ที่สวนใช้ทั้งเคมีและอินทรีย์ โดยมีหลักการใช้เคมี 6 ครั้ง ต่อปี

และใช้ปุ๋ยอินทรีย์ 4 ครั้ง ต่อปี สลับกัน แต่ถ้าเป็นในช่วงเวลาที่ต้นมีผลผลิตจะไม่ใช้อินทรีย์ จะใช้เคมีอย่างเดียว เนื่องจากเมื่อผลติดเต็มต้น ปุ๋ยอินทรีย์ไม่สามารถให้ธาตุอาหารที่เพียงพอตามที่พืชต้องการได้ โดยปุ๋ยเคมีที่ใช้พื้นฐานคือ สูตรเสมอ 15-15-15 บำรุงต้น ใบ และผล และในส่วนของปุ๋ยอินทรีย์มีสลับใช้ ระหว่าง ปุ๋ยขี้ไก่ ปุ๋ยนกกระทา และปุ๋ยขี้ค้างคาว บ้างตามความเหมาะสม

ผลผลิตต่อไร่ …เก็บได้ตามอายุของต้น ส้มโอใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 3-4 ปี ช่วงที่ให้ผลผลิตครั้งแรกจะยังเก็บผลผลิตได้ไม่มาก เนื่องจากต้นยังเล็ก 1 ต้น จะไว้ผลไม่เกิน 5-10 ผล หลังจากนั้นเมื่อต้นเข้าสู่ปีที่ 5 จะเริ่มไว้ผลผลิตมากขึ้น เป็นต้นละประมาณ 50-60 ผล จนถึง 8 ปีขึ้นไปจะไว้ผลได้ประมาณ 150-200 ผล ต่อต้น ต่อปี ในปีที่แล้วที่สวนเก็บผลผลิตได้ต่อต้นประมาณ 50 ผล ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 80-100 ผล

รายได้ …มากหรือน้อยขึ้นอยู่ที่อายุของต้นและราคาตามกลไกตลาด ที่สวนมีส้มโอ 800 ต้น ปีที่แล้วเก็บผลผลิตได้ 35,000 ลูก สร้างรายได้กว่า 7 ล้านบาท ในปีนี้ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องผลิตส้มโอให้ได้ไม่ต่ำกว่า 50,000 ลูก และต้องสร้างรายได้เข้าสวนเพิ่มขึ้น ต้องไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ส้มโอทับทิมสยาม ชิณวงศ์ฟาร์ม ปากพนัง
รสชาติหวาน เด่นเรื่องการตลาด
เจ้าของบอกว่า ส้มโอของชิณวงศ์ฟาร์ม ยังไม่ถือว่าประสบผลสำเร็จด้านการผลิต แต่จะประสบความสำเร็จในด้านการตลาดมากๆ ทุกวันนี้ผลผลิตของที่สวนถือว่าทำได้น้อยกว่าสวนที่มีประสบการณ์มาหลายสิบปี แต่ด้านคุณภาพส้มโอทับทิมสยามของที่สวนไม่เป็นสองรองใคร จนสามารถทำราคาได้สูงและสามารถทำส่งออกได้ ด้วยจุดเด่นที่กล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า “ไม่หวาน เราไม่ขาย ไม่พอใจยินดีคืนเงิน” ลูกค้าจะต้องได้ผลผลิตที่มีคุณภาพไปเท่านั้น โดยกำหนดความหวานของส้มโอสำหรับส่งออก ต้องไม่ต่ำกว่า 10 องศาบริกซ์ แต่ถ้าส่งตลาดในประเทศจะกำหนดให้ความหวานไม่ต่ำกว่า 13 องศาบริกซ์ เพราะคนไทยชอบรับประทานหวาน แต่ต่างประเทศชอบรับประทานแบบหวานอมเปรี้ยว

