ทำกับข้าวอร่อยพริกตุ้ม มีสรรพคุณเหมือนพริกขี้หนูทั่วๆ ไป

ช่วยในเรื่องของการขับลม เป็นสมุนไพร ช่วยในเรื่องไขข้อ กระดูก วันนี้ได้ไปรับประทานผัดฉ่าทะเลใส่พริกตุ้ม เป็นหนึ่งเมนูที่น่าสนใจของจังหวัดระยอง ที่ใช้ผักพื้นบ้านทั่วๆ ไป นำมาปรุงอาหาร ได้แก่ กระเทียม มะเขือพวง มะเขือเปราะ ใบมะกรูด ใบโหระพา กระชาย พริกขี้หนู และที่ขาดไม่ได้เลยคือ พริกตุ้ม รสชาติของพริกตุ้มสัมผัสแรกที่เข้าปาก จะคล้ายๆ มะเขือพวง กัดลงไปมีลักษณะกรอบแน่น รสเผ็ดปลายลิ้น มีกลิ่นพริกอ่อนๆ มีเนื้อกุ้งผสมรับประทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ จะมีรสชาติที่เข้ากันมาก

สำหรับใครอยากจะลองรับประทานพริกตุ้ม หารับประทานได้ตามร้านอาหารป่า ร้านอาหารทะเล ในจังหวัดระยอง แต่ถ้าใครอยากได้ไปปรุงอาหาร จะต้องทำใจไว้บ้าง เพราะตามตลาดมีขายบางร้าน และในแต่ละร้านก็มีจำนวนไม่มากนัก

ปุ๋ยอินทรีย์ ทำเองได้ ง่ายนิดเดียว

การดูแลต้นไม้ ปุ๋ยเป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง ถ้าเราได้ปุ๋ยดีในการปลูกต้นไม้ ผลตอบรับที่ได้ก็จะดีด้วย ปุ๋ยอินทรีย์มีประโยชน์ต่อพืชในการปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะสมต่อการเจริญของพืช มีประโยชน์ต่อดิน ช่วยในการเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับดิน เป็นแหล่งแร่ธาตุ มีประโยชน์ต่อสัตว์ อย่างไส้เดือนที่ชอบกินอาหารที่มีโปรตีนสูง

สวนของคุณปรานี ไม่เพียงแต่ปลูกต้นไม้อย่างเดียว ยังทำปุ๋ยอินทรีย์ขึ้นมาใช้เอง และเผยแพร่ให้ผู้อื่นนำไปต่อยอดได้อีกด้วย วัตถุดิบที่คุณปรานีใช้ทำปุ๋ยคือ ขี้ไก่ กับเปลือกมันสำปะหลัง แบ่งสัดส่วนเป็น เปลือกมันสำปะหลัง 3 ส่วน ขี้ไก่ 1 ส่วน ถ้าไม่มีเปลือกมันสำปะหลัง ก็จะใช้เศษพืชผัก หรือขุยมะพร้าวสับ รวมกันให้ได้ 3 ส่วน ใช้สารเร่ง (พด.) หมักรวมกัน ต่อปี ทำได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 300 ตัน

คุณปรานี เล่าว่า ทำขึ้นมาไม่ได้ต้องการค้าเพื่อเอากำไร แต่อยากให้ชาวบ้านได้รู้จักวิธีการทำ แล้วนำไปใช้และเผยแพร่ ต้องการให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการทำการเกษตร ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 2 บาท เท่านั้น

ฝากถึงสำหรับผู้ที่สนใจในเรื่องของการปลูกพริกตุ้ม ในการอนุรักษ์พันธุ์พืชพริกชนิดนี้ไว้ให้กับชุมชน ตำบลทับมา อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ไว้ให้ลูกหลานรุ่นต่อไป พริกนี้มีประโยชน์ มีสีสันโดดเด่น ไม่เพียงแต่ต้องการอนุรักษ์ไว้ แต่คุณปรานียังต้องการเผยแพร่เกษตรอินทรีย์ให้เป็นที่รู้จักของสังคมและชุมชน โดยเฉพาะเดินตามรอยเท้าพ่อ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

