ที่ผ่านมารัฐบาลได้ก่อตั้งและให้ความสำคัญกับนิคมอุตสาหกรรม

ยางพารา (Rubber City) ที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ มากเป็นพิเศษ เนื่องจากต้องการให้มีการพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราอย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืน เพื่อให้สามารถดึงวัตถุดิบยาง ภายในประเทศมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ต้องพึ่งพิงตลาดต่างประเทศ สามารถยกระดับมาตรฐานราคายางพาราให้อยู่ในระดับที่เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยอยู่ได้ ไม่ประสบปัญหาราคายางพาราตกต่ำ แต่การพัฒนาอุตสาหกรรมยางจะต้องไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และต้องก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในการลงทุนอุตสาหกรรมยางพาราของผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นไม่น่าเป็นห่วงเรื่องการตลาด แต่ในกรณีผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในระดับ SMEs จะต้องมองตลาดเป็นหลัก โดยผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยในเบื้องต้นหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรเป็นพี่เลี้ยงและดูแล ควบคู่ไปกับผู้ประกอบการ

ด้านนายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) กล่าวเสริมว่า สำหรับนิคมอุตสาหกรรมยาง ถือว่ามีความพร้อมในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อการส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราไปต่างประเทศ และในประเทศ ตลอดถึงมีการออกแบบทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมระบบสาธารณูปโภค การจัดผังพื้นที่ ที่เป็นระบบ และมีการบริหารจัดการที่รองรับอุตสาหกรรมเชิง cluster ที่รองรับอุตสาหกรรมยางกลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งจะมีความสะดวก สบายในการดำเนินธุรกิจ และคุ้มค่าต่อการลงทุน นับเป็นอีกหนึ่งแรงจูงใจและเป็นการสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมยางพารา

นอกจากนี้ นิคมอุตสาหกรรมยางพารา จะเน้นให้ผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามาลงทุน มีการเชื่อมโยงและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมในระดับ SMEs เข้ามาลงทุนในพื้นที่ด้วย โดยในขณะนี้ นิคมการเกษตรรัตภูมิ จำกัด ได้มีแผนที่จะนำน้ำยางสดที่รับซื้อจากสมาชิกมาแปรรูปที่ Rubber City และเน้นนำผลงานวิจัยเชิงนวัตกรรม มาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น รองเท้าบูท รองเท้าเด็กนักเรียน ยางรองส้นเท้า และจอกรองน้ำยางพารา เป็นต้น

กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมเครือข่ายประชาชน ปลูกป่าชายเลนในนาเกลือที่ยึดคืนมา ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมตั้ง ‘ธนาคารปู’ หนุนปลูกป่าในที่ดินกรรมสิทธิ์ ทำรายได้ 144 ล้าน ต่อปี

นางสาวสุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยว่า ทช. ร่วมกับเครือข่ายภาพภาคประชาชน จังหวัดเพชรบุรี ปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ยึดคืนบริเวณเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าปากทะเล อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีสภาพเป็นนาเกลือ จำนวน 255 ไร่ นับว่าเป็นการท้าทายความสามารถงานด้านวิชาการเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการปลูกป่าชายเลนในพื้นที่นาเกลือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย นอกจากนี้ ทช. ยังสนับสนุนให้มีการเพิ่มพื้นที่ป่าของภาคเอกชนที่ชุมชนยี่สาร อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีปัญหาป่าชายเลน ทั้งถูกบุกรุกทำลายสร้างความเสื่อมโทรมในพื้นที่ เนื่องจากการนำทรัพยากรป่าชายเลนมาใช้มากจนเกินขีดความสามารถที่ธรรมชาติจะผลิตขึ้นทดแทนได้ ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อระบบนิเวศป่าชายเลนโดยตรง และระบบนิเวศประเภทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องบริเวณชายฝั่ง