โดยตลาดส่งออกหลักส้มโอทับทิมสยามของที่สวนคือ ประเทศจีน ในปี’61 ที่ผ่านมา มีการส่งออกส้มโอทับทิมสยามไปจีนรวมกับสวนอื่นๆ ประมาณ 150,000 ลูก ในราคาเริ่มตั้งแต่ กิโลกรัมละ 220-350 บาท ตามน้ำหนักของส้มโอ ถือว่าราคาต่างกับส่งที่ไทยมากๆ และเวลาทางจีนสั่งมา จะสั่งมาทีละเยอะๆ เจ้าของสวนไม่ต้องเสียเวลาไปขาย การจัดการต้นทุนก็น้อยกว่า ได้ราคาดีกว่า แต่ก็อยากจะแนะนำพี่น้องชาวสวนด้วยกันว่า ก็ยังอยากให้รักษาตลาดในประเทศไว้ด้วย เพื่อป้องกันความเสี่ยง เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น มีเกษตรกรหลายรายเจ๊งเพราะมองตลาดไว้ด้านเดียว เพราะฉะนั้นเกษตรกรต้องมีลูกค้าฐานแฟนคลับเป็นของตัวเองในประเทศด้วย รายย่อยที่ดูยุ่งยาก วุ่นวาย แต่พวกเขาเหล่านี้เปรียบเสมือนไข่ที่วางไว้ในตะกร้าที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงให้เราได้

ฝากถึงเกษตรกรอยากทำสวน
ต้องให้ความรักและเอาใจใส่
“การจะทำสวนอะไรก็แล้วแต่ คือเราต้องมีใจรักจริงๆ แล้วต้องทำตัวให้เป็นเกษตรกรจริงๆ ไม่ใช่ทำตัวแค่เป็นคนมีสวน แต่ต้องสร้างสวน ต้องเป็นคนทำสวนด้วยตนเอง รักและเอาใจใส่ ดูแลเขา เพราะเขาคือความหวังของเรา แต่ถ้าเราละเลยไม่ใส่ใจ ไม่มีทางที่เขาจะรักเราคืนได้เลย และต้องมีความขยัน ความใส่ใจเรียนรู้ และแก้ปัญหา ไม่มีการทำอาชีพอะไรที่ไม่มีปัญหาและอุปสรรค ถ้าเราอยากทำแล้วได้ผลตอบแทนสูง เราต้องพบปัญหาและอุปสรรค ซึ่งเวลา 8 ปี ที่พี่อยู่กับสวนมานี้ พี่คิดว่าตัวเองตัดสินใจได้ดีมากที่เลือกเดินเส้นทางสายเกษตร และมาถูกทางมาก และจะพยายามผลิตส้มโอทับทิมสยามให้เป็นสินค้าเกษตรของไทยให้กลายเป็นของขวัญของฝากของโลก ไม่ใช่แค่ของฝากในประเทศ” คุณวาริน กล่าวทิ้งท้าย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสนใจติดต่อเข้าเยี่ยมชมสวนส้มโอทับทิมสยาม ชิณวงศ์ฟาร์ม

คุณกัลยาณี อ่อนทอง เกษตรกรต้นแบบ (Smart Farmer) อำเภอเกาะยาว พังงา ใช้ชีวิตตามหลักปรัชญา “ เศรษฐกิจพอเพียง” สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน

โดยสวนตั้งอยู่ หมู่ที่ 1 บ้านท่าค่าย ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เป็นสวนเกษตรผสมผสาน ในพื้นที่ 1.5 ไร่ ปลูกพืชหลากหลายชนิด เช่น มะละกอ กล้วยหอม ฝรั่ง เสาวรส มัลเบอรี่ มะพร้าวน้ำหอม แก้วมังกร มะนาว พืชผักสวนครัว เพาะถั่วงอก เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ไว้บริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นรายได้เสริม

นอกจากนี้ ยังปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และผักในโรงเรือนระบบปิด ขนาด 6×20 เมตร ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเกษตรจังหวัดพังงาและสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว เพื่อเป็นจุดเรียนรู้การปลูกผักปลอดภัยจากสารพิษ สนับสนุนการท่องเที่ยวของอำเภอเกาะยาว และยังมีไม้ยืนต้น อย่าง ต้นสักทอง ตะเคียนทอง อีกจำนวนหนึ่ง ปลูกไว้เพื่อเป็นร่มเงาและไว้สร้างที่อยู่อาศัยให้ลูกหลานในอนาคต