“เราเดินตามแล้ว เราไม่มีอะไรเสีย มีแต่ได้กับได้” คุณปราณี ยืนยัน

สำหรับผู้ที่สนใจ อยากชมสวนของ คุณปรานี จิตติรบำรุง ติดต่อได้ที่โทร. (081) 452-9179 หรือสะดวกเดินทางไปที่บ้าน คุณปรานียินดีต้อนรับและให้คำปรึกษา คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย ของน้องๆ ลาออกจากราชการ หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ผักเชียงดา

พี่ต้อยจบการศึกษาทางด้านการเกษตรจากเกษตรน่าน รุ่นที่ 36 ก็เข้ารับราชการจนเมื่อ ปี 2556 ก็ตัดสินใจอำลาชีวิตราชการ มาทำการเกษตรร่วมกับครอบครัวทั้งสามีและลูกชาย โดยพี่ต้อยช่วยงานทุกคนมาตลอด จนกระทั่งเริ่มผลิตผักเชียงดาอย่างจริงจัง

พี่ต้อย ชอบกินแกงผักเชียงดามาตั้งแต่เล็กๆ ถูกปลูกฝังให้กินผักพื้นบ้านทุกชนิด ที่บ้านเกิดบ้านป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คุณพ่อ คุณแม่ ได้ปลูกไว้ 4-5 ต้น ตอนเด็กๆ คุณแม่ใช้ให้ไปเก็บผักเชียงดามาประกอบอาหารอยู่เป็นประจำ เช่น แกงใส่ปลาแห้ง ใส่แกงแค เอามาผัดไข่ ลวกกินกับน้ำพริก และตำมะม่วง ทุกคนในครอบครัวจะชื่นชอบมากๆ ผักเชียงดายิ่งเด็ดยอดก็จะยิ่งแตกยอดอย่างรวดเร็ว ญาติๆ และเพื่อนบ้านต่างก็มาเด็ดยอดไปประกอบอาหาร ที่บ้านจะไม่หวงเผื่อแผ่กันไป เพราะบางบ้านเขาก็ไม่มีที่ดินกว้างพอจะปลูกผักกินได้

ที่บ้านสวนไร่แสนสุข มีต้นผักเชียงดาอยู่ต้นเดียวเพียงพอที่จะเด็ดยอดมาแกงสำหรับคนในครอบครัว 4 คน ต่อมาได้ตัดเถามาชำไว้ในโรงเรือนเพาะชำ 50 กิ่ง วันหนึ่งแม่ค้าขาประจำที่มาซื้อมะนาวในสวน แนะนำให้ปลูกผักเชียงดาเยอะๆ เพื่อรับซื้อไปขายต่อ เพราะผักเชียงดา เป็นผักพื้นบ้านที่หายาก บางที่ชาวบ้านเก็บมาขายแค่กำสองกำ คนซื้อจะซื้อไปแกงไม่พอ เพราะมีน้อย ตลาดในตัวเมืองพะเยา รับซื้อผักเชียงดาจากชาวบ้านในราคากิโลกรัมละ 70 บาท แล้วนำมาแบ่งเป็นกำๆ ละ 10 บาท ขาย 1ก.ก.มีรายได้ 100 บาท

พี่ต้อยตั้งใจพัฒนา ไร่แสนสุข เป็นแหล่งปลูกผักพื้นบ้านหลายๆ ชนิดที่กินแล้วมีประโยชน์ปลอดภัย อยากใช้ชีวิตหลังเกษียณ กินอยู่ง่ายๆ โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน เช่น ผักเชียงดา ที่กินได้ไม่เบื่อและประกอบอาหารได้หลายๆ อย่าง

