ที่สุดของทุเรียนกว่า 100 สายพันธุ์! ที่งานเกษตรมหัศจรรย์ 2561

งานเกษตรมหัศจรรย์ 2561 งานเกษตรที่จัดขึ้นกลางกรุงเทพ ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 9 แล้ว และยังได้รับความสนใจเป็นอย่างดี งานมีวันที่ 24-27 พ.ค. 61 ณ สกายฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น.

การจัดงานเกษตรมหัศจรรย์ 2561 มาในแนวคิด เกษตรสร้างสุข ยุคดิจิตอล นำนวัตกรรมการทำการเกษตรยุคใหม่ในทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำมาจัดแสดง มุ่งเน้นให้เกษตรกรไทยสามารถปรับตัวสู่การพัฒนาแบบยั่งยืนในโลกยุคดิจิตอล ปรับเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรมและพัฒนาเกษตรกรไทยให้ก้าวสู่การเป็น smart farmer ได้อย่างมีประสิทธิภาพและทำได้จริง ควบคู่ไปกับการเข้าสู่ ไทยแลนด์ 4.0

นอกจากยกนวัตกรรมทางการเกษตรต่างๆ มากมายมาโชว์ในงานแล้ว ไฮไลท์สำคัญอีกอย่างของงานเกษตรมหัศจรรย์ 2561 คือ นิทรรศการที่สุดของทุเรียนไทยกว่า 100 สายพันธุ์ มาจัดแสดงให้ชม จากเดิมที่อาจรู้จักแค่เพียง 4 สายพันธุ์ คือ หมอนทอง ชะนี ก้านยาว กระดุม ก็จะได้พบกับทุเรียนสายพันธุ์ต่างๆ มากมาย อาทิ

ทุเรียนที่แพงที่สุด : มูซังคิง, ก้านยาว ปราจีนบุรี, หลินลับแล
ทุเรียนที่อร่อยที่สุด : ทองลินจง, หมอนทองภูเขาไฟศรีสะเกษ, เม็ดในยายปราง, หลงลับแล, ทองกมล
ทุเรียนชื่อแปลกที่สุด : ห้าลูกไม่ถึงผัว, นมสด, อีเป็ด, ไอ้งวงยาว, สาวเจ้าเนื้อ
ทุเรียนหายากที่สุด : ละอองฟ้า, เม็ดในก้านยาว, ธรณีไหว
ทุเรียนอายุมากที่สุด : 235 ปีที่หลังสวน ชุมพร, จระเข้สุโขทัย (ต้นแม่อายุ 200 ปี)
ภายในงานยังมีเวทีเสวนาดีๆ ฟังความรู้จากเกษตรกรยุคใหม่ในหัวข้อที่น่าสนใจ เช่น 100 สายพันธุ์ทุเรียนไทย การปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก ชาวสวนยุคใหม่กับการประกันภัยทุเรียน และนวัตกรรมล่าสุดของชาวสวนทุเรียน และก่อนกลับอย่าลืมช้อปทุเรียนคุณภาพที่มีมาให้เลือกหลากหลาย

งานเกษตรจัดเต็มจัดใหญ่ใจกลางเมืองอย่างนี้ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เตรียมตัวให้พร้อม 24 – 27 พ.ค. 61 นี้ พบกันที่ สกายฮอลล์ ชั้น 3 เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว จะมาด้วยรถส่วนตัวก็สะดวก หรือจะใช้ขนส่งมวลชนก็สบาย ทั้งรถไฟใต้ดิน MRT และรถประจำทาง มางานนี้มีความสุขเต็มอิ่มแน่นอน.

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พล.ต.สมชาย ครรภาฉาย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 นครพนม พร้อมด้วย พ.อ.ชัยพฤกษ์ กองสมบัติ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดนครพนม ว่าที่ร้อยตรี ภูมิศักดิ์ ขำปู่ นายอำเภอท่าอุเทน ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานเกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบรับทราบปัญหาความเดือดร้อนจากเกษตรกรชาวสวนสับปะรด ในพื้นที่ อ.ท่าอุเทน และ อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม กำลังประสบปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับราคาสับปะรดตกต่ำ และผลผลิตล้นตลาด เนื่องจากพื้นที่ อ.โพนสวรรค์ และ อ.ท่าอุเทน ถือเป็นพื้นที่แหล่งผลิตปลูกสับปะรดหวานขึ้นชื่อที่ใหญ่ที่สุดของ จ.นครพนม และยังเป็นพืชเกษตรบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีรสชาติหวานฉ่ำ กลิ่นหอม ไม่กัดลิ้น ตาตื้น ที่สร้างรายได้ ให้กับเกษตรกรปีละหลายสิบล้านบาท ทำให้ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกมากกว่า 8,000 ไร่