พืชที่สร้างรายได้หลักคือ ผักไฮโดรปนิกส์ ที่ปลูกทั้งผักกาดขาว ผักกาดเขียวปลี คะน้า กวางตุ้ง จำหน่าย กิโลกรัมละ 70 บาท และผักสลัด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมาก สามารถจำหน่ายได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 120 บาท สำหรับการปลูกผักชนิดไหน จะดูความต้องการของตลาดเป็นหลัก หรือที่เรียกว่าใช้ตลาดนำการผลิต ผักชนิดไหนปลูกแล้วขายดีก็จะปลูกผักชนิดนั้นมากหน่อย

สำหรับผักสลัดจะปลูกตลอด เนื่องจากมีลูกค้าประจำ ซึ่งจะขายดีมากช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ผักชนิดอื่นก็จะปลูกสลับหมุนเวียนกันไปตลอดทั้งปี เพื่อตัดวงจรของโรคแมลงศัตรูพืช สำหรับโรงเรือนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์นั้น ได้คิดค้นทำขึ้นเอง เพื่อลดต้นทุนค่าโรงเรือนที่มีราคาสูง ทำให้ลดต้นทุนการผลิตลงได้มาก

ส่วนพืชที่สร้างรายได้อีกชนิดคือ ถั่วงอกปลอดสาร เมื่อก่อนเคยเพาะถั่วงอกคอนโดฯ โดยการใช้กระสอบ แต่เน่าเสียง่าย เนื่องจากเชื้อรา และต้องใช้เวลามากกว่าจะเสร็จทุกขั้นตอน จึงปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะใหม่ เป็นแบบไม่ต้องใช้กระสอบ

วิธีทำก็ง่ายมาก เพียงแค่นำเมล็ดถั่วเขียวที่แช่น้ำไว้ 6-8 ชั่วโมง ใส่ในถังหรือกะละมังที่เจาะรูระบายน้ำไว้ด้านล่าง ปิดฝา และรดน้ำทุก 3 ชั่วโมง แค่ 3 วัน ก็สามารถจำหน่ายได้แล้ว แต่การเพาะทั้งสองวิธีนี้ต่างก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ข้อดีของถั่วงอกคอนโดฯ คือ ต้นจะอ้วนกว่า ดูสวยกว่า เพราะตัดรากออก ส่วนข้อเสียคือ มักเกิดเชื้อราได้ง่าย ทำให้ถั่วงอกเน่า และเสียเวลาในการทำทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเพาะ ตัดราก ขูดรากที่ติดอยู่ที่กระสอบออกล้างทำความสะอาดกระสอบ เสร็จแล้วก็นำไปตากแดดฆ่าเชื้อ กว่าจะเสร็จต้องใช้เวลานานพอสมควร

ส่วนข้อดีของการเพาะแบบไม่ต้องใช้กระสอบคือ ทำได้ง่าย ทำได้เร็วกว่า ช่วยลดการเน่าเสียได้มาก ลดต้นทุนค่ากระสอบ ลดขั้นตอนการทำลงได้มาก แต่มีข้อเสียคือ ถั่วงอกที่ได้จะผอมกว่าเล็กน้อย และดูไม่สวยเท่าถั่วงอกคอนโดฯ รากติดอยู่ แต่ถึงต้นจะผอมกว่าก็ไม่ได้ทำให้น้ำหนักน้อยลง เพราะไม่ได้เอารากออก และไม่ได้มีปัญหาเรื่องการตลาด เพราะลูกค้าทุกคนจะให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยมากกว่าความสวยงาม สามารถจำหน่ายได้ราคากิโลกรัมละ 40 บาท

