้วยการศึกษาเองจากอินเตอร์เน็ต และเดินทางไปขอความรู้จากผู้ใหญ่ใจดี ซึ่งประสบความสำเร็จในกิจกรรมที่เขาสนใจ ทำให้วันนี้ “สวนนายจ้อ” เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ด้วยการประชาสัมพันธ์แบบปากต่อปาก และการแชร์ต่อกันบนโลกออนไลน์

“มะเร็งเต้านม” ถือเป็นประเภทของโรคมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 1 ของหญิงไทยในกลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยในผู้หญิงอายุ 20 ปีขึ้นไป แนะนำให้ตรวจมะเร็งเต้านมทุกปี ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่ใน โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มากกว่า 600 ราย ต่อปี ซึ่งสามารถจำแนกกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นมะเร็งเต้านมและสาเหตุต่างๆ ได้ดังนี้

โรคบางชนิดของเต้านม เช่น เนื้องอกหรือซีสต์ 2. ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็ง 3. ผู้ที่มีบุตรคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี 4. ความบกพร่องของสารพันธุกรรม เช่น ผู้ที่มียีน BRCA1 หรือ BRCA2
ผู้ที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูง 6. ผู้ที่เคยได้รับการฉายรังสีบริเวณทรวงอกก่อนอายุ 30 ปี จากโรคอื่น เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น
การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ปัจจุบันสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่

การตรวจแมมโมแกรม การเอกซเรย์โดยใช้เครื่องมือเฉพาะได้รับการยอมรับว่าดีที่สุด แนะนำสำหรับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป และทำการตรวจซ้ำทุกๆ 1 ปี
การตรวจด้วยตนเอง ควรทำตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป หากคลำได้ก้อนในเต้านม มีสารเหลวหรือเลือดออกจากหัวนม ผิวหนัง หรือหัวนมบุ๋ม เป็นสะเก็ดให้พบแพทย์ทันที โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงข้างต้นที่กล่าวมานี้สามารถตรวจเองได้ง่ายๆ ใน 3 ท่า ได้แก่ 1. ยืนหน้ากระจก ดูการเปลี่ยนแปลงของขนาดรูปร่าง สีผิว ตำแหน่งของหัวนมและเต้านม 2. นอนราบ ใช้มืออีกมือคลำด้วยนิ้วชี้ กลางและนาง 3. อาบน้ำใช้สามนิ้วคลำเช็กทั่วเต้านมและรักแร้
ตรวจโดยแพทย์หรือบุคลากรเฉพาะทาง ควรทำตั้งแต่ อายุ 40 ปี

การตรวจเอ็มอาร์ไอ (MRI) คือ ภาพสะท้อนคลื่นแม่เหล็ก ไฟฟ้าสามารถตรวจได้ในผู้ที่มีความผิดปกติของยีน BRCA
ผู้ป่วยตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไป หรือเคยมีประวัติได้รับการฉายรังสีปริมาณสูง บริเวณหน้าอกตั้งแต่อายุน้อย แนะนำให้ทำเอ็มอาร์ไอร่วมกับการตรวจแมมโมแกรมเพื่อให้ผลแน่ชัดยิ่งขึ้น

มะเร็งเต้านมสามารถรักษาให้หายขาดได้หากได้รับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น และทำการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวว่า วท.ได้ผลักดันโครงการย่านนวัตกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการประกอบธุรกิจและดำเนินชีวิตอย่างสะดวกสบาย รองรับการเติบโตของนวัตกร ผู้ประกอบการรุ่นใหม่และสตาร์ตอัพให้รวมกลุ่มกัน ซึ่งนวัตกร กลุ่มคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมและนำพาประเทศไทยเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 อย่างแท้จริง

