ที่ดินผืนนี้เดิมเป็นนาทั้งหมด และมีถนนซอยนวลจันทร์

56 ผ่ากลาง ทำให้แบ่งเป็น 2 ผืน ผืนแรก 35 ไร่ ไว้ทำการเกษตรทุกอย่าง และเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 15 ไร่ ทำเป็นร้านอาหาร และมีแพที่ใช้รับประทานอาหารในบึงน้ำ ตั้งโจทย์ว่าจะขายอะไร เราก็จะผลิตสิ่งนั้น นี่เป็นหลักการเราต้องหาตลาดก่อน จึงผลิต… เกษตรกรหลายท่านผลิตก่อน หาที่ขายทีหลัง พอตลาดตัน จึงหาทางออกไม่ได้ อาหารที่ร้านจึงเป็นอาหารบ้านๆ ที่ใช้ผลผลิตในสวน น้ำชากาแฟเราไม่ได้ขาย ขายแต่น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว ที่ปลูกเอง มั่นใจว่าจะเอาอะไรให้คนกินก็จะปลอดภัย

ร้านอาหารของที่สวนบางขวด เป็นอาหารบ้านๆ ที่หากินกันได้ตามบ้านทุกบ้าน ถามว่า แปลกกว่าคนอื่นไหม คือไม่แปลกกว่า แต่แปลกที่บรรยากาศที่เป็นท้องไร่ท้องนากลางเมืองกรุง ในสวนบางขวด ใช้พื้นที่นา 3 ไร่ ไว้ปลูกข้าว แปลงละ 1 ไร่ ตัดขาดด้วยคันนาขนาดใหญ่ ปลูกข้าวสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ทุกครั้งที่ไปเยือน จะเห็นว่ามีแปลงแรกกำลังทำตมเพื่อปลูกข้าว หรือเป็นข้าวเพิ่งปลูกใหม่ แปลงที่สอง เป็นแปลงที่ต้นข้าวโตแล้ว แต่ยังไม่ออกรวง แปลงสุดท้าย เป็นข้าวที่กางมุ้งไว้เพื่อรอวันเก็บเกี่ยว

ทุกครั้งที่ข้าวเริ่มออกรวง จำเป็นต้องกางมุ้ง ไม่ใช่ไล่แมลง แต่เป็นการกันนกกระติ๊ดขี้หมู หรือนกที่ท่านเห็นตามวัดที่เขาเอาไว้ขายตอนปล่อยนกปล่อยปลา เพราะไม่กันไว้นกจะมารุมกินกันหมด ข้าวในนาที่ปลูกจะเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ เพียงอย่างเดียว เพื่อไม่ให้ไปผสมกับข้าวพันธุ์อื่น เพราะข้าวชนิดนี้มีคุณสมบัติเป็นยา เรียกได้ว่าเป็นธัญญะโอสถ

ข้าวชนิดนี้มีราคาแพงกว่าชนิดอื่น เพราะมีองค์ประกอบของแร่ธาตุมากมาย และราคาสูงกว่าข้าวหอมมะลิ อายุการปลูกของข้าว ตั้งแต่ปลูกจนเก็บเกี่ยว จะใช้เวลา 120 วัน ข้าวก็ปลูกเอง เก็บเกี่ยวเอง นวดเอง สีเอง แพ็กเป็นถุงเอง จะได้ข้าวสารต่อรุ่น ประมาณ 200 กิโลกรัม ขายกิโลกรัมละ 90 บาท ได้เป็นเงิน 18,000 บาท ใช้ต้นทุนประมาณ 5,000 บาท ต่อรุ่น จะเหลือเงินอีก 13,000 บาท แล้วเรานำมาหุงข้าวสุกขายในร้าน ก็จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีก ถือว่าเป็นการทำนาขายข้าวสุก ไม่ได้ขายข้าวเปลือกตามแบบชาวนาทั่วไป

