ทิศทางเกษตรกรมีศักยภาพมาก แต่ว่าในเรื่องของความรวดเร็ว

ในการเปลี่ยนแปลงก็ไปรวดเร็วเหมือนกัน แต่ว่าเทคโนโลยีต้องได้รับการถ่ายทอด ได้รับการสื่อสาร ได้รับการศึกษาเข้าไป เพื่อจะไปได้รวดเร็ว แต่ถ้าจะดูแนวโน้ม ดูพัฒนาการมันค่อนข้างไวอยู่ ยกตัวอย่างเช่น โดรน แบบนี้ก็มาเร็วมาแรง หรือระบบน้ำในการทำการเกษตรแบบประณีตในพืชผักหรือแม้แต่พืชไร่ เช่น มันสำปะหลัง ก็ใช้ระบบน้ำเข้าไปใช้ระบบควบคุมทั้งน้ำทั้งปุ๋ย ทำให้ผลผลิตออกมาดี ทำให้คุณภาพออกมายอดเยี่ยม ถ้าเป็นมันสำปะหลังก็เปอร์เซ็นต์แป้งก็สูง ระยะเวลาก็ดี ช่วงเวลาผลผลิตต่อไร่ก็สูง ผลตอบแทนที่ได้ก็ต้นทุนลดลง รายได้ก็ดีขึ้น

ข้าวเป็นวัฒนธรรม การทำไร่ทำนาเป็นวัฒนธรรมของไทย เพราะฉะนั้น การที่จะไปขอให้เกษตรกรหยุดหรือไปเปลี่ยน ต้องใช้เวลาต้องมีกระบวนการการตัดสินใจที่ชัดเจนต้องมีข้อมูลที่ชัดว่าถ้าเปลี่ยนหรือถ้าหยุดแล้วไปทำอย่างอื่น เกษตรกรต้องเห็นผลที่ชัดเจน แต่ถ้าไม่มีทางเลือกไม่มีข้อมูลที่มันดีกว่า เหมาะสมกว่า ยอดเยี่ยมกว่า เกษตรกรก็ไม่เปลี่ยนก็ยังทำอยู่โดยเฉพาะข้าว ไม่มีอะไรก็ขอให้มีข้าวไว้ก่อนเพราะจะไม่อดตาย เหมือนกับเป็นการสำรองอาหารมีความมั่นคงทางด้านอาหาร ถือว่าเป็นวัฒนธรรม เพราะฉะนั้น การทำนาไม่ว่าจะเป็นลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาภาคกลาง ถ้าเขาเห็นน้ำเขาต้องทำทันที

ส่งผลดี เพราะว่าเป็นมาตรการที่ปริมาณข้าวมันลดลง…เขาลดลงครึ่งหนึ่ง คงส่งผลให้ราคาดีขึ้น

พืชที่กรมหรือกระทรวงเกษตรฯ ให้คำแนะนำต้องเป็นพืชที่มีตลาดเพราะเราใช้หลักในเรื่องของตลาดนำการผลิตหรือตลาดนำการเกษตร เพราะฉะนั้น ต้องมีความชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ข้าวโพดหลังนามีดีมานด์ มีความต้องการของตลาดอยู่ที่ 8 ล้านตัน แต่ว่าเราผลิตได้จริงๆ เต็มที่ ทั้งปีเราผลิตได้ 5 ล้านตัน ซัพพลายได้แค่ 5 ล้าน ดีมานด์ 8 ล้าน…ยังมีความต้องการ 3 ล้านตัน…ดังนั้น 3 ล้านตันก็เลยต้องสั่งจากต่างประเทศเข้ามาหรือเอาวัตถุดิบตัวอื่นเข้าที่มันแทนข้าวโพด เพราะฉะนั้น อนาคตแน่นอนว่าพืชเหล่านี้รัฐบาลก็เข้าไปดูว่า มันจะต้องมีราคากิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 8 บาท ตอนนี้ประกันไว้ที่ 8.50 บาท รวมทั้งทุกตัว ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้

