ทางเลือกที่ 4 คือ นำมาใช้ประโยชน์เป็นพลังงานทดแทน

โดยนำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง หรืออัดก้อน เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในกระบวนการอุตสาหกรรม หรือนำมาใช้ทำอาหารในครัวเรือน

ทางเลือกที่ 5 คือ นำมาเพาะเห็ด นำมาผลิตกระดาษ หรือของประดับ ทางเลือกที่ 6 คือ นำเศษใบไม้ เศษฟาง เศษหญ้า ที่แห้งมาคลุมบริเวณโคนต้นพืช เก็บรักษาความชื้น “อุ้มน้ำ อุ้มปุ๋ย”

ทางเลือกที่ 7 คือ นำเปลือกซังข้าวโพดหรือฟางมาทำวัสดุเพาะปลูกทดแทนการเผา ซึ่งจะช่วยลดการเผา และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร เช่น ในปี 2561 ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือ สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ถึง 35,664 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 142 ล้านบาท (ราคาปุ๋ยอินทรีย์เฉลี่ยกิโลกรัมละ 4 บาท)

ทางเลือกที่ 8 จำหน่ายวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น แกลบ ชานอ้อย เศษไม้ กากปาล์ม กากมัน ซังข้าวโพด เศษไม้ขยะ เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตพลังงานชีวมวล (Biomass)

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร มั่นใจว่าเกษตรกรที่ได้รับการอบรมในโครงการจะมองเห็นความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อพัฒนาชีวิตและความเป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มรายได้ รวมไปถึงการลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งก่อให้เกิดหมอกควัน อันเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพที่จะเกิดขึ้นต่อตนเองและบุคคลอื่น

โดยมุ่งหวังว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นโครงการดีๆ อีกหนึ่งโครงการที่มีส่วนช่วยผลักดันให้คนไทยหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการประกอบอาชีพด้านการเกษตร ที่จะนำไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้นต่อไป

กรมปศุสัตว์ เร่งขับเคลื่อนมาตรฐานอาหารคน อาหารสัตว์ และมาตรฐานฟาร์ม Food Feed Farm เน้นคุมเข้มตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ย้ำมาตรฐานการผลิตสินค้าสู่ผู้บริโภคต้องดูแลตั้งแต่ต้นทางจึงจะสามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้อย่างยั่งยืน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ด้วยภารกิจหน้าที่ของกรมปศุสัตว์ที่มีบทบาทหน้าที่ในการควบคุม การกำกับ การส่งเสริม การวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาเทคโนโลยีเกี่ยวกับการปศุสัตว์ ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพด้านการปศุสัตว์ของประเทศ เพื่อให้มีปริมาณสัตว์ที่เพียงพอมีมาตรฐานถูกสุขอนามัยปราศจากโรค สารตกค้าง และสารปนเปื้อน จึงจำเป็นต้องดูแลบริหารจัดการเรื่องมาตรฐานตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ทั้งนี้ก็เพื่อการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี สามารถแข่งขันได้ในระดับประเทศ นอกจากนี้ ยังมีภารกิจสำคัญด้านการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ที่เป็นอีกหนึ่งภารกิจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ โดยที่ผ่านมานั้นได้มีการแปลงนโยบาย แผนงาน โครงการ และกิจกรรมต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติโดยดำเนินงานตามกรอบของนโยบายรัฐบาลและแผนยุทธศาสตร์ของกรมฯ ทั้งด้านอาหารคน อาหารสัตว์ และมาตรฐานฟาร์มที่เป็นไปตามสากล (Food Feed Farm)

ทั้งนี้ การดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าวที่ผ่านมา ได้เกิดผลสำเร็จเห็นเป็นรูปธรรม ดังเช่น มาตรฐานการผลิตสินค้าสัตว์ปีกไทย ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อไก่ของไทย เกือบทั้งหมดอยู่ภายใต้การดำเนินการของเครือบริษัทขนาดใหญ่ ที่มีธุรกิจการผลิตสัตว์ปีกอย่างครบวงจร นับตั้งแต่โรงผลิตอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าและชำแหละเนื้อสัตว์ และโรงงานแปรรูป การผลิตเนื้อสัตว์ปีก

ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกเพื่อการส่งออกต้องผ่านการตรวจสอบและการรับรองมาตรฐานฟาร์ม (GAP) จากกรมปศุสัตว์ มีสัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มที่ผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนจากกรมปศุสัตว์ เป็นผู้ควบคุมและจัดการ โดยอาหารสัตว์ที่ใช้ในฟาร์มก็ต้องมีกระบวนการผลิตอาหารสัตว์, มาตรฐาน GMP, HACCP ที่กรมปศุสัตว์ให้การรับรองและในกระบวนการผลิตโรงฆ่าและชำแหละเนื้อสัตว์ปีก โรงงานผู้ผลิตจะต้องผ่านการตรวจประเมินและได้รับรองมาตรฐานการผลิตจากกรมปศุสัตว์ (GMP, HACCP) สัตว์ปีกมีชีวิตต้องผ่านการตรวจสอบสุขภาพในการตรวจสัตว์ก่อนเข้าฆ่า (Ante-mortem inspection)

การตรวจสัตว์หลังเข้าฆ่า (Post-mortem inspection) การตรวจสอบสวัสดิภาพสัตว์ (Animal welfare) การสุ่มเก็บตัวอย่างตรวจสอบสารตกค้าง ยาปฏิชีวนะ และการปนเปื้อนจุลชีพในเนื้อสัตว์ปีกตามโปรแกรมโดยสม่ำเสมอจากนายสัตวแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ของกรมปศุสัตว์ เช่นเดียวกันกับกระบวนการผลิตในโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ปีกจะต้องได้รับรองมาตรฐานการผลิต GMP, HACCP จากกรมปศุสัตว์ มีการสุ่มเก็บตัวอย่างตรวจสอบการปนเปื้อนจุลชีพในเนื้อสัตว์ปีกแปรรูปตามโปรแกรมโดยสม่ำเสมอ โดยทุกกิจกรรมเหล่านี้อยู่ภายในการกำกับดูแลของกรมปศุสัตว์

ในส่วนของการพัฒนาด้านอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์มุ่งเน้นในการศึกษา วิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีทุกด้านที่เกี่ยวข้องกับอาหารสัตว์ ตลอดจนการกำหนดมาตรฐาน ตรวจสอบและรับรองคุณภาพอาหารสัตว์ ควบคู่ไปกับการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาอาชีพการผลิตพืชอาหารสัตว์ การผลิตเมล็ดพันธุ์พืชอาหารสัตว์ และการผลิตอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกรในประเทศไทย โดยปัจจุบันกรมปศุสัตว์จะมีเจ้าหน้าที่กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งประเทศเพื่อดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกร ตั้งแต่การส่งเสริมและให้คำแนะนำแก่เกษตรกรผู้ที่สนใจประกอบอาชีพการปลูกพืชอาหารสัตว์คุณภาพดี รวมถึงการให้คำแนะนำในการนำวัตถุดิบอาหารสัตว์หรือวัสดุเศษเหลือทางการเกษตรที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ (ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด สับปะรด) มาผลิตเป็นอาหารสัตว์คุณภาพดีเพื่อจำหน่าย และสามารถยึดเป็นอาชีพหลักหรือเป็นอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ของเกษตรกร

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอาหารสัตว์ของเกษตรกรโดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรมีอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอและเพียงพอสำหรับการเลี้ยงสัตว์ตลอดทั้งปี กรมปศุสัตว์จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนการจัดตั้งศูนย์บริการอาหารสัตว์ (Feed center) และพัฒนาระบบการผลิตอาหารผสมครบส่วน (TMR) ภายในสหกรณ์โคนมต่างๆ ทั่วประเทศ โดยคาดว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตน้ำนม พัฒนาคุณภาพน้ำนมมีมาตรฐาน และลดต้นทุนการผลิตน้ำนมดิบของเกษตรกรให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ก่อนที่จะมีการดำเนินการเปิดเขตการค้าเสรีด้านผลิตภัณธ์จากโคนม (FTA) ในปี พ.ศ. 2568

