ที่ผ่านมา สำนักงานเกษตรจังหวัดราชบุรี ได้พยายามหาแนวทาง

การใช้ประโยชน์จากสับปะรดเหลือทิ้งหลายวิธี โดยส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันแปรรูปผลิตภัณฑ์เบื้องต้น เช่น การคั้นน้ำสับปะรด การปอกและหั่นเนื้อสับปะรดเพื่อส่งขายแก่โรงงานน้ำผลไม้ รวมทั้งนำกากสับปะรดที่เหลือจากการคั้นน้ำสับปะรดไปทำสับปะรดกวน แต่กลุ่มเกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาจำหน่ายที่แน่นอนได้ เนื่องจากโรงงานเป็นผู้กำหนดราคารับซื้อผลผลิต ประกอบกับกลุ่มเกษตรกรขาดความรู้ ความชำนาญในการคั้นน้ำ การปอกและหั่นสับปะรด โครงการดังกล่าว จึงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร

นักวิจัยสาขาวิชาเทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (มรมจ. : MCRU) ประกอบด้วย นางสาวชนกภัทร ผดุงอรรถ นางสวรรยา ปัญญานันท์ นางวรรณรัตน์ เฉลิมแสนยากร ได้รับทุนสนับสนุน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มุ่งศึกษาวิจัยการเพิ่มคุณค่าและคุณประโยชน์สับปะรดเหลือทิ้ง โดยทีมนักวิจัยสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองจอก ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี นำความรู้ด้านวิชาการมาพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้แปรรูปอาหารรูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ในรูปแบบเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรด (Pineapple Vinegar) และเครื่องดื่มน้ำสับปะรดไซเดอร์ (Pineapple Cider) ผสมน้ำผึ้งแท้ 100%

ทีมนักวิจัยและกลุ่มเกษตรกรฯ เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจากสับปะรดให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงกระบวนการหมักแอลกอฮอล์ กระบวนการหมักน้ำส้มสายชูหมัก การกรองน้ำส้มสายชูหมัก การพาสเจอไรซ์ การบรรจุขวด และการติดฉลาก เพื่อให้สามารถจำหน่ายในท้องตลาดได้ ขณะเดียวกันนักวิจัยได้ต่อยอดความรู้ด้านการแปรรูปเบื้องต้น เช่น การคั้นน้ำสับปะรดที่กลุ่มเกษตรกรแปรรูปได้ปฏิบัติอยู่แล้ว การทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษสับปะรดสำหรับใช้กำจัดแมลงศัตรูพืชในไร่สับปะรด ฯลฯ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากจากพืชเศรษฐกิจชุมชนสับปะรดจังหวัดราชบุรี ให้มีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้และเติบโตอย่างยั่งยืน

กระบวนการผลิตน้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดราชบุรี เริ่มจากกำหนดอัตราส่วนน้ำสับปะรด และน้ำสะอาด ที่ระดับ 2 : 1 หลังจากนั้นเติมน้ำตาลทรายเพื่อปรับความหวานให้ได้ 20 บริกซ์ ปรับค่า pH อยู่ระหว่าง 3.5-4.0 และเติม DAP 1 กรัม ต่อน้ำ 1 ลิตร ต้มฆ่าเชื้อที่ 80 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที ขั้นตอนต่อมา แบ่งเป็น 2 ส่วน

แบ่งน้ำสับปะรดใส่แก้วน้ำ รอจนอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียส เติมยีสต์แห้ง 0.25 กรัม ต่อน้ำหนัก 1 ลิตร ตั้งทิ้งไว้ 15 นาที คนให้ยีสต์กระจายตัว
นำน้ำสับปะรดที่เหลือเติมลงในภาชนะที่สะอาด
นำส่วนที่ 1 มาผสม เติมลงในน้ำสับปะรดสำหรับหมักแอลกอฮอล์ หมักอย่างน้อย 1 สัปดาห์ จนได้ไวน์สับปะรดที่มีค่าเปอร์เซ็นต์แอลกอฮอล์ 10% แยกน้ำไวน์เติมหัวเชื้อน้ำส้มสายชูหมักในถาดสแตนเลส ที่อุณหภูมิห้อง นาน 7-10 วัน บรรจุขวด ต้มฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 5 นาที