ช่วงนี้สถานการณ์ศัตรูพืชที่สำคัญๆ มีอยู่ 3-4 ตัว ศัตรูพืชตัวแรกก็คือ หนอนกระทู้ลายจุดข้าวโพด ที่ผ่านมาพื้นที่ที่ระบาดอยู่ที่ประมาณ 7 แสนไร่ ช่วงฤดูแล้งพบการระบาดอยู่ที่ 5 แสนไร่ ใน 5 แสนไร่ก็ลดลงเรื่อยๆ สถานการณ์มันจะระบาดช่วงที่ข้าวโพดปลูกใหม่ๆ ช่วงอายุประมาณ 20-40 วัน หนอนกำลังอร่อยในการที่เข้าไปทำลาย แต่ถ้าอายุเริ่มมากกว่าก็จะลดลงโดยธรรมชาติของมันก็จะมีการควบคุมในช่วงข้าวโพดอายุน้อยๆ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ควบคุมพื้นที่ลดลงเรื่อยๆ เกือบจะหมดแล้ว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาปลูกประมาณ 4 แสนไร่ แต่ว่าข้าวโพดตัวอื่นๆ ทั้งหมดทั่วไปมีทั้งข้าวโพดตัดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดข้าวเหนียว ข้าวโพดหวาน ที่ปลูกในช่วงฤดูแล้ง แต่ว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีนี้ 4 แสนไร่ การระบาดของศัตรูพืช…คือหนอนที่มีรวมๆ อยู่ในข้าวโพดทุกชนิด

ตัวที่ 2 หนอนหัวดำ พื้นที่ระบาดจะอยู่โซนประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ก็มีการควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ตัวที่มันเป็นปัญหาเฉพาะหนอนหัวดำก็คือ เราไม่สามารถดูแลสวนที่รกร้างต่างๆ จากสวนที่เจ้าของไม่ดูแล เจ้าของไม่อยู่ ก็จะเป็นแหล่งสะสมศัตรูตัวนี้อยู่เพื่อขยายต่อทางอื่น เขาก็จะไม่สามารถกำจัดได้หมด เพราะมันมีที่หลบซ่อน พยายามมีมาตรการสวนที่ไม่มีเจ้าของสวนที่ปลูกไว้ ก็ประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์

ตัวที่ 3 ตัวที่กำลังรุนแรงโรคใบร่วงของยางพารา ตอนนี้ 7 แสนไร่ เป็นเชื้อรา ทำให้ใบยางพาราร่วงตอนนี้เป็นทั่วประเทศ แต่เยอะสุดคือทางใต้ โรคนี้ทำให้ใบร่วง พอใบร่วงแล้วมีผลกระทบกับน้ำยาง ใบร่วงลงมาเสร็จเชื้อราก็จะสะสมอยู่ในพื้นดินใต้ร่มของยางพารา เสร็จแล้วพอแตกใบอ่อนออกมาเชื้อราพวกนี้ก็จะไปทำลายอีกรอบทำให้ผลผลิตลดลงมาก แนวทางที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำคือต้องประสานกับการยางแห่งประเทศไทย ในการที่จะควบคุม…แนวทางที่ใช้อยู่คือใช้ไตรโคเดอร์มา ไปยับยั้งไม่ให้เชื้อรามันกระจายต่อ ถึงแม้ว่าไตรโคเดอร์มา จะไม่ไปฆ่าโดยตรงแต่ว่าจะลดปริมาณลง…แต่ในขณะที่ยังไม่มีตัวที่ไปฆ่าตัวนี้โดยตรงก็ใช้ไตรโคเดอร์มา ก็ทำให้ลดลงเพราะแนวโน้มจากหลักหมื่นไร่ตอนนี้ขึ้นไป 7 แสนไร่

ตัวที่ 4 คือโรคใบด่าง ที่ผ่านมาระบาดอยู่ที่ 8 หมื่นกว่าไร่ ตอนนี้เหลือ 6 หมื่นกว่าไร่ พื้นที่ลดลงมีการควบคุมเพราะว่าใบด่างมันสำปะหลังมันอันตรายมาก วิธีการควบคุมของกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ควบคุมเรื่องท่อนพันธุ์ ไม่ให้ท่อนพันธุ์ที่มันเป็นโรคกระจายไปที่อื่น รวมถึงการควบคุมแมลงพาหะ ไม่ให้มันกระจายไป เพราะฉะนั้น ก็อยู่ในช่วงที่เขาเก็บเกี่ยว พอเก็บเกี่ยวเสร็จต้นที่เป็นโรคใบด่างจะไม่ให้ใช้ทำท่อนพันธุ์ จะทำลายทั้งหมด ในขณะเดียวกัน ก็เข้มงวดการเคลื่อนย้ายท่อนพันธุ์ โดยใช้มาตรการของทางมหาดไทย

ได้ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกร ซึ่งร่วมกับทางกระทรวงมหาดไทย ท่านผู้ว่าการจังหวัด ท่านนายอำเภอ ทางทีมงานเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ เกษตรตำบล ลงไปขอความร่วมมือประสานความร่วมมือขอให้พี่น้องเกษตรกรได้ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ใช้น้ำอย่างประหยัด แล้วก็ลดกิจกรรมพืชที่มันใช้น้ำเยอะๆ