ทั้งนี้ ตลาดส่งออกตามรายประเภทชนิดสัตว์ ปี 2559 มีเนื้อสัตว์ปีก ส่งออกในปริมาณ 755 ตัน มูลค่า 98,142 ล้านบาท เนื้อสุกร ส่งออกในปริมาณ 13 ตัน มูลค่า 2,905 ล้านบาท เนื้อโค ส่งออกในปริมาณ 1.47 ตัน มูลค่า 161 ล้านบาท และเนื้อสัตว์ผสม ส่งออกในปริมาณ 5.52 ตัน มูลค่า 882 ล้านบาท มูลค่ารวมปี 2559 102,093 ล้านบาท ตัวเลขส่งออก ปี 2560 เนื้อสัตว์ปีก ส่งออกในปริมาณ 811 ตัน มูลค่า 104,543 ล้านบาท เนื้อสุกร ส่งออกในปริมาณ 12 ตัน มูลค่า 2,532 ล้านบาท เนื้อโค ส่งออกในปริมาณ 2.87 ตัน มูลค่า 315 ล้านบาท และเนื้อสัตว์ผสม ส่งออกในปริมาณ 4.41 ตัน มูลค่า 681 ล้านบาท มูลค่ารวมปี 2560 108,074 ล้านบาท ตัวเลขส่งออก ปี 2561 เนื้อสัตว์ปีก ส่งออกในปริมาณ 901 ตัน มูลค่า 100,723 ล้านบาท เนื้อสุกร ส่งออกในปริมาณ 12 ตัน มูลค่า 2,454 ล้านบาท เนื้อโค ส่งออกในปริมาณ 2.46 ตัน มูลค่า 266 ล้านบาท และเนื้อสัตว์ผสม ส่งออกในปริมาณ 3.60 ตัน มูลค่า 555 ล้านบาท มูลค่ารวมปี 2561 114,009 ล้านบาท ตัวเลขส่งออก ปี 2562 เนื้อสัตว์ปีก ส่งออกในปริมาณ 230 ตัน มูลค่า 27,232 ล้านบาท เนื้อสุกร ส่งออกในปริมาณ 2.81 ตัน มูลค่า 565 ล้านบาท เนื้อโค ส่งออกในปริมาณ 0.45 ตัน มูลค่า 51 ล้านบาท และเนื้อสัตว์ผสม ส่งออกในปริมาณ 0.89 ตัน มูลค่า 134 ล้านบาท มูลค่ารวมปี 2562 ณ ไตรมาสที่สอง 27,984 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการคุมเข้มผู้ประกอบการที่ส่งออกแล้ว ในส่วนของผู้ประกอบการและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งขนาดกลางและรายย่อย กรมปศุสัตว์ก็ตระหนักและเร่งผลักดันส่งเสริมให้พัฒนาระบบการผลิตให้มีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งที่ผ่านมายังคงมีการดำเนินการจัดฝึกอบรมเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้ประกอบการเพื่อเสริมสร้างขีดความรู้ความสามารถแก่สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์มและพนักงานตรวจโรคสัตว์ผู้ดูและและตรวจสอบกระบวนการผลิต เพื่อการผลิตอาหารที่ปลอดภัยสู่ผู้บริโภคทั้งภายในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

กรมส่งเสริมสหกรณ์หารือกระทรวงการคลังและแบงค์ชาติ ร่างกฎกระทรวงให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่ หลังลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมาและมีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 นี้ โดยเฉพาะมาตรา 89/2 เน้นกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน กำหนดหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ ประเมินรายได้และความสามารถชำระหนี้ประกอบการพิจารณา เพื่อป้องกันความเสี่ยงและลดปัญหาหนี้ครัวเรือนของสมาชิกสหกรณ์

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า พระราชบัญญัติสหกรณ์ ฉบับที่ 3 พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นพ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่ ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2562 และจะผลบังคับใช้ภายใน 60 วัน หลังจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือในวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 นี้ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้มีการประชาสัมพันธ์กฎหมายฉบับนี้ไปยังสมาชิกสหกรณ์และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อรับทราบเนื้อหาของพ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่