อธิบดี ทช. กล่าวต่อว่า ทช. จึงได้กำหนดต้นแบบสวนป่าชายเลนภาคเอกชน หรือป่าชายเลนเศรษฐกิจขึ้น ซึ่งชาวบ้านได้ปลูกสวนป่าชายเลนในพื้นที่กรรมสิทธิ์ของตนด้วยการนำไม้จากป่าชายเลน โดยเฉพาะไม้โกงกางมาทำถ่าน ส่งขายทั้งในและต่างประเทศเป็นรายได้หลักจากต้นแบบสวนป่าชายเลนในชุมชนยี่สารได้ขยายการปลูกสวนป่าชายเลนสู่ตำบลข้างเคียง เช่น ตำบลคลองโคน อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม อำเภอบางตะบูน และอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี อีกด้วย ทั้งนี้ จากการสำรวจของ ทช. พบว่ารายได้เฉลี่ยของครัวเรือนที่ได้ประกอบอาชีพโดยการเผาถ่าน แบ่งเป็นการปลูกสวนป่าและมีเตาเผาถ่านเป็นของตนเอง จะมีรายได้ประมาณ 105,140 บาท ต่อไร่ แต่หากซื้อไม้โกงกางจากผู้ปลูกรายอื่น แต่มีเตาเผาถ่านเป็นของตนเองจะมีรายได้สุทธิประมาณ 75,140 บาท ต่อไร่ และถ้าต้องซื้อไม้และต้องเช่าเตาเผาถ่านจะมีรายได้สุทธิประมาณ 70,140 บาท ต่อไร่ สรุปการหมุนเวียนเงินจากการปลูกป่าชายเลนเศรษฐกิจมีมูลค่าประมาณ 144 ล้านบาท ต่อปี

“ที่สำคัญ ทช. ยังได้สนับสนุนชุมชนชายฝั่งเรื่องการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรทางทะเลผ่านโครงการธนาคารปู ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ทรัพยากรปูทะเลให้กับทะเลไทย โดยการที่ให้ชาวประมงที่จับปูในแต่ละวันนำแม่ปูที่มีไข่แก่ติดหน้าท้องมาฝากไว้ในกระชังที่จัดทำขึ้นแบบส่วนรวม เรียกว่าธนาคารปู ซึ่งโครงการดังกล่าว ทช. ส่งเสริมให้ชุมชนชาวประมงชายฝั่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ อย่างที่ชุมชนหาดเจ้าสำราญ ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ก็ได้นำปูม้าเข้ามาฝากไว้ที่ธนาคารปูแห่งนี้ทุกวัน เมื่อแม่ปูม้าเขี่ยไข่ออกจากหน้าท้องแล้ว จึงนำแม่ปูไปขาย ส่วนไข่หลังจากอนุบาลสักระยะก็ปล่อยลงสู่ทะเลให้เจริญเติบโตต่อไป” นางสาวสุทธิลักษณ์ กล่าว

นายสรสิทธิ์ ฤทธิ์สรไกร ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร เผยว่า ได้ร่วมกับแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว จัดงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โอท็อปสานสัมพันธ์สองแผ่นดิน ระหว่าง 18-26 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์แสดงสินค้าสะหวัน-ไฮเทค เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย ส่งเสริมความสัมพันธ์ด้านการค้าและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแลกเปลี่ยนและพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลตามนโยบายของรัฐบาล

นางอัจฉรา เคียงวิมลรัตน์ พัฒนาการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า คาดว่าจะมีประชาชนมาเลือกซื้อสินค้าไม่ต่ำกว่า 20,000 คน มียอดจำหน่ายไม่น้อยกว่า 4 ล้านบาท ด้าน นายพอนสะไหม จันสีนา รองหัวหน้าแผนกอุตสาหกรรมและการค้า แขวงสะหวันนะเขต กล่าวว่า แขวงสะหวันนะเขตกับไทย มีการค้าและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมายาวนาน โดยเฉพาะหลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้ขยายการค้าระหว่างกันมากขึ้น