ในขณะเดียวกัน เมื่อเขาลดพื้นที่ลง อาจสูญเสียรายได้ส่วนหนึ่งไป แต่ว่าผลตอบแทนที่จะมันเกิดขึ้น ทั้งในเรื่องของการลด การตัดวงจรของโรคศัตรู แมลง ที่สำคัญๆ ส่วนหนึ่งก็จะหายไป เพราะไม่ได้ทำการเกษตรต่อเนื่อง โรคหรือศัตรูพวกนี้ก็จะตัดวงจรชีวิตแล้วก็หายไปทำให้ปริมาณพวกนี้ลดลง ทำให้ต้นทุนในการทำการเกษตรในรอบต่อไปก็จะลดลงด้วยก็จะเป็นผลดีด้วย

ในส่วนต่อไปที่ว่าน่าจะเป็นผลดี ก็ทั้งในเรื่องของการลดหรือการรณรงค์ ลดการเผา ลดหมอกควัน ลดมลพิษ ก็จะเป็นผลดี เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งรีบที่จะทำนาปรังแล้วก็รีบเผาฟางเพื่อที่จะให้ช่วงเวลามันต่อเนื่อง เพราะถ้ารอบมันทำหมุนต่อกันเร็วๆ เก็บเกี่ยวเสร็จ 2-3 วัน ฟางยังไม่แห้ง บางทีก็ต้องไปเร่งให้ฟางมันแห้งโดยการเผาหรือราดน้ำมันเผา เพื่อทำรอบต่อไปได้ 3-7 วันเป็นต้น การลดพื้นที่พวกนี้ลงก็ทำให้สถานการณ์เป็นผลดี

ตอนนี้เรามีแผนการช่วยเหลือเกษตรกรฤดูแล้ง โครงการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องของเกษตรร่วมใจสู้ภัยแล้ง ในเรื่องของการเตือนเกษตรกร การให้ความรู้ในการดูแลที่ดิน การใช้น้ำ โครงการของเรามีทั้งหมด 7 โครงการ ไม่ว่าจะเป็น 1. การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563” 2. โครงการบูรณาการกิจกรรมและความร่วมมือในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทานเพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้แก่เกษตรกร 3. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง ปี 2563 4. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชน้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2563) 5. โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ปี 2562/63 6. การถ่ายทอดความรู้และจัดวันสาธิตในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร 7. คลินิกเกษตรเคลื่อนที่

ฝากถึงเกษตรกร

สิ่งที่อยากจะฝากก็คือ ประการแรก ให้เฝ้าระวังทั้งในเรื่องของสถานการณ์น้ำน้อย เพราะฉะนั้น การทำกิจกรรมการเกษตร ไม่ว่าเราจะปลูกพืชใช้น้ำน้อยหรือปลูกพืชอย่างอื่นก็ให้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์

ประการที่ 2 หากเจออุปสรรควิกฤต หรือมีแนวโน้มที่มันจะเกิดผลกระทบต่อผลผลิต ให้รีบประสานกับเจ้าหน้าที่ที่ให้การสนับสนุนได้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานเกษตรอำเภอ เจ้าหน้าที่กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน มหาดไทย เข้ามาวางแผนช่วยเหลือ

ประการที่ 3 เป็นเรื่องของการติดตามสถานการณ์ล่วงหน้าหรือข้อมูลข่าวสารล่วงหน้าที่อาจจะมีสถานการณ์อะไรเกิดขึ้นล่วงหน้า เราต้องคอยฟังข่าวสารจากเจ้าหน้าที่หรือชุดปฏิบัติการชุดหน่วยเคลื่อนที่เร็วก็สามารถประสานงานในการแก้ไขปัญหาได้

ประการที่ 4 หาแนวทางในการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เราอาจจะหาแนวทางในการแปรรูปเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ที่สามารถหารายได้ให้กับพี่น้องเกษตรกรหรือทำกิจกรรมการเกษตรเพื่อลดต้นทุน เพื่อที่ให้เรามีรายได้ในช่วงหน้าแล้ง

อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก มีผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อเป็นสินค้าประจำจังหวัด โด่งดังไปไกลถึงต่างประเทศ และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาประเภทหนึ่ง ที่มีสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications หรือ GI) คือ กล้วยตากบางกระทุ่ม

วัตถุดิบหลักที่สำคัญที่สุด ของการทำกล้วยตากบางกระทุ่ม ก็คือ กล้วย กล้วย ที่เหมาะสมสำหรับทำกล้วยตากบางกระทุ่มมากที่สุด คือ กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง

เดิมกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง ปลูกมากตามหัวไร่ปลายนา เมื่อนำมาทำเป็นกล้วยตาก ทำให้รู้ว่า กล้วยน้ำว้ามะลิอ่องนี้ มีคุณสมบัติที่เหมาะสำหรับการทำกล้วยตากที่สุด

คุณอภิเษก อ่ำบางราย ชาวบ้าน หมู่ที่ 7 บ้านบึงเรียน ตำบลบางกระทุ่ม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ผู้ที่ได้รับการเอ่ยถึงว่า ในฤดูแล้งที่น้ำน้อย พืชขาดน้ำ ส่งผลให้ราคาผลผลิตสูงขึ้น คุณอภิเษกเป็นหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง แล้วสามารถผลิตกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องได้มีคุณภาพที่สุดคนหนึ่ง หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า แปลงสวย

พิจารณาจากใบกล้วย ซึ่งแปลงตั้งอยู่ริมถนน พบว่า ใบกล้วยถูกลมในช่วงรอยต่อของฤดู ใบแตก ฉีก รุ่ย ไม่มีความสวย จึงวิเคราะห์ได้ว่า แปลงสวย หมายถึง การบริหารจัดการภายในแปลง แล้วได้ผลผลิตเป็นกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องที่ผิวสวย ผลใหญ่ หวีดก

คุณอภิเษก มีที่ดินสำหรับปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง จำนวน 9 ไร่ เริ่มปลูกครั้งแรกเมื่อ 15 ปีก่อน เพราะแรงจูงใจจากเพื่อนที่ทำกล้วยตากบางกระทุ่มขาย แล้วการตอบรับดี ต้องการกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องเป็นวัตถุดิบ แล้วมาชักชวนให้คุณอภิเษกปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง เพื่อป้อนให้กับเพื่อนที่ผลิตกล้วยตากบางกระทุ่มด้วยกันเอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณอภิเษกลงทุนปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่องเต็มพื้นที่ 9 ไร่ ที่มี ด้วยราคาหน่อพันธุ์เพียง หน่อละ 10 บาท

นับจากปีแรกที่ปลูกกล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง คุณอภิเษกลงทุนปรับแปลงปลูกใหม่ครั้งต่อมา ด้วยราคาหน่อพันธุ์ 20 บาท เมื่อกล้วยชุดแรกปลูกมานาน 8-9 ปี คุณอภิเษก ถึงกับเอ่ยปากว่า การปลูกกล้วย เป็นเรื่องกล้วยอย่างชื่อจริงๆ แค่ใส่ใจ ดูแลตามความเหมาะสม ก็ได้ผลผลิตที่ต้องการ แต่ถ้าอยากให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ก็ต้องให้การดูแลอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะการให้น้ำ เพราะกล้วยเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากเป็นพิเศษ

การเตรียมหน่อพันธุ์ เป็นสิ่งสำคัญ ควรเลือกหน่อพันธุ์ที่ความสูงประมาณ 1 ศอก และมีกิ่งแตกออกด้านข้างลักษณะคล้ายหูกวาง

การขุดหลุมปลูก ให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางของหลุม 50 เซนติเมตร ความลึก 50 เซนติเมตร ใช้ขี้วัว 1 กิโลกรัม รองก้นหลุม นำหน่อพันธุ์ลงปลูก ดินกลบ ไม่ต้องพูน เหยียบให้แน่น แล้วรดน้ำ

ควรลงปลูกในฤดูฝน เพราะไม่ต้องดูแลรดน้ำ อาศัยน้ำฝนช่วยดูแล ปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติ เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งหรือปลายฝน ก็เริ่มรดน้ำ 15 วัน ต่อครั้ง แต่ละครั้งของการรด ใช้วิธีสูบน้ำจากคลองธรรมชาติ ปล่อยเข้าแปลง ปล่อยทิ้งไว้ตลอดทั้งวัน แล้วงดน้ำ

“ที่นี่โชคดี มีน้ำในคลองตลอดเวลา ยกเว้นฤดูแล้ง น้ำในคลองแห้ง ก็มีบ่อน้ำบาดาลที่จะสูบน้ำขึ้นมารดแปลงกล้วยได้ ทำให้กล้วยที่นี่ไม่เคยขาดน้ำ กล้วยจึงมีผลเปล่งทุกฤดู แม้ว่าปกติกล้วยจะชอบดินเหนียวมาก และที่นี่เป็นดินทรายส่วนใหญ่ การกักเก็บน้ำของกล้วยจึงทำได้น้อยกว่า การรดน้ำให้ชุ่มจึงเป็นเรื่องปกติที่ควรทำ”