พี่ต้อยปลูกผักเชียงดาตามแนวถนนเข้าบ้าน ปลูกเป็น 2 แถว แถวละ 35 ต้น รวมเป็น 70 ต้น 40 ต้น ปักชำเอง จากกิ่งต้นเชียงดาที่มีอยู่หลังบ้านอีก 30 ต้น ได้รับการสนับสนุนจากรุ่นพี่เกษตรน่าน ผอ.สุภาวรรณ กิตติพัฒนวิทย์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรเชียงใหม่ หรือพืชสวนเชียงใหม่ในขณะนั้น พี่ต้อยเก็บผักเชียงดาขายส่งให้แม่ค้าที่มารับซื้อถึงสวน แต่ละวันมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 350-400 บาท

ผักเชียงดา เป็นผักท้องถิ่นของทางภาคเหนือ เป็นพืชผักสวนครัวที่นิยมนำดอกและยอดอ่อนมาทำเป็นอาหาร ผักเชียงดาที่ขึ้นในป่ามีรสชาติขมกว่าชนิดที่ปลูกตามบ้าน ใบมีลักษณะใหญ่กว่าด้วย แต่สีใบจะเข้มน้อยกว่า

ส่วนผักเชียงดาที่ปลูกในบ้านมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ลำต้นสีเขียว ส่วนต่างๆ ที่อยู่เหนือดินมีน้ำยางใสสีขาวคล้ายน้ำนม ใบเป็นใบเดี่ยวสลับ ดอกออกเป็นช่อที่ง่ามใบ ดอกสีเหลืองหรือสีเหลืองอมส้มหรือสีเขียว ผลออกเป็นฝักรูปร่างคล้ายหอก

ผักเชียงดา มีสรรพคุณแก้ไข้ แก้แพ้ แก้หวัด โดยนำใบสดของผักเชียงดามาตำจนละเอียดแล้วใช้พอกบริเวณกระหม่อม ใช้รักษาอาการท้องผูก แก้โรคริดสีดวงทวาร ทำให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น โดยชาวบ้านจะนำผักเชียงดามาแกงกับผักตำลึงและยอดชะอม มีฤทธิ์ช่วยควบคุมการทำงานภายในร่างกาย ให้เป็นไปอย่างปกติ โดยเฉพาะการกินผักเชียงดาในช่วงหน้าร้อนจะช่วยระบายความร้อนในร่างกายได้ดี ช่วยกำจัดสารพิษต่างๆ ที่ตกค้างอยู่ในร่างกาย รวมถึงไขมันส่วนเกินที่สะสมอยู่ในลำไส้ โดยจะควบคุมปริมาณของไขมันในร่างกายให้มีความสมดุล

และช่วยฟื้นฟูและบำรุงตับอ่อนให้แข็งแรง ทำให้ตับอ่อนทำงานได้อย่างปกติ ช่วยลดน้ำหนัก เนื่องจากผักเชียงดามีฤทธิ์ในการเผาพลาญน้ำตาลได้มากกว่าการสร้างไขมัน จึงไม่มีไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายนั่นเอง ยังบรรเทาอาการปวดข้อหรือปวดกระดูกจากโรคเกาต์ และยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยจากการทำงานหนัก ช่วยบรรเทาอาการป่วยจากโรคภูมิแพ้และโรคหอบหืด

ปัจจุบันวงการแพทย์ได้นำผักเชียงดามาผลิตเป็นยาแคปซูล ใช้บรรเทาอาการเจ็บป่วยเช่น แก้ปวดหัว ทำให้เจริญอาหาร ลดไข้ ขับเสมหะ ช่วยระงับประสาท ฯลฯ ผักเชียงดาเป็นพืชผักที่ปลูกง่าย ขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว ยังขยายพันธุ์ได้โดยวิธีปักชำกิ่งหรือการเพาะเมล็ด เติบโตได้ดีในดินร่วนที่ระบายน้ำได้ดี มักนิยมปลูกอยู่ตามริมรั้วหรือปล่อยให้ขึ้นเลื้อยไม้อื่นก็ได้

