ทางเลือกใหม่ชาวสวนพังงา ปลูกไม้ยืนต้นเก็บใบขาย สร้างรายได้งาม

เมื่อเวลา 08.40 น.วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณริมคลองพังงา บ้านฝ่ายท่า ม.1 ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมืองพังงา นายสมจิตร ช่างทอง อายุ68 ปี เกษตรกรวัยเกษียนชาวตลาดพังงา ได้ใช้พื้นที่ 1ไร่เศษ ปลูกต้นกาหยี หรือต้นมะม่วงหิมพานต์ และต้นจิกนา ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น ทำการตัดแต่งกิ่ง เพื่อเก็บใบอ่อนขาย สามารถสร้างรายได้วันละ 500-2,000 บาท ซึ่งปัจจุบันผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาดในพื้นที่ โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลางที่มารับไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง

นายสมจิตร ช่างทอง เปิดเผยว่า รู้สึกมีความสุขกับการทำการเกษตรแบบนี้ เพราะไม่ต้องดุแลวุ่นวายมาก แต่เดิมนั้นตนเองปลูกพืชผักล้มลุกแบบทั่วๆไปขาย ซึ่งรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและไม่ค่อยคุ้มค่ากับการลงทุน มีความยุ่งยากในการดูแล จึงเริ่มคิดปลูกพืชยืนต้นเก็บใบอ่อนขายเมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว พร้อมกับเริ่มลงมือทำโดยการรวบรวมพันธุ์ต้นกาหยี หรือมะม่วงหิมพานต์และต้นจิกนา ลงปลูกในพื้นที่ คอยตัดแต่งกิ่งและตัดใบอ่อนออกขาย ซึ่งสามารถตัดใบอ่อนขายได้ทุกวัน โดยนำมาขายเป็นมัดๆละ 5 บาท บางช่วงสามารถตัดขายได้ถึง 400 มัด ซึ่งรายได้สามารถเลี้ยงชีพได้เป็นอย่างดี นับเป็นการเกษตรแบบทางรอดอีกประเภทหนึ่ง

“เมล่อน” เป็นพืชตระกูลแตง จะมีโรคและแมลงศัตรูที่มากพอสมควร ดังนั้น จึงมีการใช้สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงมากพอสมควร โดยเฉพาะปลูกแบบกลางแจ้งหรือสภาพไร่ ซึ่งเกษตรกรบางท่านจึงจำเป็นต้องมีการเช่าที่เพื่อหลีกเลี่ยงการระบาดของโรคและแมลง ซึ่งการปลูกเมล่อนในโรงเรือนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยได้มากในเรื่องของการป้องกันแมลงศัตรูขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ทำให้การใช้สารป้องกันกำจัดโรคและแมลงน้อยลงมากจนเกือบจะไม่ได้ใช้เลยทีเดียว

อีกหนึ่งตัวอย่างสวนเมล่อนที่ปลูกเมล่อนในระบบโรงเรือน โดยประกอบเป็นอาชีพเสริมจากงานประจำ สร้างรายได้เป็นอย่างดีให้กับครอบครัว คุณอุเชนทร์ พุกอิ่ม หรือ คุณน้อย อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 35 หมู่ที่ 7 บ้านคลองเขาควาย ตำบลวังสำโรง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร โทร. (098) 803-0107 เจ้าของสวนเมล่อนในโรงเรือน “ไร่ถุงทองฟาร์ม”

คุณอุเชนทร์ เล่าให้ฟังว่า ตนเป็นคนพิจิตร ไปทำงานอุตสาหกรรมเกี่ยวกับเลนส์สายตา ที่จังหวัดชลบุรี นานกว่า 20 ปี ที่หันมาปลูกเมล่อนในโรงเรือนเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากการทำงานก็เริ่มอิ่มตัว คิดว่าอนาคตอยากกลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิด ด้วยแนวคิดที่ว่าอยากสร้างพื้นฐานไว้ล่วงหน้าก่อน

“ในขณะที่ตนเองยังมีรายได้จากงานประจำอยู่นั้น ก็อยากจะสร้างพื้นฐานเอาไว้ก่อนล่วงหน้า เมื่อถึงเวลาที่ตั้งใจไว้ว่าจะออกจากงานประจำ ซึ่งทุกอย่างค่อนข้างลงตัว มีโรงเรือนปลูก มีความรู้ มีประสบการณ์ที่ได้ปลูกจริง ก็จะง่ายกว่าที่ออกจากงานประจำเลย เอาเงินก้อนที่สะสมมาลงทุน มาลองผิดลองถูก เพราะยังไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้ กว่าจะประสบผลสำเร็จเงินก้อนที่ลงทุนไปอาจจะหมดไปก่อน ซึ่งมีความเสี่ยง สำหรับคนที่มีงานประจำมีรายได้หลักนั้นก็อย่าพึ่งทิ้งมาโดยทันที มาปูพื้นฐานให้ตัวเองเอาไว้ก่อน จนกว่างานเกษตรที่ปูพื้นฐานเอาไว้ไปได้ด้วยดี มีการตลาดรองรับเอาไว้ ก็ค่อยทิ้งจากงานประจำมาทำอย่างเต็มตัว น่าจะดีกว่า”