ขณะเดียวกันก็จะประชุมหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง ตลาดหลักทรัพย์ สมาคมตราสารหนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อจัดทำร่างอนุบัญญัติ จำนวน 23 ฉบับ ประกอบด้วยกฎกระทรวง ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ และประกาศหลักเกณฑ์นายทะเบียนสหกรณ์ เพื่อให้สอดคล้องตามพ.ร.บ.สหกรณ์ โดยแบ่งเป็นอนุบัญญัติทั่วไป 10 ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่จะออกเป็นระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ เช่นเรื่องสมาชิกสมทบและการรับฝากเงิน กับอีกส่วนหนึ่งที่ต้องออกเป็นกฎกระทรวงตามมาตรา 89/2 เน้นการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน 13 ฉบับ โดยคณะทำงานประชุมหารือเพื่อพิจารณาร่างกฎกระทรวง

ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2562 หลังจากนั้น วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 จะประชุมรับฟังความเห็นเบื้องต้นจากผู้แทนสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตสหกรณ์ยูเนี่ยน ก่อนจะนำเผยแพร่ทางเว็บไซต์กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องได้เสนอความคิดเห็นอีกครั้ง จากนั้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2562 กรมฯ จะจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นการออกกฎกระทรวง ตามมาตรา 89/2 พร้อมถ่ายทอด Video Conference ไปทั่วประเทศ เมื่อขั้นตอนต่าง ๆ เสร็จสิ้นแล้ว จะรวบรวมความเห็นเสนอไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ เพื่อประกาศใช้ต่อไป

ทั้งนี้ มาตรา 89/2 เป็นหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ซึ่งพ.ร.บ.เดิมไม่มีกำหนด แต่พ.ร.บ.สหกรณ์ฉบับใหม่ออกมาเพื่อให้สหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันความเสี่ยงและรักษาเสถียรภาพทางการเงินทั้งระบบ โดยเฉพาะ มาตรา 89/2 (4) เรื่องการให้กู้และการให้สินเชื่อของสหกรณ์ เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญ เนื่องจากในปัจจุบันสหกรณ์ปล่อยสินเชื่อ ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ส่วนหนึ่งทำให้เกิดปัญหาหนี้สินครัวเรือนของสมาชิกสหกรณ์ รวมถึงเรื่องของการหักชำระหนี้ ซึ่งปัญหานี้จำเป็นต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้เหมาะสม เช่น การปล่อยสินเชื่อแก่สมาชิกสหกรณ์ จะต้องมีพิจารณาอย่างรอบคอบและรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยจะพิจารณาจากข้อมูลเครดิตบูโร รวมถึงความสามารถในการส่งชำระหนี้และรายได้เหลือเพียงพอต่อการดำรงชีพของสมาชิกแต่ละรายมาประกอบการพิจารณาให้กู้ด้วย ขณะเดียวกันหลักทรัพย์และหลักประกันต่าง ๆ จะต้องมีความมั่นคงและเชื่อถือได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียในระบบสหกรณ์

นอกจากนี้ พ.ร.บ.สหกรณ์ มาตรา 42/1 กำหนดเรื่องการให้สิทธิสหกรณ์ในการหักชำระหนี้ เป็นเจ้าหนี้ลำดับที่ 1 รองจากหักภาษีอากรหรือเงินที่ต้องพึงหักให้รัฐ ปัจจุบันพบว่ามีบางหน่วยงานได้หักเงินเดือนชำระหนี้ให้กับธนาคารก่อนสหกรณ์ ซึ่งขัดกับหลักกฎหมาย ขณะนี้กรมฯได้เร่งทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ ให้ดำเนินการให้ถูกต้อง ซึ่งส่วนหนึ่ง เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากการที่สหกรณ์ปล่อยสินเชื่อแก่สมาชิกบางรายเกินความสามารถที่จะชำระหนี้ได้ โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้เกษียณอายุ ที่มีรายได้ต่อเดือนลดลง ทำให้เงินไม่เหลือพอหักชำระหนี้ส่งคืนสหกรณ์ ดังนั้น สหกรณ์จำเป็นต้องให้คำแนะนำแก่สมาชิกในการวางแผนการเงินก่อนถึงวันเกษียณอายุ ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวในอนาคต

“พ.ร.บ.สหกรณ์ ฉบับใหม่นี้ ออกมาเพื่อดูแลในเรื่องของการกำกับสินเชื่อ และดูแลเงินของสมาชิกที่มาฝาก หรือถือหุ้นกับสหกรณ์ เมื่อสมาชิกลาออกจากสหกรณ์ หรือขอถอนเงินคืน ก็จะได้รับความคุ้มครอง ได้เงินคืนตามความมุ่งหวัง ซึ่งจะทำให้ระบบสหกรณ์ มีความมั่นคงและเกิดประโยชน์โดยรวมต่อสมาชิก และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด” รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประเมินผลโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ โดยมีกรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานเจ้าภาพ เพื่อสร้างอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน เพิ่มผลผลิตโคเนื้อและความมั่นคงทางอาหาร สร้างความเข้มแข็งแก่เกษตรกร สหกรณ์ และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ตลอดจนเพิ่มศักยภาพระบบการผลิตโคเนื้อของประเทศ โดยการดำเนินโครงการ แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ดำเนินการในปีงบประมาณ 2559-2565 และระยะที่ 2 ดำเนินการในปีงบประมาณ 2561-2567

สศก. ได้ติดตามประเมินผลโครงการ ระยะที่ 1 พบว่า มีเกษตรกรเข้าร่วม จำนวน 397 ราย (ร้อยละ 99 ของเป้าหมาย 400 ราย) มีสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ เข้าร่วม 23 แห่ง (ร้อยละ 115 ของเป้าหมาย 20 แห่ง) โครงการสนับสนุนสินเชื่อให้แก่เกษตรกรรายละไม่เกิน 250,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อแม่พันธุ์โคเนื้อรายละ ไม่เกิน 5 ตัว ตัวละไม่เกิน 40,000 บาท และค่าก่อสร้างหรือปรับปรุงโรงเรือน/แปลงหญ้า รายละไม่เกิน 50,000 บาท จัดหาแม่พันธุ์โคเนื้อให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,975 ตัว

จากการสอบถามเกษตรกรตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 358 ราย พบว่า เกษตรกรร้อยละ 67 ของเกษตรกรที่ได้รับสินเชื่อ ได้นำไปสร้างโรงเรือนใหม่ ส่วนร้อยละ 33 นำสินเชื่อไปปรับปรุงหรือต่อเติมโรงเรือนที่มีอยู่เดิม และหลังจากเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรเกือบทุกรายมีการปลูกพืชอาหารสัตว์เฉลี่ย 1 ไร่ ต่อโคเนื้อ 1 ตัว ซึ่งเป็นไปตามหลักวิชาการในการเลี้ยงโคเนื้อ นอกจากนี้ พบว่า เกษตรกรร้อยละ 63 สามารถลดต้นทุนการผลิต จากการนำปุ๋ยคอกไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง โดยสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีได้เฉลี่ยไร่ละ 47.89 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าการลดการใช้ปุ๋ยเคมีเฉลี่ยปีละ 934 บาท ต่อไร่

สำหรับการติดตามตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2559-2561) พบว่า สามารถผลิตลูกโคเนื้อได้รวม 2,035 ตัว และมีลูกโคเดินตามตั้งแต่แรกซื้อจำนวน 550 ตัว โดยคาดว่าเกษตรกรร้อยละ 78 สามารถชำระคืนสินเชื่อได้ทันเวลาและครบตามจำนวนที่ต้องชำระคืน ส่วนร้อยละ 22 ชำระได้เพียงบางส่วน ทั้งนี้ มีเกษตรกรจำนวน 3 ราย ที่สามารถชำระคืนสินเชื่อได้ก่อนกำหนด

นอกจากนี้ เกษตรกร ร้อยละ 84 ต้องการประกอบอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อต่อไป โดยมีการสร้างเครือข่ายระหว่างเกษตรกรด้วยกันเฉลี่ยรายละ 4 เครือข่าย ส่วนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อจำนวน 21 แห่ง มีการสร้างเครือข่ายเฉลี่ยแห่งละ 3 เครือข่าย โดยเกษตรกรมีแนวคิดที่จะขยายธุรกิจหรือเพิ่มมูลค่าให้กับโคเนื้อด้วยวิธีการรวมกลุ่มกันพัฒนาสายพันธุ์โคเนื้อให้ตรงตามความต้องการของตลาด ผลิตลูกโคเนื้อ และขุนลูกโคตัวผู้ที่เกิดจากแม่พันธุ์โคเนื้อในโครงการเพื่อจำหน่าย รวมทั้งทำการผลิตโคเนื้อแบบครบวงจร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานโครงการฟาร์มโคเนื้อสร้างอาชีพ ระยะที่ 1 ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์โครงการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ควรให้ความรู้เพิ่มเติมแก่เกษตรกร เกี่ยวกับการคัดเลือกแม่พันธุ์โคเนื้อการผสมเทียมและการจับสัด อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตลูกโคเนื้อได้ตามเป้าหมายที่โครงการกำหนดไว้ นอกจากนี้ ควรร่วมกันพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการชำระคืนสินเชื่อของโครงการและวิธีการแก้ไขปัญหาสำหรับเกษตรกรที่ได้รับสินเชื่อล่าช้าและสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อที่ประสบปัญหาในการดำเนินงาน

