ที่อเมริกามีตลาดที่ยังเป็นตลาดสด อายุร้อยกว่าปีเหลืออยู่แห่งหนึ่ง

ตลาด Pike Place ที่เมือง Seattle เขายังรักษาชีวิตจิตใจของตลาดสดไว้ และด้วยความเก่าแก่จึงกลายเป็นจุดสนใจของเมืองไปด้วย ใครไปใครมาเป็นต้องแวะดู เรียกเงินเรียกทองจากนักท่องเที่ยวได้มากมาย ที่ศรีลังกานี่ถ้าเขาทำแบบนั้นได้ด้วยจะดี

หนุ่มตาคมบอกว่า ถ้าย้ายไปตลาดใหม่ ไม่รู้เขาจะขึ้นค่าเช่าไหม กลัวจะแพง ถ้ามันแพงจัดก็จะไปหาขายที่ตลาดอื่น แต่ก็นั่นแหละ กลัวจะไม่มีคนซื้อ ว่าแล้วคลี่โสร่งให้ดูอีกทีอย่างถ่องแท้ว่า วันนี้ขายผักได้เงินแน่กี่รูปี

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สศก. ในฐานะหน่วยงานจัดทำงบประมาณในภาพของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) ได้เสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงินเสนอขอเบื้องต้นรวมทั้งสิ้น 246,998 ล้านบาท สามารถจำแนกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้ 1. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ จำนวน 26,656 ล้านบาท 2. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) จำนวน 82,838 ล้านบาท

3. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) ที่ กษ. เกี่ยวข้อง รวม 8 แผนงาน วงเงินรวม 135,135 ล้านบาท โดยมีแผนงาน/โครงการ และงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่แผนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 127,132 ล้านบาท และแผนบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก วงเงิน 7,117 ล้านบาท และ 4. กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) วงเงินรวม 2,368 ล้านบาท

จากคำของบประมาณดังกล่าว มีงบประมาณตามนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำนวน 175,563 ล้านบาท ประกอบด้วย 1. การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 154,790 ล้านบาท 2. การพัฒนาศักยภาพกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สับปะรด มะพร้าว กาแฟ ทุเรียน มังคุด ลองกอง หม่อนไหม ประมง ปศุสัตว์ และพืชอื่นๆ) วงเงิน 4,646 ล้านบาท 3. แผนการผลิตการตลาดข้าวครบวงจร วงเงิน 2,473 ล้านบาท 4. การส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ วงเงิน 4,226 ล้านบาท

5. การยกระดับคุณภาพมาตรฐานสินค้าเกษตร วงเงิน 3,272 ล้านบาท 6. การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย วงเงิน 703 ล้านบาท 7. ประมงพื้นบ้าน วงเงิน 62 ล้านบาท 8. ระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ วงเงิน 2,103 ล้านบาท 9. การส่งเสริมการใช้ยางในหน่วยภาครัฐ วงเงิน 1,997 ล้านบาท 10. การพัฒนาอาชีพชาวสวนยาง/การปลูกพืชแซม วงเงิน 352 ล้านบาท 11. การส่งเสริมการพัฒนาระบบตลาดภายในสำหรับสินค้าเกษตร วงเงิน 543 ล้านบาท และ 12. การพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer)/ Young Smart Farmer/ เกษตรกรรุ่นใหม่ วงเงิน 389 ล้านบาท

ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเน้นขับเคลื่อนภารกิจโครงการ/แผนงานให้สำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลสัมฤทธิ์ ส่งผลให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี รายได้สุทธิทางการเกษตรเพิ่มขึ้น สถาบันเกษตรกรมีความเข้มแข็งมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจ สินค้าเกษตรได้รับการยกระดับคุณภาพมาตรฐาน และสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งทรัพยากรการเกษตรมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม ได้รับการอนุรักษ์ปรับปรุงและฟื้นฟูให้เกิดความสมดุลอย่างยั่งยืน

สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในวัยทำงานเราไม่เคยนึกถึง เรามักทุ่มเทหามรุ่งหามค่ำไปกับงานหรือความบันเทิงเพื่อผ่อนคลายจนลืมเวลาพักผ่อน อาหารอะไรๆ ก็เอามาใส่ปาก คำนึงเพียงแค่ความสะดวกสบายและความอร่อย จนย่างเข้าอายุ 40 ปัญหาสุขภาพก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งตอนนี้เงินที่สะสมไว้ไม่สามารถซื้อสุขภาพที่ดีให้เราได้ ไม่เหมือนรถที่สามารถฟิตเครื่องและเปลี่ยนอะไหล่ได้