เลือกปลูกเมล่อน ตัดสินใจจากสิ่งที่ชอบ

คุณอุเชนทร์ อธิบายว่า เพราะส่วนตัวชอบรับประทานเมล่อน จึงศึกษาความเป็นไปได้ว่า ปลูกได้ดีหรือไม่ในพื้นที่ของอำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ก็เริ่มศึกษาเพิ่มเติมจากอินเตอร์เน็ต เฟซบุ๊ก และจากกลุ่มคนปลูกเมล่อน พบว่า เมล่อนในโรงเรือนนั้นสามารถปลูกได้ทั้งปี สามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ได้ดีกว่าการปลูกแบบสภาพไร่ ที่สำคัญการปลูกเมล่อนในโรงเรือนมีการทำงานที่ไม่หนักจนเกินไป สามารถใช้แรงงานคนในครอบครัวได้ เพราะมองว่าถ้าอายุเยอะแล้วการทำเกษตรจะต้องไม่ควรจะทำงานหนัก แต่ผลตอบแทนที่ได้ผลกำไรพอสมควร อีกอย่างการปลูกเมล่อนยังมีน้อย เป็นพืชใหม่ของจังหวัดพิจิตร การแข่งขันเรื่องของการตลาดมีน้อย ตอนนี้ก็พยายามเผยแพร่ให้คนรู้จักสวนเรามากขึ้น ว่าที่จังหวัดพิจิตรก็มีสวนเมล่อน ปลูกเมล่อนรสชาติหวานรับประทานอร่อยได้

ปลูกเมล่อนในโรงเรือนต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ คุณอุเชนทร์ อธิบาย เช่น ในเรื่องของการให้น้ำให้ปุ๋ย ก็จะมีความสะดวกมากขึ้น เนื่องจากการให้น้ำให้ปุ๋ยนั้นจะนำตัวตั้งเวลา หรือเรียกว่า “ทามเมอร์ตั้งเวลา” ในการควบคุมทั้งหมด ทำให้ไม่ต้องเหนื่อยเดินรดน้ำรดปุ๋ย ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยแบบที่ใช้ในผักไฮโดรโปนิก ซึ่งเป็นปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ เป็นสูตรที่ทำมาให้เหมาะสมกับเมล่อน ที่เรามักจะเรียกปุ๋ยเหล่านี้ว่า ปุ๋ย A, B มีขายสำเร็จรูป นำมาผสมน้ำตามสัดส่วนแล้วปล่อยเข้าระบบน้ำไป ใช้ปุ๋ยให้สอดคล้องกับช่วงระยะเวลาของการเจริญเติบโต เป็นระบบน้ำหยด ที่จ่ายให้กับพืชในโรงเรือน แบบอัตโนมัติ พร้อมปั๊มจ่ายปุ๋ย A, B ผสมกันเอง โดยที่คุณไม่ต้องกังวลเรื่องจัดการปุ๋ยอีกต่อไป เพราะระบบออกแบบมาให้ทำงานพร้อมกับปั๊มน้ำที่ปั๊มน้ำเพื่อส่งไปตามท่อ แล้วเข้าสู่หัวน้ำหยด

ระบบการตั้งเวลานั้น สามารถตั้งเวลารดน้ำ ช่วงละกี่นาทีก็ได้ เช่น 09.00 น รดน้ำ 2 นาที 12.00 น. รดน้ำอีก 5 นาที และสั่งให้ทำงานวันเว้นวัน หรือ 2 วัน ก็ได้ ที่สำคัญคือ ระบบจ่ายปุ๋ยไปพร้อมกับน้ำ โดยใช้ปั๊มน้ำความคงทนสูง ปั๊มปุ๋ยน้ำ A, B เพื่อผสม ตามเวลาที่รดน้ำพอดี ทำให้หมดกังวลเรื่องต้องมาผสมปุ๋ยใหม่ทุกวัน และวัดค่าทุกวัน โดยคุณยังสามารถปรับอัตราความเข้มข้นได้ และเรายังแถมตัววัดค่า EC ไปกับระบบนี้อีกด้วย และมีการใช้แผงโซล่าร์เซลล์ช่วยในการประหยัดค่าไฟในระยะยาว ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ประหยัดพลังงาน ใช้ไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เพียงแผงเดียว

การสร้างโรงเรือนเมล่อน คุณอุเชนทร์ เล่าให้ฟังว่า ก็ได้สวนเมล่อนสวนใหญ่ที่เขารับสร้างโรงเรือน ออกแบบระบบต่างๆ ให้ และทั้งเป็นพี่เลี้ยงในเรื่องของการปลูกเมล่อนให้กับเรา จนกว่าเราจะเกิดความเข้าใจหรือความชำนาญในการปลูกและดูแลเมล่อนในโรงเรือน ซึ่งราคาโรงเรือนเมล่อนที่ตัดสินใจสร้าง คือ ขนาด 6×6 เมตร สูง 3 เมตร จำนวน 2 โรงเรือน ราคาโรงเรือนละ 80,000 บาท รวม 2 โรงเรือน เป็นเงิน 160,000 บาท และโรงเรือน หลังที่ 3 จำนวน 1 หลัง ขนาด 6×12 เมตร สูง 3 เมตร ราคา 150,000 บาท