ย่านนวัตกรรมจะเป็นพื้นที่สำหรับทดลองธุรกิจใหม่ๆ และเป็นแหล่งงานรองรับธุรกิจในอนาคตของประเทศไทย โดยใช้พื้นที่เศรษฐกิจภายในเมืองซึ่งมีความพร้อมทางด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐลงทุนไว้แล้ว และดึงเอกลักษณ์ทั้งในเชิงวิถีชีวิต การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมและองค์ความรู้จากหน่วยงานทุกภาคส่วน มาเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นวัตกรได้ผลิตและใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าธุรกิจและเพิ่มคุณภาพชีวิต ดังนั้น ย่านนวัตกรรมนี้จะเป็นตัวเชื่อมเศรษฐกิจให้เจริญเติบโตตั้งแต่ระดับย่านไปจนถึงระดับประเทศ

“ปีที่ผ่านมา วท. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติฯ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายร่วมกันศึกษาและพัฒนาย่านนวัตกรรม 11 พื้นที่ ในกรุงเทพฯ 7 ย่าน ได้แก่ โยธี ปทุมวัน คลองสาน รัตนโกสินทร์ กล้วยน้ำไท ลาดกระบัง ปุณณวิถี และย่านนวัตกรรมในภาคตะวันออก 4 ย่าน ได้แก่ บางแสน ศรีราชา พัทยา อู่ตะเภา-บ้านฉาง ซึ่งประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ได้ขึ้นอันดับ 1 เมืองที่ดีที่สุดสำหรับสตาร์ตอัพในเอเชีย และเป็นอันดับ 7 ของโลก จึงมีแผนขยายการพัฒนาย่านนวัตกรรมอีก 4 พื้นที่ซึ่งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ด้วย” นายสุวิทย์ กล่าว

คลังจับตาจีนฟ้องดับเบิลยูทีโอ เหตุสหรัฐตั้งกำแพงภาษีกีดกันการค้าแผงโซลาร์ เครื่องซักผ้า หวั่นขึ้นภาษีตอบโต้จนกลายเป็นสงครามการค้า เชื่อกระทบส่งออกไทยแน่ ยันเดินหน้าออกกฎดูแลสกุลเงินดิจิทัล ชี้ ก.ล.ต.เหมาะสมเป็นหน่วยงานควบคุม คาด 1 เดือนคลอดหลักการ

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงกรณีจีนฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) สหรัฐกีดกันการค้าโดยใช้กำแพงภาษีอาจมีผลกระทบต่อการค้าของไทยว่า ตรงนี้เป็นนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐเคยพูดมาแล้วหลายครั้งในการหาเสียงของเขา ขณะนี้สิ่งที่สหรัฐทำมี 2 ตัว คือ แผงโซลาร์ส่วนใหญ่เป็นของจีน และเครื่องซักผ้าส่วนใหญ่เป็นของเกาหลีและมีฐานการผลิตในเวียดนาม ดังนั้นต้องมาติดตามผลการพิจารณาจะออกมาอย่างไร ถ้าผลการพิจารณาให้ประเทศที่ทำผิดต้องปฏิบัติตาม ต้องดูว่าทุกประเทศเคลื่อนไหวอย่างไร เช่น จีน และเกาหลี จะขึ้นกำแพงภาษีไหม ถ้าทุกคนทำจริงก็น่าเป็นห่วงที่จะเกิดสงครามการค้าขึ้น และถ้าเกิดสงครามการค้าระหว่างยักษ์ใหญ่ ไทยที่ยังต้องพึ่งพาการส่งออก 60-70% ของจีดีพีจะกระทบไปด้วย

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ไทยต้องเตรียมไว้ คือถ้าสินค้าใดที่ไทยเป็นฐานการผลิตต้องมีประสิทธิภาพดีที่สุดในโลก มีเทคโนโลยีดีที่สุด เพื่อเป็นตัวป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้น และทำให้น่าสนใจในการเลือกซื้อสินค้า ใน 10 ปีที่ผ่านมาไทยลงทุนน้อยมาก ทำให้ไทยล้าหลัง ทั้งเทคโนโลยี และมีต้นทุนที่แพงกว่า ดังนั้น ในระยะยาวอาจมีปัญหาได้ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลพยายามส่งเสริมให้ทุกคนกลับไปดูธุรกิจ ซึ่งส่งเสริมมานานกว่า 2 ปีแล้ว เช่น ให้หักค่าใช้จ่ายในการลงทุน 1.5 เท่าในปีที่ผ่านมา และ 2 เท่าในปีก่อน เพื่อสนับสนุนให้เอกชนมีการแข่งขันด้านต้นทุน