เทไวน์สับปะรด 300 mL (มิลลิลิตร) เติมน้ำสับปะรดเข้มข้น 600 mL ถ่ายเชื้อ Acetobacter aceti สายพันธุ์ 102 ปริมาตร 100 mL ลงไปในถาดสแตนเลส ปิดคลุมด้วยแผ่นคลุมพลาสติกเจาะรูเล็กๆ ให้ทั่วแผ่น ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง 2 วัน ก็จะได้หัวเชื้อน้ำส้มสายชูหมัก

ขั้นตอนต่อมา เติมไวน์สับปะรด 1,000 mL ลงไปในถาดสแตนเลส ที่มีหัวเชื้อน้ำส้มสายชูหมัก ปิดคลุมด้วยแผ่นพลาสติกเจาะรูเล็กๆ ให้ทั่วแผ่น ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง 3-7 วัน ก็จะได้น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดราชบุรี

เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดราชบุรี ผ่านกระบวนการหมักด้วยวิธีธรรมชาติ จากน้ำสับปะรดราชบุรีคั้นสดแท้ 100% ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ช่วงวัยกลางคน อายุ 35 ปีขึ้นไป เพราะการบริโภคน้ำส้มสายชูหมัก เพียงวันละ 2-3 ช้อนโต๊ะ (15 mL) เป็นประจำ จะช่วยฟื้นฟูร่างกายจากอาการอาหารไม่ย่อย ไขมันสะสม น้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง และอาการอักเสบ (อ้างอิงจากเอกสารวิชาการ ของ Samad และคณะ : 2016)

เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพิ่มรายได้

200-800 เท่า จาก “สับปะรดตกเกรด”

ช่วงเกิดวิกฤตภัยแล้งยาวนาน หากมีสับปะรดตกเกรดสัก 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม กลุ่มเกษตรกรจะขายผลผลิตได้แค่กิโลกรัมละ 50 สตางค์ มีรายได้เพียงแค่ 500 บาทเท่านั้น (สับปะรดผลสด คำนวณผลผลิตสามารถใช้ประโยชน์ได้ดังนี้ เปลือก-แกน ร้อยละ 40 กากที่เหลือจากการคั้นน้ำสับปะรด ร้อยละ 20 และน้ำสับปะรด ร้อยละ 40)

หากใช้สับปะรดตกเกรด 1,000 กิโลกรัม นำมาแปรรูปเป็น “สับปะรดกวน” หลังแยกกากสับปะรดออกไป 200 กิโลกรัม เหลือเนื้อสับปะรดมาแปรรูป จะมีค่าต้นทุนวัตถุดิบ 1,576 บาท จะได้เนื้อสับปะรดกวน 100 กิโลกรัม ขายส่งในราคากิโลกรัมละ 120 บาท ขายปลีกในราคา ขีดละ 20 บาท กลุ่มเกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้น 20-35 เท่า เมื่อเทียบกับรายได้จากการขายสับปะรดตกเกรด

หากใช้สับปะรดตกเกรด 1,000 กิโลกรัม นำมาแปรรูปเป็น “น้ำส้มสายชูหมัก” จะได้น้ำสับปะรด 400 กิโลกรัม นำมาผลิตเป็น น้ำส้มสายชูหมักได้ 300 ลิตร บรรจุขวดแก้ว 100 mLจำนวน 3,000 ขวด มีต้นทุนการผลิตรวมบรรจุภัณฑ์อยู่ที่ 18,300 บาท จำหน่ายในราคา ขวดละ 35 บาท หลังหักต้นทุน รายได้ของเกษตรกรจะเพิ่มขึ้นถึง 200 เท่า เมื่อเทียบกับรายได้จากการขายสับปะรดตกเกรด

หากนำสับปะรดตกเกรด 1,000 กิโลกรัม มาแปรรูปเป็น “เครื่องดื่มสับปะรดไซเดอร์” จะได้น้ำส้มสายชูหมัก 300 ลิตร ผลิตเป็นเครื่องดื่มสับปะรดไซเดอร์ บรรจุขวดแก้ว 200 mLจำนวน 20,000 ขวด จะใช้ต้นทุนรวมบรรจุภัณฑ์ 200,000 บาท จำหน่ายเครื่องดื่มสับปะรดไซเดอร์ ขวดละ 35 บาท สามารถสร้างรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกรฯ ถึง 800 เท่า เมื่อเทียบกับรายได้จากการขายสับปะรดตกเกรด