กระผม คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ ผู้เขียน เดินทางผ่านจากบ้านค่ายลูกเสือ ถึงบ้านหนองแวง หมู่ที่ 5 ตำบลภูปอ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ ก่อนถึงเทศบาลตำบลภูปอ เห็นป้ายขนาดใหญ่เชิญชวนท่องเที่ยว ริมอ่างเก็บน้ำฝายน้ำล้นห้วยแก่งน้อย

คุณวิจิตรา สารปรัง ให้การต้อนรับด้วยไมตรีจิตร คุณนิยม สารปรัง อดีตข้าราชการครู ลาออกเมื่ออายุ 55 ปี ปัจจุบันอายุ 58 ปี กำลังทำความสะอาดโรงเรือนสุกรขุน อยู่ 2 คน อย่างมีความสุข ลูกสาว และลูกชาย จบการศึกษาไปทำงานมีฐานะที่มั่นคงแล้ว กลับมาเยี่ยมพ่อแม่บ้างเมื่อถึงวันหยุด “การเริ่มต้นที่ดีเท่ากับสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง” พื้นที่บริเวณนี้ 7 ไร่เศษ ตอนใต้ฝายน้ำล้น เริ่มต้นทำไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ ได้รับการประสานงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ให้เป็นศูนย์เรียนรู้อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เลี้ยงโคขุน 10 ตัว ไปได้ดีและพอมีกำไรสวยงามมาก เพราะเป็นการออมเงินที่ดี วัวมีอาหารคือหญ้า หากเอาเงินหมื่นไปฝากธนาคาร ดอกเบี้ยไม่กี่บาท ซื้อวัวแม่พันธุ์ 1 ตัว ผ่านไป 1 ปีคลอดลูกได้ 5-6 พันบาท หรือขุนแบบซื้อมาขายไป ได้กำไรดีมาก

คุณนิยม เล่าให้ฟังว่า ตนเองเป็นคนบ้านนาจารย์ หมู่ที่ 2 ตำบลนาจารย์ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ โทร. (088) 571-2681 หลังลาออกจาก “ครู” มาปักหลักทำไร่นาสวนผสมตามแนวพระราชดำริฯ เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน อยู่อย่างพอเพียง พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน นำหลักวิชาการ เปลี่ยนจาก “โคขุน” หันมาเลี้ยงสุกรขุน 30-50 ตัว เพราะกำลังลดลง ไม่ต้องออกแดดหาหญ้าอาหาร และนำโคไปเลี้ยง ไก่พื้นเมือง ไก่เนื้อ 100-200 ตัว การเลี้ยงจิ้งหรีด เลี้ยงหนูพุกใหญ่ สิ่งที่ทำเงินให้มากๆ คือ การเลี้ยงกบขายลูกอ๊อด 150 บาท ต่อกิโลกรัม ขายลูกกบตัวละ 1 บาท ที่ลุ่มจะปลูกหญ้าอาหารสัตว์ ทำนาข้าว แบบเกษตรผสมผสาน

คุณนิยม บอกว่า ที่นี่เป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน ทั้งด้าน ดิน ข้าว พืช สัตว์ ประมง แปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การตลาด ครบวงจร สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ กศน.เมืองกาฬสินธุ์ ให้การสนับสนุน ตนเองมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นศูนย์กลางการทำงานของเกษตรกร “ครูติดแผ่นดิน” พร้อมน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สามารถก้าวข้ามความยากจนได้อย่างแน่นอน มีกิน มีแจก มีแลก มีขาย อยู่อย่างพอเพียงเกื้อกูลกันของคนในชุมชน