ถั่วเขียว 1 กิโลกรัม สามารถเพาะถั่วงอกได้ 6 กิโลกรัม เพาะวันละ 2-3 กิโลกรัม ที่ผ่านมามีเกษตรกรและนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน ซึ่งตนก็ยินดีให้คำแนะนำด้วยความเต็มใจ

ในแต่ละวันนอกจากลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน เนื่องจากทุกอย่างมีอยู่ในสวน ยังสามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายสร้างรายได้ วันละ 500-1,200 บาท ซึ่งพอเพียงต่อการดำรงชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง และต่อยอดโดยการขยายพื้นที่ปลูกให้มากกว่าเดิม เพื่อเพิ่มรายได้ให้ครอบครัว เป็นการทำเกษตรแบบพอเพียงตามรอยพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงชี้นำแนวทางการทำการเกษตรที่ดีที่สุดให้ราษฎรของพระองค์

ช่วยลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ได้ทำงานอยู่ที่บ้านของตัวเอง ครอบครัวได้ทำงานร่วมกัน มีรายได้ทุกวัน อาจไม่ได้เงินมากมาย แต่สิ่งที่ได้มากกว่านั้นคือ ความสุข สุขที่ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ สุขที่ได้เห็นต้นไม้ทุกต้นเจริญเติบโตด้วยสองมือเรา และสุขที่ได้กินพืชที่ปลอดภัย ได้แบ่งปัน ได้จำหน่ายผักปลอดภัย คุณภาพดีให้ลูกค้า

ซึ่งที่สวนจะไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดโรคแมลง แต่จะใช้สารชีวภัณฑ์และพืชสมุนไพรแทนสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดความรู้จากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว จึงมั่นใจได้ว่าพืชผักที่มาจากสวนทุกชนิด ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน

คุณสมโภชน์ ชูศิริ อดีตผู้อำนวยการโครงประทานจังหวัดตราดและจังหวัดจันทบุรี เกษียณอายุมาตั้งแต่ ปี 2554 เขาเล่าว่า เมื่อ 20 ปีที่แล้ว…ไม่มั่นใจในอาชีพรับราชการ จึงได้นำที่ดินมรดก 40 ไร่มาพัฒนาสวนเกษตรอินทรีย์ชื่อว่า “สวนทอฝัน” มีสัตว์เลี้ยงที่สวยงามอย่างไก่ฟ้า ม้าที่ช่วยกัดกินหญ้า และอุดมด้วยพืชผลนานาชนิด ล้วนให้ผลผลิตแล้วทั้งสิ้น มังคุด ลองกอง ปาล์มน้ำมัน อินทผลัม และมะนาวแข่งขันกันเติบโตและให้ผลตอบแทนเป็นรายได้หลักแสนในแต่ละปี

เจ้าของสวนบอกว่า เป็นความโชคดีที่ได้มรดกสวนจากคุณแม่มาเป็นต้นทุนสำคัญ ด้วยการค่อยๆ สร้างพืชผลใหม่ด้วยเงินออม เงินสะสมด้วยหลักของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงตลอดชีวิตรับราชการ เขายืนยันว่าฝันเขายังไม่จบเพียงวันนี้ อนาคตยังมีฝันอีกมากมาย โดยเฉพาะเมื่อส่งผ่านไปยัง คุณฐาปนา ชูศิริ ลูกชายคนเล็กที่จบปริญญาตรี สาขามัณฑศิลป์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ที่จะช่วยถักทอสานต่อสวนทอฝัน เริ่มสะสมทุน

“สวนทอฝัน” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งนนทรี อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด อยู่ห่างจากตัวอำเภอเขาสมิงไปเพียง 3 กิโลเมตร บริเวณสวนร่มรื่น ตั้งแต่เข้าไปในเขตสวนทอฝัน ร่มรื่นด้วยสวนมังคุด ลองกอง ปาล์มน้ำมัน อินทผลัม มะนาว ด้านหลังสวนปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ สวนไผ่ ริมฝั่งแม่น้ำเขาสมิงมีเรือนรับรองอยู่ริมน้ำ รับลมโกรกเย็นสบายตลอดเวลา ไม่ร้อนสักนิดแม้จะเป็นเวลาช่วงเที่ยงๆ แดดแรงจัด ช่วงเวลาพูดคุยกันเห็นว่ามีเกษตรรุ่นใหม่วัยหลังเกษียณแวะเวียนมาชมสวนมะนาว อินทผลัม พร้อมหาความรู้ขอคำแนะนำ