มนุษย์เงินเดือนเป็นอาชีพที่น่าสงสารสุด เพราะใช้เวลาในการไปกลับและเวลา 8 ชั่วโมงที่ทำงานจนเหลือเวลาให้ตัวเองและครอบครัวเพียงน้อยนิด ด้วยความที่ยังมีภาระอยู่ จึงจำเป็นต้องทำ และจากในวัยเรียนถูกปลูกฝังให้รังเกียจอาชีพเกษตรกรรมเพราะเป็นงานหนักที่เหนื่อยและไม่มีวันหยุด ไม่เหมือนอาชีพในเมืองที่แต่งตัวโก้และมีวันหยุดทุกๆ สัปดาห์ จนได้มาสัมผัสในวันนี้ก็พบว่าชีวิตค่อนข้างหลักลอย ไม่รู้จะถูกจ้างออกเมื่อไร สำหรับบางคนก็สายไปเสียแล้ว

มีเพียงไม่กี่คนนักที่ความฝันเป็นจริง คุณสุชีพ บุญวีระ เจ้าของไร่บุญฉลวย เล่าให้ฟังว่า “ชื่อไร่บุญฉลวย นำมาจากคุณพ่อบุญและคุณแม่ฉลวย ไร่บุญฉลวยเกิดจากการอยากปลูกผักกินเอง เพราะคุณแม่แฟนป่วยเป็นมะเร็งได้รับการรักษาจนหาย แต่ก็ต้องดูแลเรื่องอาหารการกิน พืชผักในตลาดไม่สามารถรับรองได้ว่าปลอดจากสารเคมีจริงๆ จึงมีแนวคิดที่จะปลูกผักเพื่อกินกันเองในครอบครัว เพราะมีทั้งผู้ใหญ่และเด็กเล็ก จึงค่อยปรับพื้นที่ 37 ไร่ ซึ่งมีหินค่อนข้างมาก ต้องใช้รถแบ๊กโฮ รถไถ เพื่อปรับที่ เดิมที่ดินผืนนี้ก่อนหน้านี้ได้ให้เช่าทำไร่ข้าวโพดและมันสำปะหลัง หลังจากปรับที่ให้เหมาะสมแล้ว ต่อมาจึงมาปลูกบ้านหลังเล็กๆ เพื่ออยู่อาศัยและเพื่อปลูกผักไว้กินเอง ในคราวแรกๆ ก็หาความรู้จากมหาวิทยาลัย หน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตามสื่อต่างๆ ในอินเตอร์เน็ตที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการเกษตรปลอดภัย”

ผักที่เริ่มปลูกก็คือผักที่มักนำมาทำอาหารในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป และส่วนหนึ่งเป็นผักที่คนปลูกชอบ เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักชี มะนาว กล้วย ผลผลิตที่ได้มีจำนวนมากเนื่องจากปลูกเกือบเต็มพื้นที่ นอกเหนือจากที่บริโภคในบ้านและญาติพี่น้อง ก็แจกไปบ้าง มีคนมาขอซื้อบ้าง จากกรณีนี้ทำให้เห็นว่าของสดที่ปลูกหากไม่มีตลาดรองรับจะเสียหายได้ง่าย จึงคิดเปลี่ยนบางพื้นที่เป็นปลูกสมุนไพร เพื่อนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันบ้าง เช่น น้ำยาล้างจาน น้ำยาล้างพื้น สบู่ แต่ผลผลิตที่ได้ก็ได้เปิดขายทางออนไลน์ในพื้นที่ปากช่องและโคราช มีบางส่วนมารับเองที่ไร่