โรงเรือนแม้จะมีราคาแพง แต่ด้วยเงื่อนไขของผู้ที่รับสร้างโรงเรือนให้ คือเขาจะเป็นพี่เลี้ยงให้และเขาจะปลูกเมล่อนให้ฟรี 1 รอบ โดยเขาจัดเตรียมเมล็ดพันธุ์, ปุ๋ยและฮอร์โมนต่างๆ มาให้ทั้งหมด เพื่อให้เราเรียนรู้ไปพร้อมกับเขา เราก็มีหน้าที่ดูแลเมล่อนตามคำแนะนำ เมื่อผลผลิตขายได้รุ่นแรก ก็ถือว่าเขาช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องโรงเรือนปลูกเรา เมื่อหักลบผลผลิตเมล่อนที่ขายได้ในรุ่นแรกกับค่าโรงเรือนก็ถือว่าได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย แม้จะเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงในการจ้างมืออาชีพมาสร้างโรงเรือนและเป็นพี่เลี้ยงให้ด้วย

เราเป็นมือใหม่ก็ไม่อยากผิดพลาดมากนัก อยากเรียนรู้กับคนที่มีความรู้ มีประสบการณ์มาก่อน เพื่อไม่ต้องมาเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกให้เสียหาย ซึ่งคิดว่าเมื่อใดเราเกิดข้อผิดพลาดบ่อยๆ เสียหายบ่อยๆ ก็เหมือนเราเสียเงินจากความไม่รู้ สรุปว่า เหมือนเราซื้อหรือสร้างโรงเรือนแพงเหมือนกัน

โรงเรือน ขนาด 6×6 เมตร สามารถปลูกได้ จำนวน 200 ต้น โรงเรือนปลูกเมล่อน 6×12 เมตร สามารถปลูกได้ จำนวน 400 ต้น โดยใช้ระยะปลูก ประมาณ 20 เซนติเมตร แต่ก็ปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม อย่างเช่น ระยะปลูก 20 เซนติเมตร ที่ตนเองใช้อยู่นั้น ค่อนข้างถี่ ก็จะใช้วิธีการตัดแต่งใบล่างออกบ้าง เพื่อช่วยอากาศและแสงแดดได้ถ่ายเท ไม่สะสมความชื้นมากจนเกินไป ทำให้เกิดเชื้อรา

สำหรับการปลูกเมล่อนไร่ถุงทองฟาร์ม ใช้วิธีการปลูกในซับสเตรตหรือการปลูกแบบไฮโดรโปนิกไม่ได้ใช้ดินแต่อย่างใด การใช้วัสดุทดแทนดินและปลูกอยู่ในถุง ซึ่งวัสดุที่เขาใช้คือ พวกแกลบดิบ ขุยมะพร้าว (หรือวัสดุปลูกที่หาได้ง่าย) กรอกใส่ถุงปลูกเมล่อนสีขาว ขนาด 6×7 นิ้ว เป็นถุงสีขาวที่ออกแบบมาพิเศษ ให้วางได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน สามารถทนแดดได้นานไม่กรอบเปื่อยยุ่ย สามารถใช้ซ้ำได้หลายครั้ง

สายพันธุ์เมล่อนที่เลือก

ตอนนี้ปลูกเมล่อนหลายสายพันธุ์เพื่อทดลองสายพันธุ์ที่น่าสนใจ ดูการเจริญเติบโตว่าเหมาะสมกับพื้นที่หรือไม่ และสร้างความหลากหลายให้ลูกค้าได้ทดลองรับประทาน ได้รู้ว่าลูกค้าชอบเมล่อนประเภทใด อย่างที่ปลูกอยู่ตอนนี้ ก็จะมีเมล่อนสายพันธุ์จากญี่ปุ่นแท้ ชื่อ

พันธุ์ “อามาอิ ฮอกไกโด” ซึ่งได้ผลดี เนื้อสีเขียวหวานฉ่ำ กลิ่นหอม ผิวเป็นตาข่ายสวยงาม ความหวานสูงราว 15 บริกซ์

พันธุ์ “พอท ออร์เร้นจ์” เนื้อสีส้มเข้ม เนื้อฉ่ำนุ่ม กลิ่นหอม รสชาติดี ความหวานสูง ประมาณ 15-17 บริกซ์ รูปผลทรงกลม ผิวตาข่าย ขั้วเหนียว น้ำหนักต่อผล 1.5-2 กิโลกรัม อายุการเก็บเกี่ยว 80-85 วัน หลังหยอดเมล็ด ปลูกได้ตลอดปี ปลูกง่ายติดผลดี ทนโรคและเชื้อราได้ดี ปลูกได้ทั่วทุกภาค ทนทุกสภาพอากาศ แต่ก็มีจุดอ่อนเรื่องผลแตกง่ายถ้าดูแลไม่ดี

พันธุ์ “ฮามี่กั๋ว” (HamiGua Melon) หรือบ้านเราเรียก แตงทิเบต ซึ่งผลมีขนาดใหญ่ 2-3 กิโลกรัม เนื้อรสชาติ หอม กรอบ หวานเย็นอร่อยมาก กรอบ กลิ่นหอมเป็นเมล่อนชนิดหนึ่งของจีน นิยมรับประทานเป็นยาเย็น น้ำหนักผลดี อายุเก็บเกี่ยว 90 วัน นับจากเพาะเมล็ด