นายอภิศักดิ์ กล่าวถึงการดูแลสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี่) ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างระเบียบและกฎหมายที่จะมาควบคุมดูแลสกุลเงินดิจิทัล (คริปโตเคอเรนซี่)เท่าที่ดูหน่วยงานที่เหมาะดูแล คือสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพราะธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เงินดิจิทัลนั้นไม่ใช่เงินที่ใช้สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนดังนั้นจึงไม่เกี่ยวกับ ธปท. โดยขณะนี้ ก.ล.ต.ต้องควบคุมการระดมทุนด้วยการเสนอขายเหรียญดิจิทัล (Initial Coin Offering หรือ ICO) ดังนั้น จึงเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลที่สุดในตอนนี้ คาดว่าไม่เกิน 1 เดือน ก.ล.ต.จะมีหลักการในการควบคุมออกมา

“ในเรื่องสกุลเงินดิจิทัลนั้น เราคงหยุดเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะฟินเทคเกิดขึ้นแล้ว และกำลังมีการออก ICO ถ้าเราต้องการพัฒนาต้องเข้าไปควบคุม ไทยจะไม่ปิดตัวเรื่องนี้ แต่ต้องควบคุมให้ดี เพราะถ้าไม่ควบคุมจะเป็นช่องทางในการฟอกเงิน และเปิดโอกาสให้คนโลภแสวงหาโอกาส

ขณะนี้บิทคอยน์ เป็นหนึ่งในสกุลเงินดิจิทัลมีราคาปรับลดลงมาอยู่ที่กว่า 7 พันเหรียญสหรัฐ จากก่อนหน้านี้เคยสูงกว่า 1.7-1.8 หมื่นเหรียญสหรัฐ ซึ่งอัตราดังกล่าวเป็นการปรับขึ้นจากก่อนหน้านี้เคยอยู่ระดับ 100 เหรียญสหรัฐ 1,000 เหรียญสหรัฐ” นายอภิศักดิ์ กล่าว

นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 14-17 กุมภาพันธ์ นี้ กระทรวงพาณิชย์จะนำคณะผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปเข้าร่วมงานแสดงสินค้า BIOFACH 2018 ครั้งที่ 29 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่สำคัญและใหญ่ที่สุดในโลก ที่เมืองเนิร์นแบร์ก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยไทยเข้าร่วมงานครั้งนี้เป็น ครั้งที่ 15 และนำผู้ประกอบการเข้าร่วมทั้งหมด 22 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าสินค้าอาหาร เครื่องดื่มอินทรีย์และผลิตภัณฑ์อินทรีย์ เช่น ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง ผักและผลไม้ ชา กาแฟ น้ำตาลมะพร้าว เส้นก๋วยเตี๋ยวจากข้าว เป็นต้น เพื่อเปิดตัวให้ต่างชาติรู้จักและผลักดันให้มีการส่งออกได้เพิ่มขึ้น

“งานดังกล่าวเป็นงานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจอินทรีย์ใหญ่ที่สุดในโลก ภายในงานจะมีเฉพาะการเจรจาธุรกิจ ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของไทยที่จะเปิดตัวสินค้าอินทรีย์ของไทยออกสู่สายตาชาวโลก เพราะเป็นนโยบายของกระทรวงที่ต้องการผลักดันการส่งออกสินค้าอินทรีย์” นางสาวสุทัศนีย์ กล่าวและว่า ในปี 2561 กระทรวงจะร่วมจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และสินค้าธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้ชื่องาน Organic Expo-BIOFACH Southeast Asiaและ NATURAL EXPO Southeast Asia ซึ่งมั่นใจว่าจะช่วยยกระดับการจัดงานเข้าสู่มาตรฐานสากล และผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในอาเซียนได้