“สมโภชน์” ชาวจังหวัดตราดแท้ๆ เล่าว่า เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวชลประทาน จากมหาลัยเกษตรศาสตร์ ก็เริ่มต้นรับราชการ ไต่เต้าตามลำดับขั้นในกรมชลประทาน จนกระทั่งตำแหน่งก่อนเกษียณในปี 2554 คือ ผู้อำนวยการโครงประทานจังหวัดตราด 5 ปี และย้ายมาเกษียณตำแหน่งเดียวกันที่จังหวัดจันทบุรี 3 ปี ช่วงรับราชการมีครอบครัวและลูก 3 คน ช่วงเวลาหนึ่งเห็นว่าชีวิตราชการไม่น่าจะมั่นคง จึงคิดอยากทำสวนไว้ในอนาคตเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตครอบครัว โชคดีที่มีที่ดินสวนยางพารา 40 ไร่ ที่แม่ยกให้เป็นต้นทุนเดิม ซึ่งกว่าจะได้เริ่มลงมือทำจริงจังก็เข้าสู่ปี 2530

“ช่วงปี 2522-2525 ไปช่วยงานสร้างเขื่อนอ่างเก็บน้ำในค่ายอพยพชาวกัมพูชาที่ชายแดนเขาล้าน จังหวัดตราด สัมผัสกับการสู้รบในแนวชายแดน ท่ามกลางเสียงปืนและระเบิด เห็นว่าชีวิตการทำงานเสี่ยง ไม่ปลอดภัย อาจจะเสียชีวิตหรือพิการได้ ตอนนั้นความดีความชอบพิเศษไม่ได้เหมือนหน่วยงานอื่น เพราะไม่ได้เป็นการสั่งการให้ไปช่วยทำราชการเหมือนหน่วยงานอื่นๆ จึงคิดหาหลักฐานให้ครอบครัวอีก 4-5 ปี ต่อมาเริ่มบุกเบิกสวนยางพาราและผลไม้ของแม่ที่ไม่มีใครดูแล ใช้เงินออมน้อยนิดลงไปในสวนจากเงินเดือนที่ได้เดือนละ 3,000-4,000 บาท พร้อมๆ กับพยายามหาความรู้ไปเรื่อยๆ ประกอบกับพื้นฐานเป็นลูกชาวสวนอยู่แล้ว ระยะหลังเงินเดือนเริ่มสูงขึ้นเป็นหลักหมื่น เพราะเป็นคนไม่สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืน หรือตีกอล์ฟเหมือนเพื่อนๆ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์เข้าสวนมีเงินออม ทุ่มลงไปในสวนเดือนละเป็นหมื่นบาท คิดว่าจะรับราชการต่ออีกระยะให้ได้ซี 7 เงินเดือนสูงเก็บสะสมได้มากพอจะลาออกมาทำสวน ถึงเวลาจริงๆ พรรคพวกให้อยู่ซี 8 เพื่อให้ได้สายสะพายก็เลยอยู่ต่อถึงเกษียณ” คุณสมโภชน์ เริ่มเล่าถึงแรงบันดาลใจ