พันธุ์ “เอเชีย โกลเด้น” (Asia Golden) เมล่อนผิวสีเหลืองทอง ผลทรงกลม เนื้อสีขาว หวาน หอม เนื้อละเอียด รสชาติดี ขนาดผลโดยประมาณ 1.3-1.5 กิโลกรัม ความหวาน 13-15 บริกซ์ อายุการเก็บเกี่ยวหลังผสมเกสร ประมาณ 35-40 วัน

เมล่อน พันธุ์ “ราชินี 1” เนื้อสีเขียวอมน้ำผึ้ง ลายตาข่ายสวย และ พันธุ์“ราชินี 2” เนื้อสีส้ม หวาน หอม อร่อย ผิวตาข่าย ซึ่งทั้งสองสายพันธุ์เป็นเมล่อนลูกผสมของประเทศไทย ที่นำสายพันธุ์จากญี่ปุ่นมาพัฒนา ซึ่งตอนนี้สายพันธุ์เมล่อนมีให้เลือกปลูกเป็นจำนวนมาก สามารถสั่งซื้อได้ทางอินเตอร์เน็ตหรือตามเพจเมล่อนต่างๆ ในเฟซบุ๊ก

วิธีการปลูก

ที่นี่จะใช้วิธีการเพาะเมล็ดที่ถุงปลูกในโรงเรือนเลย ซึ่งคุณอุเชนทร์ อธิบายว่าถ้าเป็นที่อื่นนั้น อาจจะเพาะเมล็ดในถาดเพาะกล้าเสียก่อน หลังจากนั้น ราว 10-15 วัน หรือมีใบจริง 1-2 ใบ ก็จะย้ายปลูกลงถุงปลูกในโรงเรือน แต่วิธีการของผมจะเพาะเมล็ดที่ถุงปลูกเลย โดยนำเมล็ดพันธุ์มาแช่ในน้ำธรรมดา 1 คืน ให้เปลือกเมล็ดนิ่มและเป็นการกระตุ้นการงอก จากนั้นก็นำเมล็ดไปหยอดในถุงปลูก ซึ่งบริเวณที่จะหยอดกลบเมล็ดนั้น อาจจะใส่วัสดุปลูกอย่างพีทมอสส์หรือมีเดีย เพื่อช่วยให้เมล็ดงอกดี เมล็ดสามารถดันต้นให้โผล่พ้นวัสดุได้ง่าย แล้วราดด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น พวกยาเมทาแลคซิล หรือยาแคปแทน ซึ่งสามารถป้องกันเชื้อราเบื้องต้นได้

แต่การหยอดเมล็ดปลูกที่ถุงนั้น จะหยอดเมล็ดแบบถุงละ 1 เมล็ด สลับกับ ถุงละ 2 เมล็ด หยอดเมล็ดสลับแบบนี้กันไปทั้งโรงเรือน คือเพื่อไม่ให้เสียเวลากับบางถุงที่เมล็ดอาจจะไม่งอก ก็จะย้ายต้นกล้าจากถุงข้างๆ ที่งอก 2 ต้น แบ่งออกมาให้ถุงที่ว่าง แต่ข้อแนะนำสำหรับการแยกย้ายกล้าเมล่อน ควรย้ายในช่วงที่เมล่อนนั้นมีใบจริงสัก 3 ใบ ย้ายในช่วงเวลาเย็นที่อากาศไม่ร้อนจัด

ส่วนต้นที่มีจำนวนเกิน 2 ต้น ก็อาจจะย้ายมาปลูกสำรองไว้ในถุงจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเอาไว้ปลูกซ่อมในบางถุงที่ต้นมีการเจริญเติบโตไม่ดีหรือตาย ถ้ามีจำนวนมากเกินไปก็จะถอนต้นที่เกินทิ้งไป ซึ่งมาตอนหลังที่เราได้แหล่งที่เมล็ดมีคุณภาพสูง มีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูงมาก ประมาณ 97-98 เปอร์เซ็นต์ ก็จะหยอดปลูก แค่ถุงละ 1เมล็ด และจะหยอดเกินอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ตรงนี้คงปรับให้เหมาะสม

การให้ปุ๋ย

จะให้ปุ๋ยทางรากและทางใบ ทางราก ก็จะให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ ปุ๋ย A (จะมีธาตุอาหารหลัก N-P-K), ปุ๋ย B (จะมีธาตุอาหารรอง) ตามสูตรตามระยะการเจริญเติบโต ก็จะให้วันละประมาณ 5 ครั้ง เน้นการให้น้อยแต่บ่อยครั้ง โดยแบ่งเวลาให้ เริ่มให้ตั้งแต่เวลา 07.00 น. 09.00 น. 11.00 น. 13.00 น. 15.00 น. การให้ปุ๋ย A จะต้องละลายปุ๋ยในน้ำสะอาดเอาไว้ในถัง เช่นกัน ปุ๋ย B จะต้องละลายในน้ำสะอาดมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (PH) เป็นกลางหรือกรดอ่อน คือ PH ประมาณ 6-7 อีก 1 ถัง ซึ่งตอนปล่อยเข้าระบบน้ำจะต้องให้ปุ๋ย A และ ปุ๋ย B ถูกส่งเข้าระบบน้ำพร้อมๆ กัน ในอัตราที่เราจะคำนวณเอาไว้ในแต่ละช่วงอายุของการเจริญเติบโต

