ทางด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุมานิการ์ จันทร์บรรเจิดเพิ่มเติมว่า

นวัตกรรมที่สร้างขึ้นตามความต้องการของชุมชน โดยใช้กระบวนการ “ความคิดเชิงนวัตกรรม” คือ นักศึกษาต้องเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนาไปสู่นวัตกรรม ตามความต้องการของชุมชน โดยนักศึกษาเรียนรู้จากการลงมือทำ ถูกฝึกในการหาข้อมูลโดยใช้กระบวนการ เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต และการวิเคราะห์ข้อมูล ในรูปของแผนที่เดินดิน ปฏิทินชุมชน โครงสร้างองค์กรของชุมชน

และประวัติศาสตร์ชุมชน เป็นต้น โดยผ่านกลไกในการทำงานเป็นทีม นำข้อมูลมาบูรณาการด้วยการวิเคราะห์ และสังเคราะห์ ศึกษาความต้องการที่แท้จริงของชุมชน กับทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน กลายเป็น “โมเดลต้นแบบของนวัตกรรม” ปัจจัยความสำเร็จของการเรียนวิชานี้ ไม่ได้ดูที่ผลคะแนน หรือความพึงพอใจของตัวผู้เรียน แต่ดูที่เมื่อนำเสนอร่างของนวัตกรรม ชุมชนพึงพอใจ นำไปต่อยอด นั้นคือความสำเร็จ

ตัวแทนกลุ่ม “ปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าว” นางสาวหทัยนุช วงษ์ขำ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการผลิตพืช เล่าว่า ชุมชนมีการทำนา หลังจากทำนามีฟางข้าว โดยชาวนาจะเผาทิ้ง สร้างมลพิษ ทำให้โลกร้อน โดยจากการศึกษาพบว่า ฟางข้าวเป็นหัวเชื้อปุ๋ยชั้นดี ฟางข้าว 1 ส่วน เท่ากับ มูลวัว 10 ส่วน ทางกลุ่มจึงได้คิดค้นสูตรปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าวขึ้นมา สามารถนำมาใช้กับพืชผลทางการเกษตร

ลดต้นทุนในการซื้อปุ๋ย ซึ่งสูตรปุ๋ยเป็นสูตรที่เคยเรียนในวิชาเรียน ขั้นตอนในการทำปุ๋ย คือ นำฟางข้าวและมูลสัตว์มาวางสลับชั้นกัน ความหนาประมาณ 10 เซนติเมตร จากนั้นรดน้ำที่ผสมจุลินทรีย์ช่วยการย่อย รดทุกวัน หากพื้นที่ชื้นและร่มสามารถรดน้ำสัปดาห์ละครั้ง คลุมด้วยพลาสติกทึบ เมื่อปุ๋ยย่อยจนละเอียดนำไปตากแดดฆ่าเชื้อ 1-2 วัน นำมาอัดขึ้นรูปอัดเม็ดและบรรจุภัณฑ์เพื่อความสะดวกในการใช้งาน เก็บรักษาได้ง่าย ต่อยอดนำปุ๋ยอัดเม็ดจากฟางข้าวไปจัดจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนต่อไป

เนื่องจากแผ่นดินสูงพบพระ ดินดีน้ำสมบูรณ์ ที่นั่นจึงมีเกษตรกรจากถิ่นอื่นเข้าไปตั้งรกรากอยู่ไม่น้อย ส่วนหนึ่งไปจากภาคกลาง นอกจากเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยแล้ว พืชพรรณใหม่ๆ ปลูกแล้วขายได้ราคาดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภคก็ถูกนำเข้าไปในพื้นที่

คุณสัมพันธ์ คงประเสริฐ อยู่บ้านเลขที่ 125 หมู่ที่ 9 ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นเกษตรกรที่มีความก้าวหน้าในด้านการผลิตพืชหลายชนิด พี่ๆ น้องๆ ของเขา มีปลูกกุหลาบ ทุเรียน ลองกอง ยางพารา และมะละกอ