ต่อมาเป็นที่รู้จักของผู้ที่นิยมพืชผักอินทรีย์จึงมีร้านค้าในห้างโมเดิลเทรดเข้ามาติดต่อขอซื้อเอาพืชผักไปใช้ในร้านอาหารสุขภาพสม่ำเสมอโดยร้านค้าดังกล่าวจะออเดอร์พืชผักต่างๆ ไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ที่ไร่ปลูกส่งตามฤดูกาลต่างๆ สมุนไพรที่ปลูกก็นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนหนึ่งทางไร่บุญฉลวยเห็นว่ามีโอกาสที่จะได้ช่วยเหลือสังคมทางการเกษตรโดยให้ชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียงที่คิดอยากจะปลูกพืชแบบไร้สารเคมีซึ่งจะมีประโยชน์กับเขาโดยการปลูกพืชแบบอินทรีย์สามารถลดค่าใช้จ่ายและปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่ชาวบ้านไม่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์เลย จึงได้จัดอบรมมา 5 รุ่นแล้ว

ภาพที่อบรมคราวนี้เป็นการอบรมรุ่นที่ 5 ในวันที่ 21-23 ตุลาคม จำนวนผู้เข้ารับการอบรมประมาณ 60 ท่าน โดยทางไร่เป็นผู้จ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งในรุ่นก่อนหน้านี้บางคนได้นำความรู้ไปปลูกเพื่อบริโภคในครอบครัว แต่บางคนสามารถต่อยอดนำไปจำหน่ายเป็นพืชปลอดภัยได้และส่วนหนึ่งได้นำมาฝากขายที่ไร่บุญฉลวย

การทำเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่จะเน้นการใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ต่างๆ มาใส่บำรุงดิน แต่ที่ไร่บุญฉลวยไม่เน้นที่มูลสัตว์แต่จะเน้นเรื่องการใช้ปุ๋ยพืชสดซึ่งเป็นวัชพืชในแปลงพร้อมกับใช้ฟางข้าวมาปรับปรุงดินให้สมบูรณ์ อาจารย์น้ำ หรือ อาจารย์สุวิทย์ มากรุด นักเกษตรกรรมธรรมชาติที่ดูแลไร่บุญฉลวยอยู่ ปลูกพืชผักด้วยศาสตร์การเลี้ยงดิน ด้วยการห่มดินของศาสตร์ของพระราชา

“เชื่อว่าหลายท่านน่าจะเคยได้ยินคำนี้ “เลี้ยงดินเพื่อให้ดินเลี้ยงพืช” แต่เอ เราเลี้ยงดินได้ด้วยหรือ ถ้าเลี้ยงดินได้ก็แปลว่าดินมันมีชีวิตนะสิ แล้วเราจะต้องเลี้ยงมันอย่างไรต้องใช้อะไรบ้าง แล้วทำยากไหม คำถามเหล่านี้จะได้รับคำตอบหรือไม่อยู่ที่ผู้อ่านแล้วละครับ ก่อนอื่นเราจะต้องรู้ก่อนว่า ดินที่ดินนั้นเป็นอย่างไรและสังเกตได้จากอะไรบ้าง” อาจารย์น้ำเล่าให้ฟังต่อว่า ดินที่ดีในธรรมชาติประกอบด้วยกัน 5 ส่วน คือ

อินทรียวัตถุ คือเศษซากพืชซากสัตว์ มูลสัตว์ที่ย่อยสลายแล้วมีอยู่ประมาณ 3-5%
ความชื้น ก็คือน้ำ ซึ่งน้ำเป็นหัวใจสำคัญของทุกชีวิต แน่นอนว่าถ้าพื้นที่ใดไม่มีน้ำหรือไม่มีความชื้นอยู่เลย ก็จะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเติบโตอยู่ได้เช่นกัน ซึ่งความชื้นมีอยู่ในดิน 25%

อากาศ บางท่านอาจจะสงสัยว่า ดินต้องมีอากาศด้วยหรือ เล่าย้อนไปในช่วงที่ผมเรียนอยู่ประถมศึกษา ในการทดลองวิทยาศาสตร์ คุณครูให้นำดินมาโรยลงไปในน้ำและสังเกตการเปลี่ยนแปลง ผมจำได้แม่นเลยว่าพยายามสังเกตหลายอย่างมากแต่ก็ตอบไม่ถูกสักที สุดท้ายคุณครูเฉลยว่า เราจะเห็นฟองอากาศลอยขึ้นมา เป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเจนมาก นี่จึงเป็นข้อพิสูจน์หนึ่งที่บ่งบอกว่าในดินก็มีอากาศอยู่ด้วยจำนวน 25%

