ทุกอย่างเปลี่ยนไป เพราะในหลวง ชีวิตจึงดีขึ้นนับตั้งแต่มีการดำเนิน

โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงดินเปรี้ยว ตามทฤษฎีแกล้งดิน ตามพระราชดำริ สิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ หมู่ที่ 10 บ้านควนโถ๊ะ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน “ตอนนี้ผลผลิตข้าวจากนาของชาวบ้านในโครงการมีผลผลิตเพิ่มขึ้นมาก เดิมเคยปลูกข้าวแล้วก็ไม่แตกกอ แต่ตอนนี้แตกกอเติบโตดีมาก ปริมาณผลผลิตข้าวจากการปลูกข้าวสายพันธุ์ต่างๆ ที่ได้เข้ามาส่งเสริมให้ชาวนาปลูก ไม่ว่า พันธุ์เฉี้ยงพัทลุง พันธุ์สังข์หยด พันธุ์ชัยนาท โดยเดิมนั้นจะได้ข้าวเพียง 20-25 ถัง ต่อไร่ แต่เมื่อดำเนินการปรับปรุงดินเปรี้ยวแล้ว ทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเป็น 50-60 ถัง ต่อไร่ และในพื้นที่ใกล้น้ำยังสามารถทำนาปรังได้อีกด้วย” คุณอภิวัฒน์ บุญชูช่วย พนักงานทดสอบดิน สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าว

คุณอภิวัฒน์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีเกษตรกรจากพื้นที่อื่นๆ ได้เดินทางมาศึกษาดูงานอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยผู้มาศึกษาดูงานจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปรับปรุงดินเปรี้ยว ตามทฤษฎีแกล้งดิน เช่น การใช้หินฝุ่น การปลูกปุ๋ยพืชสดในนาข้าว เป็นต้น

นอกจากนี้ จากผลที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแต่ทำให้ชาวบ้านสามารถกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อีกเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้นอีกด้วย โดย กำนันข้น มีจันทร์แก้ว กำนันตำบลแหลม กล่าวว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดำริให้นำโครงการแกล้งดินมาใช้ในพื้นที่แห่งนี้ ปรากฏว่าทุกอย่างดีขึ้นมาก อย่างวิถีชีวิต แต่ก่อนชาวบ้านจะออกไปทำงานรับจ้างนอกพื้นที่ ตอนนี้ปรากฏว่าทุกคนได้กลับมาอยู่บ้าน ไม่ต้องมีการอพยพโยกย้ายไปทำงานนอกพื้นที่

“จำนวนครัวเรือนในหมู่บ้านควนโถ๊ะ แต่ก่อนนี้มีกันอยู่ไม่กี่ครัวเรือน แต่ตอนนี้อยู่กันมากถึง 126 ครัวเรือน สภาพปัจจุบันผิดกับแต่ก่อนเยอะมาก ทำนาก็ได้ข้าวต่อไร่เพิ่มขึ้น อีกทั้งฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้นกว่าอดีตอย่างมากมาย” กำนันข้น กล่าวในที่สุด

คนไทยรักในหลวงในพระบรมโกศ ทุกหย่อมหญ้า ล่าสุดเกิดกระแสความต้องการ “สัก” สัญลักษณ์หรือข้อความต่างๆลงบนผิวหนังตามร่างกาย เพื่อเป็นการเทิดทูนตราตรึงพระองค์ไว้ในความทรงจำ แพร่หลายไปในกลุ่ม
ดังปรากฏให้เห็นตามเพจบนเฟซบุ๊ก อาทิ เพจ Bee Tatt เพจ ร้านสักลาย ร้านเล็กๆ หรือแม้แต่เพจของนักร้องดัง อย่าง เจ เจตริน ก็ออกมาโพสต์ว่า ขอแสดงความจงรักภักดีด้วยการสักคำ “King ๙” ลงบนแขน
เกี่ยวกับประเด็นนี้ ผู้สื่อข่าวเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ สอบถามไปยัง คุณโจ้ นฤพน อายุ 37 ปี เจ้าของร้าน “โจโจ้ แท็ตทู” ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟจังหวัดขอนแก่น ซึ่งมีข่าวว่าทางร้านเปิดรับสัก สัญลักษณ์ เลข ๙ มีลูกค้ามาขอรับบริการเป็นจำนวนมาก จนต้องเกณฑ์พรรคพวกร่วมอาชีพ มาช่วยกันทำการสักให้อีกแรง