คุณอภิเษก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกับแปลงกล้วย ยกเว้นพบว่า กล้วยเป็นโรคตายพราย โรครากเน่า จะใช้เพียงสารไตรโคเดอร์ม่า ซึ่งนานๆ จะพบ แต่โดยปกติ คุณอภิเษกจะใส่ปุ๋ยขี้วัวปีละครั้ง ปริมาณ 1 ถุงปุ๋ย น้ำหนัก 10-15 กิโลกรัม ต่อกอ โรยไว้รอบกอ และใช้น้ำหมักชีวภาพที่หมักจากทุกส่วนของกล้วยที่เหลือทิ้งหรือไม่ใช้แล้ว นำมาราดรอบกอกล้วย 15 วัน ต่อครั้ง

เมื่อกล้วยเริ่มติดเครือ ก็ใช้น้ำหมักชีวภาพที่หมักจากทุกส่วนของกล้วย นำไปฉีดพ่นที่เครือ จะช่วยให้เครือกล้วยมีความสมบูรณ์ดี แต่ละกอ ควรไว้หน่อกล้วยเพียง 4-5 หน่อ เท่านั้น เพื่อความสมบูรณ์ของกล้วย

ที่ผ่านมา กล้วยน้ำว้ามะลิอ่องที่ได้ผลผลิต มีความสมบูรณ์ทุกเครือ ทำให้ขายได้ราคาดี เคยติดผลผลิต 15 หวี ต่อเครือ และหากดูแลดีๆ จะได้ผลผลิตมากกว่า 15 หวีด้วย

คุณอภิเษก บอกว่า ตามธรรมชาติของกล้วย เป็นพืชที่ดูแลไม่ยากอยู่แล้ว หากปลูกปล่อยตามธรรมชาติ ด้วยสายพันธุ์ที่มีความดก หน่อพันธุ์มีคุณภาพดี การให้ผลผลิตต่อเครือที่ได้จะอยู่ที่ 6-7 หวี ต่อเครือ ก็ได้น้ำหนัก 7-8 กิโลกรัม ต่อเครือ คิดเป็นเงิน 70-80 บาท ต่อเครือ โดยไม่ต้องลงทุนอะไรมาก

“มีลูกค้ามาซื้อถึงสวน เราแค่ตัดเครือที่พร้อมขายวางไว้ หรือรับออเดอร์แล้วตัดไว้รอลูกค้ามารับไป ราคาขายหน้าสวนในฤดูแล้ง เป็นราคาสูงที่สุด ซึ่งฤดูแล้งที่ผ่านมา ราคากล้วยขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 10 บาท ชั่งทั้งเครือ ราคาขายต่ำสุดที่เคยขายได้ คือ 3 บาท ต่อกิโลกรัม แต่ถึงอย่างนั้น ราคา 3 บาท ต่อกิโลกรัม ที่เคยได้น้อยที่สุด ก็ยังมีกำไรสำหรับเกษตรกรปลูกกล้วย เพราะต้นทุนมีเพียงหน่อพันธุ์ ที่ลงทุนเพียงครั้งเดียว พลิกแปลงเปลี่ยนหน่อพันธุ์ใหม่ เมื่อ 8-9 ปี ระหว่างปลูกต้นทุนก็มีเพียงน้ำ น้ำหมักชีวภาพ และปุ๋ยอินทรีย์ เท่านั้น”

เมื่อมีเวลาว่าง คุณอภิเษกจะเดินเข้าสวนเพื่อใช้ตะขอเกี่ยวใบกล้วยที่แห้ง และตัดแต่งใบที่มีมากเกินความจำเป็นออก เพื่อให้แร่ธาตุที่ให้ไปเลี้ยงส่วนอื่นๆ ของกล้วย โดยเฉพาะผล ดังนั้น ในแต่ละวันการดูแลแปลงกล้วยจึงใช้เวลาไม่มากเลย

ปัจจุบัน คุณอภิเษก ลดจำนวนปลูกกล้วยลง จาก 9 ไร่ เหลือเพียง 4 ไร่เศษ แล้วลงปลูกมะพร้าวน้ำหอมในพื้นที่ที่เหลือ

“ไม่ใช่ว่าผมลดพื้นที่ปลูกกล้วยลงเพราะขาดทุน แต่เพราะอยากปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นบ้าง จึงลงทุนปลูกมะพร้าวน้ำหอมต้นเตี้ย ในพื้นที่ 4 ไร่เศษ ครึ่งหนึ่งของแปลงกล้วย เพราะถึงอย่างไร กล้วยก็ยังเป็นพืชที่ปลูกแล้ว ต้นทุนต่ำ แต่เก็บผลผลิตขายได้ตลอดทั้งปี”