นายเสน่ห์ วิชัยวงษ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2559 ที่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ดำเนินการแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับตำบล 888 ตำบล ปี 2560 อีกจำนวน 888 ตำบล ในแต่ละตำบลสภาฯจะพัฒนาเกษตรกรเป็นรายสินค้า ด้วยต้องการให้กลุ่มเกษตรกรเป็นผู้ผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ผลิต แปรรูป ขาย และกำหนดราคาเองได้นำไปสู่เกษตรอุตสาหกรรม ถ้าเป็นเช่นนี้ทุกรายสินค้าจะทำให้เกิดความมั่นคงในราคาสินค้ามีอำนาจต่อรองมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ผลของแผนพัฒนาเกษตรกรรมระดับตำบลนั้นถือเป็นรูปธรรม โดยได้ยกระดับกลุ่มเกษตรกรเข้าไปใช้สินเชื่อจากโครงการ 1 ตำบล 1 SME ของ ธกส.ที่เป็นนโยบายของรัฐบาล บางองค์กรสามารถระดมทุน จัดการ แปรรูป แก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มลักษณะนี้ในทุกจังหวัดที่สภาฯจัดทำแผนตำบลรวมแล้วราว 200 กลุ่ม จะทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ กลุ่ม ครอบครัวเติบโต มั่นคง ยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม กลุ่มเกษตรกรที่พัฒนาไปสู่ผู้ประกอบการเกษตรอุตสาหกรรมแล้ว สภาฯจะผลักดันพัฒนาศักยภาพให้เข้าสู่ตลาดดิจิตอล โดยสภาฯได้ร่วมกับสมาพันธ์ SME ไทย เตรียมจัดหลักสูตรด้านการตลาดดิจิตอลออนไลน์ เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบการได้เข้าใจและต่อยอดการขายสู่ตลาดดิจิตอลออนไลน์ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป

นายวรกุล บุตรดาจักร หัวหน้ากลุ่มอารักขาพืช รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู กล่าวว่า ช่วงนี้สภาพอากาศมีความหนาวมากและหนาวติดต่อกันหลายวัน ทำให้มะม่วงมีการออกช่อดอก ทำให้เพลี้ยจักจั่นเข้าทำลายช่อดอกมะม่วง โดยเพลี้ยจักจั่นที่เช้าทำลายช่อดอกมะม่วงโดยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากช่อดอกและยอดอ่อน แล้วขับถ่ายเป็นน้ำหวานจับบนใบหรือช่อดอก มีลักษณะเหนียวเยิ้ม ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นโรคราดำที่ช่อดอก ทำให้ดอกแห้งและดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดเลย ถ้าปกคลุมมากก็จะกระทบกระเทือนต่อการสังเคราะห์แสง จึงขอแนะนำวิธีการป้องกันกำจัด มีดังนี้

ให้ใช้น้ำฉีดชะล้างช่อดอกและใบ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาช่อดอกและใบดำจากเชื้อรา การฉีดน้ำแรงพอจะทำให้ตัวอ่อนของเพลี้ยกระเด็นออกมาจากช่อดอก แต่ไม่ควรฉีดน้ำแรงในขณะติดผลอ่อน เพราะอาจทำให้ผลร่วง
ให้ใช้กับดักไฟฟ้าเพื่อล่อตัวเต็มวัยมาทำลาย
การตัดแต่งกิ่งภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต
ใช้ศัตรูธรรมชาติ ได้แก่ ผีเสื้อตัวเบียน แมลงวันตาโต แตนเบียน
ใช้สารเคมี พ่นด้วยสารฆ่าแมลง เช่น เซฟวิน 85% อัตรา 60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ในระยะก่อนมะม่วงออกดอก 1 ครั้ง และเมื่อเริ่มแทงช่อดอก 1 ครั้ง ถ้าระบาดรุนแรงควรเปลี่ยนสารเคมีพ่นด้วยสาร แลมบ์ดา-ไซฮาโลทิน อีซี อัตรา 20 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร หรือสารไพรีทรอยด์สังเคราะห์ คือ เพอร์มาทริน เช่น แอมบุช 10% อัตรา 10 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร หรือ คาราเต้ 2.5 % อัตรา 7 ซีซี./ น้ำ 20 ลิตร
6.ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย จำนวน 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วแปลง ควรฉีดพ่นในช่วงเย็น ห่างกัน

หากเกษตรกรมีปัญหา ขอคำแนะนำได้ที่กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู โทร.0-4231-6788 หรือสำนักงานเกษตรอำเภอทุกอำเภอที่ใกล้บ้านท่าน เมื่อไทยกลายเป็นประเทศผู้ผลิตยางพาราอันดับต้นของโลก คำถามคือสถาบันการศึกษาในประเทศตอบโจทย์การพัฒนาแค่ไหน

ถ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวงการการวิจัยทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมาบ้าง ชื่อของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ คือลำดับต้นๆ ยิ่งโดยเฉพาะเรื่องยางพารา ถือว่าเป็นอันดับหนึ่ง