คุณสัมพันธ์ บอกว่า เดิมตนมีถิ่นกำเนิดอยู่ที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ทำให้คุ้นเคยงานเกษตรหลายชนิด แต่อาชีพหลังสุดก่อนที่จะมาทำเกษตร คือการค้าขายไม้ชายแดน ปัจจุบันได้หยุดกิจการแล้ว เพราะไม่ค่อยมีความแน่นอน ระหว่างที่ค้าไม้อยู่นั้น คุณสัมพันธ์และญาติพี่น้องได้มาพบเห็นที่ดิน ซึ่งทำการเกษตรอยู่ในปัจจุบัน มีความอุดมสมบูรณ์ จึงซื้อไว้ทำการเกษตร รวมแล้วจำนวนไม่น้อย พืชที่ปลูกมานาน เหมือนอย่างที่คนอื่นเขาปลูกกันคือ กุหลาบ พืชชนิดใหม่ที่เขาไม่ปลูก แต่เมื่อทดลองแล้วได้ผล จึงขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นมีทุเรียน รวมทั้งลองกอง

ส่วน มะละกอ ปลูกเป็นช่วงๆ บางครั้งปลูกแซมในพืชหลัก เช่น แซมในยางพารา เมื่อยางพาราโตก็หยุดปลูก

“ขึ้นมาที่นี่ เมื่อปี 2526 อาชีพเดิมทำไม้ ตอนนี้หยุดแล้ว มาทำเกษตร ปลูกหลายอย่าง เมื่อก่อนปลูกส้มเขียวหวาน ส้มสายน้ำผึ้ง มะละกอแขกดำก็ปลูก” คุณสัมพันธ์ บอก คุณสัมพันธ์ ปลูกมะละกอฮอลแลนด์ในพื้นที่ 100 ไร่ มะละกอสายพันธุ์นี้ เจ้าของบอกว่า ให้ผลดก เนื้อแน่น แข็ง รสชาติหวาน ทนทานต่อโรค ผลมีขนาด 1-2 กิโลกรัม จำหน่ายได้ราคาดี เมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาปลูก กิโลกรัมละ 10,000 บาท ปลูกได้ในพื้นที่ 50 ไร่

เจ้าของอธิบายการปลูกมะละกอว่า เตรียมดินโดยการกำจัดวัชพืช รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ ต้นพันธุ์มะละกอเพาะในถาดหลุม อายุราว 1 เดือน ก็ย้ายลงปลูกในแปลง ระยะระหว่างต้น 2.50 เมตร คูณ 2.50 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ ราว 250 ต้น อย่างที่แนะนำไปแล้ว หากปลูกไม้ยืนต้นอื่นอยู่แล้ว ก็แซมลงไปได้เลย หรือจะปลูกเดี่ยวๆ ก็ได้ ที่ผ่านมาเกษตรกรรายนี้ปลูกแซมในยางพารา

หลังปลูกราว 9 เดือน ก็สามารถเก็บผลสุกมะละกอได้ โดยดูที่ผล มี 2-3 แต้ม ก็เก็บได้ ปลูกครั้งหนึ่ง มะละกอเก็บได้นาน 2-3 ปี ตลอดอายุของต้น สำหรับมะละกอฮอลแลนด์ สามารถเก็บผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 100 กิโลกรัม ต่อต้น ราคาที่ซื้อขายมะละกอมีขึ้นมีลงเหมือนผลผลิตทางการเกษตรอย่างอื่น เมื่อสมัยที่ปลูกมะละกอแขกดำ เคยขายผลสุกได้กิโลกรัมละ 2-3 บาท ก็เคยมี แต่มะละกอแขกดำออกตัวได้ ตรงที่หากผลสุกราคาไม่ดี สามารถขายผลดิบเป็นมะละกอส้มตำได้ ส่วนพันธุ์ฮอลแลนด์ขายผลเพื่อกินสุกเท่านั้น ราคาผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 10 บาท แต่เมื่อเดือนกันยายน 2551 ราคาที่จำหน่ายได้จากสวนกิโลกรัมละ 16 บาท ถือว่าราคาดี