แปลงกล้วยของคุณอภิเษกอยู่ติดถนนสายย่อย หากสนใจจะไปชมแปลง แจ้งกันล่วงหน้าได้ที่ คุณอภิเษก อ่ำบางราย ชาวบ้าน หมู่ที่ 7 บ้านบึงเรียน ตำบลบางกระทุ่ม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก

กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า ประเทศไทย ในปี 2563 ต้องเผชิญกับวิกฤตภัยแล้งที่รุนแรงมากในรอบ 40 ปี ฝนแล้งยาวนานจนถึงเดือนมิถุนายน โดยคาดว่าปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้ในหลายพื้นที่จึงคิดค้นหาวิธีกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง และหนึ่งในหลายวิธีที่ทำแล้วได้ผลดี คือ การทำธนาคารน้ำใต้ดิน ด้วยหลักการขุดบ่อตรงที่มีน้ำท่วมขังให้ลึกจนสามารถกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน เมื่อยามเกิดภัยแล้งก็สามารถเจาะบ่อบาดาลแล้วดึงน้ำขึ้นมาใช้ได้ในยามหน้าแล้ง

คุณอุดมทรัพย์ โสสว่าง ตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานการเกษตร อบต. เก่าขาม ตำบลเก่าขาม อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี อธิบายถึงที่มาของการบริหารจัดการน้ำนอกเขตชลประทานด้วยระบบธนาคารน้ำใต้ดิน (Ground water Bank) ว่า โครงการจัดทำธนาคารน้ำใต้ดินเกิดขึ้น เนื่องจากชาวตำบลเก่าขามได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติต่างๆ ทั้งฤดูแล้งและฤดูมรสุม ทาง อบต. จึงคิดหาวิธีแก้ปัญหาที่เรื้อรังมานาน จนกระทั่งตอน ปี 2558 คณะผู้บริหารนำโดยนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเก่าขาม ได้นำคณะผู้นำชุมชน แกนนำหมู่บ้าน

ผู้อำนวยการโรงเรียนที่อยู่ในเขตการปกครองร่วมเดินทางเพื่อศึกษาดูงานรับแนวคิด วิธีการที่ทำให้การดำเนินงานประโยชน์สูงสุด จากพระนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดอาฮงศิลาวาส ที่ตำบลไคสี อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ที่ได้ศึกษาค้นคว้าเรื่องการเก็บรักษาน้ำไว้ใต้ดิน ได้เริ่มทำบ่อเติมน้ำ ในปี พ.ศ. 2545 และที่วัดบุญเรืองสุวรรณาราม ตำบลค่ายบกหวาน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย เป็นสถานที่ทดลองในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งหลังจากที่คณะได้ศึกษาแนวทางแล้ว จึงเกิดความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนตำบลเก่าขาม กับสถาบันวิจัยนิเทศศาสนคุณ ทำข้อตกลงข้อมูลทางวิชาการร่วมกัน วันที่ 20 มีนาคม 2558 ได้นำหลักการบริหารจัดการน้ำนอกเขตชลประทานด้วยระบบธนาคารน้ำใต้ดิน (Ground Water Bank)

ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน คือ อะไร
ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank) คือ การบริหารจัดการน้ำในลักษณะการใช้น้ำบนดิน ผิวดิน และน้ำฝน ที่ตกลงมาด้วยการนำหลักการเติมน้ำลงใต้ดิน เป็นการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ราบ หรือพื้นที่ลุ่มมีน้ำขัง เมื่อน้ำไหลมารวมกันปริมาณมากๆ ในฤดูน้ำหลาก ต้องทำบ่อเก็บน้ำ เพื่อการส่งน้ำลงใต้ดิน ให้ขุดบ่อถึงชั้นหินอุ้มน้ำ ทำให้มีน้ำจำนวนมากเก็บไว้ใต้ดิน