คุณโจ้ แนะนำตัว พื้นเพเป็นชาวขอนแก่น ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นลูกจ้างในร้านรับสักเป็นเวลากว่าสิบปี เคยผ่านการอบรมจากทางหน่วยงานสาธารณสุขมาทุกคอร์ส นับตั้งแต่ การดูแลความสะอาด สุขอนามัย การป้องกันโรคติดต่อเบื้องต้น การทำความสะอาดอุปกรณ์ การป้องกันเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน เป็นต้น

ส่วนความเชี่ยวชาญด้านงานสักนั้น เขาฝึกปรือฝีมือเรื่อยมา กระทั่งปีที่แล้วตัดสินใจลาออกจากชีวิตลูกจ้าง มาเปิดร้านของตัวเอง โดยใช้ทุนไม่มากนัก เพราะที่ผ่านมาพยายามเก็บออมเงินทุนและเครื่องมือทำมาหากินมาเรื่อยๆ เงินที่นำมาลงจึงเป็นเรื่องของค่าเช่าและตกแต่งร้านเสียเป็นส่วนใหญ่
“ในขอนแก่น มีร้านรับสักอยู่ประมาณ 30 ร้าน กระจายอยู่ตามทำเลต่างๆ สำหรับลูกค้าของร้านผม เป็นหนุ่มสาววัยทำงาน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง 70 เปอร์เซ็นต์ อายุ 20-30 ปี ส่วนผู้ชายอายุ 20-40 ปี และเราไม่รับสักให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี” คุณโจ้ ว่ามาอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ การทำงาน “สัก” ให้ลูกค้าในแบบของเขานั้น ไม่เน้นรูปแบบอะไรเป็นพิเศษ สักได้ทุกรูปทุกวันนี้ รับงานคนเดียว ไม่มีลูกน้อง
และเมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากที่คนไทยทราบข่าวสวรรคตของในหลวงในพระบรมโกศ มีเพื่อนรุ่นน้อง ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น มาขอให้ตนช่วยสักพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระองค์ ลงบนท่อนแขน ซึ่งยอมรับว่าไม่เคยทำมาก่อน แต่คิดว่าเป็นความตั้งใจดีที่เขาอยากจะเทิดทูนพระองค์ จึงเต็มใจและตั้งใจทำให้ โดยไม่คิดเงินแม้แต่บาทเดียว แต่ถ้าอยากให้ก็จะขอรับไว้ไปทำบุญต่อให้กับวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี เพราะมีความตั้งใจมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว

คุณโจ้ เล่าอีกว่า หลังจากสักพระบรมสาทิสลักษณ์ดังกล่าวไปให้คนหนึ่งแล้ว ตนก็ถ่ายรูปเก็บไว้ และนำไปโพสต์ในเพจของทางร้าน ปรากฏมีคนเข้ามาสอบถามกันเป็นจำนวนมากว่าอยากทำบ้าง จึงตัดสินใจทำให้ โดยเกณฑ์เพื่อนซึ่งเป็นช่างร้านอื่นมาช่วยกัน

แต่จะเป็นการสักสัญลักษณ์ เลข ๙ ให้เท่านั้น และไม่มีการคิดเงินแต่อย่างใด หากใครอยากให้ก็จะขอรับไว้และนำไปทำบุญที่วัดพระบาทน้ำพุ “วันนั้น มีคนมาขอให้สักเลข ๙ บนไหล่ หน้าอก หลัง แขน กันเกือบสิบคน มีทั้งผู้ชาย-ผู้หญิง ได้เงินทำบุญทั้งหมด 9,500 บาท” คุณโจ้ เล่า

และบอกด้วยว่า ตอนนี้ไม่ได้เปิดรับสักให้ใครแล้ว แต่ถ้ามีคนอยากสักสัญลักษณ์เลข ๙ อีกจริงๆ ก็ยินดีทำให้โดยไม่คิดเงิน แต่ถ้าอยากทำบุญด้วยกันก็ย่อมได้ เพราะนอกจากจะนำเงินไปช่วยที่วัดพระบาทน้ำพุแล้ว ยังตั้งใจอยากนำเงินไปช่วยบ้านพักคนชราและผู้ป่วยติดเตียง ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งยังมีความขาดแคลนอยู่มาก