คุณสัมพันธ์ บอกว่า การดูแลส่วนใหญ่ พ่นสารเคมีตามสภาพการระบาดของโรคแมลง หากมีศัตรูน้อยอาจจะไม่พ่นให้ เรื่องของปุ๋ย แรกๆ เน้นบำรุงต้น เมื่อมีผลผลิตให้สูตร 14-7-35 บำรุงให้ผลผลิตมีคุณภาพดี

ทำให้จำหน่ายได้ราคา
คุณสัมพันธ์ บอกว่า ตลอดระยะเวลา 12 เดือน ระหว่างปี มะละกอราคาแพงช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน หลักการผลิตจะทำอย่างไรให้มีผลผลิตในช่วงนี้มาก ซึ่งทำได้ไม่ง่ายนัก

“ผลที่เก็บมีแต้มที่ลูก 2-3 แต้ม เก็บห่อกระดาษ มีคนมารับซื้อที่สวน เขาไปส่งตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ที่เก็บมา 8-16 บาท เดือนสิงหาคม-กันยายน (2551) เหตุที่ราคาดีเพราะมะละกอขาด ราคา 16 บาท อยู่ได้ดี แขกดำเคยถูก 1-2 บาท มะละกอหลังมะม่วงราคาแพง เพราะว่ามกราคม-เมษายน ออกดอกอากาศร้อน ดูแลไม่ดีไม่ติดผล จะมีผลต่อราคาหลังมะม่วงสุก วิธีการเตรียมคือเตรียมต้น บำรุงต้นให้สมบูรณ์ ดูความชื้นในแปลง เท่าที่เคยทำมาจะมีผลผลิตช่วงมิถุนายน-ตุลาคม ควรใส่ปุ๋ยอย่างเพียงพอ”

คุณสัมพันธ์ อธิบายและบอกอีกว่า

“ส่วนหนึ่งอยู่ที่ดินฟ้าอากาศ อยู่ตรงนี้ได้เปรียบ ช่วงร้อนไม่ร้อนนัก เขตอื่นถึงแม้ดูแลดีแต่ช่วงออกดอกหากอากาศร้อนมากดอกจะร่วง บางครั้งแทนที่ดอกจะออกมาเป็นดอกกะเทยผลยาว เนื้อหนา กลายเป็นดอกตัวเมียผลป้อม เนื้อบาง พบพระและแม่สอดได้เปรียบ ที่อื่นอย่างทางตัวเมืองและสามเงา อากาศร้อน ได้ผลไม่ดีนัก ผมไปทำมาแล้ว”

แนวทางทำให้มะละกอออกผลผลิตเพื่อจำหน่ายช่วงมะละกอราคาแพง คือดูต้นให้สมบูรณ์ ให้ออกดอกติดผลต้นปี ไปเก็บผลผลิตเกือบปลายปี แต่เจ้าของบอกว่า ช่วงออกดอกหากอากาศเหมาะสม การติดผลก็จะดี แต่หากอากาศร้อน อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จก็ได้

ไม่ได้ง่าย โรคต้องระวัง
งานปลูกมะละกอนั้น ใครๆ ก็กลัวโรคใบด่างวงแหวน ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส มะละกอฮอลแลนด์ไม่มีข้อยกเว้น “โรคป้องกันอย่าให้มีแมลงปากดูด เพลี้ยอ่อน ซึ่งเป็นพาหะ เมื่อเจอก็ทำลาย ที่ปลูกมาพบราว 10 เปอร์เซ็นต์ จะตัดทิ้งเลย เขตพบพระปลูกมะละกอสายพันธุ์นี้ราว 1,000 ไร่ ราคาที่ผู้บริโภคซื้อ เท่าตัวของที่สวน อย่างที่สวนขาย 10 บาท ผู้ซื้อกิน 20 บาท ผู้ซื้อไปขายต้องคัดทิ้งเสียหายบ้าง อย่าง 100 กิโลฯ ขายได้ไม่เต็ม 100 กิโลฯ ตลาดมะละกอฮอลแลนด์ขายส่งที่กรุงเทพฯ ตลาดท้องถิ่นมีบ้างแต่ไม่กว้าง” คุณสัมพันธ์ บอก