ทางด้าน คุณวิบูลย์ ไชยวรรณ เกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ น้อมนำศาสตร์พระราชา เพื่อเกษตรกร ภายใต้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร มีเกษตรกรต้นแบบ พื้นที่การผลิต ผลผลิตทางการเกษตร หรือสินค้าทางการเกษตร จากผลิตเกษตรอินทรีย์ เรื่องราวดีๆ จากจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยทุกอำเภอต้องมีเกษตรกรต้นแบบครับ

อาชีพเกษตรกรรม ถือเป็นอาชีพที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน แต่กลับเป็นที่น่าแปลกใจว่าภาคการเกษตรของประเทศไทยยังก้าวไม่ทันเพื่อนบ้าน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการติดนิสัยทำเกษตรแบบเดิมๆ ปลูกพืชเชิงเดี่ยวเป็นส่วนมาก เมื่อสินค้าล้นตลาดราคาตก ก็ส่งผลกระทบกันไปหมด ดังนั้น เกษตรกรอาจจะต้องปรับแก้พฤติกรรมแบบเดิมๆ แล้วหันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน วางแผนการปลูกพืชให้ตรงต่อความต้องการของตลาด ผลิตคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน เพื่อการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน

คุณอิศรากรณ์ พลธรรม อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 3 บ้านเหมืองแพร่ ตำบลนาแห้ว อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดเลย เริ่มทำเกษตรด้วยหลักคิดหัวสมัยใหม่ เล่าว่า ตนเรียนจบเทคนิคช่างไฟฟ้า หลังเรียนจบทำงานบริษัทอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 2 ปี แล้วออกจากงาน เพราะจุดมุ่งหมายของตนจริงๆ คือ การทำเกษตร การเข้าไปเรียนและทำงานที่กรุงเทพฯ คือเพื่อทำงานหาเงินทุนสักก้อนกลับมาพัฒนาไร่นาที่บ้าน ซึ่งเมื่อก่อนที่บ้านทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำนา มีรายได้ไม่แน่นอน จึงอยากที่จะปรับเปลี่ยนทำเกษตรแบบยั่งยืน เพื่อพ่อแม่และลูกหลานในอนาคต

ปลูกมันเทศญี่ปุ่น-กะหล่ำปลี
ส่งสหกรณ์แก้วเกษตร ปลูก 1 ไร่ สร้างรายได้ดี
คุณอิศรากรณ์ บอกว่า ถ้าอยากทำเกษตรให้ก้าวหน้าและยั่งยืน จะต้องทิ้งตำราแบบเดิมๆ

“เราจะไม่ปลูกก่อนแล้วหาตลาดทีหลังอย่างแน่นอน เราต้องศึกษาหาตลาดก่อนปลูก และเลือกปลูกพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ ผมลาออกจากงานมาเริ่มทำเกษตรตอนปี’52 ก่อนที่จะเปลี่ยนไร่เลื่อนลอยของพ่อแม่มาปลูกมันเทศญี่ปุ่นและกะหล่ำปลี ผมได้ศึกษาเรื่องการตลาดก่อน โชคดีที่ผมเป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ มีเครือข่ายที่กว้างขวาง ก็ได้เพื่อนที่เป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ด้วยกันช่วยหาตลาด เขาทำงานอยู่ที่สหกรณ์แก้วเกษตรกำแพงแสน และเห็นพื้นที่จังหวัดเลยมีอากาศเย็นใกล้เคียงกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน เขาจึงแนะนำให้ผมปลูกมันเทศญี่ปุ่นส่งที่สหกรณ์ที่เขาทำงานอยู่ โดยตอนแรกเขาให้ทดลองปลูกมันเทศญี่ปุ่นแล้วส่งตัวอย่างให้เขาดู ว่าสินค้าที่ส่งไปได้มาตรฐานตรงกับที่เขาต้องการไหม ถ้าตรงและทำปริมาณได้ตามที่เขาต้องการ เขาจะรับซื้อ แล้วให้เราเป็นคนเสนอราคาเดิมตลอดทั้งปี เมื่อมันเทศที่ทดลองปลูกส่งไปผ่านมาตรฐานจึงเริ่มลงมือปลูก