รายได้เงินแสนต่อยอดสวนผลไม้

คุณสมโภชน์ เล่าว่า ช่วงแรกๆ ที่คิดมาทำสวนไม่มีเงินทุนมากนักและยังทำงานรับราชการอยู่ด้วย เริ่มจากใช้เงินลงทุนสะสมจากการเลิกสูบุหรี่ รวมๆ ปีละน่าจะ 100,000-200,000 บาท แล้วคิดหารายได้ต่อยอดด้วยการเลี้ยงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่ฟ้า นกยูง และเพาะพันธุ์ขายลูก เลี้ยงอยู่ 40-50 ตัว การเลี้ยงต้องเอาใจใส่หาวิธีดูแลแบบภูมิปัญญาชาวบ้านให้ไก่แข็งแรงและไม่เจ็บป่วย เช่น ฤดูฝนให้ไก่กินใบกะเพรา พริกขี้หนู มะละกอ แก้หวัดบำรุงร่างกาย และให้กินน้ำผสมน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งได้ผลดี ไก่แข็งแรงขายลูกได้เงินแสน เป็นทุนสะสมทำสวนอย่างจริงจัง เริ่มจากการขุดสระน้ำไว้ 2 แห่ง รวมๆ แล้วประมาณ 3 ไร่ครึ่ง เพื่อให้มีน้ำเพียงพอตลอดปี โค่นยางพาราเก่าปลูกพันธุ์ใหม่ แต่เมื่อได้กรีดกลับเจอปัญหาราคาถูก หาคนกรีดยาก จึงตัดโค่นและเปลี่ยนมาปลูกลองกอง ทุเรียน ปลูกสะละเนินวงศ์แซม แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้ดูแลเอง มีเวลาเฉพาะเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น

ไก่ฟ้าหางยาวลิฟท์แพงสุด

“ไก่ฟ้าที่เลี้ยงมี 2-3 สายพันธุ์ เราจะฟักไข่ในตู้ไม่ให้แม่ฟักเสียเวลาและได้ลูกร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะไก่ฟ้าปีหนึ่งจะออกลูกครั้งเดียว ราคาแต่ละสายพันธุ์ต่างกัน เช่น หางยาวลิฟท์ ราคาคู่ละ 8,000 บาท เยลโล่ 7,000 บาท คอแหวน 3,000 บาท ส่วนนกยูง 5,000 บาท มีรายได้เดือนละ 200,000 บาท พอจะเป็นทุนไปทำสวนได้ ตอนโค่นยางพารา เปลี่ยนมาเป็นสวนลองกอง ทุเรียน แต่เมื่อลองกองออกผลออกมาถูกกดราคาต่ำมาก ทุเรียนโดนน้ำท่วมหนัก คิดใหม่เอาสะละเนินวงศ์มาปลูกแซมในลองกอง ปลูกมังคุด ส้มโอ ขนุนแซม แต่ตอนนั้นไม่ได้ทำจริงจังเพราะย้ายไปทำงานที่ต่างจังหวัด เรียกว่ายังไม่ประสบผลสำเร็จกับสวน” คุณสมโภชน์ ฟื้นความหลัง

ทุนหลังเกษียณขยายผลสวนอินทผลัม มะนาว และส้มโอ

คุณสมโภชน์ เล่าต่อไปว่า สวนทอฝันเปลี่ยนแปลงมาสู่ภาพที่เห็นในปัจจุบัน สวนปาล์ม อินทผลัม มะนาว เริ่มทำไว้ก่อนเกษียณเล็กน้อยเมื่อประมาณ 5-6 ปี เมื่อสวนผลไม้ลองกอง ทุเรียนไม่ได้ผลดี จึงได้ทดลองนำมะนาว ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ขนุนทองประเสริฐมาปลูกแต่ยังไม่ได้ผลดีเช่นกัน จึงหันไปปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ 10 ไร่ เพื่อประกันความเสี่ยง มุ่งหวังให้มีผลผลิตเป็นรายได้ทุกๆ เดือน พอเกษียณออกมามีเงินก้อน 200,000 บาท ได้ลงทุนบุกเบิกปลูกพืชตัวใหม่ 2-3 ชนิด คือ ปลูกอินทผลัม 200 ต้น ใช้พันธุ์เลกเคอร์นัวผสมกับบาร์ฮี มาเพื่อบริโภคผลสด ปลายปีจะเริ่มให้ผล โดยลูกชายได้เตรียมด้านการตลาดไว้แล้ว และระหว่างต้นลองกองได้ปลูกมะนาวในบ่อซีเมนต์ และ ปลูกส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามอีก 100 ต้น เพราะเป็นพันธุ์ที่มีราคาดี ใช้กิ่งตอนเสียบยอด 4 ปีก็น่าจะให้ผลแล้ว