คุณสัมพันธ์ บอกว่า หากไม่มีปัญหาเรื่องโรค จะปลูกมะละกอฮอลแลนด์เป็นพืชหลักอีกชนิดหนึ่ง

“งานเกษตรล้มลุกคลุกคลาน ผลผลิตไม่แน่นอน น้ำมันแพง ปุ๋ยขึ้นราคา ค่าขนส่งกิโลกรัมละ 2-3 บาท ส่งจากนี่ไปกรุงเทพฯ ระยะทางกว่า 500 กิโลเมตร แต่ที่นี่ได้เปรียบเรื่องของดินฟ้าอากาศ” คุณสัมพันธ์ บอก

คุณสัมพันธ์ บอกว่า งานเกษตรที่พบพระยังพอไปได้ ส่วนหนึ่งแรงงานยังหาได้อยู่ ราคาไม่สูงนัก เมื่อก่อน แถบอำเภอพบพระส่วนใหญ่เป็นพืชไร่ ต่อมามีปลูกพืชสวน ไม้ยืนต้นมากขึ้น เกษตรกรส่วนหนึ่งรวมกลุ่มปรึกษาหารือกันในเรื่องของการผลิต การตลาด

นางไฉน ทับสน เกษตรกรผู้ปลูกเตยหอมตัดใบ กำลังก้มๆ เงยๆ ตัดใบเตยหอม สีเขียวเข้ม ใบใหญ่ จำนวนมาก เพื่อเตรียมส่งขายให้กับลูกค้า

นางไฉน เล่าว่า ตนเองเป็นชาวนาและปลูกพืชผสมผสานหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ ปลูกเตยหอมตัดใบขาย บนเนื้อที่ 1 ไร่ แบ่งเป็น 4 แปลง ตัดใบขายสัปดาห์ละ 1 งาน ส่งขายให้กับร้านขายดอกไม้กำไหว้พระใน จ.ราชบุรี และใกล้เคียง ซึ่งในช่วงหน้าแล้งที่ผ่านมา ทางสวนต้องประสบปัญหาขาดน้ำทำให้ต้นเตยออกใบไม่สวย แคระแกร็น แต่หลังจากเข้าสู่ช่วงฤดูฝน โดยปีนี้ในพื้นที่มีฝนตกชุก ส่งผลทำให้ต้นเตยกลับมาเจริญงอกงามขึ้นอีกครั้ง จนสามารถตัดใบเตยส่งขายได้ตามยอดสั่งซื้อของลูกค้า และรับยอดสั่งซื้อจากลูกค้ารายใหม่เพิ่มได้

การปลูกเตยหอม เริ่มจากการปรับพื้นที่ให้เรียบเสมอกัน แล้วบำรุงดินด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก ต่อด้วยการสร้างโรงเรือนที่ใช้เพียงเสาปูน และทำหลังคาซาแรนสีดำพรางแสงที่ 60 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นขุดหลุมปลูกต้นเตยหอมให้ห่างกันต้นละประมาณ 50 เซนติเมตร เพื่อสะดวกในการเดินเก็บใบเตย และดูแลทำความสะอาด