เมื่อเร็วๆ นี้ ผศ. ทนงศักดิ์ มูลตรี หัวหน้าโครงการวิจัย รถตัดอ้อยลำต้นแบบ รุ่น TRF 3500 นิสิตคณะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) พร้อมผู้เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมทดสอบความก้าวหน้าโครงการวิจัย “รถตัดอ้อยลำ” ที่แปลงปลูกอ้อย อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม

ผศ. ทนงศักดิ์ กล่าวว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้ทุนนักวิจัยและพัฒนารถตัดอ้อยลำ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกรในการตัดพันธุ์อ้อย ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่ใช้ในการตัดพันธุ์ ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิให้คำแนะนำการเพิ่มประสิทธิภาพของรถตัดอ้อยลำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งการออกแบบและสร้างรถตัดอ้อยลำ โดยระบบทำงานประกอบด้วยระบบตัดโคนอ้อย ระบบตัดยอดอ้อย ระบบลำเลียงอ้อย และกระบะบรรทุกอ้อย ระบบส่วนใหญ่เป็นระบบไฮดรอลิกส์ เพื่อสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน และประสิทธิภาพการตัดอ้อยพันธุ์ได้ 60 ตัน/วัน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานในการตัดอ้อยพันธุ์ได้ 60 คน/วัน ลดค่าแรงจ้างตัดจัดอ้อยพันธุ์ได้ 3,000 บาท/ไร่ (ผลผลิตอ้อยอยู่ที่ 20 ตัน ค่าตัดอ้อยพันธุ์อยู่ที่ตันล่ะ 150 บาท) ทำงานตลอดฤดูเก็บเกี่ยว 150 วัน หรือ 9,000 ตัน/ฤดูกาล ประหยัดค่าใช้จ่ายตลอดฤดู 1,350,000 บาท/ฤดู

ผลของการทดสอบประสิทธิภาพ พบว่ารถตัดอ้อยลำมีประสิทธิภาพในการตัดอ้อยที่ 0.35 ไร่/ชั่วโมง หรือ 74.80 ตัน/วัน อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ 18.68 ลิตร/ชั่วโมง ที่ความเร็วในการตัดอ้อย 0.50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ผลได้ทางเศรษฐกิจและสังคม เก็บเกี่ยวอ้อยที่ 0.35 ไร่/ชั่วโมง หรือ 74.80 ตัน/วัน อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่ 18.68 ลิตร/ชั่วโมง ที่ความเร็วในการตัดอ้อย 0.50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายในการตัดอ้อยที่ 90 บาท/ตัน

“ถ้าใช้คนตัดอยู่ที่ 22,440 บาท/วัน เมื่อใช้รถตัดอ้อยลำต้นแบบ รุ่น TRF 3500 อยู่ที่ 6,732 บาท/วัน ลดต้นทุนการตัดอ้อยได้ 15,708 บาท/วัน ทำงานตลอดฤดูเก็บเกี่ยว 90 วัน ประหยัดค่าใช้จ่ายตลอดฤดู 1,413,720 บาท/ฤดู ลดแรงงานที่ใช้ในการตัดอ้อย 6,732 คน/ฤดู”

นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า จะเข้ามามีส่วนช่วยในการสำรวจข้อมูลพื้นที่ปลูกยางพาราในประเทศ ด้วยดาวเทียม โดยร่วมกับ กยท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจพื้นที่ปลูกยางจากพื้นที่ตัวอย่าง จำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 จุด กระจายตามสัดส่วนของพื้นที่ปลูกยางพาราในแนวเขตที่ดินของรัฐ ได้แก่ พื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ จำนวนไม่น้อยกว่า 850 จุด พื้นที่เขตป่าสงวน อ.อ.ป. ส.ป.ก. จำนวนไม่น้อยกว่า 9,300 จุด และพื้นที่อื่นๆ จำนวนไม่น้อยกว่า 9,850 จุด และมีการจัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจในพื้นที่จำนวน 5 ครั้ง

