ทางด้าน นายทิวา สังขปุญญา นายก ทต.เชิงแส อ.กระแสสินธ์

กล่าวว่า น้ำท่วมเต็มพื้นที่ ต.เชิงแส ระดับน้ำในชุมชนสูงเฉลี่ย 1 เมตร ปัญหาที่ตามมาคือขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดและอาหาร เทศบาลเข้าไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้นได้ระดับหนึ่ง ต้องรอจากองค์กรภายนอกด้วย ส่วนพื้นที่นาข้าวประมาณ 1 หมื่นไร่ระดับน้ำยังท่วมขังสูง คาดว่าเสียหายร้อยเปอร์เซ็นต์

กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงที่ขณะนี้มะม่วงอยู่ในระยะแทงช่อดอกจนกระทั่งติดผลอ่อน เนื่องจากสภาพอากาศเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวให้ระวังการระบาดของเพลี้ยจักจั่น ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายใบอ่อน ช่อดอก ก้านดอก และยอดอ่อน แต่ระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือ ระยะที่มะม่วงกำลังแทงช่อดอก โดยเพลี้ยจักจั่นจะดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานเปียกเยิ้มติดตามใบ

ช่อดอก ผล และรอบๆ ทรงพุ่ม ต่อมาตามใบช่อดอกจะถูกปกคลุมโดยเชื้อราดำ ทำให้พืชสังเคราะห์แสงลดลง ใบที่ถูกดูดน้ำเลี้ยงในระยะเพสลาดจะบิดงอโค้งลงด้านใต้ใบ ตามขอบใบจะมีอาการปลายใบแห้ง แมลงชนิดนี้พบระบาดทั่วไปทุกแห่งที่ปลูกมะม่วง พบได้ตลอดทั้งปีแต่พบมากและทำความเสียหายในช่วงมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกจนถึงระยะดอกตูม และจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นปริมาณสูงสุดเมื่อดอกใกล้บาน คือ ระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม และจะลดลงเมื่อมะม่วงเริ่มติดผล ดังนั้น เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มพบการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นให้แจ้งการระบาดและขอคำปรึกษาในการป้องกันกำจัด ได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด เพื่อเตรียมการหาทางป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง ส่งผลกระทบต่อผลผลิตต่อไป

สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งในช่วงมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกจนกระทั่งติดผล

๒. อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ ผีเสื้อตัวเบียน แมลงวันตาโต แตนเบียน มวนตาโต เชื้อรา บิวเวอร์เรีย

๓. ระยะที่ดอกมะม่วงกำลังบาน การพ่นน้ำเปล่าในตอนเช้าจะช่วยให้การติดมะม่วงดีขึ้น แต่ควรปรับหัวฉีดอย่าให้กระแทกดอกมะม่วงแรงเกินไป ๔. ระยะมะม่วงใกล้จะออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ให้พ่นด้วยสมุนไพรน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ ๑ ส่วน ต่อน้ำ ๑๐๐ – ๑๕๐ ส่วน หรือจะใช้สารเคมีกำจัดแมลงคาร์บาริล (เซฟวิน ๘๕) อัตรา ๖๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

๕. ระยะมะม่วงเริ่มแทงช่อดอกให้พ่นด้วยน้ำส้มควันไม้ อัตราน้ำส้มควันไม้ ๑ ส่วน ต่อน้ำ ๑๕๐ – ๒๐๐ ส่วน หรือจะใช้สารเคมีกำจัดแมลงคาร์บาริล (เซฟวิน ๘๕) อัตรา ๖๐ กรัม ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร

๖. ในสวนมะม่วงที่มีการระบาดรุนแรงควรเปลี่ยนไปพ่นด้วยสารเคมีกำจัดแมลง หรือสาร ไพรีทรอยด์สังเคราะห์ ๗. การตัดแต่งกิ่งภายหลังเก็บผลผลิต จะช่วยลดที่หลบซ่อนของเพลี้ยจักจั่นลงได้ และทำให้การพ่นสารเคมีกำจัดแมลงมีประสิทธิภาพดีขึ้น

ปัญหาผู้บริโภคเลือกซื้อครีมทาผิวช่วงฤดูหนาว เสี่ยงมีส่วนผสมของสารโคเบตาซอลโพรพิโอเนต (สเตียรอยด์) และอาจก่ออันตรายต่อร่างกาย ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการเตือนประชาชนให้ระวังการเลือกซื้อครีมทาผิวแบบแบ่งขาย ที่พบว่ามีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ชนิดทาภายนอกที่มีความรุนแรง

เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูหนาว ผู้มีปัญหาผิวแห้งอยู่แล้ว อาจทำให้อาการกำเริบจนเกิดการอักเสบ แดง คันตามมา หรือบางคนที่มีปัญหาผิวหนังอักเสบภูมิแพ้หรือโรคสะเก็ดเงิน ช่วงหน้าหนาวนี้โรคมักจะกำเริบมากขึ้น

ทั้งนี้ การเลือกผลิตภัณฑ์ครีมทาผิว ควรตรวจสอบให้ถี่ถ้วน และซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจพบครีมทาผิวแบบแบ่งขายเอง ที่ไม่มี อย. และมีส่วนผสมของสารโคเบตาซอลโพรพิโอเนต (สเตียรอยด์) ทำให้ผิวบาง ผิวแตกลายสีขาว มีรอยแดง มีลักษณะเหมือนคนอ้วน หรือคนตั้งครรภ์ ทำให้เกิดสิว ขนยาว และดูดซึมเข้ากระแสเลือด ทำให้ต่อมหมวกไตไม่ทำงาน

การซื้อครีมทาผิว ต้องอ่านฉลากให้ละเอียด ทั้งที่วางขายตามท้องตลาดทั่วไป ตามเว็บไซต์ หรือการโปรโมตขายตามรายการโทรทัศน์เคเบิลทีวีบางช่อง มักมีการโฆษณาเกินจริง บางครั้งครีมทาผิวที่ใช้อาจเป็นของปลอม หรือมีส่วนผสมของ สารโคเบตาซอลเป็นสเตียรอยด์ชนิดที่แรงที่สุด และมีคำเตือนว่าห้ามใช้ติดต่อกันเกิน 4 สัปดาห์ และมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง

คนไทยสามารถซื้อหาครีมหรือขี้ผึ้งสเตียรอยด์ได้เอง โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ ราคาถูก 10 กรัม 50 บาท มีเป็นร้อยยี่ห้อ ขณะที่ประเทศเจริญแล้ว ต้องมีใบสั่งแพทย์ ร้านขายยาจึงจะขายให้

โดยผลข้างเคียงจากการใช้ครีมสเตียรอยด์ ประเภทเฉียบพลัน ทำให้เกิดสิว เป็นตุ่มนูนแดง เกิดผื่นแพ้สัมผัส เป็นต้น ประเภทเรื้อรัง ทำให้ผิวหน้าบางลง หลอดเลือดใต้ผิวหนังเปราะแตกง่าย ขนยาวขึ้นบริเวณทายา เกิดสิวและผื่นอักเสบรอบปาก เวลาหยุดยาแล้วจะแดง และต้องใช้ครีมสเตียรอยด์แรงมากขึ้น เป็นต้น

วิธีการดูแลผิวหน้าหนาวที่ถูกต้อง คือ รักษาความสะอาดผิว โดยสบู่อ่อน อย่าอาบน้ำร้อนจัด ทาสารให้ความชุ่มชื้น ใช้ครีมกันแดดทุกวัน

ผู้บริโภคไม่มั่นใจผลิตภัณฑ์ ตรวจสอบไปที่ สายด่วน อย. 1556 ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม ขอให้เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเหลือง ถั่วเขียว และพืชตระกูลถั่วอื่นๆ ในเขตภาคเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เฝ้าระวังการเข้าทำลายของหนอนเจาะฝักถั่ว เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวปริมาณฝนลดลงช่วงกลางวันอากาศร้อนและแห้งแล้ง ถั่วอยู่ในระยะเริ่มติดฝักอ่อน ดังนั้น ขอให้เกษตรกรสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หนอนเจาะฝักถั่วจะเข้าทำลายโดยการกัดกินฝักถั่วและพบมูลของหนอนออกมารอบๆ รอยเจาะ เมื่อแกะฝักถั่วจะพบว่าเมล็ดภายในฝักถูกทำลายเกือบหมดและพบหนอนอยู่ภายใน หนอนที่โตเต็มวัยสามารถเคลื่อนย้ายไปกัดกินฝักอื่นๆได้โดยชักใยดึงฝักถั่วมาติดกันแล้วเจาะเข้าไปกัดกินเมล็ดอยู่ภายในฝักใหม่ ถ้าพบการระบาดมาก หนอนเจาะฝักถั่วที่เข้าทำลาย จะทำให้ผลผลิตลดลงมากกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ และพบว่า หนอนเจาะฝักถั่วเป็นแมลงศัตรูสำคัญของการปลูกถั่วในหลายพื้นที่ หากพบการเข้าทำลายให้รีบดำเนินการป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง และเกษตรกรสามารถ ขอคำปรึกษาในการป้องกันกำจัดได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านท่าน