ปลูกพริก ส้มโอ มะนาว

“ภรรยาและลูกชายคนเล็กมาอยู่ช่วยดูแลในสวนจะทำให้มีเวลาทำสวนกันมากขึ้น ต่อไปอาจจะปลูกมะนาวแทนปาล์มน้ำมัน เพราะรายได้ดีกว่าประมาณไร่ละ 60,000-100,000 บาท ขณะที่ปาล์มไร่ละประมาณ 14,000 บาท มะนาวเป็นมะนาวกลายจากเมล็ดที่มีเหลืออยู่ 3 ต้น มีความทนทานสูง น้ำดีและมีกลิ่นหอม ได้นำมาขยายพันธุ์ปลูกใหม่ ขายทั้งเป็นกิ่งตอนมีลูกค้าฝั่งกัมพูชาเข้ามาสั่งซื้อเป็น 1,000 กิ่ง กิ่งชำอายุ 1-2 เดือน ใส่ถุงชำกิ่งละ 100-130 บาท และดัดแปลงปลูกใส่กระถางสวยๆ ออกดอกและมีลูกทะยอยให้กิน เป็นไม้ประดับได้ต้นละประมาณ 1,800-2,000 บาท ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ทำตลาดได้ดี ขายแค่ลูกละ 100-150 บาทก็พอแล้ว” คุณสมโภชน์ กล่าว

ทุกอย่างเกษตรอินทรีย์…บวกภูมิปัญญาชาวบ้าน

คุณสมโภชน์ เล่าว่า ใน “สวนทอฝัน” พืชผลทุกอย่างเป็นเกษตรอินทรีย์ เลี้ยงทั้งม้าและไก่ เพื่อนำมูลสัตว์ไปทำปุ๋ยคอก ม้าเลี้ยงไว้หนึ่งคู่ช่วยกินหญ้าในสวน เลี้ยงไก่ไข่ไว้กินไข่ด้วย และทำน้ำหมักชีวภาพไว้ใช้พ่นฆ่าแมลง เชื้อราที่ต้นไม้โดยเฉพาะมะนาว นอกจากนี้ ได้ศึกษานำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ เช่น การทำปุ๋ยคอก จะใช้ดินผสมกับขี้ม้า ขี้ไก่ กากถ่านอย่างละเท่าๆ กัน หรือสูตรการทำปุ๋ยใช้เองเรียกว่า จุลินทรีย์เบญจกุล ที่ได้รับคำแนะนำจาก คุณศุภชัย สัตถาการ ประธานมูลนิธิจำเนียร ลองทำใช้ได้ผลดี โดยเฉพาะการปลูกมะนาวที่ไม่ทราบสายพันธุ์ ได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “พันธุ์เขาสมิง” ปลอดสารเคมี 100%

“ดินที่ปลูกมะนาวจะปรับปรุงดินด้วยขี้ม้า เว็บแทงบอลออนไลน์ ขี้วัว นม กากถ่าน กากมะพร้าว เพื่อให้มีจุลินทรีย์ จากนั้นทำจุลินทรีย์เบญจคุณ ใช้ดินจาก 5 แห่งในสวน คือ จากกอหน่อกล้วย จอมปลวก น้ำซาวข้าวเหนียว แป้งข้าวหมาก รากข้าวจุลินทรีย์ ปั้นเท่าลูกเทนนิส ผสมกับนมวัว น้ำรำอาหารไก่เล็กอย่างละลูก ปั้นเป็นลูกขนาดลูกเทนนิสทิ้งไว้ 3-4 วัน ให้เชื้อเดินเห็นเป็นสีขาว จึงนำไปฝังในดินบริเวณโคนต้นมะนาวที่ปลูกในบ่อซีเมนต์ 1 ลูก ต่อ 1 ตารางเมตร จุลินทรีย์นี้จะช่วยให้รากเดินได้สะดวก ช่วยย่อยปุ๋ย รากดูดอาหารย่อยสลายได้ง่าย ช่วยให้เติบโตเร็ว ส่วนการให้อาหารทางใบจะใช้น้ำส้มควันไม้ฉีดพ่นกันแมลงทางใบ” คุณสมโภชน์ กล่าว