วิธีใช้ ปุ๋ย A และ ปุ๋ย B

เบื้องต้น นำปุ๋ยมาละลายน้ำเพื่อเตรียมเป็นปุ๋ยสต๊อกก่อน 100 ลิตร จำนวน 2 ถัง ปุ๋ย A จำนวน 100 ลิตร และปุ๋ย B จำนวน 100 ลิตร แล้วนำแม่ปุ๋ยนั้นไปผสมน้ำเจือจาง ตามค่า EC ที่เหมาะกับพืช เช่น ผัก ค่า ที่ 1.2-1.5 และพืชที่ให้ผล 1.5-2.5 เป็นต้น

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 ที่บ้าน หมู่ที่ 1 ตำบลศาลเจ้าโรงทอง อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง พบกับนายพิสัย ปิ่นวิเศษ อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของสวนละมุดยักษ์สาลี่ ที่มีสวนเดียวในจังหวัดอ่างทอง ซึ่งภายในสวนมีต้นละมุดยักษ์สาลี่ อยู่ประมาณ 30 กว่าต้น ซึ่งแต่ละต้นเริ่มออกผลเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลของละมุดยักษ์สาลี่ มีขนาดใหญ่มาก

นายพิสัย เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เริ่มต้นของการปลูกละมุดยักษ์สาลี่ นั้น ตนได้ไปเที่ยวงามเกษตรที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา และได้ซื้อกิ่งละมุดยักษ์สาลี่ มาจำนวน 12 กิ่ง ในราคากิ่งละ 500 บาท เพื่อนำมาปลูกที่สวนของตนเอง โดยปลูกทิ้งไว้รดน้ำเช้าเย็นไม่ค่อยได้ใส่ปุ๋ยเท่าไหร่ ซึ่งปลูกมาได้ 2 ปี ต้นละมุดยักษ์สาลี่ เริ่มออกดอกออกผล ซึ่งลูกใหญ่มาก ตนเองพึ่งเก็บไปแล้ว 1 รุ่น ซึ่งขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท แต่ถ้าลูกเล็กลงมาหน่อยก็จะอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 35 บาท ซึ่งรสชาติของละมุดยักษ์สาลี่ นั้นมีรสชาติหวานกรอบ ซึ่งที่สวนของตนเองขนาดละมุดยักษ์สาลี่ ใหญ่สุดก็ประมาณ 3 ลูกต่อ 1 กิโลกรัม ซึ่งผลละมุดยักษ์สาลี่ ออกมาชุดแรกก็จำหน่ายหมดเรียบร้อย ซึ่งตอนนี้อยู่ที่ต้นเป็นรุ่นที่ 2 ซึ่งจะเก็บได้ช่วงสิ้นเดือนนี้

สำหรับละมุดยักษ์สาลี่ คือละมุดฝรั่งสายพันธุ์หนึ่งที่เกษตรกรชาวเวียดนามได้นำเอาพันธุ์ไปปลูกและขยายพันธุ์ในประเทศหลายแบบและหลายวิธี แล้วเกิดการกลายพันธุ์ถาวรเป็นละมุดพันธุ์ใหม่ที่เกิดในประเทศเวียดนาม จากนั้นเกษตรกรชาวไทยได้นำเอาพันธุ์เข้ามาปลูกและขยายพันธุ์ขายในบ้านเรานานกว่า 20 ปีแล้ว มีด้วยกัน 2 ชนิดคือ ชนิดผลกลมแป้นเล็กน้อย และชนิดผลกลมรียาว ขนาดผลใหญ่ รสชาติหวานกรอบอร่อยเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถูกปากถูกคอผู้รับประทาน และผู้ปลูกชาวไทยอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน โดยเนื้อไม่เละ รับประทานอร่อยมาก ใน 1 ผล มีเมล็ด 3-5 เมล็ด มีดอกและติดผลดกตลอดทั้งปี ติดผลเป็นพวง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง ทาบกิ่ง และเสียบยอด การปลูก เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนทราย เป็นไม้ชอบแดด ไม่ชอบน้ำท่วมขัง หลังปลูกรดน้ำพอชุ่มเช้าเย็น เมื่อต้นสูงประมาณ 3 เมตร จะเริ่มติดผลชุดแรกและจะติดผลดกขึ้นเรื่อยๆตามอายุของต้น