เริ่มต้นจากการเปลี่ยนไร่เลื่อนลอยของพ่อแม่มาปลูกมันเทศญี่ปุ่นสีส้ม ปลูกตอนแรกมีอุปสรรค คือปลูกไปได้สักระยะผลผลิตเริ่มได้น้อยลง เพราะดินเสื่อมสภาพ จึงแก้ไขด้วยการหาพืชชนิดอื่นมาปลูกสลับ เพื่อปรับปรุงดินให้สมดุล ก็เริ่มจากสิ่งใกล้ตัว คือการมานั่งดูออเดอร์ที่ทางสหกรณ์ต้องการ แต่ผลผลิตยังขาด จะมีกะหล่ำปลี ข้าวโพดหวาน เราก็มองว่าพืชตัวไหนเหมาะสมกับพื้นที่ ก็คือ กะหล่ำปลี กะหล่ำปลีเป็นผักที่ชาวบ้านแถวนี้เขาปลูกกันอยู่แล้ว เพราะมีอากาศที่เอื้ออำนวย” เจ้าตัวบอก

วิธีการปลูกมันเทศญี่ปุ่น
มีพื้นที่ไว้สำหรับปลูกสลับหมุนเวียนอยู่ 6 ไร่ แบ่งปลูกเดือนละ 1 ไร่ การเตรียมแปลง ไถดินตากแดดไว้ 7 วัน แล้วไถพรวนใช้โรตารี่ปั่นดินให้ละเอียดสัก 5 รอบ ขั้นตอนการเตรียมดินถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญ หากเตรียมดินดีตั้งแต่ครั้งแรก เมื่อถึงคราวต้องใส่ปุ๋ยจะทำได้ง่ายมาก

เมื่อเตรียมดินเสร็จ ยกร่องรองพื้นด้วยปุ๋ยขี้ไก่ แล้วยกร่องกลบปลูกบนสันร่อง ระยะห่างระหว่างต้น 30 เซนติเมตร หรือ 1 ฟุต 1 ไร่ ปลูกได้ 5,000-7,000 ต้น ลงทุนแค่ครั้งเดียว แล้วเก็บเหง้าทำพันธุ์ต่อได้

ระบบน้ำ วางสปริงเกลอร์ ระยะ 4×4 เมตร ให้น้ำทุกวันช่วงสัปดาห์แรก สัปดาห์ต่อไปรดทุก 3 วัน ตั้งเวลารดไว้ 20 นาที

ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยขี้ไก่รอบเดียวจบ ถ้าตอนเตรียมดินเราเตรียมดี

โรคแมลง มีบ้างเล็กน้อย แต่จะไม่ใช้สารเคมี จะใช้เพียงสารควบคุมไส้เดือนฝอย เพื่อกำจัดหนอนแมลง ถึงระยะเดือนถึงเดือนครึ่ง จะจ้างชาวบ้านมาถอนหญ้าทำความสะอาดแปลง 1 ครั้ง

ระยะการปลูก ถึงเก็บเกี่ยว 90 วัน ถ้าปลูกแบบอินทรีย์ 1 ไร่ จะได้ผลผลิต 500-1,000 กิโลกรัม ต้องบริหารจัดการพื้นที่ทำให้มีผลผลิตส่งสหกรณ์ให้ได้เดือนละ 2 ครั้ง กำหนดส่ง 2 สัปดาห์ ส่ง 1 ครั้ง ครั้งละ 500 กิโลกรัม 1 เดือน ต้องทำผลผลิตส่งให้ได้ตามโควต้า คือ 1 ตัน ขนาดของหัวประมาณ 2-3 ขีด ต่อ 1 หัว ไซซ์นี้เป็นไซซ์ที่ตลาดต้องการ ถ้าใหญ่กว่านี้จะขายยาก แต่ถ้าไซซ์เล็กกว่านี้ก็ไม่สวย คือต้องทำให้ได้ไซซ์มาตรฐานตามที่ทางสหกรณ์กำหนดมา