ผู้สนใจ สามารถเยี่ยมชมกระบวนการผลิตเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดราชบุรี ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองจอก ตั้งอยู่ เลขที่ 74/1 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี เบอร์โทรศัพท์ 080-024-9952, 089-910-1254 และ 092-991-3343 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง เลขที่ 46 หมู่ที่ 3 ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี 70150 โทรศัพท์ 032-720-536-9

ขอขอบคุณ เฟซบุ๊ก “ยิ่งกว่าสับปะรด” ที่อนุเคราะห์ภาพผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ น้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดราชบุรี มาใช้ประกอบเนื้อข่าวในครั้งนี้

“ละอุ่น” เป็นชื่ออำเภอหนึ่งใน 5 อำเภอ ของจังหวัดระนอง มีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขา สลับกับพื้นที่ราบเชิงเขา เกษตรกรส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และสวนผลไม้แบบผสมผสาน และที่บ้านในวง ตำบลในวงเหนือ อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง เกษตรกรได้ทำเกษตรหลากหลายทั้งไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผักต่างๆ รวมทั้งปลูกข้าวไร่ในสวนผลไม้ ตามแนวเกษตรพอเพียง เช่น เกษตรกรรายนี้ คุณบุญเลิศ ปานสวี

เกษตรกรดีเด่น
สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม จ.ระนอง ปี 2554
คุณบุญเลิศ ปานสวี อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 61 หมู่ที่ 2 ตำบลในวงเหนือ อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง ทำการเกษตรแบบพอเพียงบนเนื้อที่เพียง 10 ไร่ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ อยู่แบบพอเพียง เป็นต้นแบบของเกษตรกร อีกทั้งเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงของอำเภอละอุ่น และได้รับการคัดเลือกจากจังหวัดระนองให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสม ปี 2554 ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง

กิจกรรมเกษตรผสมผสาน
บนเนื้อที่เพียง 10 ไร่ คุณบุญเลิศ มีกิจกรรมการเกษตรผสมผสาน ได้แก่

ด้านการปลูกพืช
– พืชหลัก ได้แก่ ทุเรียน มังคุด ลองกอง
– พืชเสริม ได้แก่ ผักเหลียง สับปะรด เสาวรส มันสำปะหลัง
– พืชผัก ได้แก่ ผักบุ้ง ผักคะน้า บวบ ฟักทอง มะระ ถั่วฝักยาว เป็นต้น
– พืชอื่นๆ ได้แก่ กล้วย หมาก ไม้ใช้สอย

ด้านเลี้ยงสัตว์
– เลี้ยงวัว ไว้ใช้งานในสวนโดยลากไม้แทนเครื่องจักร
– เลี้ยงหมู เลี้ยงห่าน เลี้ยงไก่

ศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียง
คุณบุญเลิศ ทำกิจกรรมเกษตรแบบพอเพียงอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน เป็นต้นแบบให้กับเพื่อนเกษตรกรข้างเคียง อำเภอละอุ่นจึงคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรพอเพียงของอำเภอ มีเกษตรกรมาศึกษาดูงานทั้งจากในพื้นที่ และจากต่างจังหวัด มาศึกษาดูงานเป็นระยะ นับเป็นการช่วยเหลือสังคม ในการแบ่งปันองค์ความรู้ในการทำการเกษตรแบบพอเพียงให้ครอบคลุมและกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

ปลูกข้าวไร่ ในสวนผลไม้
ในยุคข้าวยากหมากแพง น้ำมันแพง ข้าวราคาแพง และเกือบทุกอย่างแพงทั้งนั้น หลายจังหวัดของประเทศประสบกับมหาอุทกภัย แต่คุณบุญเลิศไม่เดือดร้อน เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยการปลูกพืชหลากหลาย มีกิน มีใช้ตลอดปี รวมทั้งมีการปลูกข้าวไร่พันธุ์ดอกพยอม