คุณจันที สวัสดิ์นที อดีตข้าราชการครูวัย 60 ปี แห่งบ้านหนองหว้า ตำบลนาเมือง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ลาออกจากชีวิตครูมาสู่อาชีพเกษตรกรเต็มตัวเมื่ออายุ 42 ปี หลังจากทดลองทำโรงเรือนเพาะเห็ดมาตั้งแต่ปี 2528 มั่นใจเป็นรายได้หลัก ล่าสุดผันตัวเองเป็นนักวิจัยท้องถิ่น ใช้ประสบการณ์และความรู้จากการเพาะเห็ดพื้นบ้านทั่วไป สู่โรงเรือนเพาะเห็ดฟีลีนัส ฉายาราชาแห่งเห็ด เพราะมีจุดเด่นเป็นเห็ดที่ขนาดใหญ่มาก ดอกเห็ด 1 ดอกที่เป็นสายพันธุ์ มีน้ำหนักถึง 5 กิโลกรัม และคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ ไม่มีวันตาย หรือ “เห็ดเนเวอร์ ดาย” (never die) นั่นเอง เพราะเมื่อนำเห็ดฟีลีนัสที่แห้งไปรดน้ำใหม่ เพียง 2-3 วัน เห็ดฟีลีนัสก็จะกลับฟื้นคืนชีพราวกับมีใครไปชุบชีวิตให้มันใหม่

คุณจันที เล่าว่า มีชาวฮอลันดา นำ “เห็ดฟีลีนัส” มาให้ทดลองเพาะครั้งแรกเมื่อปี 2550 โดยนำพันธุ์เห็ดฟีลีนัสดอกใหญ่มีน้ำหนักราว 5 กิโลกรัม ต่อดอก และเห็ดฟีลีนัสดอกเล็ก น้ำหนักประมาณ 2-3 กิโลกรัม มาเป็นตัวอย่างในการนำไปเพาะเชื้อและทดลองปลูก โดยครั้งแรกเริ่มทดลองปลูกในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี โดยในเวลานั้นยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกเห็ดฟีลีนัสในไทย จึงต้องอาศัยประสบการณ์การเพาะเห็ดมา 22 ปี (ตั้งแต่ปี 2528-2550) มาใช้กับการทดลองเพาะเห็ดฟีลีนัสซึ่งประสบความสำเร็จในปีแรกของการทดลอง

“แม้ผมจะประสบความสำเร็จตั้งแต่ปีแรกที่ทำการทดลอง แต่เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มากพอ น่าเชื่อถือได้ และมีความแน่นอน จึงทดลองเพาะเห็ดฟีลีนัสอีก 1 ปี รวมระยะเวลาทดลองเพาะ 2 ปี โดยพบว่าเห็ดชนิดนี้เพาะเลี้ยงโดยใช้กรรมวิธีเดียวกับเห็ดทั่วๆ ไป ด้วยการเลี้ยงเชื้อบริสุทธิ์ด้วยอาหารวุ้น PDA เลี้ยงเชื้อขยายด้วยเมล็ดธัญพืช และเพาะเพื่อเปิดดอกด้วยขี้เลื่อยยางพารา เมื่อได้ผลผลิตเป็นดอกเห็ดก็มีการนำไปสกัดเพื่อหาปริมาณสารออกฤทธิ์ที่ต้องการ” คุณจันที เล่าให้ฟัง

เมื่อ 9 ปีที่แล้ว คุณจันทีทดลองปลูกเห็ดฟีลีนัส โดยเพาะเนื้อเยื่อในโรงเรือน ด้วยวิธีแยกเนื้อเยื่อของเห็ด จากนั้นเลี้ยงอาหารเห็ดฟีลีนัสด้วยอาหารวุ้นให้เป็นเส้นขยาย ซึ่งในเวลานั้นเชื้อของเห็ดก็จะมีการขยายในเมล็ดข้าวฟ่าง เมื่อเส้นใยเต็มก็นำมาลงในถุงเพาะจำนวน 10,000 ถุง และจัดทำที่อยู่ให้เห็ดฟีลีนัสภายใต้โรงเรือนขนาดกว้าง 6 เมตร ยาว 9 เมตร

“การเพาะเห็ดฟีลีนัสจะมีความยากกว่าเห็ดชนิดอื่นตรงที่ หลังเพาะเนื้อเยื่อได้แล้วและมีการนำมาลงถุงเพาะ จนขึ้นเป็นดอกเห็ด ระยะเวลาการเติบโตของเห็ดฟีลีนัส จะอยู่ที่ประมาณ 1 มิลลิเมตร ต่อวัน ขณะที่เห็ดทั่วไปจะมีการเติบโต 3-5 มิลลิเมตร ต่อวัน” คุณจันที เล่าให้ฟังถึงข้อแตกต่างของเห็ดฟีลีนัสกับเห็ดทั่วๆ ไป

ที่สำคัญยังพบว่า เห็ดฟีลีนัสมักชอบขึ้นในแหล่งที่มีต้นไม้ เยื่อไม้ กากไม้ ไม่ใช่เห็ดที่ขึ้นบนดินเหมือนเห็ดเปราะ เห็ดโคน และเห็ดพื้นบ้านทั่วไป รวมทั้งคุณสมบัติของเห็ดฟีลีนัส ยังขึ้นได้ดีในประเทศที่มีภูมิอากาศร้อนอย่างโซนประเทศไทย กัมพูชา และลาว