เลี้ยงปลาดุก ขายปลาย่าง

เนื่องจากนาที่ทำเป็นนาอินทรีย์ที่ไม่ได้ใช้สารเคมีใดๆ จึงสามารถเป็นที่อยู่ของปลาได้ ทางสวนบางขวดจึงเลี้ยงปลาดุก โดยไปซื้อปลาดุกในตลาดที่มีขนาดเล็กที่สุด ขนาดประมาณ 20 ตัวโล มาปล่อยลงในนา ไม่ได้ให้อาหารอะไรให้กินเลย โดยปล่อยให้ปลาหากินโดยธรรมชาติ จนกระทั่งปลาโตขึ้นเรื่อยๆ ก็จะนำมาทำเป็นปลาย่างขายโดยไม่ได้ขายปลาเป็น จนกระทั่งเกี่ยวข้าว ปลาก็จะหมดพอดี ปลาดุกที่นี่จึงเป็นปลาดุกที่เลี้ยงจากอาหารที่หากินเองในธรรมชาติ ปลาย่างนี้นำมากินกับส้มตำในร้าน ที่มีวัตถุดิบปลูกเอง ทำให้ลูกค้ามั่นใจในอาหาร ลาบปลาดุกก็เป็นอาหารประจำร้านนี้

ร้านค้าเกษตรปลอดภัยเปิดมาปีนี้เป็นปีที่ 5 ถาม อาจารย์สมโภชน์ว่า ไม่อยากรวยจริงเหรือ อาจารย์สมโภชน์ตอบว่า ที่จริงเราก็รวยแล้วนะ ถึงจะไม่ขายที่ดิน เรารวยความสุขในสิ่งที่เราทำและให้คนอื่น วันหนึ่งๆ ขายได้ไม่เกินหมื่น แต่ก็มีความสุข ซึ่งเงินซื้อไม่ได้ มีความสุขที่มีคนมาสัมผัสบรรยากาศ เราก็อยู่ตามธรรมชาติ เช้าก็มีนกดุเหว่าร้องปลุก กลางวันก็มีแมลงปอบินล้อลม ตอนหัวค่ำก็มีหิ่งห้อยเปล่งแสงระยิบระยับ

เรามุ่งหวังด้านการเกษตรที่ปลอดภัย เป็นการลงทุนสู่แนวทางเกษตรอีกแบบหนึ่ง ที่ได้คืนด้วยการเอาประสบการณ์ที่ล้มเหลวมาถ่ายทอดให้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่เข้ามาสัมผัสเรา กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ ถ้ามีปัญหาด้านการเกษตร ต้องการแก้ไขปัญหาก็มาพูดคุยกัน ถ้าผมรู้ ผมก็จะบอก ถ้าไม่รู้ก็จะบอกไม่รู้ ไม่ได้ให้มาดูความสำเร็จ ให้มาดูว่าที่ทำนี้มีปัญหาอะไร มีแนวทางความคิดในการแก้ปัญหาอย่างไร คือเรื่องสำคัญที่สุด มากกว่าเอาสิ่งที่สำเร็จมาให้ดู ซึ่งไม่รู้ว่าอีกหลายครั้งที่ล้มเหลวคืออะไร พอคนเอาไปทำไปพบการล้มเหลว ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร

สโลแกนของสวนคือ ทำนา ขายข้าวสุก เลี้ยงปลาดุก ขายปลาย่าง สะท้อนให้เห็นถึงภาพของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ ว่าจะต้องมองตลาดให้เป็น การทำการเกษตรเชิงปริมาณ ทำให้เราเหนื่อยและท้อ เพราะจำเป็นต้องใช้เงินและคนเป็นจำนวนมาก พอผลผลิตออกมา ราคาตกก็ขาดทุน เชิญสัมผัสบรรยากาศ “พักตูด สูดอากาศ” ได้ที่สวน และปรึกษาปัญหาเกษตรได้ทุกวัน ติดต่อร้านอาหารและซื้อผักปลอดภัยได้ที่ คุณอ้อย ศรีภรรยาของอาจารย์สมโภชน์ โทร. 095-498-2781