นี่คือเรื่องน่ายินดี เพราะดังที่ได้เกริ่นนำไปแล้วว่า เหตุที่ต้องยินดี เพราะไทยเราเป็นประเทศที่มีเกษตรกรผลิตยางพาราจำนวนมาก และมหาวิทยาลัยก็ตอบโจทย์ตรงนี้โดยตรง โดยการมุ่งมั่นผลิตและวิจัยนวัตกรรมจากยางพารา

มีโอกาสได้พบเจอ ผศ.ดร.ระพีพันธ์ แดงตันกี รองผู้อำนวยการสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และอาจารย์ประจำ บัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน (TGGS) มจพ. ที่งานวันยางพาราบึงกาฬ เรามาอัพเดตความคืบหน้าและนวัตกรรมเกี่ยวกับยางพาราที่ มจพ.กำลังทำอยู่กันครับ

อย่างที่รู้กันว่า มจพ.เริ่มทำถนนยางพารา โดยนำมาสร้างจริงที่บึงกาฬ เป็นเส้นแรกของภาคอีสาน ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯยังมาดูให้เห็นกับตาตัวเอง

อาจารย์ระพีพันธ์ เล่าว่า ถนนยางพาราดินซีเมนต์ถือว่าเป็นฐานชั้นดี เนื่องจากตัวยางพารามีส่วนช่วยในการยึดเกาะระหว่างดินเเละซีเมนต์ เป็นอีกโครงสร้างหนึ่ง เราสามารถเจาะออกมาพิสูจน์ความเเข็งเเรงได้เลย เเล้วจะกลายเป็นถนนปลอดฝุ่น เเต่ถ้าใส่ผิวหน้าเข้าไป จะลดในส่วนของหินคลุก สำหรับถนนที่บึงกาฬขณะนี้อยู่ในขั้นของการบ่ม จะต้องทิ้งระยะให้ถนนเซตตัวไว้ประมาณ 1 อาทิตย์เเล้วจะกวาดถนน

ผศ.ดร.ระพีพันธ์กล่าวว่า เบื้องต้นมีการทดลองทำถนนที่มหาวิทยาลัย 1 ปี จากการสอบถามคนที่ใช้ถนน โดยเฉพาะรถที่วิ่งบริเวณนั้นส่วนใหญ่เป็นรถขนดิน บรรทุกค่อนข้างหนัก เขาก็ค่อนข้างพอใจว่าถนนไม่เเฉะ ฝนตกเเล้วไม่ลื่น ส่วนสภาพถนนแทบไม่ต่างจากเดิม สำหรับถนนที่บึงกาฬ ผิวหน้าเราไม่ได้ทำให้เรียบเนียนสนิท เพราะถ้าต้องการให้เรียบจะต้องเอาน้ำลงเเล้วเอารถบดตลอด

เเต่ถนนเส้นนี้มีชาวบ้านสัญจรไปมาอยู่เเล้ว เราไม่อยากปิดถนนเพราะชาวบ้านจะเดือดร้อน ผิวถนนเลยไม่เรียบเท่าไหร่เเต่ตนพอใจ เพราะเป็นครั้งเเรกที่บึงกาฬทำเเล้วต่อไปคิดว่าน่าจะทำออกมาสวยขึ้น เช่น อาจจะมีระบบปิดถนนต่างๆ

“ในวันพิธีเปิดถนน ท่านวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มีความสนใจมาก เชื่อว่าจะเกิดการส่งเสริมให้ใช้จริงทั่วประเทศ ซึ่งหลังมีเเบบมาตรฐานเรียบร้อยเเล้ว ก็จะมีการให้ความรู้ทั่วประเทศ ก่อนให้ท้องถิ่นนำไปทำ เนื่องจากมีข้อระวังหลักๆ คือ การเข้ากันของปูน ดิน เเละยางพารา เพราะถ้าไม่เข้ากันจะกลายเป็นดินอยู่ที่หนึ่ง ปูนอยู่ที่หนึ่ง ยางพาราอยู่อีกที่หนึ่ง อย่างที่เราทำที่บึงกาฬ ในช่วง 100 เมตรเเรกก็เจอปัญหา เรื่องบุคลากรที่ทำยังไม่ชำนาญ เเต่หลังจากนั้นก็ไม่มีปัญหาเเล้ว” อาจารย์ระพีพันธ์กล่าว