คุณบุญเลิศ เล่าว่า มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งบอกว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกปาล์มน้ำมัน ปลูกยางพารา เมื่อนำผลผลิตไปขาย ก็ต้องซื้อข้าวมารับประทาน ทำไมเราไม่ปลูกข้าวรับประทานเอง แค่พอเลี้ยงครอบครัวก็พอแล้ว ปีหน้าปลูกใหม่จะทำให้ไม่ต้องซื้อข้าวรับประทานแน่นอน จึงได้ทดลองปลูกข้าวไร่ในพื้นที่ว่างในสวนผลไม้ ปรากฏว่าถึงวันนี้ ข้าวเจริญเติบโตดี ออกรวงเหลืองอร่าม จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว

คุณบุญเลิศ ปลูกข้าวไร่ในสวนผลไม้ที่อยู่บริเวณข้างบ้าน โดยเลือกบริเวณที่โล่ง แสงแดดส่องถึง รวม 3 จุด เนื้อที่ปลูกข้าวไร่ ประมาณ 2 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตข้าวมากพอสมควร เก็บไว้รับประทานได้ภายในครอบครัวได้ตลอดปี และในปีต่อๆ ไป จะปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง

ร้านตากหมาก
หนึ่งเดียวในระนอง
ด้วยความที่คุณบุญเลิศ ทำการเกษตรผสมผสานหลากหลาย รวมทั้งการปลูกหมาก ตามหัวไร่ปลายนา แต่ละปีมีผลผลิตหมาก ประมาณ 5 ตัน แต่ปัญหาสำคัญ คือ ระนอง เมืองฝนแปด แดดสี่ แปลว่า ฝนตกมากทำให้หมากเปียก ชื้น ขึ้นรา คุณภาพต่ำ จึงได้คิดหาหนทางแก้ปัญหาดังกล่าว โดยการทำร้านตากหมากด้วยมือ

รูปแบบการสร้าง โดยสร้างร้านขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร ยกเสา 6 ต้น สูงประมาณ 3 เมตร เหตุผลที่ยกเสาสูง คุณบุญเลิศ บอกว่า เพื่อใช้ประโยชน์พื้นที่ด้านล่างเป็นที่เก็บของ วัสดุการเกษตร ปุ๋ย หรือเก็บรถไถ และป้องกันน้ำท่วมได้ด้วย

“ด้านบนเป็นพื้น หลังคามุงจากเป็นจั่ว ปิด-เปิด ได้ เมื่อจะตากหมากก็ใช้รอกดึงหมากขึ้นไปตากบนร้าน ได้ครั้งละ 1-2 ตัน วันไหนแดดดี ก็เปิดหลังคาอ้าออกทั้ง 2 ข้าง รับแดด โดยมีเชือกยึดดึงไว้ และหากฝนตกมา ก็ดึงเชือกให้หลังคาหุบเข้าหากัน แค่นี้หมากก็ไม่เปียกฝน แห้งเร็ว ไม่ขึ้นรา เมื่อหมากแห้งดีแล้วก็สามารถขายได้ราคาคุณภาพดีด้วย”

สำหรับวิธีการนำหมากลงจากร้านโดยเจาะรูกลางลานตาก แล้วกวาดหมากให้ไหลลงตามรูหรือท่อที่เตรียมไว้ เป็นสังกะสี หรือเย็บด้วยผ้า ปลายท่อมีภาชนะรองรับ เช่น กระสอบ เข่ง ซึ่งทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก ร้านตากหมากนี้ ทำมาแล้วกว่า 3 ปี ใช้ได้ผลดี คุณบุญเลิศ ยืนยันด้วยความมั่นใจ

“ผักกาดขาวปลี” ผักใบใหญ่ ต้นขาว อวบ กินง่ายและอยู่ในหลายเมนูประจำบ้านของคนไทย หากินได้ทุกฤดูกาล ถือเป็นเป็นพืชผักเศรษฐกิจ ที่มีความต้องการของตลาดต่อเนื่องทั้งปี ปัจจุบันมีเนื้อที่เพาะปลูกผักกาดขาวปลีประมาณ 30,816 ไร่ ครอบคลุม 31 จังหวัด โดยแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ได้แก่ เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ พิษณุโลก กาญจนบุรี และตาก ทั้งนี้ แม้ว่า จ.กาญจนบุรี มีพื้นที่ปลูกมากเป็นอันดับ 4 แต่มีผลผลิตสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เฉลี่ย 3,734 กิโลกรัม/ไร่ (ข้อมูล : กรมส่งเสริมการเกษตร : พฤศจิกายน 2561)