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร แนะนำวิธีการป้องกันกำจัด ดังนี้ สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

๒. การปลูกถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วชนิดอื่นๆ ในฤดูแล้งควรปลูกในช่วงกลางเดือนธันวาคม ถึงกลางเดือนมกราคม

๓. อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติพวกตัวห้ำ ตัวเบียน ๔. แหล่งที่มีประวัติการระบาดของหนอนเจาะฝักถั่ว หรือในแหล่งปลูกถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วชนิดอื่น ๆ เพื่อบริโภคฝักสดแนะนำให้พ่นสารเคมีกำจัดแมลง ดังนี้

๔.๑ ไตรอะโซฟอส ๔๐% EC อัตรา ๕๐ มิลลิลิตร ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ

๔.๒ แลมบ์ดาไซฮาโลทริน ๒.๕% EC อัตรา ๒๐ มิลลิลิตร ต่อน้ำ ๒๐ ลิตร โดยพ่นห่างกัน ๗ – ๑๐ วัน ในระยะถั่วเหลืองเริ่มติดฝักอ่อน และสำรวจพบตัวเต็มวัยของหนอนเจาะฝักถั่ว เกษตรฯ สานต่อ “ยโสธรโมเดล” ขยายฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศ เพิ่มกำลังผลิตป้อนตลาด มกอช.เร่งใช้ “QR Trace” ตามสอบย้อนกลับสินค้า เสริมความเชื่อมั่นผู้บริโภค ตั้งเป้าปี 61 พื้นที่เกษตรอินทรีย์ขยายตัวอีกกว่า 1 แสนไร่

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้ มกอช. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและซิงเกิ้ลคอมมานด์ (Single Command) เร่งบูรณาการขับเคลื่อนพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งส่งเสริมและผลักดัน “ยโสธรโมเดล” ให้เป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ (Model) พร้อมต่อยอดขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีศักยภาพ มีเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดยโสธรจากเดิม 37,110 ไร่ เป็น 100,000 ไร่ภายในปี 2561 และเพิ่มพื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์ของประเทศไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปีด้วย

ในปี 2559 โครงการฯดังกล่าวได้คืบหน้าไปมาก โดยมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ใหม่เพิ่มขึ้น 42,570 ไร่ ส่งผลให้จังหวัดยโสธรมีพื้นผลิตเกษตรอินทรีย์รวมกว่า 79,680 ไร่ แบ่งเป็นกลุ่มเกษตรกรที่พร้อมยกระดับเข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จำนวน 669 ราย พื้นที่ 10,849 ไร่ และกลุ่มเริ่มใหม่ 2,065 ราย พื้นที่ 31,721 ไร่ ซึ่งเกินเป้าที่จังหวัดตั้งไว้ว่า จะมีพื้นที่เพิ่มอย่างน้อย 20,000 ไร่/ปี

อย่างไรก็ตาม ปี 2560 กระทรวงเกษตรฯได้มีแผนเร่งสานต่อการพัฒนา “ยโสธรโมเดล” มุ่งเน้นการทำงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัด เพื่อผลักดันและสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตและการตลาด ขณะเดียวกันยังสร้างโอกาสและขยายตลาดภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและโมเดิร์นเทรด ให้มีผลิตผลเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่องหมุนเวียนกันตลอดทั้งปี

“นอกจากมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เดิม ซึ่งมีการผลิตสินค้าหลายรายการ อาทิ ไข่ไก่อินทรีย์ ปลา ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ และถั่วลิสงอินทรีย์ กระทรวงเกษตรฯ ยังมุ่งสนับสนุนการขยายพื้นที่ผลิตตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ให้พร้อมยกระดับสู่การรับรองมาตรฐาน โดยเฉพาะกลุ่มเริ่มใหม่ ในส่วนของ มกอช. นั้น มีแผนเร่งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพทางการตลาด โดยจะประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ และส่งเสริมให้ความรู้ด้านการตามสอบสินค้าด้วยระบบคิวอาร์เทรส (QR Trace) นำร่อง จำนวน 2 กลุ่ม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรอินทรีย์ให้กับผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศด้วย” นางสาวดุจเดือน กล่าว