ราคารับซื้อ กิโลกรัมละ 60 บาท ตลอดปี ต้นทุนการปลูกคิดเป็นครึ่งต่อครึ่งของรายได้ 1 เดือน ขายมันเทศได้เงิน 60,000 บาท หักต้นทุนไปครึ่งหนึ่ง เหลือกำไรเดือนละ 30,000 บาท

สำหรับภาพรวมการบริโภคมันเทศญี่ปุ่นในประเทศไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ก็อย่าเพิ่งไปเห่อปลูกตามกระแสอย่าไปเชื่อคำชักชวน ให้เริ่มจากกำลังของตัวเอง เริ่มจากเล็กไปหาใหญ่ ค่อยๆ ขยายตลาดไปเรื่อยๆ ช่วงแรกอาจจะทำแล้วยังไม่ได้คุณภาพ ก็ให้ทำขายง่ายๆ หน้าสวนราคากิโลกรัมละ 20 บาท แล้วค่อยพัฒนา พอทำได้ตามคุณภาพอยู่ตัวจึงค่อยขยายแปลงปลูก เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องแชร์ลูกโซ่ให้ปลูกมันเทศออกมามากมายหลายท่านยังกังวล ก็ให้แก้ด้วยการทำจากน้อยไปมาก แล้วทำเองขายเองถึงจะดีที่สุด

ปลูกกะหล่ำปลีสลับมันเทศญี่ปุ่น
ช่วยปรับปรุงบำรุงดิน
เจ้าของบอกว่า การปลูกกะหล่ำปลีที่จังหวัดเลยถือเป็นเรื่องไม่ยากนัก วิถีชีวิตคนแถวนี้จะปลูกกะหล่ำปลีกันเป็นส่วนใหญ่ ด้วยบรรยากาศที่คล้ายกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนจึงปลูกได้ไม่ยาก

การเตรียมดิน เมื่อเก็บมันเทศญี่ปุ่นเสร็จ ไถดะแล้วตากดินทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ แล้วไถพรวนใช้โรตารี่ปั่นดิน สัก 3 รอบ การเตรียมดินปลูกกะหล่ำจะง่ายกว่าการปลูกมัน เพราะไม่ต้องปั่นให้ดินละเอียดมาก

ระยะห่างระหว่างต้น 40 เซนติเมตร ใช้เครื่องหยอดเมล็ดข้าวโพดเป็นตัวลงกล้า จ้างที่อื่นเพาะกล้า 25-30 วัน ราคาถาดละ 35 บาท มี 104 หลุม 1 ไร่ ปลูกได้ 5,000 ต้น

การดูแล ปลูกลงต้นกล้าเสร็จ Login SBOBET ให้นำปุ๋ยขี้ไก่โรยระหว่างแถวระหว่างต้นเข้าร่องกลาง แล้ววางระบบน้ำ 4×4 เมตร เปิดรดน้ำช่วงเย็นนาน 20 นาที รดทุกวัน จนถึงเก็บเกี่ยว

ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต 75 วัน เราต้องบริหารจัดการผลผลิตให้ได้เดือนละ 2.5 ตัน 2 สัปดาห์ ส่ง 1 ครั้ง ส่งครั้งละประมาณ 1.2 ตัน ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 17 บาท 1 หัว ให้น้ำหนักครึ่งกิโลถึงสองกิโลกว่า ถ้าเป็นช่วงหน้าหนาวหัวอาจมีน้ำหนักมากถึง 5 กิโลกรัม