สารอาหาร ต้องบอกก่อนว่าดินเป็นเพียงโครงสร้างที่เอาไว้ยึดเกาะ แต่ไม่ได้ทำให้ต้นไม้โต สิ่งที่จะทำให้ต้นไม้โตได้นั้นก็คือสารอาหาร ซึ่งมันก็มาจากอินทรียวัตถุ ปุ๋ย และจุลินทรีย์ ตัวอย่างเช่น การปลูกผักไฮโดรโปนิก ต้นผักจะลอยอยู่ในน้ำโดยใช้โครงสร้างพลาสติกในการยึดเกาะและเติบโตด้วยสารอาหารจากปุ๋ยที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยที่ไม่ต้องใช้ดินแม้แต่น้อย สารอาหารนี้มีอยู่ 45%

สิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น จุลินทรีย์ เชื้อรา ไส้เดือน แมงมุม และมด สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะคอยเกื้อกูลผลประโยชน์ให้กับพืชโดย ไส้เดือนในธรรมชาติช่วยย่อยเศษขยะให้กลายเป็นปุ๋ย รวมถึงพรวนดินให้มีความร่วนซุยด้วย แมงมุมคอยดับจับแมลง หนอน และเพลี้ยอ่อน ที่จะเข้ามาทำลายพืช จุลินทรีย์ช่วยย่อยมูลสัตว์ให้กลายเป็นอาหารพืช สิ่งเหล่านี้มีอยู่ 1-2% ถ้าดินของเรามีครบ 5 อย่าง นั่นแปลว่าดินของเราเป็นดินที่ดีและมีชีวิตแล้ว

ธรรมชาติมีกฎระเบียบอยู่ในตัว พวกเรามีชีวิตในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ดังนั้น การใช้ชีวิตตามกฎแห่งธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญ เกษตรธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงแค่วิธีการผลิต ผลผลิตทางการเกษตรที่จะช่วยให้มีอาหารซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและสุขภาพของพวกเรา แต่ยังเป็นงานสำคัญซึ่งเป็นรากฐาน ในการช่วยค้ำจุนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของมนุษย์ อีกทั้งยังช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของท้องถิ่นและประเทศ โดยมีหลักพื้นฐานอยู่ที่ “การเคารพและคล้อยตามธรรมชาติ” โดยถือว่าทั้งดินและพืชต่างก็มีชีวิต หากเราให้ความรัก พืชก็จะสนองตอบด้วยการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ และควรสำนึกขอบคุณต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรธรรมชาติและความปราณีของธรรมชาติ ในเวลาเดียวกันก็ปรารถนาที่อยากจะให้ร่วมมือกันส่งเสริม “การผลิตและบริโภคในพื้นที่” ซึ่งจะทำให้วิถีชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติเป็นจริงขึ้นในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

หลักของเกษตรธรรมชาติ 1. ดิน คือการทำให้ดินแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ดินที่ดีต้องมีแร่ธาตุครบถ้วน 2. สิ่งแปลกปลอม การรักษาดินให้สะอาดอย่างถึงที่สุด โดยไม่ใส่สิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ อย่างเช่น ปุ๋ยที่ผลิตขึ้นจากมนุษย์ ดินก็จะไม่มีสิ่งแปลกปลอมที่เป็นอุปสรรคขัดขวาง ทำให้ดินแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างแท้จริง 3. การเคารพธรรมชาติ หลักการพื้นฐานของเกษตรกรรมธรรมชาติคือ การเคารพธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติจะสอนให้เราเข้าใจสิ่งนั้น

การหมักปุ๋ยสำหรับที่ไร่บุญฉลวยเน้นที่ใช้วัชพืช ใบไม้สด และเศษพืชที่เหลือ นำมาหมักรวมกับใบไม้แห้งและฟางข้าวเป็นชั้นๆ แล้วนำดินในไร่มากลบอีกที ราดด้วยจุลินทรีย์ที่หมักไว้ เพื่อให้ย่อยสลายได้เร็ว โดยไม่ใช้ปุ๋ยมูลสัตว์เลย ไร่บุญฉลวยตั้งอยู่ในอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ได้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา สนใจมาสัมผัสบรรยากาศสบายๆ มีอาหารที่ทำจากพืชผักอินทรีย์ 100% ติดต่อได้ที่ คุณพา นภาพร รักสุจริต และ คุณสุชีพ บุญวีระ เบอร์โทรศัพท์ (093) 536-9498