สำหรับวิธีการดูแลก็ไม่ยุ่งยาก เพียงหมั่นกำจัดวัชพืชที่มีอยู่ในแปลงออก เพื่อให้โปร่ง อากาศถ่ายเทได้ดี ลดการเกิดโรคระบาด และแมลงศัตรูพืช นอกจากนั้น ยังช่วยให้ต้นเตยหอมเติบโตดี ที่สำคัญควรรดน้ำให้ดินมีความชื้นอยู่เสมอ และควรบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ซึ่งจะช่วยทำให้ใบเขียวเข้ม ใบใหญ่ตามความต้องการของท้องตลาด

การจำหน่ายเตยหอมแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบขายใบซึ่งในแต่ละเดือน สามารถตัดใบขายได้ถึง 4 ครั้ง โดยจะตัดในช่วงก่อนวันพระ 1-2 วัน ในการตัดก็จะเลือกตัดเฉพาะใบที่ไม่มีตำหนิ ตัดจากใบด้านล่างขึ้นมา ปัจจุบัน สามารถเก็บใบเตยได้ครั้งละกว่า 100-200 กิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท และอีกแบบคือ แบบขายต้นแขนง ซึ่งจะเลือกเก็บเฉพาะต้นที่สมบูรณ์ รูปทรงสวย ในราคาแขนงละ 50 สตางค์ โดยลูกค้าจะนำไปมัดรวมกับดอกไม้กำ หรือนำไปขยายพันธุ์ต่อไป

ช่วงฝนต่อหนาว มีโอกาสได้ไปชมทุ่งแตงโม แถบอำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เห็นแล้วตื่นตาตื่นใจมาก พื้นที่ปลูกแตงโมผืนใหญ่ 100-200 ไร่ มีคนเก็บ คนคัด คนขนขึ้นรถ มีคาราวานรถปิกอัพมารับ 10-20 คัน เพื่อไปส่งตลาด

ส่งเสริมการปลูกแตงโมมานาน

คุณสมเดช และ คุณนิตยา คำดี สามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 5/6 หมู่ที่ 3 ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี คือเถ้าแก่ที่ให้ปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรไปผลิตแตงโม ปัจจัยที่ว่ามีเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ผ้ายางปูแปลง ระบบน้ำ และอื่นๆ เมื่อมีผลผลิต คุณสมเดชและคุณนิตยา จะซื้อผลผลิตไปขายที่แผงของตนเอง อยู่ตลาดไท สี่มุมเมือง และจังหวัดอื่นๆ

คุณสมเดชและคุณนิตยา เป็นเถ้าแก่มานานราว 40-50 ปีแล้ว พื้นที่การผลิตนอกจากแถบกาญจนบุรี สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ยังขยายไปนครสวรรค์ กำแพงเพชร และอุตรดิตถ์ งานปลูกแตงโมปลูกซ้ำที่นานๆ ไม่ได้ ต้องย้ายที่เช่า การเช่าที่แต่ละครั้งพื้นที่มากกว่า 100 ไร่ แต่ผู้ปลูกจะแบ่งกันรายละ 35-40 ไร่

“ทำมานาน เราออกทุนให้ผู้ปลูก พื้นที่กระจาย หมุนเวียน จึงมีแตงโมเก็บขายเกือบทุกวัน ทุกอาทิตย์ไม่ขาดอยู่แล้ว ส่วนใหญ่การเข้าพื้นที่เก็บผลผลิตใช้รถปิกอัพบรรทุกได้ 4 ตันต่อคัน วันหนึ่งใช้รถ 15-30 คัน ส่งทั่วไป ทางใต้ก็ไปส่ง” คุณนิตยา หรือเจ๊เจ๊ก บอก

คุณสมเดช บอกว่า พื้นที่ปลูกแตงโม หากเป็นที่ลุ่มภาคกลางเป็นดินเหนียว เนื้อแตงโมละเอียด อย่างตำบลโคกเจ๊ก อำเภอเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา….ราคาของแตงโมในแปลงต่ำสุดที่มีการซื้อขายกัน กิโลกรัมละ 7 บาท สูงสุด 12 บาท บางช่วงอาจสูงกว่านี้