แมลงศัตรูพืช หลายท่านอาจเคยได้ยินมาว่ากะหล่ำปลีมีสารเคมีเยอะมาก แต่จริงๆ แล้ว การปลูกกะหล่ำปลีไม่ต้องใช้สารเคมีก็ปลูกได้ แต่ช่วงหน้าแล้งจะลำบากหน่อย ตรงที่ว่าแมลงศัตรูพืชจะเยอะ แต่เราก็จะใช้สารควบคุมไส้เดือนฝอยตัวเดียวกับที่ใช้ในแปลงมันเทศมากำจัด ใช้ร่วมกับน้ำหมักด้วย เราวางระบบน้ำไว้ 4×4 เมตร เพื่อผสมน้ำหมักลงไปในน้ำ แต่นานครั้งจะใส่ ส่วนใหญ่จะดูที่ความเสียหายของแปลงว่ามีแมลงรบกวนไหม ถ้ามีค่อยใส่ บางครั้งก็ไม่มีเลย จะไม่ใช้บ่อย จะใช้น้อยที่สุด บางแปลงใช้แค่รอบเดียว

เงินลงทุน จ้างเพาะกล้า ถาดละ 35 บาท ต่อ 100 ต้น 1 ไร่ ใช้ 50 ถาด มีค่าเตรียมแปลง 1,000 บาท เพราะเรามีเครื่องมือเครื่องจักรเป็นของเราเอง เฉลี่ยต้นทุน ไร่ละ 10,000 บาท ใช้แรงงานครอบครัว 4 คน เก็บผลผลิต ครึ่งวันเก็บเสร็จได้ผลผลิตประมาณ 1.2 ตัน รายได้ ตันละ 17,000 บาท ค่าขนส่งรอบละ 5,000 บาท แต่ยังดีที่เราส่งพร้อมกับมันเทศญี่ปุ่น เมื่อเฉลี่ยค่าจ่ายออกมาแล้ว จะเหลือกำไรจากกะหล่ำปลี กิโลกรัมละ 10 บาท ถือเป็นพืชหลักที่สร้างรายได้ดี ปลูกไม่เยอะ แต่เห็นเงิน

วางแผนทำสวนวนเกษตร
เปรียบเสมือนเงินบำนาญไว้กินยามแก่เฒ่า
การทำเกษตรแบบยั่งยืน คุณอิศรากรณ์ บอกว่า ต้องมีการวางแผนเป็นขั้นตอน พยายามใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รูปแบบการทำสวนวนเกษตรถือเป็นอีกทางเลือกที่จะช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีเงินกินเงินเก็บไปถึงยามแก่เฒ่า และอาจเป็นมรดกตกไปถึงรุ่นหลาน ด้วยเหตุนี้คุณอิศรากรณ์จึงเริ่มต้นการทำสวนแบบวนเกษตรตั้งแต่ตอนที่ยังมีกำลัง

“โดยก่อนที่จะมีความคิดทำสวนวนเกษตร เมื่อปี’56 ผมได้สมัครเข้าร่วมโครงการของกรมป่าไม้ ปี’57 สมเด็จพระเทพฯ เสด็จฯ มาที่ศูนย์การเรียนรู้ ท่านโปรดให้สมาชิกโครงการร่วมรับเสด็จฯ ผมเองก็มีโอกาสนั้นด้วย ในครั้งนั้น สมเด็จพระเทพฯ ทรงบรรยายให้ความรู้ถึงการปลูกไม้ 4 ชั้น และทรงเน้นสมาชิกทุกคนว่า ต้องทำให้ได้นะ ถ้าทำได้ ประโยชน์จะตามมาไม่รู้จบ ตั้งแต่นั้นมา ปี’58 จึงเริ่มต้นการทำสวนวนเกษตร ปลูกไม้ 4 ชั้น บนพื้นที่ 10 ไร่ ตามที่พระองค์ท่านได้ตรัสไว้”