แต่ช่วงนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิต แต่เกิดวิกฤตจากปัญหาผลผลิตล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ มีพ่อค้า แม่ค้า มารับซื้อหน้าสวน ประมาณกิโลกรัมละ 2 -3 บาท แต่ต้นทุนเฉลี่ยตกกิโลกรัมละ 3 บาท จากปกติราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 -15 บาท หรือเคยมีปัญหาแค่กิโลกรัมละ 8 -10 บาท ถือว่าราคาตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร ต้องแบกภาระ และยอมขายขาดทุน โดยทางด้าน พล.ต.สมชาย ครรภาฉาย ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 210 นครพนม ได้ระดมทุนจากหลายภาคส่วน เข้าไปซื้อสับปะรดช่วยเหลือเกษตรกร ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และนำไปขายให้กับประชาชน นักท่องเที่ยว ในราคาถูกซึ่งรอบแรกได้ช่วยซื้อเป็นจำนวนรวม 11 ตัน พร้อมหารือกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งหาช่องทางการตลาดระบายออกขาย บรรเทาความเดือดร้อน

พล.ต.สมชาย เปิดเผยว่า ช่วงนี้เกษตรกรชาวสวนสับปะรดในพื้นที่จ.นครพนม มีปัญหาเดือดร้อนจากราคาตกต่ำ เพราะมีผลผลิตล้นตลาด บวกกับไม่มีโรงงานมารับซื้อ และไม่มีโรงงานแปรรูปในพื้นที่ ดังนั้นหน่วยงานทหาร จึงได้ร่วมกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ลงพื้นที่หาทางดูช่วยเหลือ เพราะปัจจุบันมีผลผลิตออกขายวันละกว่า 50 ตัน เนื้อที่รวมกว่า 8,000 ไร่ แต่มีราคาเพียงกิโลกรัมละ 2 -3 บาทเท่านั้น

ทำให้ขาดทุนหนัก ครั้งนี้ทหารได้ระดมเงินจากทั้งภาครัฐเอกชน มาช่วยซื้อไป 11 ตัน ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท เพื่อนำไปกระจายส่งขายให้กับประชาชนในพื้นที่ นอกจากนี้ยังได้หารือกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เร่งช่วยเหลือจัดทำการตลาด จำหน่าย ตามสถานที่ต่างๆ พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน นักท่องเที่ยว ช่วยกันซื้อช่วยเกษตรกร รวมถึงจะนำรถบรรทุก รวมถึงกำลังทหาร เข้ามาดูแลสนับสนุน เรื่องการขนส่ง เป็นการลดต้นทุนแก่เกษตรกรในการขนส่งไปจำหน่าย แก้ปัญหาแบกภาระต้นทุนในช่วงราคาตกต่ำ

วันที่ 22 พ.ค. ที่บ้านปงชัย หมู่ 11 ต.บ้านเสด็จ อ.เมือง จ.ลำปาง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านปงชัย พร้อมด้วย กำลังทหาร ชุด ชป.ข่าว มทบ.ที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี ประจำที่ว่าการอำเภอเมืองลำปาง ออกเดินสำรวจ บ้านเรือนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุพายุพัดถล่มเหตุเกิดเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ส่งผลทำให้บ้านเรือนชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ได้รับผลกระทบกว่า 50 หลังคาเรือน บ้านพังเสียหายต้นไม้หักโค่นทับหลังคาบ้าน สิ่งสาธารณูปโภค ไฟฟ้า น้ำประปาไม่สามารถใช้การได้

ที่บ้านเลขที่ 68 มี นางคำ อุตทาเปีย อายุ 98 ปี เป็นผู้ป่วยติดเตียง อาศัยอยู่กับลูกสาววัย 63 ปี กันสองคน หลังคาบ้านถูกพายุพัดเอาโครงหลังคาออกไปครึ่งหลัง กระเบื้องแตกเสียหายเกือบทั้งหลัง ขณะเกิดเหตุลูกสาวต้องอุ้มแม่ที่ไม่สามารถลุกเดินไปมาได้ ไปหลบตามจุดที่ฝนไม่สาดลงมาโดด จนกระทั่งเพื่อนบ้านเข้ามาช่วยเหลือ