ไมซ์เพื่อชุมชน เป็นโครงการความร่วมมือกันระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา โดยสนับสนุนและพัฒนาสหกรณ์ที่มีศักยภาพในพื้นที่ต่างๆ เป็นจุดหมายรองรับการจัดประชุมและศึกษาดูงานในประเทศ ตามแนวคิด “ประชุม เที่ยว เรื่องเดียวกัน” ซึ่งสอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยใช้อุตสาหกรรมไมซ์เป็นกลไกผลักดันให้เกิดการจับคู่ธุรกิจสินค้าในชุมชนและองค์กรธุรกิจต่างๆ กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาชุมชน และกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น ซึ่งทางทีเส็บมีความต้องการที่จะส่งเสริมให้มีแหล่งศึกษาดูงานภายในประเทศแห่งใหม่ ให้เกิดขึ้นอีกหลายๆ แห่ง เพื่อให้โครงการไมซ์เพื่อชุมชน เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมอุตสาหกรรมไมซ์ภายในประเทศ และสามารถบรรลุเป้าหมายมีนักเดินทางไมซ์ในประเทศไม่ต่ำกว่า 29 ล้านคน สร้างรายได้สู่ชุมชนต่างๆ ไม่น้อยกว่า 62,000 ล้านบาท

โครงการไมซ์เพื่อชุมชน จะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีความพร้อมมาพัฒนาให้เป็นแหล่งศึกษาดูงาน จัดประชุมและจัดกิจกรรมเรียนรู้ภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ในแต่ละพื้นถิ่น โดยสหกรณ์จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรวบรวมเรื่องราว ผลิตภัณฑ์สินค้าและสถานที่ท่องเที่ยวของชุมชนตนเองมานำเสนอ โดยทีเส็บจะเชิญภาคีพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ องค์กรธุรกิจ สถาบันการศึกษา เข้ามาร่วมพัฒนาต่อยอดกับชุมชนในรูปแบบต่างๆ ทั้งในเรื่องของการจัดประชุม ศึกษาดูงานนอกสถานที่ การอุดหนุนสินค้าพื้นถิ่น การเข้าไปจัดกิจกรรมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ตลอดจนการเข้าไปแบ่งปันความรู้ร่วมกับชุมชน เช่น ด้านการตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชนและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างกันต่อไปในอนาคต

นายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมตลาดในประเทศ ของทีเส็บ เปิดเผยว่า โครงการไมซ์เพื่อชุมชนปีที่ 2 จะต่อยอดจากปีแรกที่มีสหกรณ์เข้าร่วม 35 แห่ง แต่ในปีนี้จะเพิ่มขึ้นอีก 50 สหกรณ์ กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ซึ่งภาคที่ 2 ของไมซ์เพื่อชุมชน ได้รวบรวมสหกรณ์ที่มีความหลากหลายและมีเรื่องเล่าที่แตกต่างมากขึ้น และได้มีการจัดกิจกรรมเปิดตัวที่สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด และสหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน จำกัด จังหวัดนครปฐม ซึ่งสหกรณ์ทั้ง 2 แห่งมีความพร้อมในการรองรับตลาดไมซ์ได้เป็นอย่างดี