ทั้งนี้ ในระหว่างวันที่ 15-19 ธันวาคม 2559 จะมีการจัดงานยโสธร ออร์แกนิก แฟร์ 2016 ขึ้น ณ สนามหน้าศาลากลางจังหวัดยโสธร มกอช.ได้นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีการตามสอบสินค้าด้วยระบบ QR Trace เข้าร่วมจัดแสดงภายในงานดังกล่าวด้วย คาดว่าจะมีส่วนช่วยสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกษตรกรเกิดความตระหนัก และปรับเปลี่ยนระบบการผลิตเข้าสู่เกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งมีกลุ่มเกษตรกรนำระบบ QR Trace ไปใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้ามากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์จากกลุ่มเกษตรกรยโสธรโมเดลมากยิ่งขึ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน ยโสธรออร์แกนิคแฟร์ 2016 ที่จังหวัดยโสธร ว่ากระทรวงมีนโยบายส่งเสริมเกษตรอินทรีย์อย่างต่อเนื่อง ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรยกระดับรายได้ และสร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน เล็งเห็นความสำคัญในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรของประเทศให้ก้าวพ้นจากการติดกับดัก การขายสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์ราคาต่ำและแข่งขันสูง โดยได้ส่งเสริมรูปแบบการผลิตทางการเกษตรที่ผสมผสานแนวคิดยุคใหม่ และเจาะตลาดเฉพาะที่ใส่ใจการรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมสำหรับจังหวัดยโสธร ถือเป็นแหล่งผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีศักยภาพ และครบวงจร มีการบูรณาการตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่การผลิต แปรรูป และได้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด ภายใต้วิสัยทัศน์ “ยโสธรเมืองเกษตรอินทรีย์ เมืองแห่งวิถีอีสาน” จึงยกย่องเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ต้นแบบของประเทศ (ยโสธรโมเดล)

“กระทรวงได้จัดทำยุทธศาสตร์ด้านการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ ปี 2560-2564 ตั้งเป้าเป็นผู้นำด้านการผลิตการค้าและการบริโภคสินค้าอินทรีย์ในอาเซียน ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ คือ 1. สร้างการรับรู้ของผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน 2. ผลักดันมาตรฐานและระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์ 3. พัฒนาและขยายตลาดสินค้าและบริการอินทรีย์ และ 4. พัฒนาและสร้างมูลค่าสินค้าและบริการอินทรีย์ เพื่อให้ไทยได้ส่วนแบ่งกลุ่มสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลก มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท เติบโต 20% ต่อปี โดยไทยมีมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 2,300 ล้านบาท เติบโตกว่า 10% ต่อปี” นางอภิรดี กล่าว

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 16 ธันวาคม 2559 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นและอุณหภูมิจะลดลงได้ 3-5 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนกรุงเทพมหานครและปริมณฑลยังคงมีอากาศเย็นและมีหมอกบางในตอนเช้าโดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ส่วนภาคใต้มีฝนตกเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช

ในช่วงวันที่ 15-18 ธันวาคม 2559 คลื่นลมในอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีขึ้นมาจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง แล้ว คาดว่าจะแผ่เข้าปกคลุมภาคเหนือในระยะต่อไป ทำให้บริเวณดังกล่าวมีอากาศหนาวเย็น จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2559 โดยอุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส ส่วนมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมประเทศไทยและอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางแห่งและคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีขึ้นมาจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร อนึ่ง หย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวไทยและภาคใต้ คาดว่าจะเคลื่อนลงสู่ทะเลอันดามันในระยะต่อไป ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และภาคใต้มีฝนในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้. ภาคเหนือ อากาศเย็นถึงหนาว กับมีหมอกในตอนเช้า
อุณหภูมิต่ำสุด 15-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-12 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็น และอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศา กับมีลมแรง
อุณหภูมิต่ำสุด 16-22 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 28-30 องศาเซลเซียส
บริเวณยอดภูอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-13 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.