ล่าสุด นายสุรพล บุรินทราพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง นายวรวิทย์ ชัยสวัสดิ์ นายอำเภอเมืองลำปาง พร้อมด้วยฝ่ายปกครองอำเภอเมืองลำปาง เจ้าหน้าที่ อบต.บ้านเสด็จ รุดเข้าตรวจสอบและช่วยเหลือบ้านที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน โดยมอบถุงยังชีพ และกระเบื้องเพื่อให้เจ้าหน้าที่และจิตอาสารวมทั้งชาวบ้านที่ประสบภัยในพื้นที่อย่างเร่งด่วนแล้ว

เบื้องต้นมีรายงานพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากพายุพัดถล่มแล้ว 3 ตำบล คือ ต.บ้านเสด็จ ต.บุญนาคพัฒนา และ ต.บ้านแลง อ.เมืองลำปาง ได้รับผลกระทบกว่า 200 ครัวเรือน เช่นเดียวกันกับที่เส้นทาง สะพานข้ามแม่น้ำวังเชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้าน บ้านเสด็จ หมู่ 5 ต.บ้านเสด็จ ไปยังบ้านวังเลียบหมู่ 5 ต.บุญนาคพัฒนา อ.เมืองลำปาง มีต้นมะค่าโมงขนาดใหญ่ และต้นไม้อีกหลากหลายชนิดถูกพายุพัดถอนรากถอนโคนล้มทับเสาไฟฟ้าหักนับ 10 ต้น และล้มหักขวางถนนจนไม่สามารถใช้การได้ ไฟฟ้าดับหลายจุด

เจ้าหน้าที่ทั้ง อบต.บ้านเสด็จ อบต.บุญนาคพัฒนา เจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 32 ค่ายสุรศักดิ์มนตรี เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดลำปาง เจ้าหน้าที่ อ.อ.ป.ลำปาง ชาวบ้านในพื้นที่ เร่งตัดและเก็บกวาดซากกิ่งไม้ต้นไม้เข้าข้างทาง เพื่อเปิกดารสัญจร และให้เจ้าหน้าที่ กฟภ.ลำปาง เร่งติดตั้งเสาไฟฟ้า เพื่อที่จะเชื่อมต่อไฟฟ้าให้ใช้งานได้เร็วที่สุด

วันที่ 21 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ ร.พ.ทุ่งหว้า อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล ได้รับผู้ป่วยจากการรับประทานแกงเห็ดทั้งหมด 13 ราย มีอาการคลื่นไส้อาเจียน กระสับกระส่าย เวียนหัว ซึม มี 3 รายต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เนื่องจากหายใจลำบากติดขัด ซึม ท้องเสีย และมีอากาทางเดินหายใจ ก่อนนำส่งต่อที่ ร.พ.สตูล นอนรักษาตัวที่ ร.พ.ทุ่งหว้า 4 ราย ส่วนที่เหลือกลับบ้านได้ จากนั้น นายแพทย์สาธารสุขจังหวัดสตูล จึงได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าสอบสวนโรคพบมีผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดมีพิษครั้งนี้มีทั้งหมดรวม 17 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ค้นหาผู้ป่วยเพิ่มเติมและยังไม่พบผู้เสียชีวิตแต่อย่างใด

หลังจากนั้นนายแพทย์สมบัติ ผดุงวิทย์วัฒนา นายแพทย์สาธารณสุข จ.สตูล ได้ประกาศเตือน ว่าช่วงหน้าฝนเก็บเห็ดป่ามากินอาจเป็นเห็ดพิษ เนื่องจากประชาชนนิยมเห็ดป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งเห็ดป่ามีทั้งกินได้และเห็ดพิษที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด สำหรับจังหวัดสตูลที่ อ.ทุ่งหว้า จ.สตูล พบผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดมีพิษแล้วเมื่อวันที่ 20 พ.ค. อาการหลังจากกินเห็ดพิษแล้วจะทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องหรือถ่ายอุจจาระเหลว ไม่ควรซื้อยากินเองหรือไปรักษากับหมอพื้นบ้าน จะต้องรีบไปพบแพทย์พร้อมนำตัวอย่างเห็ดไปด้วย และจากการลงไปสอบสวนโรคในพื้นที่ทราบว่า ผู้ป่วยเก็บเห็ดและนำมาประกอบอาหารรับประทานกันในครอบครัวและเครือญาติ