“การร่วมมือกันระหว่าง กยท. จิสด้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์มาใช้เพื่อพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่ปลูกยางพาราอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการใช้เทคโนโลยีดาวเทียม ที่มีความแม่นยำ เพื่อให้ได้ชุดข้อมูลพื้นที่ปลูกยางพาราที่ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และใช้เป็นข้อมูลในการสำรวจพื้นที่ปลูกยางในพื้นที่ที่เหมาะสม การตรวจอายุยาง อายุไม้ยาง การคาดการจำนวนผลผลิต ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นต่อการบริหารจัดการโครงการต่างๆ ของรัฐ ในการช่วยให้ราคายางมีเสถียรภาพ และส่งผลดีต่อทุกภาคส่วนในแวดวงยางพาราในอนาคต” นายธีธัช กล่าว

ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลพื้นที่ปลูกยางพาราทั่วประเทศอยู่หลายหน่วยงาน โดยแต่ละหน่วยงานนั้นมีข้อมูลตัวเลขพื้นที่แตกต่างกัน เนื่องจากมีวิธีการดำเนินการในการสำรวจพื้นที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นโครงการใช้ดาวเทียมในการสำรวจพื้นที่ปลูกยาง จะเป็นการร่วมมือของหลากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานภายใต้กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหม และผู้แทนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ต่างๆ ทำให้ได้ข้อมูลพื้นที่ปลูกยางที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และง่ายต่อการบริหารจัดการในอนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.สงขลา พบต้นมะนาวให้ผลเป็นมะนาวยักษ์ขนาดใกล้เคียงกับผลส้มโอ ลูกมะนาวที่โตเต็มที่จะมีน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัม โดยต้นมะนาวต้นนี้ปลูกอยู่ภายในสวนเกษตรของร้อยตำรวจตรีสกุลศักดิ์ ศรีสุวรรณภูชนะ ในตำบลควนลัง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ร้อยตำรวจตรีสกุลศักดิ์บอกว่า มะนาวต้นนี้เป็นมะนาวพันธุ์ปากช่อง แต่มีเพื่อนให้มาปลูก ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีการพัฒนาพันธุ์มาอย่างไร เมื่อมาปลูกแล้วก็พบว่าให้ผลที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งตนเองได้ตั้งชื่อว่าเป็นมะนาวพันธุ์จันทศรี ตามนามสกุลของคนที่ให้พันธุ์มาปลูก โดยเดิมนั้นปลูกเอาไว้ในท่อซีเมนต์ แต่ขณะนี้พบว่าต้นใหญ่มาก ขนาดของดอกและผลมีขนาดใหญ่กว่าผลมะนาวปกติหลายเท่าตัว ผลที่โตเต็มที่นั้นจะมีน้ำหนักประมาณ 2 กิโลกรัมต่อผลเลยทีเดียว

ทั้งนี้ เมื่อทดลองนำมาผ่าและบีบน้ำก็พบว่ามะนาวจันทศรีมีเมล็ดอย่างเช่นมะนาวทั่วไป ให้น้ำเยอะ รสชาติเปรี้ยวเข้มข้น สามารถใช้ปรุงอาหารได้เช่นเดียวกับมะนาวพันธุ์อื่นๆ โดยผลมะนาวส่วนใหญ่นั้น ทางสวนแห่งนี้จะนำไปใช้ภายในครัวเรือน รวมถึงแจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน ทั้งยังได้ทำการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง ทั้งขยายพื้นที่ปลูก รวมถึงขายกิ่งให้แก่ผู้สนใจในราคากิ่งละ 300 บาท ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างมาก ทำให้กิ่งที่ตอนเอาไว้มีไม่เพียงพอ และมีการสั่งจองกิ่งพันธุ์มะนาวจันทศรีล่วงหน้าเอาไว้แล้วจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารสภาหอการแห่งประเทศไทย เข้าพบเพื่อหารือแนวทางรณรงค์และสร้างความเข้าใจมาตรฐานปริมาณสารพิษสูงสุดที่ยอมรับได้ (เอ็มอาร์แอล) เพราะปัจจุบันมีวัตถุอันตรายทางการเกษตรมากกว่า 48 ชนิด โดยเฉพาะสารเคมี 3 ชนิดที่มีข้อถกเถียงมาก คือ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกไฟเซต โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังด้วย อาทิ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น