เป็นอันว่าจบ ถนนยางพาราจัดได้ว่ายอดเยี่ยม น่าจับตายิ่งนัก

แต่เรื่องยางพารายังไม่จบ อาจารย์ระพีพันธ์เล่าต่อว่า ยังมีนวัตกรรมเพื่อยางพาราอีกหลายตัว ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมกำจัดกลิ่น เเละสารจับยาง IR ที่สามารถจับน้ำยางพาราที่โดนน้ำให้กลับเป็นก้อนและใช้งานได้อีกครั้ง

อาจารย์ระพีพันธ์กล่าวว่า หลังนำเสนอนวัตกรรมบนเวทีเสวนาปราชญ์ชาวบ้าน ในงานวันยางพาราบึงกาฬ มีคนสนใจเยอะมาก นอกจากที่บูธในงานก็มีคนโทรมาสอบถามที่มหาวิทยาลัยด้วย ยังได้มีการพูดคุยกับทางจังหวัดบึงกาฬเรื่องนวัตกรรมที่เป็นโครงการปีหน้า เรื่องหมอนยางพารา เพราะขณะนี้หมอนยางพาราแทบทุกแห่งมีปัญหาในเรื่องคนแพ้ กับเรื่องกลิ่นยาง ซึ่งทั้ง 2 ปัญหามาจากตัวเดียวกัน คือโปรตีน ที่มาจากวัสดุธรรมชาติ ทุกวันนี้นักวิจัยพยายามสกัดโปรตีนนี้ออก ส่วนใหญ่จะสกัดออกไม่หมด หรือถ้าสกัดออกหมดก็จะไม่คุ้มทุน ทำให้หมอนยางพาราบางเเห่งส่งไปขายโดยบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ไป เเล้วเกิดมีเเบคทีเรียทำให้มีกลิ่นเหม็นเลยถูกส่งกลับมาทั้งหมด

“ผมเลยมาคิดใหม่แก้ปัญหาด้วยการสกัดพวกเเบคทีเรีย หรือไมโครเบียล ที่เป็นอาหารของโปรตีน เลยนำเทคโนโลยีซิลเวอร์นาโนที่ทำอยู่มาใช้เป็นการก่อกวนการกินอาหารของโปรตีน ทำให้โปรตีนโตไม่ได้ก็จะตาย จะทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่น เเล้วยังทำให้เป็นหมอนปลอดเชื้อ หมอนนาโนเทคโนโลยี เหมาะกับตลาดที่ต้องการรักษาความสะอาด เช่น โรงพยาบาล โรงเเรม ที่ต้องเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าเเละต้องการรักษาความสะอาด ดังนั้น หมอนบึงกาฬในอนาคตจะเป็นหมอนพรีเมียม โดยมีต้นทุนไม่เกิน 20 ของราคาวัตถุดิบทั้งหมด โดยคาดว่าหมอนต้นเเบบจะเสร็จในงานวันยางพาราบึงกาฬครั้งต่อไปเเน่นอน” ผศ.ดร.ระพีพันธ์กล่าว

นี่คือคำยืนยันจากอาจารย์ระพีพันธ์ ว่าจะไม่หยุดวิจัย และจะเดินหน้าต่อ ไม่พูดลอยๆ ทำให้ได้ใช้กันจริงๆ ฟังแล้วน่าชื่นใจครับ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 องค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง นำเครื่องมือหนักรถแบ๊กโฮลงพื้นที่กำกัดวัชพืชในคลองส่งน้ำ เพื่อเปิดทางน้ำให้ชาวนา หลังได้รับร้องเรียนว่าชาวนาไม่มีน้ำทำนา รถแบ๊กโฮขนาดใหญ่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง กำลังเร่งกำจัดวัชพืช ผักตบชวา ที่มีอยู่หนาแน่นในคลองส่งน้ำ เพื่อเปิดทางให้น้ำได้ไหลอย่างสะดวก เพื่อที่ชาวนาจะได้มีน้ำใช้ในการทำนา หลังจากที่ได้รับการร้องขอจากพื้นที่ในหลานพื้นที่ทั่วจังหวัดอ่างทอง