เศรษฐกิจพอเพียงระดับเกษตรกร เป็นเศรษฐกิจเพื่อการเกษตรที่เน้นการพึ่งพาตนเอง เกษตรกรจะใช้ความรู้ ความสามารถ ในการบริหารจัดการที่ดินโดยเฉพาะแหล่งน้ำ และกิจกรรมการเกษตรได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ และความต้องการของเกษตรกรเอง โดยพึ่งพาอาศัยทรัพยากรในไร่นาและทรัพยากรธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ให้มีความหลากหลายของกิจกรรมการเกษตรในไร่นา มีกิจกรรมที่ไม่เป็นปัญหาหรืออุปสรรคแก่กัน กิจกรรมเสริมรายได้ ใช้แรงงานในครอบครัวทำงานอย่างเต็มที่ ลดต้นทุนการผลิต ตลอดจนการผสมผสานการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และประมง ในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

คุณอุดม ดอกแดง เกษตรกรหัวไวใจสู้ วัย 50 ปี หรือที่เพื่อนเกษตรกรเรียกว่า “พี่ปู” อยู่บ้านเลขที่ 109 หมู่ที่ 12 ตำบลเด่นใหญ่ อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ดำเนินชีวิตด้วยการทำการเกษตรโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง จนสามารถมีกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นมาเป็นลำดับ สลัดความยากลำบากด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความภาคภูมิใจในผลงานที่ออกมา

พี่ปู กล่าวถึงการดำเนินงานการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงว่า หลังจากใช้ชีวิตด้วยการยึดอาชีพรับจ้างมาโดยตลอด แต่มองไม่เห็นความมั่นคงและชีวิตที่มีความสุขอย่างแท้จริง ในปี 2559 จึงได้จัดซื้อที่ดินซึ่งเป็นพื้นที่ทำนาข้าวนอกเขตชลประทาน ได้ปรึกษากับ คุณวัลย์นภัส เอี่ยมชื่น ผู้เป็นภรรยาว่าจะสร้างและพัฒนาครอบครัวตามแนว “เศรษฐกิจพอเพียง” อีกทั้งเพื่อให้ผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากสารพิษ เป้าหมายผลผลิตแบบอินทรีย์ การดำเนินงานยึดมั่นในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ อิทธิบาทสี่ ได้แก่ ฉันทะ ความพอใจที่จะทำในสิ่งนั้น ด้วย วิริยะ ความพากเพียร จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งที่ทำให้ได้ผลดี และมี วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น ว่าเหมาะสมหรือไม่ ผลที่ได้รับจึงเป็นที่น่าพอใจด้วยการใช้เวลาไม่นานนัก

ภายในฟาร์มจัดวางผังตามพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่” ซึ่งเป็นแนวทางหรือหลักการในการจัดการทรัพยากรระดับไร่นา คือ ที่ดินและน้ำ เพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยปรับเปลี่ยนจำนวนให้สอดคล้องกับสภาพจากพื้นที่ 12 ไร่ เป็นพื้นที่ปลูกข้าว จำนวน 10 ไร่ และพื้นที่ 2 ไร่ เพื่อปลูกบ้านพักอาศัย โรงเรือนเก็บวัสดุ เครื่องมือการเกษตร โรงเรือนเพาะเห็ดนางฟ้า ขนาด 2,000 ก้อน โรงเรือนกล้วยไม้ และผักสวนครัว สระน้ำ ขนาด 2 งาน ลึก 5 เมตร (ให้ถึงระดับน้ำ) สำหรับสำรองน้ำไว้ใช้ฤดูแล้ง เลี้ยงปลา ได้แก่ ปลานิล ปลาตะเพียน หอยขม และกุ้งฝอย โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ ได้แก่ นกกระทา 100 ตัว เป็ดเนื้อพันธุ์บาบารี (แม่เป็ด 6 ตัว พ่อเป็ด 1 ตัว ลูกเป็ด 18 ตัว) และไก่ไข่ 50 ตัว ชั้นวางเลี้ยงไส้เดือนดินอีกหลายกะละมังพลาสติก อีกทั้งมีบ่อซีเมนต์เลี้ยงปลาไหล