ภาพน่าประทับใจสำหรับนักศึกษา 2 คน ที่ผ่านมาพบคนประสบอุบัติเหตุนอนบาดเจ็บเลือดท่วมอยู่ริมถนน ก็รีบเข้ามาให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลอย่างทันที ทั้งที่อยู่ในชุดนักศึกษา
นายธนากร อรุณสวัสดิ์ (น้องเอ็น) และนายวิษณุ นิ่มปล้อง (น้องนุ) นักศึกษาสาขาระบบสารสนเทศทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เข้าช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุทั้งชุดนักศึกษา สร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นจำนวนมาก ในความมีน้ำใจและเสียสละของนักศึกษาทั้ง 2 คน ซึ่งการทำความดีดังกล่าว น้องทั้งสองไม่ได้หวังสิ่งใดตอบแทน เพียงแค่คิดว่าในเมื่อเขาลำบากเราต้องให้ความช่วยเหลือ เพราะนั่นคือคุณธรรมจริยธรรมที่ควรปฏิบัติ นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละคนอีกด้วย
จากการทำความดี คณบดี คณะบริหารธุรกิจจึงได้มอบเกียรติบัตรเพื่อเป็นการแสงดความขอบคุณในน้ำในไมตรีที่เสียสละเวลาช่วยเหลือผู้อื่นในยามคับขัน

นายวรินทร เพชรเรือนทอง (น้องปู) สาขาพืชศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มทร.ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ กล่าวถึงความรู้สึก ในฐานะเยาวชนของชาติ รู้สึกตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ได้ยินข่าวการสวรรคต แล้วรู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก แต่ลึกๆแล้วก็เริ่มมีแรงกระตุ้น
เพราะคิดว่าเหมือนชีวิตต้องขับเคลื่อนดำเนินต่อไป และต้องตระหนักอยู่เสมอว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องสืบสานตามพระราชดำริของพระองค์ท่าน เรื่อง ทางการเกษตร เพราะพระองค์ท่านเป็นบิดาแห่งการเกษตร
พระองค์ท่านเปรียบเสมือนแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เลือกเรียนคณะเกษตรศาสตร์ และเลือกเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช แห่งนี้ เพราะที่นี่ คือ มหาวิทยาลัยอันเป็นมงคลแห่งพระราชา

นางสาวนลพรรณ ชลาสินธุ์ คณะวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ
วิทยาเขตนครศรีธรรมราชขนอม สาขาบริหารธุรกิจ หลักสูตรวิชาการโรงแรมและการท่องเที่ยว
กล่าวถึงความรู้สึกว่าท่านเป็นต้นแบบของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ท่านเป็นต้นแบบของความเรียบง่ายไม่ต้องการให้ประชาชนของท่านเดือดร้อนกับการเตรียมต้อนรับเสด็จของพระองค์ท่าน

ท่านทรงห่วงใยประชาชนอย่างแท้จริง นับจากนี้ต่อไป จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดตามคำสอนของพ่อ ตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ขอตัวเองให้เต็มที่ อย่างสุดความสามารถ โดยอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เอาเปรียบผู้อื่น รู้จักขวนขวายความรู้อยู่เสมอเพื่อประโยชน์ของตนเองโดยให้หนังสือเปรียบเสมือนออมสินที่คอยเติมเต็มความรู้ให้ไม่ขาด และหมั่นเติมลงไปเสมอ ทำหน้าที่โดยพูดจริงทำจริง
เพื่อสร้างศรัทธาและความเชื่อถือให้กับตัวเอง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคมและผู้อื่น

ดร.ธีร์ ภวังคนันท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการแนะแนวและผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจคุ้มครองและช่วยเหลือเด็กนักเรียน ได้ร่วมกับ พ.ต.อ.เดชาโชติ เฉลิมกุลเดชา ผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดโครงการอบรม “ยุวชนตำรวจ สพฐ.” รุ่นที่ 6 โดยมี ตัวแทน ตำรวจ ครูและนักเรียน ในเขตรับผิดชอบของ สพฐ. จากภาคเหนือและภาคอีสาน มาร่วมโครงการกว่า 200 คน ที่ภูแก้วรีสอร์ท อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อวันก่อน

ตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา โดยเฉพาะด้านการเกษตร ได้รับพระราชสมัญญาว่าทรงเป็น “เกษตราธิราช” หรือ“กษัตริย์เกษตร” ทรงมีโครงการพระราชดำริด้านการเกษตรหลายโครงการ อย่างโครงการฝนหลวงที่ช่วยขจัดความทุกข์ยากของพสกนิกรในถิ่นทุรกันดาร ที่ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำบริโภคและเพื่อเกษตรกรรม อันเนื่องมาจากความแห้งแล้ง จึงโปรดเกล้าฯ จัดตั้ง “โครงการฝนหลวง” เพื่อช่วยเหลือ

โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่สร้างแหล่งเรียนรู้ทางด้านการเกษตร ส่งเสริมความรู้ทางด้านเทคโนโลยีด้านการเกษตร ที่จะช่วยเพิ่มผลผลิตและสร้างแรงจูงใจกระตุ้นเศรษฐกิจการผลิตด้านการเกษตร