“ที่ประเทศกัมพูชาพบว่า เห็ดฟีลีนัสขึ้นได้ดีมาก แต่ปัจจุบันป่าไม้ที่กัมพูชาถูกทำลายไปจำนวนมาก และไม่มีใครศึกษาการเพาะเห็ดฟีลีนัสเพื่อการวิจัยและพัฒนาเป็นยาอย่างจริงจัง ทำให้ชาวฮอลันดาคนดังกล่าว ต้องมาอาศัยชาวไทยในการเริ่มต้นวิจัยเพาะเห็ดฟีลีนัส โดยอาศัยจากประสบการณ์ที่ทำเห็ดมานานเป็นอันดับแรก สังเกตว่าเห็ดฟีลีนัสชอบอาหารที่มาจากไม้ ขึ้นได้ตามต้นไม้ จึงจัดการทำโรงเรือนคัดเชื้อเห็ดฟีลีนัสตามกระบวนการเหมือนกับเพาะเห็ดทั่วไป และใส่อาหารที่เห็ดฟีลีนัสชอบ ซึ่งเวลานั้นไม่ได้เดินไปขอคำปรึกษาหรือขอข้อมูลจากหน่วยงานด้านการเกษตร แต่ใช้ความรู้จากประสบการณ์โดยตรง ซึ่งยอมรับว่ายาก เพราะไม่รู้เลยว่าเห็ดฟีลีนัสจะโตอย่างไร จะเหมือนกับเห็ดทั่วไปหรือไม่ และใช้เวลานานเท่าไรในการเพาะแต่ละครั้ง” คุณจันที เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเองถึงที่มาที่ไปในการนำเห็ดฟีลีนัสมาทดลองเพาะ

ในต่างประเทศ อย่างเกาหลี มีการวิจัยพบว่า สารในเห็ดชนิดนี้ สามารถยับยั้งการแพร่ของเซลล์โรคบางอย่างได้ แต่ในไทยยังไม่มีการวิจัย เพาะตามกระแสอาจถึงเจ๊ง ต้องเพาะเพื่อการวิจัยต่อยอดระดับประเทศ

เห็ดฟีลีนัสมีจุดเด่นและมีข้อดีหลายอย่างที่ทำให้ได้รับฉายาว่าเป็นราชาแห่งเห็ด แต่เห็ดฟีลีนัสก็ไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างหวือหวา เนื่องจากจุดอ่อนของเห็ดฟีลีนัส กว่าจะเก็บผลผลิตจำหน่ายได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี อย่างโรงเพาะเห็ดฟีลีนัสของคุณจันทีจะได้เวลาเก็บเห็ดฟีลีนัสในช่วงเดือนมกราคม ปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งผลผลิตดังกล่าวเป็นรอบที่คุณจันทีเพาะตั้งแต่ปี 2557 โดยประคบประหงมเห็ดฟีลีนัสไปเรื่อยๆ ดูแลกันเหมือนลูกเลยก็ว่าได้ ซึ่งถามว่าเงินทุนใช้ไปเท่าไร คุณจันทีถึงกับบอกว่า ใส่เงินไปทุกวัน แต่เนื่องจากมีพื้นฐานเพาะเห็ดทั่วไป อย่างเห็ดนางฟ้า และเห็ดขอนขาว มา 22 ปี ตั้งแต่ปี 2528 ถึงปี 2550 ทำให้สามารถนำประสบการณ์มาปรับใช้กับการเพาะเห็ดฟีลีนัสได้ และไม่ล้มเหลวกับจุดเริ่มต้นเมื่อ 9 ปีที่แล้ว

“ผมแนะนำว่าถ้าจะปลูกเห็ดฟีลีนัสเพื่อหวังทำกำไรเป็นกอบเป็นกำ ไม่ควรทำ เพราะว่าจะให้ผลผลิตอย่างน้อยก็ต้อง 3 ปีขึ้นไป ถึงจะเก็บไปขายได้ โดยได้ปริมาณเพียง 200-300 กิโลกรัม ต่อจำนวนถุงเพาะ 10,000 ถุง ถ้าเทียบกับเพาะเห็ดทั่วไปจะได้ผลผลิตที่มากกว่าและเร็วกว่ากันมาก” คุณจันที เล่าอย่างเปิดใจ

คุณจันที ยังบอกด้วยว่า ถ้าจะให้เกิดมูลค่าต่อภาคเกษตรกรรมและรายได้เข้าประเทศ ทางภาครัฐควรให้การใส่ใจนำเห็ดฟีลีนัสไปวิจัยอย่างจริงจัง และแปรรูปออกมาทั้งการสกัดเป็นยา หรืออาหารเสริม ก็แล้วแต่ผลการวิจัย เพราะทุกวันนี้มีแต่ผลงานวิจัยในต่างประเทศที่รับรอง ขณะที่ในไทยขาดแคลนการสนับสนุนด้านนี้ ทั้งๆ ที่เห็ดฟีลีนัสขึ้นได้ดีในเมืองร้อนอย่างประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายกับโอกาสในการพัฒนาต่อยอดด้านงานวิจัยของไทย

“ผมอยากแนะให้ทางภาครัฐเพาะเห็ดฟีลีนัสเพื่อการวิจัย เพราะเรื่องเห็ดเป็นงานใหญ่ ทำเฉพาะพ่อค้าไม่ได้ จะต้องประกอบไปทุกภาคส่วน ได้แก่ ทีมแพทย์และนักวิจัย, คนเพาะหรือเกษตรกร, ผู้บริโภค และที่สำคัญคือเรื่องเงินทุน ทั้งหมดนี้จะต้องประกอบกัน เราก็จะได้รู้อะไรมากขึ้นเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของเห็ดฟีลีนัส และนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศไทยได้” คุณจันที เล่าถึงแนวคิดที่สั่งสมมาจากประสบการณ์