ปัญหาภัยแล้งเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในการทำการเกษตร เนื่องจากน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุดในการปลูกพืช ถ้าพืชขาดน้ำเป็นระยะเวลานาน อันเนื่องมาจากขาดแคลนน้ำหรือฝนทิ้งช่วง จะทำให้พืชเกิดอาการเหี่ยวเฉาถาวรและตายในที่สุด เกษตรกรจะไม่ได้รับผลผลิตและขาดรายได้

การป้องกันและแก้ปัญหาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ต้องวางแผนป้องกันทั้งระยะสั้นและระยะยาว และหาทางแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น โดยมีมาตรการป้องกันและแก้ไขประกอบด้วย

1.การจัดการดิน เพื่อรักษาความชื้นในดินไม่ให้เกิดการสูญเสียน้ำหรือขาดน้ำเป็นระยะเวลานาน โดย ไถพรวนดิน ตัดขวางทางเดินของน้ำใต้ดินลดการคายน้ำ และไถพรวนดินทำแนวกันไฟ และไม่เผาตอซังและคลุมดินด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ฟางข้าว แกลบ ขี้เถ้าแกลบ ขี้เลื่อย หรือพลาสติกคลุมดิน ปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดิน แล้วสับกลบให้ย่อยเป็นอินทรีย์จะช่วยดูดซับน้ำในดินไว้ได้นาน เช่น นาข้าว หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตควรไถกลบหรือตัดตอซัง และใช้ฟางข้าวคลุมดิน หรือใส่แกลบคลุมดิน ปลูกพืชตระกูลถั่วแล้วไถกลบ

พืชไร่ หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเมื่อกำจัดวัชพืชแล้วทิ้งให้เศษวัชพืชไว้ในแปลง หรือใช้ฟางและพลาสติกคลุมดิน ไม้ผล คลุมโคนต้นด้วยฟาง เปลือกถั่ว เศษใบไม้ใบหญ้า ปลูกพืชตระกูลถั่วรอบบริเวณโคนต้น โดยเริ่มคลุมในช่วงปลายฝนหรือช่วงหน้าแล้ง พืชผัก คลุมด้วยฟางข้าว แกลบสด พลาสติก

2.การจัดการน้ำ ให้เหมาะสมและเพียงพอตลอดฤดูการการเพาะปลูก โดยการขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่ปลูกพืช การให้น้ำพืชแบบประหยัด เช่น การให้น้ำระบบหยดน้ำหยดในปริมาณที่เหมาะสม

3.การจัดการพืช โดยพิจารณาเลือกปลูกพืชที่มีอายุสั้น ใช้น้ำน้อย เก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็ว เช่นถั่วเขียว ถั่วเหลือง และผักชนิดต่างๆเกษตรกรสามารถปลูกและเก็บผลผลิตได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายเนื่องจากขาดน้ำ

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์การส่งออกทุเรียนไทยในปี 2562 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และมีราคาใกล้เคียงกับที่ผ่านมา เนื่องจากความต้องการของตลาดต่างประเทศยังมีต่อเนื่อง จากเศรษฐกิจของ 2 ประเทศ ผู้บริโภคหลักของทุเรียนไทย คือ จีน เวียดนาม ยังดีต่อเนื่อง จากปี 2561 มีการส่งออก 518,882 ตัน เพิ่มขึ้น 3.05% มูลค่า 35,333 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.21% ส่วนราคาที่เกษตรกรขายได้ใน ปี 2562 คาดว่าจะใกล้เคียงกับปี 2561 คือ ราคา 78.16 บาท/กิโลกรัม โดยราคาทุเรียนในปีนี้จะสูงกว่าต้นทุนการผลิต 5 เท่า จากต้นทุน 15.10 บาท ต่อกิโลกรัม

นายฉันทานนท์ กล่าวว่า อนาคตของทุเรียนไทย สศก. มองว่าเกษตรกรชาวสวนทุเรียนควรเน้นผลิตทุเรียนเพื่อให้ได้คุณภาพที่ดีมากกว่าเน้นปริมาณ เพื่อรองรับการแข่งขันของคู่ค้าในอนาคต จากปัจจุบันไทยเน้นส่งออก ทุเรียนหมอนทอง ควรเพิ่มสายพันธุ์ทุเรียนให้มีความหลากหลาย อาทิ ก้านยาว ชะนี พวงมณี เพื่อกระจายความเสี่ยง ยกระดับการขายเป็นขายทุเรียนพรีเมี่ยม และเพิ่มรูปแบบการแปรรูปทุเรียนเพื่อเพิ่มมูลค่า อาทิ ทุเรียนอบกรอบ ทุเรียนฟรีซดราย เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ไม่ชอบกลิ่นทุเรียน และเน้นตลาดในประเทศมากขึ้น