นายสุรเชฐ นิ่มกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า ในการปลูกข้าวปังรอบนี้ จังหวัดอ่างทองมีการปลูกข้าวกันจำนวนกว่า 1 แสน 8 หมื่นไร่ ซึ่งปัญหาที่ประสบในขณะนี้ คือในบางพื้นที่ก็ไม่มีน้ำไปเลี้ยงในคลองส่งน้ำ ในขณะที่ในบางพื้นที่มีน้ำเลี้ยงในคลองส่งน้ำแต่น้ำไหลผ่านได้ช้า เนื่องจากในคลองส่งน้ำมีวัชพืชหนาแน่นมาก ทำให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง ต้องนำรถแบ๊กโฮที่มีอยู่จำนวน 5 คัน ออกไปขุดลอกวัชพืช ผักตบชวาในคลองส่งน้ำทุกวัน ไม้เว้นแม้แต่วันหยุด เพื่อให้น้ำนั้นไหลได้คล่องตัวทันต่อความต้องการของเกษตรกรในการใช้ทำนา

สำหรับภาพรวมของสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ในขณะนี้ยังถือว่ายังไม่ถึงขั้นที่แล้งมาก มีเพียงบางพื้นที่ที่อาจมีการขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและบริโภคบ้าง แต่ก็ไม่มาก ในส่วนพื้นที่ที่ทำเกษตรกรรมและทำนา องค์การบริหารส่วนจังหวัดอ่างทอง ก็ได้ประสานกับชลประทานจังหวัด ในจ่ายน้ำให้เกษตรกรแบบเป็นรอบเวรกันไป เพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างเพียงพอต่อไป

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ถอดบทเรียนเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์ จากศูนย์กสิกรรมท่ามะขาม และกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เขาโจด จังหวัดกาญจนบุรี ย้ำต้องมุ่งมั่นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หาช่องทางขยายตลาด มั่นใจเกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างพอเพียงและยั่งยืน

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) เพื่อถอดบทเรียนเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย คุณทิวาพร ศรีวรกุล จากศูนย์กสิกรรมท่ามะขาม อำเภอเมือง และ คุณมุขดา เอี่ยมเจริญ กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เขาโจด อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี โดยเป็นกลุ่มผู้ผลิตพืชผัก และพืชสมุนไพร ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งมีตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศรองรับผลผลิตจากฟาร์ม

สำหรับแนวคิดของศูนย์กสิกรรมท่ามะขาม โดยคุณทิวาพร ศรีวรกุล ปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 55 ราย ผลผลิตได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand มีการวางแผนการผลิต การตลาดและการเพิ่มพูนความรู้ของสมาชิกกลุ่ม โดยเฉพาะการผลิตแบบอินทรีย์สามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมีที่มีราคาแพง ประกอบกับความต้องการให้ผู้บริโภคได้บริโภคอาหารปลอดภัย แม้ว่าการทำเกษตรอินทรีย์จะมีอุปสรรคในระยะของการปรับเปลี่ยนซึ่งเกษตรกรต้องปรับพฤติกรรมการผลิต ต้องมุ่งมั่นที่จะจัดหาและขยายตลาด แต่สุดท้ายเกษตรอินทรีย์เป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างพอเพียงและยั่งยืน

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เขาโจด โดยมีคุณมุขดา เอี่ยมเจริญ มีสมาชิกกลุ่มจำนวน 23 ราย ได้รับการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand เช่นเดียวกัน เน้นแนวความคิดที่ต้องการมีสุขภาพที่ดีที่ผู้ผลิตและผู้บริโภค จึงปรับเปลี่ยนการทำเกษตรจากเคมีเป็นเกษตรอินทรีย์ ซึ่งแม้จะมีปัญหาอุปสรรคสภาพอากาศและแมลงศัตรูพืช แต่ไม่เคยหยุดหาความรู้ที่จะเอาชนะอุปสรรคจนประสบความสำเร็จในการทำเกษตรอินทรีย์ โดยปัจจุบันมีตลาดรองรับผลผลิตทั้งในและนอกพื้นที่

ในส่วนของผู้ประกอบการรวบรวมสินค้าเกษตรอินทรีย์ คือ บริษัท บลูริเวอร์ โปรดักส์ จำกัด โดยคุณวิรัตน์ มุกดา ที่ปรึกษาฝ่ายเกษตร ซึ่งเป็นบริษัทรับซื้อผลผลิต เพื่อส่งออกตลาดสหภาพยุโรป กรณีพืชผัก และตลาด Model Trade ภายในประเทศกรณีพืชสมุนไพร ซึ่งตลาดยังคงมีความต้องการเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณผลผลิตมีไม่เพียงพอ

เกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้ง 2 กลุ่ม รวมทั้งผู้ประกอบการ นับเป็นตัวอย่างของผู้ที่ประสบความสำเร็จด้านการผลิตและการตลาดเกษตรอินทรีย์ สามารถเป็นตัวอย่างให้กับเกษตรกรที่สนใจปรับเปลี่ยนไปผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยต่อผู้บริโภคและตัวผู้ผลิตเอง อีกทั้งยังสอดรับกับนโยบายภาครัฐอีกด้วย ทั้งนี้ เกษตรกรหรือท่านที่สนใจการดำเนินงานของศูนย์กสิกรรมท่ามะขาม สามารถติดต่อได้ที่ คุณทิวาพร โทร. 081 857 2500 และกลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์เขาโจด โดยคุณมุขดา โทร. 087 157 8171

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ จ.พิษณุโลก เริ่มส่งผลกระทบแล้วในบางพื้นที่ โดยเฉพาะ อ.บางระกำ ซึ่งมีเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ หรือควาย โอดครวญจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งส่งผลกระทบต่อฝูงควายที่เลี้ยงไว้ไม่มีหญ้าสดกิน และขาดแคลนแหล่งน้ำ และต้องออกไปขอฟางข้าวจากชาวนาที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้วมาไว้กลางนาข้าว เพื่อให้ฝูงกระบือได้กิน

น.ส.แสงเดือน ปัดเพชร อายุ 49 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงควาย ในพื้นที่หมู่ 12 บ้านหนองเขาควาย ต.บางระกำ เปิดเผยว่า ตนเองกับพี่ชาย ร่วมกันเลี้ยงควายเอาไว้ จำนวนกว่า 50 ตัว ซึ่งช่วงนี้สภาพอากาศเริ่มแห้งแล้งและร้อนอบอ้าวมากในตอนกลางวัน ทำให้หญ้าสดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติเหลือน้อยลงแทบไม่มีหญ้าให้ควายกินเลย ควายที่เลี้ยงไว้เริ่มขาดแคลนอาหาร ตนต้องเดินทางไปขอฟางข้าวจากชาวนาใกล้เคียงนำกลับมาให้ควายกิน แต่ก็คาดว่าน่าจะไม่เพียงพอเพราะควายมีจำนวนหลายตัว อีกไม่กี่วันฟางข้าวก็คงจะหมดลง

ส่วนแหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เคยต้อนฝูงควายออกไปหากิน คือ บึงตะเคร็ง ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร ขณะนี้ทางอำเภอก็ขอความร่วมมือให้งดนำฝูงควายปล่อยเข้าไปหากินเองตามธรรมชาติ จึงต้องใช้เครื่องสูบน้ำระยะไกลดึงน้ำเข้ามาในพื้นที่นา และสูบน้ำจำนวน 3 ทอด มาใส่ไว้ในเรือท้องแบนรองน้ำไว้ให้ฝูงควายกิน อีกทั้งยังทำปลักโคลนไว้ให้ควายได้ลงไปนอนแช่คลายร้อน เพื่อไม่ให้ควายเครียดหรือหงุดหงิดง่าย

ขณะที่ พ่อค้าคนกลางที่เคยเดินทางมารับซื้อควายในราคาตัวละ 17,000 – 29,000 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดน้ำหนักตัวและวัย ก็ยังไม่กล้ารับซื้อเนื่องจากควายซูบผอมลงมาก เบื้องต้นจึงต้องหันมาปลูกหญ้าเองแต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าหญ้าจะโต จึงอยากฝากถึงหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ให้นำหญ้าสดหรือฟางฟ่อนมาแจกจ่ายช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงควายในระยะนี้ด้วย

นอกจากนี้ น้ำตามแหล่งน้ำทางธรรมชาติ เริ่มลดลง royalonline69.com โดยเฉพาะบึงตะเคร็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการบางระกำโมเดล ที่ได้กักเก็บน้ำไว้ใช้ทางการเกษตรในฤดูแล้ง ระดับน้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว หลายหน่วยงานได้เตรียมหามาตรการกักเก็บน้ำที่ยั่งยืน พร้อมทั้งพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของอำเภอบางระกำ เพราะเป็นบึงที่สร้างเป็นเกาะกลางสวยงาม