วันนี้โรงเพาะเห็ดของคุณจันทีอยู่ที่ถิ่น คือกำเนิดที่จังหวัดร้อยเอ็ด โดยสร้างฟาร์มเห็ดหลากหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือ เห็ดฟีลีนัสจำนวน 20,000 ก้อน ซึ่งคุณจันทีทิ้งท้ายว่า หากบุคคล องค์กร และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนสนใจร่วมศึกษาสรรพคุณทางยาของเห็ดฟีลีนัสไปพร้อมๆ กับคุณจันที ติดต่อได้ที่ คุณจันที สวัสดิ์นที บ้านเลขที่ 87 บ้านหนองหว้า ตำบลนาเมือง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด รหัสไปรษณีย์ 45120 หรือโทรศัพท์ (084) 419-4089

หนอนชอนใบ เป็นตัวอ่อนของผีเสื้อกลางคืนชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็กมาก เมื่อกางปีกออก วัดได้ 6.0-8.0 มิลลิเมตร ลำตัวสีหม่น ปีกขาวนวลมันวาว ปลายปีกทั้ง 2 มีจุดดำหลายจุด และมีแถบสีน้ำตาลเข้ม เพศเมีย จะวางไข่คราวละ 1 ฟอง หลังจากผสมพันธุ์แล้ว 24 ชั่วโมง วางไว้ที่เส้นใต้ใบใกล้กับเส้นกลางใบมะนาวที่พึ่งผลิออกมา ไข่มีรูปร่างกลม สีเหลืองใส ขนาดเล็กมาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 0.3 มิลลิเมตร แล้วฟักออกเป็นตัวภายใน 3 วัน หลังจากฟักออกเป็นตัวหนอนมันจะเจาะเข้าไปในใบมะนาว ชอนไชดูดกินน้ำเลี้ยง เป็นทางคล้ายทางรถยนต์ ระยะตัวหนอน 7-10 วัน แล้วจึงเข้าดักแด้พร้อมกับรวบขอบใบให้อำพรางตัวไว้ โดยอยู่ในระยะดักแด้เป็นเวลา 5-10 วัน จากนั้นจะกัดปลอกหุ้มตัวออกเป็นผีเสื้อตัวเต็มวัย การระบาดของหนอนชอนใบมะนาวที่รุนแรง อยู่ในระยะที่ผลิใบอ่อนตรงกับเดือนพฤษภาคมไปจนถึงเดือนกันยายน ส่วนในช่วงฤดูหนาวการระบาดจะลดความรุนแรงลง การเข้าทำลายของหนอนชอนใบทำให้ใบเสียหาย ประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสงของต้นมะนาวลดลง อีกทั้งยังเปิดทางให้โรคแคงเกอร์เข้ามาร่วมสมทบง่ายขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตลดลง

อย่างไรก็ตาม เว็บ SBOBET การป้องกันและกำจัดหนอนชอนใบมะนาว ควรทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากในธรรมชาติยังมีตัวห้ำ หรือตัวที่กินหนอนชอนใบเป็นอาหารอยู่หลายชนิด แมลงช้างปีกใส เป็นผู้ช่วยชาวสวนมะนาวอีกชนิดหนึ่ง แมลงช้างมีรูปร่างคล้ายแมลงปอแต่ตัวเล็กกว่า มีปีกใส ลำตัวสีเขียวบอบบาง แมลงชนิดนี้วางไข่คราวละหลายฟอง มีรูปร่างคล้ายลูกรักบี้ที่มีขนาดเล็กมาก สีเหลืองอมน้ำตาล มีก้านยาวสีขาวระโยงระยางให้เห็น โปรดอย่าทำลายแมลงชนิดนี้ เพราะมีประโยชน์

กรณีปลูกมะนาวไว้ในบริเวณบ้าน แนะนำให้ฉีดพ่นน้ำยาฉุนผสมเหล้าขาว 40 ดีกรี ทำง่ายและปลอดภัย โดยแช่ยาเส้นหรือยาฉุนที่มีขายตามร้านค้าของชำทั่วไปในน้ำสะอาด 1 ลิตร แช่ไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง แล้วคั้นกรองเอาเฉพาะน้ำสีชา ใส่ลงในที่ฉีดน้ำหรือฟ็อกกี้ เติมเหล้าขาว 1 ช้อนโต๊ะ เขย่าให้เข้ากัน

ฉีดให้ทั่วโดยเฉพาะใบอ่อนที่ผลิออกมาตั้งแต่วันแรก เว้น 2 วัน จึงฉีดใหม่ ฉีด 3 ครั้ง เมื่อใบมีอายุครบ 9-10 วัน ก็จะปลอดภัย น้ำยาฉุนผสมเหล้าขาว 1 ลิตร ฉีดได้ 5-7 ต้น น้ำยาสูตรนี้ใช้ควบคุมแมลงได้เกือบทุกชนิด