เป็นกรณีศึกษา การบริหารจัดการน้ำในระดับท้องถิ่นจะมีลำราง ร่องน้ำและคลองเล็กๆ เป็นแหล่งน้ำของหมู่บ้านและเป็นต้นน้ำที่ทำให้เกิดลำห้วย หลายๆ สาย เมื่อฝนตกน้ำฝนทั้งหมดในหมู่บ้านจะไหลรวมกันที่ลำราง ร่องน้ำหรือคลองเล็กๆ ลำรางทุกลำรางเป็นสาขาย่อยของลำห้วยการเก็บน้ำไว้ที่ต้นน้ำทุกลำรางด้วยการทำ “ฝายหยุดน้ำ (Nitessatsanakoon Ground water dams)” เพื่อการส่งน้ำไว้ใต้ดินถึงชั้นหินอุ้มน้ำ (Aquifer) จะทำให้พื้นที่ในหมู่บ้านต้นน้ำไม่เกิดความแห้งแล้ง กลางน้ำและปลายน้ำไม่เกิดน้ำท่วมเมื่อน้ำหลากจากผลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ น้ำผิวดินและน้ำใต้ดินถึงชั้นหินอุ้มน้ำเกิดขึ้นทุกลำราง ลำห้วยจะมีน้ำเต็มตลิ่งตลอดฤดูกาลครบรอบ 12 เดือน

โดยองค์การบริหารส่วนตำบลมีการกักเก็บน้ำทั้งหมด 2 ระบบ

ระบบเปิด เป็นการขุดลอกลำห้วยและหนองน้ำและเพิ่มเทคนิคในการเติมน้ำลงใต้ดิน เพื่อกักเก็บไว้ใช้ได้ทั้งตำบล
ระบบปิด ทำไว้บริหารจัดการน้ำในที่ล้างถ้วยชาม น้ำจากห้องน้ำและน้ำฝนที่ตกลงชายคา เป็นแนวทางการแก้ปัญหาน้ำขัง ก่อเกิดเชื้อโรคและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะไข้เลือดออก

ขั้นตอนการทำธนาคารน้ำใต้ดินแบบระบบเปิด
การสร้างบ่อเติมน้ำธนาคารน้ำใต้ดินมีหลายรูปแบบด้วยกัน ขึ้นอยู่กับสภาพทางภูมิศาสตร์ของแต่ละพื้นที่ว่าจะเหมาะกับบ่อแบบไหน หลักการขั้นพื้นฐานคือ ต้องสำรวจและคัดเลือกพื้นที่แหล่งรวมน้ำ เช่น การขุดลำห้วยเป็นบ่อเติมน้ำหลัก ออกแบบให้มีการทำฝายทดน้ำหรือทำพนังกั้นน้ำเป็นช่วงๆ
บ่อที่ 1 เป็นบ่อรับน้ำ เป็นบ่อแรกที่รับน้ำปริมาณมหาศาลที่ไหลมาจากทั่วทุกทิศ เรียกว่าบ่อตกตะกอนที่แยกของแข็งหรือกลุ่มตะกอนออกจากของเหลว โดยใช้หลักเคลื่อนที่ทางวิทยาศาสตร์และแรงโน้มถ่วงของโลก และบ่อนี้ยังช่วยลดความเร็วความแรงของน้ำ ลดปัญหาน้ำท่วมขังฉับพลัน ลดความเสียหายทางโครงสร้างพื้นฐาน ยังช่วยให้คุณภาพน้ำดีขึ้น เป็นกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำต้นทางก่อนลงสู่บ่อเติมน้ำลงใต้ดิน ขนาดของบ่อตกตะกอนนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำฝนต้นทุนหรือแหล่งน้ำต้นทางเข้าสู่

บ่อที่ 3 บ่อเติมน้ำลงใต้ดิน (Ground water Recharge) คือเป็นบ่อหลัก บ่อแรกที่ใช้เติมน้ำลงสู่ชั้นใต้ดินหรือการระบายน้ำลึกการซึมลึกเป็นกระบวนการทางอุทกวิทยา เป็นกระบวนการทำให้น้ำมีน้ำหนัก ทำให้น้ำเลื่อนลงมาจากผิวดินลงสู่น้ำบาดาล และที่ขาดไม่ได้เลยคือ บ่อลมหรือบ่อเครือข่าย คือบ่อที่ช่วยเปิดอากาศและยังช่วยสร้างทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน บ่อนี้เป็นบ่อที่นำน้ำจากบ่อเติมน้ำลงใต้ดิน (บ่อหลัก) มาหาบ่อลมเป็นการดึงน้ำมาจากบ่อเติมน้ำเป็นบ่อหลักเหมือนการวางท่อน้ำตามธรรมชาติ (น้ำใต้ดินอากาศเป็นตัวนำพา เปรียบคล้ายการเจาะเปิดกระป๋องนมข้นหวาน เจาะรูเดียวแล้วเทออกยากที่จะไหล แต่พอเจาะอีกหนึ่งรูนมข้นหวานไหลออกทันที) ซึ่งกระบวนการที่ทำบ่อเติมน้ำทั้งบ่อตกตะกอน (บ่อพักน้ำ) บ่อรับน้ำ บ่อส่งน้ำลงใต้ดินและบ่อลม การวางตำแหน่งบ่อนั้นเป็นบ่อที่น้ำไหลรวมกันทั้งหมดและระยะห่างกันไม่เกิน 1.5 กิโลเมตร และความลึกแล้วแต่บริบทของพื้นที่ ขอให้ถึงหินซับน้ำ หินอุ้มน้ำ (Aquifer)