ผลที่ได้รับ…สร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตที่เหลือจากการบริโภคในครัวเรือน จำหน่ายได้อย่างน้อยวันละ 500 บาท ซึ่งมีไม่พอแก่ความต้องการของผู้บริโภคที่สั่งซื้อทั้งทางโทรศัพท์ ส่งไลน์ หรือเดินทางเข้ามาเยี่ยมเยียน

ต้นทุนการทำการเกษตรที่ลดลง เช่น ต้นทุนทำนา ที่ไม่คิดค่าเช่านา เพราะเป็นของตัวเอง ค่าใช้จ่ายที่ลดลงเป็นจำนวนมาก ถ้าไม่คิดค่าแรงงานที่ตนเองได้ลงแรงไปแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายเพียง ไร่ละ 600 บาท เป็นค่าเก็บเกี่ยว และอื่นๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ปัจจัยการผลิตอื่นๆ เช่น ปุ๋ย สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ผลิตขึ้นมาเองทั้งสิ้น โดยวางแผนการทำผังแปลงให้มีคันนาที่ใหญ่ กว้าง 4 เมตร ป้องกันการรั่วไหลของน้ำ และปลูกพืชบนคันดินสร้างรายได้และสร้างระบบนิเวศที่ดีในไร่นา ไถกลบตอซังและฟางข้าวลดการเผา เพิ่มปุ๋ยอินทรีย์เพื่อปรับปรุงบำรุงดินที่เคยเสื่อมโทรมเพราะขาดการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ส่งผลให้ดินมีความร่วนซุย ข้าวต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูพืช ให้ผลผลิตที่ดี

ที่ผ่านมาผลผลิตที่ได้ดีพอสมควรคือ 600 กิโลกรัม ต่อไร่ ซึ่งในปีต่อไปผลผลิตจะดีขึ้นเมื่อดินมีความอุดมสมบูรณ์กว่าเดิม ในขณะที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเลย ในส่วนของศัตรูพืชจะใช้สารชีวภัณฑ์ คือบิวเวอร์เรีย, เมธาไรเซียม และเชื้อ บีที (เป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ สามารถนำมาใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช ที่มีความปลอดภัยสูงต่อมนุษย์ สัตว์เลือดอุ่น ปลา และนก รวมทั้งแมลงที่มีประโยชน์) เป็นหลัก

ด้านโรคพืช จะใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ในการนี้ทุกชนิดเพียงซื้อหัวเชื้อเพียงครั้งเดียว เพื่อนำมาขยายเชื้อด้วยน้ำมะพร้าวหรือน้ำนมถั่วเหลืองอย่างใดอย่างหนึ่ง อัตราส่วน หัวเชื้อ 200 กรัม ต่อน้ำมะพร้าว 5 ลิตร หรือน้ำนมถั่วเหลือง 300 ซีซี ผสมในภาชนะพลาสติกเติมลมตลอด 12 ชั่วโมง ด้วยแอร์ปั๊มออกซิเจนตู้ปลา ก็จะได้สารชีวภัณฑ์ไปฉีดพ่นในแปลงนาและแปลงผัก ด้วยอัตราส่วน 100 ซีซี ต่อน้ำสะอาด 20 ลิตร

ในส่วนนี้ “พี่ปู” ฝากบอกทิ้งท้ายว่าวิธีขยายเชื้อแตกต่างจากที่ได้รับจากการอบรมทางวิชาการ จึงไม่อยากให้เชื่อตามที่บอก แต่ถ้าจะทำตามก็ขอให้ทดลองทำก่อน สำหรับผลที่ได้รับจากการใช้วิธีการนี้มาตลอด พบว่า ได้ผลดีไม่ต้องใช้สารเคมี และจะพบศัตรูพืชตายหลังการใช้ไม่กี่วัน โดยเฉพาะบิวเวอเรีย และเมธาไรเซียม จะพบตัวแมลงกลายเป็นมัมมี่มีเชื้อราคลุมตลอดฤดูการผลิต ผู้สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมหรือเข้าเยี่ยมติดต่อได้ที่ เบอร์โทร. (062) 273-8185 ยินดีต้อนรับครับ