ที่จังหวัดตรัง วันที่ 10 กุมภาพันธ์ นางสาวชิดชนก ชนะไพริน อายุ 32 ปี เจ้าของฟาร์ม ผักลุงจุ๋ม กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลวันแห่งความรัก หรือวันวาเลนไทน์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ทางฟาร์มได้ทำเกษตรผสมผสานด้วยการปลูกพืชผักและผลไม้ เป็นผักปลอดสารพิษและปลูกเมล่อน พันธุ์กาเลีย ซึ่งเป็นพันธุ์จากประเทศญี่ปุ่นที่ให้ผลผลิตได้ดี ลูกโต มีผลสีเหลืองกับสีเขียว ทั้งนี้เทศกาลวันแห่งความรักในวันที่ 14กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ นอกจากจะมีการมอบดอกกุหลาบ หรือตุ๊กตา เพื่อเป็นสื่อแทนใจในการมอบความรักซึ่งกันและกันแล้ว ทางสวนจะมีการจำหน่ายผลเมล่อนให้คู่รักเลือกซื้อแสดงออกถึงการส่งความรักให้กันและกันด้วย

นางสาวชิดชนก กล่าวว่า ขณะนี้มีทั้งครอบครัวและคู่รักมาแกะสลักชื่อบนผลเมล่อนที่ฟาร์มมากกว่า 100 ลูกแล้ว โดยจะมีการแกะสลักชื่อบนผลเมล่อนตั้งแต่ลูกเมล่อนยังเป็นลูกเล็กๆ เมื่อเมล่อนมีผลใหญ่ก็จะมีความสวยงามเป็นอย่างมาก โดยส่วนใหญ่จะสลักชื่อของคนรัก ในขณะที่บางครอบครัวก็สลักชื่อเพื่อมอบให้กับบุตรหลานเช่นกัน นับเป็นการสื่อความรักไม่เฉพาะคู่หนุ่มสาวเท่านั้น โดยเมล่อนที่ฟาร์มนั้นจำหน่ายในราคา 190 บาท ต่อกิโลกรัม

“ส่วนตัวอักษรนั้น จะคิดตัวอักษรละ 10 บาท การมอบผลเมล่อนที่แกะสลักชื่อนั้นถือเป็นการสื่อความรักอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งผลเมล่อนที่ฟาร์มบางลูกมีน้ำหนักถึง 2.9 กิโลกรัม และได้รับความนิยมจากประชาชนเป็นอย่างมาก สำหรับเมล่อนที่ไม่มีการแกะสลักชื่อทางฟาร์มก็จะตัดจำหน่ายเช่นกัน โดยจัดตัดจำหน่ายในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันแห่งความรักพอดี” นางสาวชิดชนก กล่าว

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดย นายวรวิทย์ เจนธนากุล อุปนายกคน ที่สอง และประธานกรรมการวิชาชีพบัญชีด้านการบัญชีบริหาร และ นางสาวพัชรา ชาติบัญชาชัย ประธานกรรมการวิชาชีพบัญชีด้านการวางระบบบัญชี ในสภาวิชาชีพบัญชี ในฐานะที่ปรึกษาการจัดการแข่งขัน ให้การสนับสนุนการจัดการแข่งขันตอบคำถามทางบัญชีระดับประเทศ ครั้งที่ 7 “Thailand Accounting Challenge 2019”

จัดโดยสภาวิชาชีพการบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยสำนักสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรบุคคล และสำนักนโยบายและระเบียบปฏิบัติด้านบัญชีการเงินของซีพีเอฟ จัดกิจกรรมแนะนำธุรกิจ พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันฯ สมัครฝึกงาน สมัครงาน หรือเข้าร่วมสหกิจศึกษากับบริษัท โดยได้รับการตอบรับจากนักศึกษาเป็นอย่างดี ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์เกียรติคุณเกษรี ณรงค์เดช ชั้น 6 อาคารสภาวิชาชีพบัญชี ถนนสุขุมวิทย์ 21 เมื่อเร็วๆ นี้