สำหรับเห็ดที่รับประทานได้ สังเกตุได้คือ ส่วนใหญ่เจริญในทุ่งหญ้า ก้านสั้น อ้วนป้อมและไม่โป่งพองออก ผิวเรียบไม่ขรุขระ ไม่มีสะเก็ต สีผิวของหมวกส่วนใหญ่เป็นสีขาวถึงสีน้ำตาล ผิวของหมวกเห็ดเรียบจนเป็นเส้นใยและเหมือนถูกกดจนเป็นแผ่นบางๆ ดึงออกยาก ครีบแยกออกจากกันระยะแรกเป็นสีชมพูแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล สปอร์สีน้ำตาลอมม่วงแก่ รูปกระสวยกว้าง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับผู้ป่วยกินเห็ดพิษ และรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ.สตูล น.ส.จำปี สมาธิ อายุ 47 ปี ผู้ป่วยรู้สึกตัว อาการอ่อนเพลีย ผลเลือดปกติ ยังใส่ท่อหายใจ สื่อสารได้ด้วยการเขียนในกระดาษ นางสุนิษา นาคประยูร อายุ 32 ปี ผู้ป่วยรู้สึกตัว ผลเลือดปกติ ยังใส่ท่อหายใจ สื่อสารได้ด้วยการเขียนในกระดาษ และนายไวยทอน อินสนั่น อายุ 53 ปี ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี ผลเลือดปกติ เพิ่งถอดท่อหายใจ พูดคุยเล่าเรื่องได้ แต่เสียงยังแหบ

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ราคาก๊าซ LPG บรรจุถัง หรือ ก๊าซหุงต้ม ขยับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ ก๊าซหุงต้มถังขนาด 15 กิโลกรัม จะอยู่ที่ราคา 353 บาท แต่ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. เป็นต้นมา ปรับราคาขึ้นเป็น 364 บาท วันที่ 16 พ.ค. ราคา 372 บาท และในวันนี้ 22 พ.ค. ปรับราคาเพิ่มเป็น 395 บาท โดยราคาดังกล่าวรวมค่าขนส่งไปยังผู้ซื้อในรัศมีไม่เกิน 5 กิโลเมตร ซึ่งไม่รวมค่าบริการขนส่งขึ้นอาคารสูง ขึ้นอยู่กับระยะทางเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม เกิดความกังวลในส่วนของผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหาร จะได้รับผลกระทบในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะร้านอาหารที่จำเป็นต้องใช้ก๊าซหุงต้มเป็นหลัก โดยพบว่าราคาส่งร้ายย่อยบางร้าน ในบางแห่งมีการปรับราคาสูงถึง 410 บาทแล้ว

ในเย็นวันนี้ เวลา 16.00 น.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะแถลงสาเหตุปรับขึ้นราคาพลังงานในช่วงนี้ ทั้ง LPG และน้ำมัน หลังเสนอให้ ครม.รับทราบ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะมาตรการเข้ามาดูแลราคาในช่วงนี้ เพื่อมีให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากเกินไป

ทุเรียนไปลิ่ว 4 เดือน โต 207% ยอดพุ่งจาก “อีคอมเมิร์ซ” ส่งออกเม.ย.แรง 12.3% มั่นใจปีนี้ทะลุ 8% พาณิชย์แถลงตัวเลขส่งออกเดือนเม.ย.พุ่ง 12.3% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ผัก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูป ปรับเพิ่ม 50.7% ส่วนยอดส่งออก 4 เดือน อยู่ที่ระดับ 11.5% มั่นใจทั้งปี โตมากกว่า 8% ล่าสุดส่งออกทุเรียน 4 เดือน ยอดพุ่ง 207%

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) แถลงตัวเลข ส่งออกเดือนเมษายน 2561 ว่า ขยายตัวสูงขึ้น 12.3% ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 หรือมีมูลค่า 18,946 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออก 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย. 2561) ขยายตัว 11.5% มูลค่า 81,775 ล้านเหรียญสหรัฐ การส่งออกเดือนเมษายน ที่ขยายตัวเป็นผลมาจากการส่งออกดีในทุกตลาด และการ ส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมขยายตัวเป็นเดือนที่ 14