จากการเดินชมกิจกรรมของ “พี่ปู” ผู้เขียน (คุณชัด ขำเอี่ยม เกษตรอำเภอหันคา) ได้รับความเอื้ออำนวยจาก น้องเปรี้ยว (ด.ญ.อภิญญา ดอกแดง) บุตรสาวของ “พี่ปู” วัย 5 ขวบ ที่นำพาดูและแนะนำกิจกรรมต่างๆ ด้วยความร่าเริงแจ่มใส และชื่นชมในผลงานที่หนูน้อยมีส่วนที่ได้ลงมือร่วมสร้างด้วย

ตอกย้ำถึงความสำคัญของ คำว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด นานกว่า 26 ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขปัญหาเพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ

ดังนั้น การส่งเสริมการเกษตรจึงเน้นให้เกษตรกรทำการเกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ไม่เพียงต้นทุนที่ลดลงเท่านั้น แต่ยังสร้างสุขภาพที่ดี เป็นการสร้างสรรค์ชีวิตให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน หรืออาจจะกล่าวได้ว่า สร้างชีวิตและสังคมให้ “อยู่ดีมีสุข อย่างยั่งยืน” ช่วงนี้เข้าสู่การผลิตฤดูกาลใหม่ เกษตรกรหลายๆ รายอาจจะพลาดในการผลิตมะม่วงออกสู่ตลาด ซึ่งอาจจะด้วยหลายๆ ปัจจัย ซึ่งก่อนจะเข้าสู่การผลิตฤดูกาลใหม่ จึงนำประสบการณ์จริงของเกษตรกรชาวสวนมะม่วง จังหวัดพิจิตร ที่สามารถทำให้มะม่วงออกดอกติดผลดกทุกๆ ปี แม้จะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ก็ตาม โดยเคล็ดลับและวิธีการดังกล่าวอาจจะนำไปใช้เป็นแนวทางให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกมะม่วงของแต่ละสวนนำไปปรับใช้

การออกดอกของมะม่วง ที่พบส่วนมากในสวนของเกษตรกร มีการออกดอกใน 3 รูปแบบ คือ 1. ออกดอกพร้อมกันทั้งต้น 2. ออกดอกครั้งละครึ่งต้น 3. ทยอยออกดอกหลายรุ่น การดูแลช่อดอกนั้นจะต่างกันไป ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการออกดอก ต้นมะม่วงที่มีออกดอกพร้อมกันทั้งต้นจะดูแลง่ายกว่ามะม่วงที่ทยอยออกดอก เพราะมีช่วงระยะเวลาในการดูแลดอกสั้น ถ้าต้นที่ทยอยออกดอกจะต้องดูแลนาน กว่าจะติดผลหมดทุกรุ่น ดังนั้น เกษตรกรมืออาชีพส่วนใหญ่ จะนิยมทำให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน เพื่อความสะดวกในการจัดการและประหยัดต้นทุน

การทำให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน ถ้าถามว่า “จะทำอย่างไรให้มะม่วงออกดอกพร้อมกัน?” เกษตรกรมืออาชีพ หรือที่เรียกกันว่า “เซียน” จะตอบเหมือนกันว่า “ต้องดูแลมะม่วงตั้งแต่เริ่มแต่งกิ่งให้ดี ถ้าแต่งกิ่งแล้วใบอ่อนไม่ออกพร้อมกัน โอกาสที่จะทำให้ดอกออกพร้อมกันยาก”

“สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398 เป็นสวนหนึ่งที่คลุกคลีกับเกษตรกรชาวสวนมะม่วง และก็ยังปลูกมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ จังหวัดพิจิตร เอง ถือว่าเป็นอีกหนึ่ง
แหล่งผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้คุณภาพดี ถือเป็นเกษตรกรระดับเซียนของจังหวัดพิจิตร ที่ประสบความสำเร็จในการทำสวนมะม่วงคุณภาพ ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งขายตลาดต่างประเทศ บางส่วน
ส่งโรงงานแปรรูป นอกจากมะม่วงน้ำดอกไม้แล้ว ยังมีมะม่วงรับประทานผลดิบ เช่น พันธุ์ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด ไว้ขายก่อนฤดูเป็นการลดความเสี่ยง หากตลาดมะม่วงน้ำดอกไม้มีปัญหา

แต่เกษตรกรบางสวนผลิตมะม่วงคุณภาพดี ส่งขายทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ จุดเด่นของสวนคือ ผลิตมะม่วงให้ดกและมีคุณภาพดี จัดเป็นสวนตัวอย่างของแนวคิด “ทำสวนมะม่วงน้อยได้ผลผลิตมาก ถ้าทำสวนมะม่วงมาก ก็ต้องให้ได้ผลผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ” ซึ่งดูจะคล้ายกับแนวคิดของหลายๆ คนที่ว่า “ทำน้อยได้มาก แต่ถ้าทำมากจะได้น้อย”

“คนส่วนมากไม่ค่อยเข้าใจ เห็นคนอื่นแต่งกิ่งมะม่วงก็ทำบ้าง เห็นเขาดึงใบอ่อนก็ดึงบ้าง แต่ไม่ดูเลยว่า ต้นมะม่วงของเราพร้อมหรือเปล่า ” แนะนำว่า ก่อนตัดแต่งกิ่งต้องดูก่อนว่า ดินมีความชื้นพอหรือไม่ ในพื้นที่ชลประทานหรือพื้นที่ที่มีน้ำสะดวก แนะนำให้รดน้ำดินให้ชุ่ม แต่ถ้าเป็นพื้นที่แล้ง อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ต้องรอให้ฝนตกใหญ่ 3-4 ครั้งก่อน จึงจะแต่งกิ่ง เพราะถ้าดินแห้งแล้ง แต่งกิ่งไปแล้วโอกาสที่ใบอ่อนจะออกเสมอกันมีน้อยมาก

หลังแต่งกิ่งเสร็จ จะต้องเร่งมะม่วงให้แตกใบอ่อนให้เสมอกัน ทางดิน จะต้องใส่ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 ต้นละ 1-2 กิโลกรัม ตรงจุดนี้เกษตรกรหลายท่านไม่ให้ความสำคัญเลย ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอหลังแต่งกิ่งทุกปี เพราะเมื่อเราต้องการให้มะม่วงได้ผลดี จะต้องเอาปุ๋ยให้ต้นมะม่วงก่อน ไม่เช่นนั้นผลผลิตจะไม่ดี มีหลายคนสอบถาม เรื่องการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก ในสวนมะม่วง ตอบว่า “ใช้ได้ แต่ให้ใส่ก่อนแต่งกิ่งแค่ครั้งเดียว เพราะถ้าใส่บ่อยๆ จะบังคับให้ออกดอกยาก”

ทางใบ ฉีดพ่นปุ๋ยไทโอยูเรีย อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ผสมกับฮอร์โมนจำพวกสาหร่าย-สกัด 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกัน 5-7 วัน มะม่วงจะออกใบอ่อนพร้อมกันทั้งสวน ย้ำว่า “จะทำมะม่วงให้ออกดอกเสมอ ต้องทำใบอ่อนให้เสมอกันก่อน ถ้าใบออกเสมอสวยงาม เวลาดึงดอก ดอกก็จะออกเสมอเช่นกัน”

ราดสารแพคโคลบิวทราโซล ในช่วงเวลาที่เหมาะสม

ควรเลือกใช้สารราด หรือสารแพคโคบิวทราโซล ที่ได้มาตรฐาน ปัจจุบัน มีบริษัทขายเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรมากมายมาเสนอขายสารราดให้ถึงสวน แต่เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จ จะเน้นใช้สารราดที่มีคุณภาพ และมีเลขทะเบียนถูกต้อง เช่น สารแพนเที่ยม

เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรหลายรายโดนหลอกขายสารราดที่มีเปอร์เซ็นต์ต่ำ โดยจูงใจว่าของตนเองมีราคาถูก พอเกษตรกรหลงเชื่อ ใช้ไปก็ไม่สามารถควบคุมการแตกใบอ่อนของมะม่วงได้ ทำให้เสียเงิน และเสียโอกาสที่ดีในการผลิตมะม่วงในปีนั้นๆ ไปเลย เน้นย้ำว่า จะต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจได้เท่านั้น ไม่ควรใช้สารราดของบริษัทที่ไม่น่าเชื่อถือ

เมื่อต้นมะม่วงแตกใบอ่อนพร้อมกัน จะเป็นช่วงเวลาของการราดสารแพคโคบิวทราโซล ชาวสวนมะม่วงจะนับวันโดยคำนวณจากวันที่จะดึงดอกเป็นหลัก ซึ่งทุกปีจะเริ่มราดสารตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม ถึงต้นเดือนสิงหาคม เพื่อจะให้ต้นมะม่วงสะสมอาหารและพร้อมจะดึงดอกในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม

ถามว่า ทำไมต้องเป็นช่วงนั้น? การดึงดอกมะม่วงในช่วงกันยายนและตุลาคม จะเป็นช่วงฝนน้อย โอกาสที่ช่อดอกจะโดนทำลายจากพายุก็น้อยลง เคยดึงช่อมะม่วงก่อนช่วงนั้น เพื่อทำนอกฤดู แต่ในพื้นที่จังหวัดพิจิตรจะเกิดพายุฝนรุนแรง ทำความเสียหายให้ช่อดอกจำนวนมาก ไม่คุ้มกับการลงทุน เลยเลี่ยงมาดึงในช่วงที่เหมาะสมแทน หลังราดสาร ต้องบำรุงอย่างดี

เกษตรกรส่วนใหญ่หลังจากราดสารแล้วจะใช้วิธีสะสมอาหารด้วยการฉีดพ่นปุ๋ยทางใบเพียงอย่างเดียว แต่ที่สวนจะเน้นการใส่ปุ๋ยทางดินร่วมด้วย

“ปุ๋ยทางดินสำคัญมาก เราต้องดูว่าปีหนึ่งเราเก็บมะม่วงไปจากต้นกี่กิโล ต้นมะม่วงต้องเสียอาหารไปเท่าไร ถ้าเราไม่ใส่คืน ต้นมะม่วงจะเอาแรงที่ไหนออกลูกให้เราอีก”

การใส่ปุ๋ยทางดิน จะใช้ปุ๋ยสูตร 9-25-25 หรือ 8-24-24 อัตราต้นละ 2 กิโลกรัม เน้นใส่ในวันที่มีฝน เพราะที่สวนมะม่วงทางจังหวัดพิจิตร จะไม่มีระบบน้ำกันแทบทั้งหมด อาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว จึงต้องคอยติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุฯ ว่า จะมีฝนตกชุกช่วงวันไหน ก็จะใช้โอกาสวันนั้นเร่งการใส่ปุ๋ย แล้วให้ฝนเป็นตัวละลายปุ๋ย หากใส่แล้วฝนตกน้อย ก็ต้องใช้คนงานรดน้ำให้ปุ๋ยละลายจนหมด ย้ำว่า การใส่ปุ๋ยที่ดีต้องรดน้ำให้ปุ๋ยละลาย ไม่เช่นนั้นก็สูญเปล่า

ส่วนทางใบ จะเน้นการฉีดปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัส กับโพแทสเซียมสูง เช่น ปุ๋ย 0-52-34 หรือ ปุ๋ยนูแทคซุปเปอร์-เค การฉีดปุ๋ยทางใบจะเริ่มฉีดหลังจากที่ราดสารไปแล้วประมาณ 15 วัน จึงสรุปสูตรฉีดพ่นปุ๋ยเพื่อการสะสมอาหาร ดังนี้

ช่วงที่มีฝนตกชุก
– ปุ๋ย 0-52-34 1 กิโลกรัม
– เฟตามิน 400 ซีซี
– สังกะสี 100 ซีซี
– โกรแคล 100 ซีซี (ต่อน้ำ 200 ลิตร)
– โรคและแมลง ใช้ตามการระบาด

การใช้ปุ๋ยสูตร 0-52-34 ช่วงฝนตกชุก สมัคร GClub จะช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อนได้ดีมาก แต่ไม่ควรฉีดพ่นติดต่อกันเกิน 3 ครั้ง เพราะจะทำให้ตายอดของมะม่วงแห้ง และบอดได้ (ถ้าตาบอดจะดึงดอกยาก) การใส่ฮอร์โมนเฟตามิน โกรแคล และสังกะสี ร่วมด้วย จะทำให้ตายอดสดใส เต่งตึง อวบอั๋น ตาไม่บอด

ช่วงที่ฝนน้อย
– ปุ๋ยนูแทค ซุปเปอร์-เค 400 กรัม
– เฟตามิน 400 ซีซี
– สังกะสี 100 ซีซี
– โกรแคล 100 ซีซี (ต่อน้ำ 200 ลิตร)
– โรคและแมลง ใช้ตามการระบาด

เมื่อฝนทิ้งช่วงจะเปลี่ยนปุ๋ยโดยให้กลับมาใช้ปุ๋ยนูแทค ซุปเปอร์-เค (6-12-26) เพราะมีไนโตรเจน 6% จะช่วยให้ตายอดสมบูรณ์ ไม่แห้ง หรือบอดง่าย การสะสมอาหารจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน (ในมะม่วงพันธุ์เบา เช่น น้ำดอกไม้ ฟ้าลั่น เพชรบ้านลาด) การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบจะฉีด 4-5 ครั้ง ห่างกัน 7-10 วัน

ดึงดอกอย่างไร ให้ออกทั้งต้น

ถ้าเราทำใบอ่อนได้เสมอ ใส่ปุ๋ยถูกช่วงเวลา บำรุงรักษาใบดีมาตลอด โอกาสดึงดอกให้ออกมาพร้อมกันจะสูงมาก ส่วนใหญ่ชาวสวนจะดูองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ก่อนดึงดอก เช่น อายุหลังราดสารต้องไม่น้อยกว่า 60 วัน (มะม่วงพันธุ์เบา) และ 90 วัน สำหรับมะม่วงพันธุ์หนัก ใบมะม่วงแก่ดี เอามือกำแล้วกรอบ ใบหลุบลง, ตายอดนูน พร้อมดึง,

ถ้าใบยังไม่พร้อม หรือมีใบอ่อนแตกออกมาขณะสะสมอาหาร อย่ารีบร้อน ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสะสมอาหารจนกว่าใบจะพร้อม จึงเปิดตาดอก ดูสภาพอากาศ ฝนต้องทิ้งช่วงนิด ดินไม่ชุ่มน้ำเกินไป เพราะหากเปิดตาดอกขณะฝนตกชุก โอกาสเป็นใบอ่อนสูง

ในการเปิดตาดอก เกษตรกรส่วนมากจะใช้ไทโอยูเรีย ผสมกับโพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) จะใช้สูตร สูตรเปิดตาดอก
– ไทโอยูเรีย 1 กิโลกรัม
– สาหร่าย-สกัด 300 ซีซี (ต่อน้ำ 200 ลิตร)

ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน แล้วรอดูการเปลี่ยนแปลงของตายอด โดยปกติแล้ว ตาดอกจะเริ่มแทงหลังเปิดตาดอกครั้งแรกประมาณ 10-15 วัน แต่ถ้าเริ่มแทงในวันที่ 3-4 โอกาสเป็นใบอ่อนจะสูงมาก