สหกรณ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เป็นสหกรณ์โคเนื้อที่มีวัวพันธุ์กำแพงแสนวัวพันธุ์แรกของประเทศไทย สามารถจัดกิจกรรมเชิงความรู้วิชาการ อาทิ งานเพาะพันธุ์โคเนื้อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ซึ่งถือว่าเป็นโคเนื้อชื่อพันธุ์ไทยพันธุ์แรกของโลก ซึ่งขั้นตอนผสมให้ได้สายพันธุ์ต้องมีการวางแผนเป็นลำดับขั้นอย่างดี อีกทั้งยังสามารถสาธิตการผสมเทียมที่เข้าใจได้ง่าย รวมไปถึงกิจกรรมสันทนาการ เช่น แนะนำการย่างเนื้อที่ถูกวิธี การใช้น้ำจิ้มปรุงรสที่เหมาะสมกับสเต๊ก ความสนุกสนานของการป้อนนมลูกวัว การโชว์ความสามารถของสัตว์ในฟาร์ม เช่นเดียวกับรีสอร์ตทั่วไป ในขณะที่สหกรณ์โคนมนครปฐม จำกัด สามารถนำเสนอขั้นตอนการผลิตนมแบบเข้าใจได้ง่าย รวมทั้งสาธิตการทำบิงซู โดยใช้วัตถุดิบจากนมโค และเยี่ยมชมโรงงานแปรรูปนมสดครบวงจรและชิมไอศกรีมนมสด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์แปรรูปนมที่ขายดีของสหกรณ์

ทั้งสองสหกรณ์นี้เป็นสหกรณ์ที่มีเรื่องเล่า มีสถานที่ และอาหารอร่อยให้ได้ลิ้มลอง และประสบการณ์ใหม่ๆ กับการประชุมสัมมนาที่ไม่ใช่ในกรุงเทพฯ ซึ่งการเดินทางมาจังหวัดนครปฐมจะได้เยี่ยมชมตั้งแต่โคเนื้อโคนม ได้ลองชิมลองรับประทานตั้งแต่ของหวานของคาวและกิจกรรมดีๆ เป็นเมืองรองที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เพียงใช้เวลาในการเดินทางแค่ชั่วโมงกว่าๆ ที่นี่ถือว่ามีสิ่งที่น่าสนใจมากมายที่พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชนและสหกรณ์ อยากให้ทุกคนได้มาลองชมเมืองรองที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ

“ความคาดหวังในไมซ์ชุมชนภาค 2 นี้ อยากจะเชิญชวนผู้ประกอบการ และชุมชนต่างๆ ให้จัดแพ็กเกจการท่องเที่ยวและการศึกษาดูงานตามเมืองรองต่างๆ สิ่งที่เราคาดหวังคือ ให้การประชุมสัมมนาในเมืองรองแตกต่างไปจากเดิมมีสถานที่ใหม่ๆ ให้ อยากให้ทุกท่านได้ลองประสบการณ์ใหม่ๆ เพิ่มศักยภาพของคนในองค์กรโดยการออกมาประชุมที่เมืองรองครับ” นายสราญโรจน์ กล่าว

นายอัชฌา สุวรรณนิตย์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาสหกรณ์ภาคการเกษตรและกลุ่มเกษตรกร กรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ไมซ์เพื่อชุมชน เป็นนโยบายหนึ่งรัฐบาลให้ความสนใจ เพื่อเปิดโอกาสให้สหกรณ์ได้เกิดความร่วมมือกับภาคเอกชน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งในส่วนของภาคเอกชนจะได้ความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ นอกเหนือจากการประชุมทางวิชาการ ต่อไปอาจจะเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมศึกษาดูงานเรื่องชุมชน อาหารพื้นเมือง สินค้าและของดีแต่ละชุมชน หรือการท่องเที่ยวในเชิงธรรมชาติ ได้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนในชุมชนต่างๆ ตลอดจนเรื่องราวประวัติความเป็นมาของชุมชน ขณะที่ทางสหกรณ์เองก็อาจจะได้รับคำแนะนำจากภาคเอกชน เกี่ยวกับเทคโนโลยีและช่องทางการตลาดเพื่อนำมาปรับใช้กับธุรกิจของสหกรณ์ หรือนำไปแนะนำให้กับชาวบ้านในชุมชน เพื่อที่จะผลักดันให้เกิดสินค้าตัวใหม่ ซึ่งแต่ละสหกรณ์ก็มีของดีที่ไม่เหมือนกัน ทั้งพืชผัก ผลไม้ โคเนื้อ โคนม สุกร ไข่ไก่ และอาหารแปรรูป