สำหรับการนำเข้าเดือนเมษายน 2561 มูลค่า 20,229 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 20.4% ทำให้ไทยขาดดุล 1,283 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้การนำเข้าใน 4 เดือนแรก มีมูลค่า 81,102 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 17.2% และการค้าเกินดุล 673 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดการณ์การส่งออกทั้งปีน่าจะขยายตัวไปในทิศทางที่ดี ใกล้เคียงเป้าหมายหรือโต กว่าที่คาดไว้ 8% แม้ช่วงการส่งออกในครึ่งปีหลังจะชะลอตัวไปบ้าง แต่ยังมั่นใจว่าการส่งออกไทยทั้งปียังเติบโต

สำหรับสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร กลับมาขยายตัว 9.8% สินค้าส่งออกได้ดี ผัก ผลไม้สดแช่เย็นแช่แข็งและแปรรูป ขยายตัว 50.7% ส่งออกข้าวโต 19.1% ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ขยายตัว 25.8% ส่วนสินค้าอุตสาหกรรม ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ขยายตัว 12.2% สินค้าที่ส่งออกขยายตัว เช่น รถยนต์ อุปกรณ์ ขยายตัว 17.8% เม็ดพลาสติก 29.0% น้ำมันสำเร็จรูป 39.0%

การส่งออกในตลาดสำคัญขยายตัวเกือบทุกตลาด ยกเว้นตลาดอาเซียน 5 และตลาดตะวันออกกลาง การส่งออกตลาดหลัก ขยายตัว 13.9% เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป ตลาดศักยภาพ ขยายตัว 11.0% เช่น อินเดีย จีน CLMV ฮ่องกง เกาหลีใต้ ฯลฯ ตลาดศักยภาพรอง ขยายตัว 13.8% ออสเตรเลีย แอฟริกา ละตินอเมริกา ฯลฯ

การส่งออกทั้งปีมองว่าขยายตัวดี ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย เอเชียและจีนก็ดีขึ้น มีผลต่อการนำเข้าสินค้า ขณะที่ทิศทางราคาน้ำมันที่แนวโน้มสูงขึ้น 70 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล รวมทั้งอุปทานน้ำมันที่ลดลงจากปัญหาในประเทศของผู้ส่งออกน้ำมัน มีผลต่อสินค้าเกษตรและสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น เช่น ข้าว มันสำปะหลัง

นางสาวพิมพ์ชนก กล่าวอีกว่า การส่งออกทุเรียนไทยไปในตลาดโลกก็มีการปรับตัวดีขึ้น จากหลายปัจจัยรวมไปถึงการค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซมีผลต่อการส่งออกขยายตัวได้มากขึ้น พบว่าการส่งออก 4 เดือนแรกส่งออกไปได้ 189.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 207.2% ขณะที่ปริมาณที่ส่งออกไป 148,504 ตัน ตลาดส่งออกสำคัญ เช่น จีน เวียดนาม ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย

เชียงราย– นายกิตติ ทิศสกุล นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือ และประธานสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จ.เชียงราย เปิดเผยถึงการไปหารือกับภาคธุรกิจการท่องเที่ยวของเขตปกครองตนเอง สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน โดยมีนางหม่า หง ผอ.การท่องเที่ยวสิบสองปันนา นำนักธุรกิจ ท่องเที่ยวของจีนร่วมหารือ ที่โรงแรมไท้กู่ เมืองเชียงรุ้งหรือจิ่งหง ว่า ผู้ประกอบการไทยที่เดินทางไปเน้นความหลากหลาย โดยมีทั้งร.พ.เพราะปัจจุบันการพักผ่อนด้านสปาและดูแลสุขภาพด้านสมุนไพรเป็นที่นิยมของชาวจีน

รวมทั้งยังมีนักธุรกิจจากภาคใต้ร่วมไปด้วยเพราะ ชาวจีนนิยมเดินทางผ่านภาคเหนือของไทยไปเที่ยวทะเล ซึ่งหลังจากนี้จะทำให้เกิดเครือข่ายที่แต่ละฝ่ายสามารถนำมาต่อยอดธุรกิจของตนเองได้เป็นอย่างดีและเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้การท่องเที่ยว 5 เชียง คือ เชียงใหม่ เชียงราย เชียงรุ้ง เชียงทอง (หลวงพระบาง สปปป.ลาว) และเชียงตุง ประเทศเมียนมา ที่เคยผลักดันเป็นรูปธรรมได้ต่อไป