เดิมชาวลื้อ หรือไทลื้อ มีถิ่นฐานที่อยู่บริเวณ เมืองลื้อหลวง จีนเรียกว่า “ลือแจง” ต่อมาได้เคลื่อนย้ายลงมาอยู่ บริเวณเมืองหนองแส หรือที่เรียกว่า คุนหมิงในปัจจุบัน แล้วย้ายลงมาสู่ลุ่มน้ำน้ำโขง สิบสองปันนาปัจจุบัน ประมาณศตวรรษที่ 12 จึงเกิดมีวีรบุรุษชาวไทลื้อชื่อ เจ้าเจื๋องหาญ ได้รวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองปันนา ปัจจุบันตั้งเป็นอาณาจักรแจ่ลื้อ (เซอลี่)

ชาวไทลื้อบางส่วนได้อพยพ หรือถูกกวาดต้อนออกจากเมืองเหล่านี้เมื่อประมาณหนึ่งร้อยถึงสองร้อยปีที่ผ่านมา แล้วลงมาตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศตอนล่าง เช่น พม่า, ลาว และไทย

ส่วนในต่างประเทศนั้น มีการกระจายตัวกันเกือบทุกประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เช่น ในรัฐฉาน ประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม (เมืองแถน และ เมืองเดียนเบียนฟู ก็มีการบันทึกไว้ว่ามีชาวไทลื้อ อยู่ที่นั่นด้วย)

ในชุมชนไทลื้อมีการปลูกเครือหมาน้อยเพื่อทำวุ้นเครือหมาน้อย โดยชาวไทลื้อเรียกว่า แองแทะ เพื่อนำไปทำเป็นอาหารหวานและอาหารคาว มีสรรพคุณเป็นยาเย็น แก้ร้อนใน ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ส่วนคนไทยเลยยังใช้น้ำคั้นจากรากและใบของเครือหมาน้อยใส่ในแกงหน่อไม้แทนใบย่านาง

ปัจจุบัน กลุ่มอินแปง จังหวัดสกลนคร มีการเพาะกล้าเครือหมาน้อยจำหน่าย และยังพบว่าในตลาดมหาชัยเมืองใหม่ พระราม 2 มีใบสดของเครือหมาน้อยวางขายอยู่ในตลาดด้วย เครือหมาน้อยทำเป็นวุ้นได้เพราะในใบมีสารเพคตินธรรมชาติถึงร้อยละ 30 สารเพคตินนี้ จะเป็นพวกเดียวกับวุ้นพุงทะลายหรือวุ้นในเม็ดแมงลัก เพคตินมีคุณสมบัติในการพองตัวอุ้มน้ำเป็นการเพิ่มกากอาหารให้ลำไส้ ช่วยในการขับถ่าย ลดระยะเวลาของอุจจาระที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ ช่วยดูดซับสารพิษที่เกิดขึ้นจากการย่อยกากอาหารของเชื้อจุลินทรีย์ หรือสารพิษตกค้างอื่นๆ เป็นการลดปัจจัยหรือความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ทั้งยังลดการดูดซึมของน้ำตาลและไขมัน จึงเหมาะที่จะใช้เป็นอาหารของผู้ป่วยเบาหวานและคอเลสเตอรอลในเลือดสูงได้ดี

เครือหมาน้อย หมอยาพื้นบ้านทุกภาคนิยมใช้รากเครือหมาน้อย เป็นยาแก้ปวดเมื่อยตามตัว แก้ปวดหลัง ปวดเอว แก้ไข้ แก้เจ็บคอ ไข้ออกตุ่ม โดยจะฝนกินหรือต้มกินก็ได้ จะใช้เดี่ยวๆ หรือใช้ร่วมกับสมุนไพรตัวอื่นหรือใส่ในยาชุม (ยาตำรับที่มีสมุนไพรหลายชนิดผสมกัน) ที่รักษาโรคและอาการเหล่านั้นได้ เช่นเดียวกับหมอยาพื้นบ้านชาวบราซิลที่ใช้เครือหมาน้อยในการแก้ไข้ แก้ปวด