ผักกาดขาวปลีเป็นพืชที่เกษตรกรนิยมปลูก เนื่องจากเป็นพืชอายุสั้น ให้ผลผลิตเร็วเพียง 40-45 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตและจำหน่ายสู่ตลาด สามารถสร้างรายได้เร็ว ซึ่งครั้งนี้จะพาไปล้วงเคล็ดลับการปลูกผักกาดขาวปลีใน อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี กับคุณมิน-กฤตา เกษมวิริยนนท์ เกษตรกรรุ่นใหม่ ที่สั่งสมประสบการณ์ปลูกผักกาดขาวปลีมากกว่า 10 ปี โดยเรียนรู้จากรุ่นแม่ และเมื่อเธอมีครอบครัวของตัวเอง จึงแยกตัวออกมาปลูกผักกาดขาวปลีร่วมกับสามี และขยายพื้นที่เพาะปลูกจาก 3 ไร่ เป็น 20 ไร่ สร้างผลผลิตต่อไร่ราว 3 – 3.5 ตัน และด้วยผลผลิตมีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด จึงมีแม่ค้าเข้ามารับซื้อและให้ราคาเฉลี่ย 25,000 บาทต่อไร่ หักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว ยังเหลือผลกำไรอย่างน้อย 30% กว่าจะประสบความสำเร็จในวันนี้ คุณมิน ผ่านการลองผิดลองถูก และใส่ใจในทุกขั้นตอนการปลูก ลองไปดูกันว่าเธอมีเคล็ดลับอย่างไรบ้าง

เลือกสายพันธุ์ดี
ปลูกได้ทุกฤดู ตลาดต้องการตลอดปี
“ผักกาดขาวปลี” สายพันธุ์ที่ปลูกในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ “กลุ่มพันธุ์หนัก” ลักษณะการเข้าปลีจะแน่น หัวใหญ่ อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 60-65 วัน หลังย้ายกล้า มักปลูกกันในภาคเหนือ บนเขาหรือพื้นที่ที่มีอากาศเย็นและ “กลุ่มพันธุ์เบา” การเข้าปลีจะหลวมกว่า อายุการเก็บเกี่ยวประมาณ 40-45 วันหลังหยอดเมล็ดเท่านั้น สามารถปลูกได้ทั่วประเทศ และหากเป็นดินร่วนปนทราย จะยิ่งชอบเป็นพิเศษ

สำหรับผักกาดขาวปลีพันธุ์ที่คุณมินเลือกปลูก คือ สายพันธุ์ดีน่าร์ เพราะสามารถปลูกได้ทุกฤดู สร้างรายได้ตลอดทั้งปี ที่สำคัญคือ อัตราการงอกสูง ผลผลิตมีคุณภาพดี ตรงตามสเป็คที่ตลาดต้องการ

“เมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวปลีดีน่าร์ นั้นมีอัตรางอกสูงมากเกือบ 100% ปลูกง่าย เพราะต้นแข็งแรง โตไว ห่อหัวดี สีเขียวสวย ทนต่อสภาพแวดล้อม ทั้งนี้ “ผักกาดขาวปลี” เป็นพืชที่ต้องการนํ้าอย่างสมํ่าเสมอในการปลูก เกษตรกร ต้องคอยสังเกตควบคุมความชื้นของดินให้ดี เนื่องจากมีผลต่อการงอกของเมล็ดโดยตรง ต้องปั่นน้ำ หรือรดน้ำให้สม่ำเสมอ หากให้น้ำมากไปหน้าดินจะกลบจนเมล็ดไม่งอก หรือหากให้น้ำน้อยเกินไป หน้าดินแห้งเมล็ดพันธุ์ก็จะไม่งอกเช่นกัน” คุณมิน เผยเคล็ดลับการปลูกผักกาดขาวปลีให้ฟัง

การเตรียมแปลง-ความใส่ใจ
พื้นฐานสำคัญของการปลูก “ผักกาดขาวปลี” คุณภาพ
การเตรียมดิน และการจัดการแปลงที่ดีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการปลูกพืชที่เกษตรควรให้ความสำคัญ เพราะผลต่อการเจริญเติบโตของผัก และมีส่วนในการป้องกันโรคทางดินที่เกิดจากเชื้อรา-แบคทีเรีย ได้ในระยะยาว