ด้าน นางหม่า หง กล่าวว่า เขตปกครองตนเองสิบสองปันนาพยายามผลักดันตัวเองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านที่จะเข้าสู่ประเทศจีนทางตอนใต้ และผลักดันให้ไปสู่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดผู้ว่าการสิบสองปันนาก็ไปประชุมความร่วมมือกับทั้ง 4 ชาติลุ่มน้ำโขงคือไทย สปป.ลาว จีน และเมียนมา เพื่อทำข้อตกลงร่วมมือการท่องเที่ยว โดยมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเป็นเป้าหมายสำคัญ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเป็นหลัก

ส่วนในปี 2558 มีนักท่องเที่ยวไทยไปเยือนสิบสอง ปันนาแค่ 80,000 คน ปี 2560 เพิ่มเป็นกว่า 100,000 คน และยังมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ขณะที่คนจีนไปไทยล้นหลามอยู่แล้ว และหากพัฒนาให้สิบสองปันนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกได้อย่างสมบูรณ์ก็จะเชื่อมโยงไปยังประเทศต่างๆ และ จังหวัดเชียงราย จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรลุยแผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร 5 ปี (2560-2564) เดินหน้า 105 โครงการ วงเงิน 41,878 ล้านบาท ล่าสุดขับเคลื่อนแล้ว 69 โครงการ ชูกรอบแนวทางการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์สินค้าข้าวเป็นต้นแบบในการนำระบบโลจิสติกส์ แก้ปัญหาสินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโลจิสติกส์การเกษตร ที่มีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมคณะอนุกรรมการครั้งที่ 1/2561 ที่ประชุมได้รับทราบถึงแผนงานโครงการ ภายใต้แผนแม่บทการพัฒนาโลจิสติกส์และโซ่อุปทานภาคการเกษตร 2560-2564 รวม 105 โครงการ วงเงิน 41,878 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วย 3 แนวทาง

ประกอบด้วย แนวทางหลักที่ 1 การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์การเกษตรตลอดโซ่อุปทาน จำนวน 41 โครงการ วงเงิน 18,596 ล้านบาท แนวทางหลักที่ 2 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวกด้านโลจิสติกส์การเกษตร จำนวน 51 โครงการ วงเงิน 22,554 ล้านบาท และแนวทางหลักที่ 3 การพัฒนาปัจจัยสนับสนุนด้านโลจิสติกส์การเกษตร จำนวน 13 โครงการ วงเงิน 727 ล้านบาท ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2561 (ตุลาคม 2560-กุมภาพันธ์ 2561) เริ่มดำเนินการแล้วจำนวน 69 โครงการ วงเงินรวม 3,463 ล้านบาท

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบกรอบแนวทางบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์รายสินค้า คือ ข้าว เพื่อเป็นต้นแบบในการนำระบบโลจิสติกส์มาแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตลอดโซ่อุปทาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์และโซ่อุปทานข้าวอย่างยั่งยืน พัฒนาโซ่คุณค่าและพัฒนาคลัสเตอร์ข้าว เพื่อเข้าสู่ระบบชุมชนเกษตรอุตสาหกรรมตามแนวทาง ประกอบด้วย ต้นทางเน้นการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อปลูกข้าว พื้นที่ 1,000 ไร่ ขึ้นไป ให้เกิดการประหยัดต่อขนาด และใช้หลักการบริหารจัดการฟาร์มแบบสมัยใหม่

เพื่อให้การวางแผนการผลิต การจัดส่งและกระจายน้ำ การพัฒนาระบบผลิตข้าวคุณภาพ มีประสิทธิภาพสูงสุด กลางทาง เน้นให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเข้ามามีบทบาทในการบริหารจัดการข้าวมากขึ้น ทั้งการรวบรวม การสีข้าว การแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ รวมถึงการต่อยอดสู่ธุรกิจเกษตรต่อเนื่อง ผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ และจัดตั้งศูนย์เครื่องจักรกลการเกษตรของส่วนรวมให้บริการแก่เกษตรกรในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด และปลายทาง เน้นให้ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์เชื่อมโยงร้านค้าปลีก ค้าส่ง การส่งออก และตลาดอีคอมเมิร์ซ