ภาคกลาง อากาศเย็น และอุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา กับมีลมแรง
โดยมีฝนร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค
อุณหภูมิต่ำสุด 21-22 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก อากาศเย็น อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศา กับมีลมแรง
โดยมีฝนร้อยละ 20 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-34 องศาเซลเซียส
ตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีขึ้นมา: ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร
ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป: ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆบางส่วน กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่
บริเวณจังหวัดระนอง พังงา และภูเก็ต
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 28-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อากาศเย็น และอุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศา กับมีลมแรง
โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดนครสวรรค์ catflux-forum.net เปิดเผยว่า สืบเนื่องมาจากที่ นายธนาคม จงจิระ ผวจ.นครสวรรค์ ได้รับมอบเมล็ดพันธุ์ทานตะวัน จำนวน 500 กก. มูลค่า 235,000 บาท จาก นายพาโชค พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ และนายยงค์ยุทธ ปานสูง ผอ.ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด โดย นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ เกษตรจังหวัดฯ จึงได้นำไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกที่ อ.ตากฟ้า อีกส่วนหนึ่งเกษตรกรจัดหาเมล็ดพันธุ์เองทำให้มีพื้นที่ปลูกทานตะวันราว 2 หมื่นไร่ ซึ่งจะออกดอกช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ระหว่างเดือน ธค.59-มค.60 เพื่อรอรับการมาเยือนของนักท่องเที่ยวที่จะได้สัมผัสและดื่มด่ำกับความสวยงามของทานตะวัน

ด้าน นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช นายอำเภอตากฟ้า กล่าวว่า จากการติดตามผลการดำเนินงานดังกล่าวพร้อมกับ นายสุภาพ กันยะโรจน์ เกษตรอำเภอตากฟ้า พบว่าเส้นทางที่สามารถเยี่ยมชมความสวยงามของทานตะวันได้สะดวก คือ 1. ถนนพหลโยธิน (สายตาคลี-โคกสำโรง) แยกเข้าหมู่บ้านหนองไทร หมู่ 6 และบ้านธารสัมฤทธิ์ หมู่ 3 ต.เขาชายธง ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 5 ก.ม. 2. ถนนสายตากฟ้า-ท่าตะโก ไปนครสวรรค์ ระยะห่างจากที่ว่าการอำเภอ 5 ก.ม. 3.ต.พุนกยูง แยกเกษตรชัย ต.สุขสำราญ ไป อ.ไพศาลี ผ่านทุ่งทานตะวันสุขสำราญผืนใหญ่มีให้ชมตลอดสองข้างทาง เลี้ยวซ้ายเข้าบ้านหนองยาว หมู่ 7 ชมสวนพุทธราชิมพุทรา 3 รส สามารถทะลุออกเส้นทางหมายเลข 11 (อินทร์บุรี-เขาทราย) ได้ 4. แยกเข้าซอย 4 บ้านน้ำวิ่ง ต.ลำพยนต์ เข้าบ้านซับตะเคียนและบ้านพุลำไย หมู่ 4 ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 12 ก.ม. 5. แยกบ้านสุขสำราญ เข้า อบต.สุขสำราญ และ 6. เข้าซอย 5 บ้านน้ำวิ่ง เข้าไปประมาณ 2 ก.ม.

การยางแห่งประเทศไทย เดินหน้าตามนโยบายรัฐบาล โครงการควบคุมปริมาณการผลิต ส่งเสริมเกษตรกรชาวสวนยางโค่นยางเก่า ต้นยางทรุดโทรมเสียหาย หรือต้นยางที่ให้ผลผลิตน้อย ปลูกแทนด้วยพืชสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยปรับเปลี่ยนชนิดพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ ตั้งเป้าส่งเสริมปลูกแทนด้วยยางพารา 3 แสนไร่/ปี และพืชชนิดอื่นอีก 1 แสนไร่/ปี

ดร. ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ดำเนินการตามภารกิจการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทน ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ด้วยการปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี หรือไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ กอปรกับทางรัฐบาลได้มีนโยบายโครงการควบคุมปริมาณการผลิต เพื่อลดพื้นที่การปลูกยาง สร้างสมดุลและปริมาณยางพาราภายในประเทศ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคายางให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ กยท. จึงเดินหน้าส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ปลูกยางแต่ได้รับผลผลิตน้อย ติดต่อรับสิทธิ์ขอทุนในการปลูกแทนได้ และที่สำคัญ กยท. จะเร่งให้ความรู้แก่เกษตรกรในการเลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยเกษตรกรสามารถเลือกปลูกแทนด้วยยางพันธุ์ดี หรือไม้ยืนต้นที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง ซึ่งจะมีพนักงานของ กยท. ให้ข้อมูลแก่เกษตรกรในแต่ละพื้นที่อย่างใกล้ชิด หรือเกษตรกรชาวสวนยางสามารถขอรับคำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กยท. ทุกสาขาทั่วประเทศ