การจัดทำโครงการไมซ์เพื่อชุมชนในครั้งนี้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือทั้งหน่วยงานราชการ องค์กรธุรกิจ มูลนิธิ และภาคประชาสังคม โดยมีเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานราก ที่ตรงตามเจตนารมย์ของรัฐบาลในการส่งเสริมการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และนับเป็นโอกาสอันดีหรับสหกรณ์ในพื้นที่ต่างๆ ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในด้านการผลิตสินค้าและบริการ จะได้เปิดพื้นที่ต้อนรับตัวแทนของภาคเอกชน ซึ่งเป็นคณะผู้เข้าร่วมประชุมกับทางทีเส็บเข้ามาศึกษาดูงาน และนำไปสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์องค์ความรู้ด้านธุรกิจให้กับสหกรณ์

ทั้งช่องทางการตลาด การพัฒนาดีไซน์รูปแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ การแบ่งปันความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมาชิกสหกรณ์เกิดความเข้าใจและพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน อันจะส่งผลทำให้สมาชิกสหกรณ์มีโอกาสในการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้เพิ่มขึ้น และยกระดับความเข้มแข็งของชุมชนให้เกิดความยั่งยืนในที่สุด ประธานกลุ่ม นายเดช พะโยน

ที่ทำการกลุ่ม ตั้งอยู่บ้านทุ่งรวงทอง หมู่ที่ 14 ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย จังหวัดกำแพงเพชร เบอร์โทรศัพท์ 089-567-5533 การจัดทำแปลงขยายพันธุ์ข้าวของกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง ซึ่งในทุกปีจะประสบปัญหาในด้านต่างๆ จากการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม และนับวันยิ่งจะมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สมาชิกในกลุ่มก็สามารถช่วยกันแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดีเยี่ยม จนทำให้สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ตามเป้าหมายที่ศูนย์กำหนดอย่างมีคุณภาพ ทำให้กลุ่มประสบความสำเร็จ เป็นต้นแบบของการทำนาที่ดี และส่งผลให้สมาชิกกลุ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง มีการพัฒนาโดยการนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้ในกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพทางด้านประสิทธิภาพของกลุ่มในการลดต้นทุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ แก้ไขปัญหาแรงงานขาดแคลนและมีราคาแพง ทำให้แผนการปลูกข้าวเป็นไปตามเป้าหมาย ได้แก่

– การใช้รถไถเดินตาม เพื่อปรับระดับพื้นที่ในแปลงนาให้มีความสม่ำเสมอ เหมาะสมแก่การให้น้ำและการระบายน้ำออกได้สะดวก

– การใช้เครื่องปักดำขนาดเล็กและขนาดใหญ่แบบเดินตามและขับเคลื่อน มาใช้ในการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ทำให้การปฏิบัติด้านการกำจัดพันธุ์ปนและการป้องกันโรค/แมลงศัตรูข้าว สะดวกขึ้น

– การใช้รถเกี่ยวนวดข้าวในการเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์ ทำให้เป็นการลดต้นทุนการผลิต ประหยัดเวลาและแรงงานในการเก็บเกี่ยว ซึ่งก่อนการเก็บเกี่ยวจะทำความสะอาดรถเกี่ยวนวด เพื่อป้องกันพันธุ์ปนข้าววัชพืช และสิ่งอื่นที่ติดมากับรถเกี่ยวนวด – เครื่องกระจายฟาง และเครื่องอัดฟางก้อน

– การปลูกโดยวิธีเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว

2. การแก้ปัญหาของกลุ่มในด้านพื้นที่ ด้านวิชาการ เศรษฐกิจและสังคม

กลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านทุ่งรวงทอง ได้นำแนวทาง มาตรการการลดต้นทุนการผลิตข้าวของกรมการข้าวมาปรับใช้ในการจัดทำแปลงขยายพันธุ์ ทั้ง 6 มาตรการ คือ 3 ต้องทำ ได้แก่ 1. ปลูกข้าวไม่เกิน 2 ครั้ง ต่อปี 2. การใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดี 3. จัดทำบัญชีฟาร์ม และมาตรการ 3 ต้องลด ได้แก่ 1. ลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 2. การใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่ถูกต้อง และ 3. ลดการใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น ได้แก่