โดยในที่ประชุมมีการนำเสนอใน 3 ประเด็น คือ 1.ประเทศไทยได้มีการกําหนดมาตรฐานด้านสารพิษตกค้าง หรือที่เรียกว่า “ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดที่ยอมรับได้” 2.ที่ผ่านมาองค์กรภาคประชาสังคม (เอ็นจีโอ) ได้นําเสนอข่าวความไม่ปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหารของไทย โดยอ้างว่าได้ตรวจพบค่ามาตรฐานสารพิษตกค้างที่เกินจากมาตรฐาน สร้างความกังวล และความไม่เข้าใจต่อผู้บริโภค และ 3.ควรสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภค ใน 2 ช่องทางผ่านสื่อโซเชียล และ การจัดสัมมนา โดยขอรับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนและสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)

พล.อ.ฉัตรชัย เห็นว่าการผลิตสินค้าเกษตรที่ตรงความต้องการของผู้บริโภคเป็นสิ่งสําคัญ และที่ผ่านมาทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตรวจรับรองสินค้าต่างๆ และยึดทําลายสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพจํานวนมาก แต่ยังมีหน่วยงานอื่นได้สุ่มตรวจสินค้าเกษตรด้วยเช่นกัน แต่ผลที่ออกมาแตกต่างกันทําให้ผู้บริโภคสับสน ดังนั้นต้องบูรณาการทํางานร่วมกันในลักษณะประชารัฐ คือ หน่วยราชการ เอกชน และ ประชาชน รวมทั้งร่วมกันป้องกันไม่ให้สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน คุณภาพถูกจําหน่ายไปยังผู้บริโภค ซึ่งคงไม่ใช่การตรวจจากหน่วยงานราชการเพียงอย่างเดียว ทั้งผู้จําหน่าย ผู้บริโภค และ ภาคประชาสังคม ต้องร่วมมือกันไม่ซื้อ ไม่ใช้สินค้านั้น และมอบหมายให้หน่วยที่เกี่ยวข้องรับไปดําเนินการ ซึ่งสารเคมีทั้ง 3 ชนิด ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการวัตถุอันตราย จึงจะต้องรอผลการพิจารณาในส่วนนี้

นายสิทธิพร จริยพงศ์ รองประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้มีมติในการประชุม ครั้งที่ 7/2560 เมื่อวันที่ 14-15 ธันวาคม 2560 ให้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบต่อเกษตรกรจากการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน(ฉบับที่ 629) พ.ศ. 2560 ซึ่งคณะทำงานฯได้ดำเนินการจัดประชุม

ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2561 เพื่อพิจารณาผลกระทบต่อเกษตรกรจากการออกกฎหมายดังกล่าว โดยได้เชิญผู้แทนกรมสรรพากร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ข้อมูลและร่วมกันพิจารณา ซึ่งในที่ประชุมเห็นว่า พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน(ฉบับที่ 629) พ.ศ. 2560 มาตรา 8 กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายโดยเหมาร้อยละ 60 เว้นแต่ผู้มีเงินได้จะแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้นก็ยอมให้หักค่าใช้จ่ายได้ตามความจำเป็นและสมควร

แต่ภาคเกษตรกรรมมีข้อจำกัดในการแสดงหลักฐานต่อเจ้าพนักงานประเมินและพิสูจน์ได้ว่ามีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น ประกอบกับจากข้อเท็จจริงจากข้อมูลเศรษฐกิจสังคมครัวเรือนเกษตร ปี 2555–2559 ของศูนย์สารสนเทศเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่าเกษตรกรมีค่าใช้จ่ายจริงต่อรายได้เฉลี่ย 5 ปี คิดเป็นร้อยละ 82.56 ซึ่งใกล้เคียงกับค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมิน(ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2502 ที่กำหนดให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาร้อยละ 80-85 ของเกษตรกรภาคการผลิต ที่ประชุมคณะทำงานจึงมีมติให้เสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาปรับปรุงกำหนดค่าใช้จ่ายที่ยอมให้หักจากเงินได้พึงประเมินของภาคเกษตรกรรมจำนวน 7 รายการ ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว