ที่ผ่านมาคณะกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทย

ซึ่งมีอธิบดีกรมประมงเป็นประธาน และมีตัวแทนจากผู้ส่งออกกุ้งและผู้เลี้ยงกุ้ง ได้เคยมีมติให้ผู้ส่งออกนำเข้ากุ้งจากอินเดีย 50,000 ตัน (หักหัวแล้ว) มาแปรูปเพื่อส่งออกเมื่อเดือนมกราคม 2561 แต่ในเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเดือนมีนาคม 2561 ผู้เลี้ยงกุ้งในเขตภาคใต้ตอนล่าง อาทิ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา จ.สุราษฎร์ธานี ได้รวมตัวกันคัดค้านการนำเข้ากุ้งหลายครั้ง และยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า อยากให้ผู้เลี้ยงกุ้งทำความเข้าใจ เพราะผู้ส่งออกขาดแคลนวัตถุดิบมาผลิตกุ้งส่งออกและเพื่อหล่อเลี้ยงแรงงานเอาไว้

นายชำนาญ พงษ์ศรี รองอธิบดีกรมประมงได้หารือกับกลุ่มผู้เลี้ยงที่เหลือ และมีมติร่วมกันให้อธิบดีกรมประมงใช้ดุลยพินิจในการนำเข้ากุ้งครั้งนี้ต่อไป

แหล่งข่าวจากวงการผู้ส่งออกกุ้ง กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามข้อเท็จจริงไทยมีการนำเข้ากุ้งจากอินเดียมาเป็น 10 ปีแล้ว และไม่มีปัญหาเรื่องการระบาดของโรค ซึ่งไทยไม่สามารถจะอ้างเหตุผลเรื่องโรคระบาดจำกัดการนำเข้าได้ เพราะหากประเทศใดมีการระบาดทางองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) จะประกาศตามมาตรฐานสากล และล่าสุดกรณีที่ชิลีประกาศห้ามนำเข้ากุ้งจาก 8 ประเทศที่เกิดภาวะโรคตายด่วน (EMS) ก็ไม่ปรากฏชื่ออินเดีย

หลายเดือนที่ผ่านมา นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการนำเข้าวัตถุดิบกุ้ง หลังจากปี 2560 ไทยผลิตกุ้งที่มีใบเคลื่อนย้ายกุ้งหรือใบ MD ได้เพียง 250,000 ตัน ทำให้ปริมาณกุ้งที่จะผลิตส่งออกไม่เพียงพอ

แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า การส่งออกสินค้ากุ้งแช่เย็นแช่แข็งของไทยในช่วง 2 เดือนแรก (มกราคม-กุมภาพันธ์) มีมูลค่า 102 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.9% โดยการส่งออกกุ้งล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ มีมูลค่า 48 ล้านเหรียญสหรัฐ ติดลบ 10.3% ปัจจัยหลักมาจากปัญหาวัตถุดิบกุ้งไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ หากไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบมาเพื่อการส่งออก ทางผู้ส่งออกก็สามารถส่งออกได้เท่าที่มีวัตถุดิบเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ารัฐบาลคงต้องดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว เพราะผู้เลี้ยงย้ายบ่อไม่ได้ ส่วนผู้ผลิตกุ้งแปรรูปย้ายโรงงานไปผลิตที่เวียดนามหรืออินเดียได้ เพราะ 2 ประเทศนั้นไม่ได้ห้ามนำเข้ากุ้งจากไทยเป็นวัตถุดิบ หากไม่นำเข้าผู้ผลิตก็ไม่ได้มีปัญหาถ้าเลี้ยงได้เท่าไรก็ส่งออกเท่านั้น

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมกุ้งไทย เป็นภาวะที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่กุ้งประสบปัญหาถูกสหรัฐใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งขณะนี้ไทยมีผู้ผลิตอาหารแช่เยือกแข็งนับ 100 ราย มีวัตถุดิบกุ้งที่เลี้ยงได้ปีละ 600,000 ตัน แต่หลังจากนั้นผลผลิตกุ้งก็ได้รับผลกระทบจาก EMS เหลือผลผลิตเพียงปีละ 250,000 ตัน จำนวนผู้ผลิตก็ค่อยเลิกการผลิตไปจนเหลือ 20 ราย ทำให้ยอดส่งออกของไทยลดลงต่อเนื่องนานกว่า 6 ปีแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากนำเข้ากุ้งจะส่งผลกระทบต่อภาคผู้ส่งออกอาหารแช่เยือกแข็ง กลุ่มรายใหญ่ที่มีการผลิตอาหารกุ้งด้วย เช่น บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ, บมจ.ไทยยูเนียนกรุ๊ป หรือทียู

บริษัทไทยรอแยลฟรอเซนฟู้ด จำกัด กลุ่มนี้ไม่ได้สนับสนุนให้มีการนำเข้ากุ้ง เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อยอดจำหน่ายกุ้ง ขณะที่ผู้แปรรูปรายย่อย ซึ่งไม่ใช่ผู้ผลิตอาหารกุ้งจำเป็นต้องนำเข้า

คลังเริ่มใช้ระบบรับ-จ่ายผ่านอิเล็กทรอนิกส์แล้ว ดันหน่วยงานรัฐ 7 พันแห่งเข้าระบบอีเพย์เมนต์ 100% สิ้นเดือนมิถุนายน สะพัดเดือนละ 1-2 แสนล้าน นำร่องจ่ายสวัสดิการคนพิการ-คนชราทาง ออนไลน์ 1 ล้านคนแรก 1 เมษายน นี้

นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำหนดให้หน่วยงานราชการต้องเปลี่ยนระบบการรับ-จ่ายเงินจากเดิมใช้เงินสดและเช็ค มาเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดการใช้เงินสดลง เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2561 และหน่วยงานราชการทั้ง 7,000 แห่ง ทยอยติดตั้งเครื่องรับชำระเงินสด (อีดีซี) และมีระบบชำระเงินด้วยคิวอาร์โค้ดเกือบครบแล้ว แต่ระยะแรกประชาชนอาจชินกับการจ่ายเงินสดอยู่ก็ยังใช้ควบคู่กันไปได้ โดยตั้งเป้าหมายภายใน 3 เดือน หรือเดือนมิถุนายนนี้ การรับชำระเงินของหน่วยงานราชการต้องเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ 100% ตามนโยบายอีเพย์เมนต์ของรัฐบาล ซึ่งแต่ละเดือนภาครัฐมีการรับจ่ายเงิน 1-2 แสนล้านบาท

“ในระยะแรกทุกหน่วยงานราชการต้องติดตั้งเครื่องอีดีซีเพื่อรับชำระเงินให้ครบทุกแห่ง และระยะต่อไป บางแห่งที่เป็นหน่วยงานใหญ่ๆ อาจจะมี 2-3 เครื่อง คาดว่าจากนี้ไปจำนวนติดตั้งเครื่องอีดีซีในหน่วยงานราชการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึง 1 หมื่นเครื่อง และไม่เฉพาะการรับเงินหน้าบ้านเท่านั้น การรับจ่ายเงินหลังบ้านระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกัน เช่น การนำส่งภาษีของหน่วยงานต่างๆ ไปยังคลังจังหวัด หรือการรับเงินจากคลังจังหวัด ใช้วิธีการโอน จากเดิมส่งเป็นเช็ค” นางสาวสุทธิรัตน์ กล่าว

นางสาวสุทธิรัตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ช่วงเดือนเมษายน กรมบัญชีกลางเริ่มจ่ายสวัสดิการให้กับกลุ่ม ผู้สูงอายุ และคนพิการ ผ่านระบบออนไลน์ โดยเริ่มกับผู้สูงอายุและคนพิการใน กทม.มีจำนวน 1 ล้านคนก่อน หลังจากนั้นขยายไปยังคนพิการและผู้สูงอายุทั่วประเทศ รับเงินช่วยเหลือจากรัฐประมาณ 9 ล้านคน

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ขณะนี้ติดตั้งเครื่องอีดีซียังหน่วยงานราชการแล้วกว่า 6,000 เครื่อง ส่วนใหญ่จะใช้ 1 จุด ต่อ 1 เครื่อง โดยเริ่มมีหน่วยงานบางแห่งขอ ติดตั้งมามากกว่า 1 จุด ทั้งนี้ ประชาชนสามารถชำระเงินโดยใช้บัตรเดบิต บัตรเครดิต คิวอาร์โค้ดของทุกธนาคาร รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีการเติมเงินไว้ใช้จ่ายในบัตร สำหรับประชาชนที่ไม่มีบัญชีและบัตรดังกล่าว ธนาคารกรุงไทยออกบัตรพร้อมจ่าย หรือ KTB Cash Card ทั้งแบบระบุจำนวนเงิน 100 บาท 500 บาท 1,000 บาท และแบบเติมเงิน ซึ่งสามารถเติมเงินสูงสุด 2 แสนบาท เพื่อนำมาใช้กับเครื่องอีดีซี โดยไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ไทยเริ่มทำโครงการอีเพย์เมนต์ ถือเป็นเปลี่ยนโฉมหน้าของระบบการชำระเงินของประเทศไทยจากใช้เงินสด เป็นไม่มีเงินสด หรือใช้น้อยลง ล่าสุด พบว่าช่วยลดการใช้เงินสดประมาณ 10-20% และปริมาณการใช้ผ่านเครื่องรูดบัตรอีดีซีและพร้อมเพย์มีจำนวนมากขึ้น และหากทำครบทุกตัวทั้งอีเพย์เมนต์ภาครัฐ การจ่ายสวัสดิการภาครัฐผ่านอีเพย์เมนต์ ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าทำให้ไทยลดการใช้เงินสดมากขึ้น อาจสามารถลดการใช้เงินสดลงได้ถึง 50% และสามารถลดต้นทุนในการบริหารเงินสดได้มากถึง 7 หมื่นล้านบาท ต่อปี

พาณิชย์ หนุนเพิ่มเครื่องหมาย Thai SELECT รุกตลาดอาหารพร้อมทานต่อยอดอาหารสู่ตลาดโลก ตั้งเป้ารับรอง 1,200 ราย พร้อมเตรียมเปิดตัวแอปพลิเคชั่นไทยซีเล็คปลายปี ’61

นายสุพพัต อ่องแสงคุณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศเปิดเผยว่า กรมได้รับมอบนโยบายจากนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ส่งเสริมการออกเครื่องหมายรับรองสัญลักษณ์ Thai SELECT ให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในต่างประเทศ และผู้ผลิตอาหารไทยเพื่อการส่งออก โดยในปี 2561 ตั้งเป้าหมายที่จะขยายการรับรองเพิ่มในกลุ่มตลาดกลุ่มธุรกิจบริการ และการส่งออกอาหารพร้อมทาน เครื่องปรุงอาหารเพิ่มมากขึ้น 800 ราย จากเดิมที่มี 400 ราย และเพิ่มจำนวนร้านอาหารไทยในต่างประเทศ อีก 400 ร้าน จากปัจจุบัน 1,100 ร้านค้า

โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก คัดเลือกผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อเข้าร่วมโครงการ โดยไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นผู้ประกอบการไทยที่ไปลงทุนธุรกิจร้านอาหารในต่างประเทศเท่านั้น แต่อาจจะเป็นผู้ประกอบการชาวต่างชาติก็สามารถสมัครเข้าร่วมได้ หากผ่านเงื่อนไขสำคัญที่กำหนด เช่น ต้องประกอบธุรกิจอาหารไทยเท่านั้น และมีรสชาติของอาหารไทยเหมือนต้นฉบับ ส่วนเกณฑ์อื่นๆ เช่น พ่อครัวไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นคนไทยก็ได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือกซึ่งเป็นตัวแทนจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงสาธารณสุข สถาบันอาหาร เป็นต้น จะพิจารณาเพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพสูงสุด โดยแบ่งการรับรองเป็น 3 ระดับ คือ ระดับที่สูงสุด 3 ดาว รองลงมาคือ 2 ดาว และ 1 ดาว

“ร้านอาหารที่ได้รับตรา Thai SELECT จะได้รับความมั่นใจจากลูกค้า ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจบริการร้านอาหารไทยในต่างประเทศดียิ่งขึ้น และอาจจะนำไปสู่การต่อยอดธุรกิจแฟรนไชส์ได้ด้วย”

นอกจากการเพิ่มจำนวนร้านอาหารไทยซีเล็คแล้ว กรมยังมีมาตรการส่งเสริมประชาสัมพันธ์ให้ร้านค้าที่ได้รับตราสัญลักษณ์ ผ่านกลุ่มผู้บริโภคที่ใช้โซเชียลมีเดีย เช่น บล็อกเกอร์ด้านอาหารและร้านอาหาร เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องที่ผู้บริโภคหรือนักท่องเที่ยวชอบค้นหาข้อมูล เกี่ยวข้องกับร้านอาหาร

นายสุพพัตกล่าวว่า กรมเตรียมจัดทำแอปพลิเคชั่นเกี่ยวกับร้านอาหารไทยที่ได้ตรา Thai SELECT เพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ให้เข้าถึงข้อมูล และส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารไทยมากขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการแอปพลิเคชั่นนี้ได้ในปลายปี 2561

“ทิศทางตลาดร้านอาหารไทยยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ไม่เพียงในตลาดหลักของธุรกิจอาหาร เช่น สหรัฐ เกาหลีใต้ อาเซียน อังกฤษ ฮ่องกง เป็นต้น แต่ยังมีโอกาสจะขยายไปยังตลาดอื่นๆ เช่น แอฟริกา อิตาลี”

นางกุลณี อิศดิศัย อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวถึงแผนการส่งเสริมคุณภาพร้านอาหารไทยเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งว่า ขณะนี้กรมเตรียมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำเกณฑ์ผู้ประกอบการที่จะเข้าโครงการ Thai SELECT โดยแบ่งเกณฑ์ออกเป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT ระดับพรีเมี่ยม และระดับธรรมดา พิจารณาจากรสชาติอาหาร บรรยากาศ สุขอนามัยต่างๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

พร้อมกันนี้ กรมจะเชื่อมโยงร้านอาหารที่ได้รับการรับรองไปในกลุ่มนักท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เช่น สนามบิน ให้ได้รับข่าวสารว่าร้านอาหารไทยที่ได้ Thai SELECT เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถไปใช้บริการได้ง่าย พร้อมกับเปิดแอปพลิเคชั่นให้บริการด้านนี้ ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นธุรกิจร้านอาหารไทยให้เป็นที่รู้จักได้อีกทางหนึ่ง

นายมงคล พฤกษ์วัฒนา อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เปิดเผยว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ร่วมกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในภาคอุตสาหกรรม ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานกว่า 97 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าในภาคอุตสาหกรรม ผ่าน 7 โครงการ อาทิ โครงการศึกษาแนวทางการบูรณาการระหว่างกรมโรงงานอุตสาหกรรมและกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน โดยใช้กลไกการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว โครงการนำร่องเพิ่มประสิทธิภาพหม้อน้ำโดยวิศวกรด้านหม้อน้ำหรือวิศวกรพลังงาน โครงการเพิ่มประสิทธิภาพระบบไอน้ำสำหรับโรงงานชีวมวล โครงการพัฒนาประสิทธิภาพหม้อไอน้ำสำหรับโรงงานเอสเอ็มอี เป็นต้น คาดมีโรงงานเข้าร่วม 200 โรงงาน

นายประพนธ์ วงศ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า โครงการยังได้รับความร่วมมือจาก 7 หน่วยงานทั้งภาคการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินโครงการให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตั้งเป้าปี 2561-2565 ลดการใช้พลังงานในกลุ่มอุตสาหกรรมให้ได้ไม่น้อยกว่า 100 พันตัน เทียบเท่าน้ำมันดิบ สามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

“ไปรษณีย์ไทย” เร่งเพิ่มรายได้บริการขนส่งอีก 18% รับ “อีคอมเมิร์ซบูม” ดันตลาดรวมโตทะลุ 2.5 หมื่นล้านบาท พร้อมตั้งเป้าขยับมาร์เก็ตแชร์จาก 52% เป็น 55% ภายในสิ้นปี จัดหนักทั้งเพิ่มรถนำจ่าย 800 คัน เปิดบริการ 24 ชั่วโมงอีก 10 แห่ง

นางสมร เทิดธรรมพิบูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจขนส่งชิ้นย่อยและชิ้นใหญ่เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันอยู่ที่ 52% ให้เป็น 55% ทั้งเพิ่มรายได้จากธุรกิจขนส่งจากเดิมในปี 2560 อยู่ที่ 12,700 ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากปีก่อน 10% โดยในปีนี้ตั้งเป้าจะโต 18% ซึ่งเป็นการเติบโตมากกว่าตลาดรวมที่เฉลี่ยโตราว 15%

“อีคอมเมิร์ซทำให้ตลาดขนส่งพัสดุชิ้นย่อยและขนาดใหญ่ โดยเฉพาะประเภทส่งด่วนเติบโตขึ้นมาก ในปี 2560 บริษัทที่ปรึกษาประเมินว่า จะมีการขนส่งทั้งหมด 489.3 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าราว 25,500 ล้านบาท”

และทำให้ไปรษณีย์ไทยมีการลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดนี้ในหลายด้าน อาทิ การเพิ่มจำนวนรถยนต์นำจ่ายเพื่อพัฒนาระบบงานนำจ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยลงทุนไปแล้ว 160 ล้านบาท สำหรับเพิ่มรถยนต์นำจ่าย 200 คัน ในเฟสแรกที่พร้อมให้บริการแล้ว และเตรียมจะจัดซื้อเพิ่มอีก 600 คัน ภายในสิ้นปี ด้วยงบประมาณ 480 ล้านบาท

“เดิมมีรถนำจ่ายแล้ว 1,500 คันทั่วประเทศ แต่ภายในสิ้นปีนี้ทุกที่ทำการไปรษณีย์ระดับอำเภอจะมีรถนำจ่ายใช้ เพื่อรองรับการขนส่งพัสดุที่มีขนาดใหญ่ให้พัสดุปลอดภัยและนำจ่ายรวดเร็วขึ้นอีก เพราะเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตสูง ทั้งในเดือน พ.ค.นี้จะมีการจัดแคมเปญลดค่าส่งพัสดุชิ้นใหญ่ขนาดเกิน 5 กิโลกรัม และเพิ่มกล่องสำเร็จรูปสำหรับส่งแบบเหมาจ่ายไม่ต้องชั่งน้ำหนักให้มีหลายขนาดมากขึ้นด้วย รองรับกลุ่มอีคอมเมิร์ซโดยเฉพาะ”

นอกจากนี้ยังเพิ่มบริการ “Pick up” รับพัสดุถึงบ้านให้มีหลายจังหวัดมากขึ้น จากเดิมที่เริ่มแล้วในอำเภอขนาดใหญ่ และเปิดกว้างให้ลูกค้าเข้ามาใช้งานได้ง่ายขึ้น จากเดิมต้องเป็นผู้ประกอบการ

ที่มีปริมาณการส่ง 3,000 ชิ้นต่อเดือน ให้เหลือแค่ส่งราว 20 ชิ้นต่อวัน แต่มีส่งทุกวันก็ติดต่อขอใช้บริการได้แล้ว โดยสอบถามข้อมูลได้ผ่านคอลเซ็นเตอร์ 1545 ทั้งยังวางแผนขยายเวลาทำการของที่ทำการไปรษณีย์ให้มากขึ้น โดยสิ้นปีนี้ตั้งเป้าให้ทุกที่ทำการเปิดให้บริการในวันเสาร์เต็มวัน จากเดิมเปิดครึ่งวัน ในเขตกรุงเทพฯ ปิดทำการที่ 20.00 น. เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมงใน 10 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคม – วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน 2561 นายเสฐียรพงศ์ มากศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ กล่าวว่า แม้จะประกาศเตือนไปแล้วว่า ขอความร่วมมือและห้ามเกษตรกรทำนาปรังนอกเขตชลประทานโดยเด็ดขาด เพราะหากเกิดความเสียหายจะไม่สามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้ ขณะเดียวกันสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าที่อยู่ริมน้ำน่านก็ให้สำรวจว่ามีกี่สถานี เพราะจะนำมาบริหารจัดการเรื่องการสูบน้ำขึ้นมาใช้ จะไม่ให้สูบน้ำพร้อมกัน เนื่องจากเกรงว่าน้ำจะไม่เพียงพอ หรือท้ายน้ำจะไม่พอใช้

“สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ น้ำที่มีทั้งหมดสามารถใช้ได้ถึงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากมีความจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง ก็ให้เร่งทำเรื่องเสนอให้จังหวัดประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้งเพื่อให้ทันกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ส่วนรถบรรทุกน้ำให้ประสานกับเจ้าหน้าที่ที่สามารถประสานได้ ส่วนปัญหาการแย่งชิงน้ำไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะมีส่วนราชการเข้าไปประสานเพื่อทำความเข้าใจไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นในพื้นที่” นายเสฐียรพงศ์ กล่าว

หอการค้าสงขลาเร่งผลึกกำลังภาคธุรกิจ-การค้า เร่งแก้ปมท่องเที่ยวหาดใหญ่ซบ กระทบโรงแรม-ร้านอาหาร เดินหน้าระดมสมอง-ทำวิจัยช่วย เฟ้นหาจุดขายใหม่

นายกวิศพงศ์ สิริธนนนท์สกุล ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากปัญหาเศรษฐกิจโดยภาพรวมที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสงขลา โดยเฉพาะเมืองหาดใหญ่ที่เป็นศูนย์ทางเศรษฐกิจการค้า การเงินภาคใต้ตอนล่าง หอการค้าจังหวัดสงขลาได้จัดเวทีประชุมสัมมนาจุดขายเมืองหาดใหญ่ใหม่ โดยได้เชิญผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ ทั้งสมาคมพ่อค้าจีน ชมรมนักธุรกิจ ผู้ประกอบการธุรกิจการท่องเที่ยว บริษัททัวร์ โรงแรม มัคคุเทศก์ ห้างสรรพสินค้า บริษัทสายการบิน มาร่วมแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะแนวการแก้ปัญหา เพื่อนำเสนอต่อผู้ว่าฯ สงขลา และนายกเทศมนตรีเทศบาลนครหาดใหญ่ ในการนำไปหารือกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาต่อไป และคาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน

เช่นเดียวกับ นายวิทยา แซ่ลิ่ม อดีตผู้ก่อตั้งสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ปัจจุบันธุรกิจการท่องเที่ยวของสงขลาและหาดใหญ่อยู่ในภาวะซบเซา ส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังธุรกิจต่างๆ ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ส่วนหนึ่งเนื่องจากมีการบังคับใช้กฎหมายกับรถทัวร์จากมาเลเซีย ที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามาที่ อ.หาดใหญ่ จนทำให้ผู้ประกอบการชาวมาเลเซียไม่จัดทัวร์เข้ามา รวมถึงกำหนดให้นักท่องเที่ยวต้องซื้อประกันอุบัติเหตุ ตาม พ.ร.บ.การท่องเที่ยว ที่ต้นทางด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นภาระกับนักท่องเที่ยว

นายวินัย สันติเกษมชัย เจ้าของ ผู้จัดการภัตตาคารวอชิงตัน ภัตตาคารจีนรายใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กล่าวว่า ขณะนี้ภัตตาคารอาหารจีนใน อ.หาดใหญ่ ได้รับผลกระทบมาจากภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างมาก สำหรับวอชิงตัน ลูกค้า 60% เป็นต่างชาติ และ 40% เป็นคนไทย ตอนนี้ยอดขายตกไปกว่า 50%

นายทรงชัย จิระโชติกำจร นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง ทำให้ตอนนี้โรงแรมในหาดใหญ่หลายแห่งมีลูกค้าเข้าพักลดลงมาก บางแห่งมีลูกค้าไม่ถึง 20 ห้อง

ด้านนายประยูร วงศ์ปรีชากร อดีตประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา แสดงความเห็นว่า ในฐานะผู้ประสานงาน กลุ่มนักธุรกิจ พ่อค้า ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่สุด อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กว่า 10 คน โรงแรม ห้างค้าปลีก ได้ร่วมกัน สร้างโมเดลหาดใหญ่ เพื่อสร้างให้เป็นเมืองพาราไดซ์ เริงรมย์ เมืองการค้าสินค้าราคาถูก ให้เป็นจุดขาย

ขณะที่ ผศ.ดร.วิวัฒน์ จันทร์กิ่งทอง ผู้จัดการศูนย์วิจัยนวัตกรรมทางธุรกิจ ม.หาดใหญ่ และหัวหน้าคณะวิจัย โครงการแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว จ.สงขลา และพื้นที่เชื่อมโยง จ.พัทลุง นครศรีธรรมราช สตูล และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า ขณะนี้ธุรกิจการท่องเที่ยวของ อ.หาดใหญ่ อยู่ในภาวะซบเซา ซึ่งมาจากหลายปัจจัย เช่น เงินบาทที่แข็งค่า

นอกจากนี้เท่าที่ได้รับทราบข้อมูลจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวบางส่วนระบุ มีปัญหาจากการบังคับใช้กฎหมาย เช่น การจับกุมรถบัสนำเที่ยว-รถตู้ต่างประเทศ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม ปลายเดือนมีนาคมศูนย์วิจัยฯ จะสรุปผลการวิจัยในการประชุมสัมมนา เพื่อให้ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกำหนดมาตรการในการแก้ปัญหาและดำเนินการแบบยั่งยืน โดยเบื้องต้นจะเสนอให้มีการจัดโปรโมชั่น ส่งเสริมการขาย และทำการตลาด

จากการประชุมเชิงปฏิบัติการ ประชาคมการจัดทำและประสานแผนพัฒนาท้องถิ่นของ อบจ.สงขลา ซึ่งได้นำเสนอให้ อบจ.สงขลา บรรจุการส่งเสริมอุตสาหกรรมธุรกิจการท่องเที่ยวไว้ในแผนของ อบจ. และมีข้อเสนอว่า ขอให้มีการยกเลิกการขอวีซ่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและจูงใจให้เข้ามาท่องเที่ยวและใช้จ่าย และมีความคิดจะตั้งศูนย์การท่องเที่ยวและสนับสนุนสวัสดิการให้กับมัคคุเทศก์ด้วย

ธุรกิจสปาเป็นหนึ่งในธุรกิจที่น่าจับตามอง ซึ่งมีส่วนช่วย ขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวของไทย มูลค่าตลาดธุรกิจสปาในไทยมีการเติบโตถึงราว 8% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าอัตราเฉลี่ยทั่วโลก หรือขยายตัวจากระดับประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ในปี 2013 มาอยู่ที่ราว 3.5 หมื่นล้านบาท ในปี 2015 สูงเป็นอันดับที่ 16 ของโลก และเป็นอันดับที่ 5 ของเอเชีย เป็นรองเพียงจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และอินเดีย

โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะ นักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออก เช่น จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ทั้งนี้ สปาเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวเด่นของอุตสาหกรรมความงามและการดูแลสุขภาพ (wellness industry) ของโลก จากแนวโน้มอัตราการเติบโตที่สูงจากการคาดการณ์ของ Global Wellness Institute (GWI) แสดงให้เห็นว่ามูลค่าตลาดของธุรกิจสปาทั่วโลกมีแนวโน้มขยายตัวเฉลี่ยถึง 6% ต่อปี หรือจากมูลค่าตลาดเพียง 1.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับ 1.69 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2015-2020

จากการประมาณการโดย GWI คาดว่ามูลค่าตลาดของ wellness tourism ทั่วโลกจะเติบโตราว 7% ต่อปี ในช่วงปี 2015-2020 จากมูลค่า 19 ล้านล้านบาท เป็น 27 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าธุรกิจสปา ในไทยจะได้ประโยชน์จากแนวโน้มการเติบโตนี้

ทั้งนี้ รูปแบบธุรกิจสปาที่ได้รับความนิยมในไทยมี 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. day spa เป็นรูปแบบสปาที่พบเห็นได้แพร่หลายมากที่สุด มักตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน อาคารสำนักงานหรือห้างสรรพสินค้า เน้นการทำทรีตเมนต์ในระยะเวลาตั้งแต่ 30-210 นาที โดยไม่มีการค้างคืน ตัวอย่างเช่น HARNN Heritage Spa และ Let’s Relax เป็นต้น