“อาชีพทำสวนเสมือนได้ออกแบบตามฝัน จึงได้ตั้งชื่อสวนว่า “สวนทอฝัน” สวนทำให้เราสุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพจิตดี และทำให้ครอบครัวอบอุ่น มีอนาคตมั่นคง และรู้จักอยู่อย่างพอเพียง” คุณสมโภชน์ กล่าวในตอนท้าย

อาจารย์ชัชวาลย์ เวียร์ร่า อยู่บ้านเลขที่ 121 หมู่ที่ 5 ตำบลบางน้ำเชี่ยว อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์กว่า 300 ไร่ โดยขั้นตอนการผลิตก็อินทรีย์ล้วนๆ ตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว แปรรูป

อาจารย์กล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การทำนาอินทรีย์ประสบความสำเร็จ คือการทำจุลินทรีย์หน่อกล้วยเพื่อเตรียมและปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งฮอร์โมนไข่ โดย “จุลินทรีย์หน่อกล้วย” นั้นประกอบด้วย ไส้ของหน่อกล้วย ที่ได้จากหน่อหนุ่มสาว ลอกกาบออก ให้เหลือเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 นิ้ว ตัดเป็นท่อนยาว 50 เซนติเมตร ทุบให้ช้ำ อย่างอื่นมี กลูโคส 1 กระป๋อง (ราว 450 กรัม) น้ำส้มสายชู 1 ขวด (ราว 750 ซีซี) ขัณฑสกร 2 ช้อนโต๊ะ แป้งข้าวหมาก 6 ก้อน นมเปรี้ยว 1 ขวดเล็ก

นำสิ่งที่แนะนำมาใส่รวมกันในถัง 200 ลิตร จากนั้นเติมน้ำให้เต็ม นำไปวางไว้กลางแดด ใช้หินที่เป็นก้อนๆ ซึ่งเขาใช้ถมเป็นเขื่อนกันดินพัง หุ้มด้วยตาข่าย วางลงไปยังถัง 5-7 วัน ดูที่หินเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง แสดงว่าจุลินทรีย์เริ่มทำงาน สามารถนำออกใช้งานได้

อัตราที่แนะนำ 5 ลิตร ต่อไร่ หรือจะมากกว่านี้ก็ได้ มีมากใช้มาก มีน้อยใช้น้อย เริ่มใช้เมื่อมีการเตรียมดิน โดยเทลงแปลงนา หรือจุดปล่อยน้ำเข้า จะช่วยย่อยสลายฟางข้าว ไม่ต้องเผา จากนั้นเติมลงไปในนา 10 วันครั้ง

ด้านวัสดุอุปกรณ์สำหรับทำ “ฮอร์โมนไข่” ประกอบด้วย

ไข่อินทรีย์ที่มีเชื้อ หมายถึง เกิดจากการผสมพันธุ์ของตัวผู้และตัวเมีย จำนวน 4 ฟอง น้ำจุลินทรีย์ 5 ลิตร น้ำผึ้งแท้ 100 ซีซี กลูโคส 450 กรัม หากเป็นฤดูหนาวเติมน้ำมะพร้าว สังกะสี และแมงกานีสลงไปด้วย (มีจำหน่ายตามร้านวัสดุอุปกรณ์การเกษตร) โดยส่วนผสมทั้งหมดนั้นเมื่อผสมแล้วใช้ได้เลย หากเหลือเก็บไว้ใช้ได้นาน อัตราที่แนะนำ ใช้ 1 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นให้ต้นข้าวทุก 10 วัน