ตระกูลคำดี ส่งเสริมการปลูกแตงโมมานาน ปัจจุบัน คุณสมเดชและคุณนิตยา มีลูกชายและลูกสะใภ้มาช่วยงาน ผู้ช่วยงานอย่างแข็งขัน คือลูกสะใภ้คนเก่ง อย่าง คุณพัชรินทร์ ดอกมะลิป่า อยู่บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 11 ตำบลหนองโสน อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี

“เดิมเราปลูกแตงโมมาก่อน มาแต่งงาน ก็มาช่วยพ่อแม่สามีค้าขาย ผลผลิตที่ขายกันมีทั้งปี การแบ่งเกรดแตงโม มีหลักๆ คือเล็ก กลาง ใหญ่ ราคาซื้อขายขึ้นอยู่กับตลาด” คุณพัชรินทร์ บอก พบผู้ปลูกมืออาชีพ

คุณบุญเกื้อ แป้นทอง เกษตรกรอยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 9 ตำบลหนองฝ้าย อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี บอกว่า ปลูกแตงโมมานาน โดยอาศัยปัจจัยการผลิตจากคุณสมเดชและคุณนิตยา ถึงแม้จะย้ายถิ่นปลูกไปไหน ก็ติดตามกันไป อาจจะมีการปลูกซ้ำที่ 2-3 ปี จากนั้นก็เปลี่ยนที่ปลูก สิ่งสำคัญในการปลูกแตงโมคือน้ำ ต้องมีน้ำสะอาดอย่างพอเพียง คุณบุญเกื้อ บอกว่า ปัจจุบันตนเองปลูกแตงโมพันธุ์กินรีเอ็กตร้า ซึ่งเด่นและได้รับความนิยมอย่างมาก คือผลขนาดใหญ่ ออกดอกติดผลง่าย เนื้อในสีแดงเข้ม ขนส่งได้ไกล

เจ้าของทำการเพาะกล้าแตงโม 10 วัน จากนั้นย้ายลงปลูกในแปลง โดยใช้ระยะปลูก ระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 3 วา 2 ศอก พื้นที่ 1 ไร่ ปลูก 900-1,000 ต้น หลังปลูกเด็ดยอดให้แตงโม มี 2 แขนง ไว้ลูกแขนงละ 1 ผล ดังนั้น แตงโม 1 ต้น จะให้ผลผลิตเจ้าของได้ 2 ผล

ที่นี่ให้น้ำวันเว้นวัน ขณะให้น้ำก็ให้ปุ๋ยกับแตงโมไปด้วย เขาให้น้ำเป็นระบบน้ำหยด ตั้งแต่เริ่มปลูกจนแตงอายุ 20 วัน ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ละลายไปกับน้ำ พื้นที่ 1 ไร่ ใช้ปุ๋ย 5 กิโลกรัม อัตรานี้ใกล้เคียงกันทุกระยะ