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รู้สึกกังวลสถานการณ์ภัยแล้งปี 2560 ว่าจะมีความรุนแรง ซึ่งล่าสุด 3 อำเภอ คือ อ.วัฒนานคร อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง ในจ.สระแก้วกำลังเผชิญภัยแล้ง โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวเสียหายสิ้นเชิง 100,476.50 ไร่ ครอบคลุมเกษตรกร 6,106 ราย กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงมหาดไทย จึงเตรียมหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อย่างไม่เป็นทางการ ก่อนเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อของบประมาณ 13,000 ล้านบาท จากงบกลุ่มจังหวัดเพื่อสร้างระบบบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาภัยแล้งของประเทศ ที่คาดว่าจะรุนแรงหากไม่เตรียมรับมืออาจสร้างความเสียหายให้ภาคเกษตรได้

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า สำหรับมาตรการภายใต้แผนเตรียมความพร้อมเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง ด้านการเกษตร มีทั้งหมด 6 มาตรการ 29 โครงการ และเพิ่มเติม 1 โครงการ วงเงิน 17,324.82 ล้านบาท จำแนกเป็น 1.มาตรการส่งเสริมความรู้เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้ง อาทิ โครงการส่งเสริมความรู้เพื่อลดความเสี่ยงในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำช่วงฤดูแล้ง 2. มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อการเกษตร อาทิ โครงการปลูกพืชปุ๋ยสด โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโดยวิธีเปียกสลับแห้ง 3. มาตรการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำแก้มลิง อาทิ โครงการก่อสร้างขุดลอก/ปรับปรุงแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดิน 4. มาตรการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่เกษตรที่ประสบภัย อาทิ การช่วยเหลือตามระเบียบ กระทรวงการคลังก การจ้างแรงงานเกษตรกรในพื้นที่ชลประทาน 5. มาตรการสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ อาทิ การประชาสัมพันธ์ป้องกันภัยแล้ง ด้านการเกษตร โครงการสร้างการรับรู้เพื่อลดความเสี่ยง 6. มาตรการจัดทำแผนความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้งโครงการเพิ่มเติม คือ โครงการสนับสนุนเงินทุนเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นาฯ

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า สำหรับพื้นที่เสี่ยงที่จะประสบภัยแล้งปีนี้ คือ จังหวัดพะเยา กว๊านพะเยา ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกัก 47.44 ล้าน (ลบ.ม.) ส่งน้ำเฉพาะเพื่อการอุปโภค-บริโภค ใช้น้ำวันละ 17,400 ลบ.ม. สิ้นสุดถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม จะใช้น้ำทั้งสิ้น 3.20 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำมีเพียงพอ กรณีปริมาณน้ำไม่เพียงพอสามารถผันน้ำจากอ่างฯ แม่ต๋ำ ซึ่งปัจจุบันมีน้ำใช้การได้ 36.74 ล้าน ลบ.ม. มาเสริมที่กว๊านพะเยา ได้ จ.สุโขทัย มีน้ำใช้การ 11.66 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่เพาะปลูกข้าว 105,286 ไร่ เก็บเกี่ยวเสร็จเดือนมีนาคม2560 มีน้ำเพียงพอ ถึงสิ้นเมษายน 2560 อ่างฯ ขนาดกลาง 6 แห่ง มีน้ำใช้การ 109.33 ล้าน ลบ.ม. ส่งน้ำอุปโภค-บริโภค รักษาระบบนิเวศ และปลูกพืชฤดูแล้ง วันละ 0.75 ล้าน ลบ.ม. ใช้ถึง 30 เม.ย. 2560 รวม 67.5 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ 1 พฤษภาคม 2560จะมีน้ำ 54.13 ล้าน ลบ.ม. โครงการทุ่งทะเลหลวง เป็นน้ำใช้การ 13.23 ล้าน ลบ.ม. ปลูกข้าวรวม 7,086 ไร่ คาดว่า 1 พฤษภาคม 2560 คงเหลือน้ำใช้การ 5 ล้าน ลบ.ม. สามารถสนับสนุนการอุปโภค-บริโภคได้ถึงฤดูฝน