หลักการเติมน้ำใต้ดิน ใช้พื้นที่ไม่เกิน 1 ไร่ สมัครแทงบอลออนไลน์ หรือบริบทของพื้นที่นั้นๆ เพิ่มเทคนิคด้วยการเจาะสะดือให้ลึก เฉลี่ยประมาณ 7 เมตร ขึ้นไป หรือตามแต่ลักษณะบริบทของพื้นที่ ต้องเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกและบ่อเติมน้ำต้องเป็นแหล่งรวมน้ำ ไม่มีขอบบ่อเพื่อเพิ่มพลังในการอัดน้ำลงสู่บ่อเติมน้ำและน้ำในบ่อเติมน้ำใต้ดินดังกล่าวจะซึมลงสู่ชั้นหินอุ้มน้ำ ซึ่งพบว่า ระดับน้ำใต้ดินจากเดิมอยู่ที่ความลึกประมาณ 8 เมตร ปัจจุบัน ระดับน้ำใต้ดินเพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4 เมตร การทำระบบเปิดแบบนี้ต้องใช้งบประมาณมากพอสมควร ยากแก่การบริหารจัดการ ชาวบ้านมีเงินมากพอสามารถทำได้หรือไม่ ก็ทำโครงการขอรับการสนับสนุนจาก อบต. เทศบาล หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบใกล้ประชาชนมากที่สุด

รูปแบบการขุดสระ
แบบที่ 1 บ่อธนาคารน้ำใต้ดินแบบทรงกรวย และทรงกลม เหมาะสำหรับพื้นที่มีน้ำเค็ม น้ำสนิม น้ำกร่อย ช่วยในการป้องกันการทลายของหน้าดิน ช่วยให้น้ำฝนไหลลงด้านล่างแรงขึ้น ช่วยให้น้ำกระจายได้ง่ายขึ้น

แบบที่ 2 บ่อธนาคารน้ำใต้ดินแบบสี่เหลี่ยมขุดในพื้นที่ไม่มีปัญหาน้ำเค็ม น้ำจืด

วิธีการนำน้ำขึ้นมาใช้ ชาวบ้านสามารถเจาะบ่อบาดาลสูบน้ำขึ้นมาใช้ได้ตลอดทั้งปีและใช้พลังงานสะอาด ขั้นตอนการทำธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด
ระบบปิด ทางองค์การบริหารส่วนตำบลกำลังมีการรณรงค์ให้ชาวบ้านทำธนาคารน้ำระบบปิดไว้ในครัวเรือน โดยมีต้นทุนการทำเพียงหลักพันบาทหรือไม่ใช้เลยถ้ามีวัสดุเอง โดยใช้หลักการง่ายๆ มีน้ำท่วมขังตรงไหน ให้ขุดทำตรงนั้น ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมขังไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคและยุงลายเป็นพาหะโรคไข้เลือดออก และยังช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในบริเวณที่อยู่อาศัย

เป็นการบริหารจัดการน้ำที่ต้นทางหรือหาแหล่งที่อยู่ให้กับน้ำในพื้นที่อยู่อาศัยของตน ไม่ให้เป็นภาระของคนอื่นๆ ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างสุขภาวะในชุมชนให้ดีอีกด้วย ขั้นตอนการทำเลือกพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง ขุดลึกลงไป 1.5-2 เมตร ให้เจาะสะดือเพิ่มลึกลงไปอีก 50 เซนติเมตร แล้วใส่หิน 3/4 หรือหินกรวดลงไป ชั้นที่ 1 และวางท่อ พีวีซี ขนาด 2 นิ้ว ลงไป จากนั้นใส่หิน ชั้นที่ 2 ใส่หินลิบแลบหรือเศษอิฐ ขนาด 15-20 เซนติเมตร (1 เมตร) ชั้นที่ 3 ก้อนอีเอ็ม 70 เซนติเมตร ชั้นที่ 4 ถ่าน 20 เซนติเมตร ชั้นที่ 5 จีโอเท็กซ์ไทล์ หรือผ้าทุ้ง ชั้นที่ 6 หิน 3/4 หรือหินกรวดหนา 10 เซนติเมตร