และหมอยาพื้นบ้านชาวอินเดียแดงก็ใช้การต้มใบและเถาของเครือหมาน้อยกินเพื่อแก้ปวด การศึกษาสมัยใหม่พบว่าเครือหมาน้อยมีฤทธิ์แก้ปวด แก้อักเสบได้ดี ซึ่งสนับสนุนการใช้ของหมอยาพื้นบ้านเหล่านั้น ส่วนพ่อหมอประกาศ ใจทัศน์ ที่บ้านน้อมเกล้า อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร ใช้รากเครือหมาน้อยฝนกับน้ำมะพร้าวให้กินแทนน้ำไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาประดงไฟ ซึ่งมีลักษณะอาการออกร้อนตามตัว ซึ่งภาษาทางการแพทย์เรียกว่า burning sensation

เครือหมาน้อย ยาของผู้หญิง หมอยาไทยพวนใช้หัวของเครือหมาน้อยฝนกินกับน้ำแก้ปวดประจำเดือน แก้ไข้ทับระดู ปรับสมดุลของประจำเดือนให้เป็นปกติทั้งอาการที่มีประจำเดือนมากหรือน้อย ซึ่งคล้ายกับการใช้ของหมอยาพื้นบ้านประเทศในแถบอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือ โดยหมอยาเหล่านั้นใช้เถา ราก ใบ เปลือก ของเครือหมาน้อยระงับอาการปวดทั้งก่อนคลอดและหลังคลอด ทั้งใช้รักษาอาการตกเลือดหลังคลอด

โดยให้ฉายาเครือหมาน้อยว่า สมุนไพรของหมอตำแย (Midwives’s herb) ทั้งยังใช้ในการแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับระบบประจำเดือนของผู้หญิง เช่น อาการปวดประจำเดือน มีประจำเดือนออกมามากเกินไป อาการไม่สบายก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome, PMS) รวมทั้งรักษาสิวที่เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน โดยมีความเชื่อร่วมกันว่า เครือหมาน้อยเป็นยาปรับสมดุลฮอร์โมนของผู้หญิง การใช้เครือหมาน้อยในสรรพคุณนี้มีการใช้อย่างต่อเนื่องกันมาเป็นพันๆ ปี

จนถึงปัจจุบันการใช้เครือหมาน้อยเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงนั้น หมอยาไทยใหญ่ก็มีการใช้เหมือนกัน โดยหมอยาไทยใหญ่บางท่านเรียกเครือหมาน้อยว่า “ยาไม่มีลูก” โดยใช้รากของเครือหมาน้อยต้มกินไปเรื่อยๆ แทนยาคุมกำเนิด (แต่ปัจจุบันไม่แนะนำให้ใช้เพราะมียาคุมกำเนิดที่ดีอยู่แล้ว)

เครือหมาน้อย ช่วยย่อย หมอยาสมุนไพรไทยใช้เครือหมาน้อยเป็นยารักษาระบบทางเดินอาหารในหลายๆ อาการ เช่น ใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกท้อง แก้กินผิด (อาการวิงเวียนศีรษะ มืนหัวหลังกินอาหารบางชนิด) แก้ท้องบิด แก้ท้องเสีย แก้เจ็บท้อง (อาการปวดเกร็งที่ท้อง) แก้ถ่ายเป็นเลือด โดยใช้รากต้มกิน หมอยาพื้นบ้านในอเมริกาใต้ก็ใช้เครือหมาน้อยในสรรพคุณเดียวกัน คือใช้ต้านอาการปวดเกร็งทั่วไป และใช้รักษาโรคลำไส้แปรปรวน (Irritable bowel syndrome, IBS) โรคลำไส้อักเสบ เป็นต้น การศึกษาสมัยใหม่พบว่า เครือหมาน้อยมีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อและต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด รวมทั้งเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดท้องเสีย

เครือหมาน้อย ยาเย็น ข้อมูลจากการสัมมนาหมอยาพื้นบ้านเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว หมอยาในจังหวัดปราจีนบุรีแนะนำให้ขยี้ใบเครือหมาน้อยให้เป็นวุ้นพอกรักษาฝี อาการปวดบวมตามข้อ หรืออาการอักเสบของผิวหนัง ผดผื่น คัน รวมทั้งจากแมลงสัตว์กัดต่อย นอกจากนั้นยังใช้พอกหน้าสำหรับผู้หญิงที่เป็นสิวผิวพรรณไม่ดีอีกด้วย