“การเตรียมดินก่อนปลูกมีความสำคัญมาก ก่อนปลูกจะต้องปรับหน้าดิน ถางหญ้ากำจัดวัชพืชให้เรียบร้อย จากนั้นทำการตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรค-แบคทีเรียในดินก่อนปลูกเป็นเวลา 1 สัปดาห์ เมื่อทำการปรับหน้าดินแล้วจึงยกร่องขึ้นแปลงปลูกด้วยความสูงประมาณหนึ่งคืบ หรือ 20 เซนติเมตรจากพื้น เพื่อช่วยให้การระบายน้ำในแปลงดีขึ้น เพราะผักกาดขาวปลีนั้นเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำแฉะ ถ้าความชื้นในดินมีมากจนเกินไป การระบายถ่ายเทน้ำไม่ดีพอ จะทำให้สภาพลำต้นของผักกาดขาวปลีโดยรวมอ่อนแอ เชื้อโรคทางดินสามารถเข้าทำลายได้ง่าย

สำหรับ “โรคทางดิน” ที่ต้องระวังในผักกาดขาวปลีนั้นคือ “โรคเน่า” ลักษณะอาการที่ปรากฎคือผักจะเป็นจุดฉ่ำน้ำ ต่อมาใบจะเริ่มเน่า และลามไปยังรากอย่างรวดเร็วภายในเวลา 2-3 วัน พบมากในช่วงฤดูฝน ดังนั้น เกษตรกรต้องหมั่นตรวจแปลงทุกวันว่ามีการระบายน้ำที่ดีหรือไม่” คุณมิน เล่าหลักการเตรียมแปลงให้ฟังอย่างละเอียด

นอกจากการป้องกันโรคทางดินแล้ว สมัครแทงบอลออนไลน์ ศัตรูพืชสำคัญของผักกาดขาวปลีที่ต้องระวังคือ “หนอนใยผัก” ทั้งใน “ระยะตัวหนอน” ที่จะกัดกินใบพืชจนเป็นรูพรุนเหลือแต่ก้านใบ และ “ระยะตัวเต็มวัย” หรือที่เกษตรกรเรียกว่า “แม่บิน” เป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็กที่จะเข้ามาวางไข่ในแปลงเพาะปลูก และกลายเป็นตัวหนอนระบาดได้อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา

โดยคุณมิน เผยว่า ช่วงที่ต้องระวังหนอนใยผักเป็นพิเศษคือช่วงที่ผักอายุประมาณ 10 วัน เพราะใบพืชกำลังอ่อน สามารถถูกกัดกินได้ง่าย ดังนั้น วิธีที่ช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่งคือ เกษตรกรต้องใส่ใจขั้นสุด หมั่นลงเดินตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอทุกวัน หากพบศัตรูพืชต้องรีบทำลายทันที

เทคนิคบำรุงผักกาดขาวปลีให้หัวใหญ่ ใบหนา
ต้นอวบ น้ำหนักดี ตรงสเป็คแม่ค้า
การบำรุงผลผลิตด้วยการเติมธาตุอาหารให้เหมาะสมกับช่วงเวลาที่พืชต้องการ นับเป็นเคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้ผักกาดขาวปลีหัวใหญ่ ห่อดี มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของตลาด โดยคุณมิน นั้นได้แบ่งการบำรุงออกเป็น 3 ช่วง ตามระยะการเติบโตของพืช ดังนี้

• ช่วงที่ 1 : ผักกาดขาวปลี อายุ 10-15 วัน ใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 จำนวน 1 ครั้ง อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของราก

• ช่วงที่ 2 : ผักกาดขาวปลี อายุ 17-19 วัน ใส่ปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 46-0-0 อีก 1 ครั้ง อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับลำต้น และการเจริญเติบโตที่เพิ่มขึ้น

• ช่วงที่ 3 : ผักกาดขาวปลี อายุ 25-30 วัน ใส่ปุ๋ยบำรุง 3 สูตรคือ ปุ๋ยตรากระต่ายสูตร 16-16-16 บลู อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ ผสมกับปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 13-13-24 อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ และปุ๋ยตรากระต่าย สูตร 21-0-0 อัตรา 25 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อช่วยให้ผักขยายกาบใบใหญ่ ซึ่งผลลัพธ์การใส่ปุ๋ยในช่วงที่ 3 ช่วยให้ผักกาดขาวปลีห่อแน่นและได้น้ำหนักเพิ่มขึ้น