ต่อมาให้ปุ๋ยสูตร 8-24-24 เป็นเวลา 1 สัปดาห์

ระยะสุดท้ายให้สูตร 14-14-21 ซึ่งจะใช้เวลาราวครึ่งเดือนจึงเก็บผลผลิตได้

รวมระยะเวลาหลังปลูกลงแปลง จนเก็บเกี่ยวได้ ใช้เวลา 65 วัน

ศัตรูที่พบมีเพลี้ยไฟ หนอน ต้องหมั่นตรวจ ที่ผ่านมา ป้องกันกำจัดได้

“ปีหนึ่งผมปลูกแตง 3-4 รุ่น สมัครแทงบอลออนไลน์ กินรีเอ็กตร้าที่ปลูกอยู่ ได้ 3-4 ตัน ต่อไร่ ผลหนึ่งเฉลี่ยแล้วหนัก 6-7 กิโลกรัม อาชีพนี้ได้เงินไว ถือเป็นอาชีพหลัก คงทำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะทำไม่ได้ มีลูก 2 คน มีครอบครัวหมดแล้ว มีอยู่คนหนึ่งมาช่วยงาน รายได้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทต่อไร่ แต่ก็มีรายจ่ายค่าเมล็ดพันธุ์ค่าปุ๋ย” คุณบุญเกื้อ บอก คุณบุญเกื้อ ปลูกแตงโมมานาน มีเงินเก็บ มีทุนรอนทำเองได้อย่างสบาย แต่ทุกวันนี้คุณบุญเกื้อบอกว่า ต้องนำปัจจัยและทุนจากเถ้าแก่มาปลูก ทั้งนี้ เพราะต้องมีความสัมพันธ์กันไว้ เพราะแตงโมราคาขึ้นลงเร็ว บางช่วงผลผลิตมีมากจนขายแทบไม่ได้ เรียกว่าตลาดตาย หากไม่มีเถ้าแก่ก็ลำบาก ข้อดีของการมีเถ้าแก่คือ ตลาดแย่ตลาดตายยังไง เถ้าแก่รับซื้อหมดทุกผล

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณบุญเกื้อ แป้นทอง โทร. (086) 020-5618

คุณนิตยา คำดี โทร. (081) 943-6540 สุดยอดแตงโมแห่งยุค ของแอ๊ดว้านซ์ซีดส์ฯ

กีนรีเอ็กตร้า…แดงยันขอบ หวาน กรอบชื่นใจ

เป็นแตงโมเนื้อแน่น สีแดง

ความหวาน 12-13 บริกซ์

ขนาดผล 6-8 กิโลกรัม

อายุการเก็บเกี่ยว 60-65 วัน เสือพราน 470…ลูกใหญ่ ผลผลิตต่อไร่สูง

ทรงผลกลมรี เนื้อสีแดงเข้ม

ความหวาน 13-15 บริกซ์

น้ำหนัก 6-8 กิโลกรัม

อายุการเก็บเกี่ยว 60-62 วัน

สอบถามรายละเอียดได้ที่ บริษัท แอ๊ดว้านซ์ซีดส์ จำกัด โทรศัพท์ (02) 985-8476 สายด่วน (092) 689-1010 ปัจจุบัน มะนาวมีราคาค่อนข้างแพง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูร้อน นอกจากมะนาวติดผลน้อยแล้ว ยังเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ส่งผลให้มีการบริโภคอาหารตามแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย มะนาว เป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารจานเด็ด ราคาจึงสูงตามไปด้วย

กลับมาเรื่องมะนาวต่อครับ เคล็ดลับในการปลูกมะนาวในกระถาง ควรใช้กระถางที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 18-20 นิ้ว ขึ้นไป และต้องการให้ได้ผลดียิ่งขึ้น ต้นมะนาวต้องได้รับแสง อย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง ต่อวัน เป็นอย่างน้อย น้ำ สำคัญมากอย่าให้ขาด ยกเว้นช่วงบังคับให้ออกดอกเท่านั้น ปุ๋ย จำเป็น ต้องใส่ทีละน้อย แต่บ่อยครั้ง เนื่องจากพื้นที่หากินของรากมีจำกัด การควบคุมแมลงศัตรูนับว่ามีความสำคัญไม่แพ้กัน มีทั้งหนอนชอนใบ หนอนกัดกินใบสารพัดชนิด ให้เริ่มจัดการเริ่มผลิใบตั้งแต่วันแรก กรณีปลูกน้อยต้น แนะนำให้ใช้ยาฉุน 1 จับ แช่ในน้ำสะอาด 1 ลิตร เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง แล้วคั้นกรองเอาน้ำสีชาผสมเหล้าขาว 1 เป๊ก ฉีดพ่นให้ทั่ว วันเว้นวัน จนครบ 7 วัน จึงหยุดได้