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อการเพาะปลูกและระบบชลประทานเพื่อการเกษตร โครงการธนาคารโคกระบือ เพื่อให้เกษตรกรยากจนมีโคกระบือเป็นของตนเอง โครงการไร่นาสวนผสม เพื่อให้เกษตรกรใช้ที่ดินเกิดประโยชน์สูงสุด พระองค์ยังทรงเน้นการค้นคว้า ทดลอง วิจัยหาพืชพันธุ์ใหม่ๆ ทั้งพันธุ์พืชเศรษฐกิจ เช่น หม่อนไหม ยางพารา ที่พัฒนาให้เป็นไปตามหลักวิชาการ และครบวงจร

ข้อมูลจากหนังสือ “พระบิดาของแผ่นดิน” ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดทำขึ้น ในงานเกษตรแห่งชาติ ปี 2540 มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเกษตรกรรมที่คัดมาบางส่วนดังนี้

“การทำเกษตรนั้นต้องมีวิชาการ วิชาการแผนใหม่ สมัยใหม่ที่ก้าวหน้า เช่น ใช้ปุ๋ย วิธีใช้ปุ๋ย วิธีใช้ยาต่างๆ วิธีใช้เครื่องจักรกลต่างๆ อันนี้ทุกคนก็ปรารถนาที่จะก้าวหน้าเป็นคนสมัยใหม่ เป็นคนที่ใช้วิชาการวิทยาการแผนใหม่ คือหมายความว่าอะไร เครื่องจักรกลทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้ค้นคว้ามาก็ได้ใช้ ในข้อนี้ต้องคิดดีๆ บางคนมุ่งที่จะเป็นคนสมัยใหม่ มุ่งจะเป็นคนก้าวหน้า ใช้วิชาการ ใช้วิทยาการ ใช้ที่เรียกว่าเทคโนโลยี คำนี้ก็คงจะเข้าใจ เทคโนโลยีก็หมายถึงเครื่องกลต่างๆ ที่เขาค้นคว้ามา เขาเอามาขายในราคาแพง แล้วก็เวลาปฏิบัติก็ต้องมีความรู้ช่างกล มีความรู้ในทางวิชาการมากขึ้น ข้อนี้เป็นข้อดีเหมือนกันที่จะก้าวหน้า แต่หมายความว่าทุกคน สมาชิกทุกคนต้องเรียนรู้วิชาการให้ใช้วิทยาการต่างๆ นี้ให้ถูกต้อง ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็จะเกิดผลเสียหายได้”

โครงการพระราชดำริและพระราชดำรัสต่างๆ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศ เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าพระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายและพระสติปัญญาเพื่อพัฒนาการเกษตรและอาชีพ แก่พสกนิกรชาวไทยอย่างแท้จริง

อุตรดิตถ์-ที่ตลาดกลางผลไม้ ตำบลนานกกก อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เกษตรกรชาวสวนผู้ปลูกผลไม้ลองกอง ต่างนำลองกองที่สุกแล้วและเริ่มสุกจากต้นขนลงใส่เข่ง บรรทุกใส่รถนำมาขายให้กับพ่อค้า แม่ค้า และบุคคลทั่วไป ที่ตลาดกลางผลไม้นานกกก ซึ่งเป็นตลาดกลางของ อบต. ที่จัดให้เป็นศูนย์รวมการขายผลไม้ทั้งปลีกและส่ง มีพ่อค้า แม่ค้า จากทั่วสารทิศทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง มารับซื้อกันอย่างคึกคัก เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตกำลังเริ่มออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก

นายอาน แปลงดี นายก อบต. นานกกก เปิดเผยว่า อำเภอลับแลมีพื้นที่ปลูกลองกอง กว่า 12,000 ไร่ จากพื้นที่ปลูกทั้งหมดกว่า 30,000 ไร่ ผลผลิตรวมกว่า 20,000 ตัน ทำให้เกิดเงินสะพัดเข้าอำเภอลับแล ปีละไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ลองกองถือเป็นผลไม้ที่เริ่มสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดไม่แพ้ผลไม้ทุกเรียนพันธุ์หมอนทอง และทุเรียนพันธุ์หลง-หลินลับแล ในปีนี้พ่อค้า แม่ค้า รายใหญ่ประเภทส่งออก ให้ความสนใจเข้ามารับซื้อถึงตลาดและรับซื้อเป็นจำนวนมาก เพื่อส่งตรงไปยังตลาดประเทศเวียดนาม เนื่องจากชาวเวียดนามชอบบริโภค โดยเฉพาะลองกองจากจังหวัดอุตรดิตถ์ เพราะติดใจในรสชาติหอม หวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย

“ทำให้ปีนี้มีพ่อค้าแม่ค้าจากต่างถิ่นซึ่งเป็นพ่อค้าแม่ค้าส่งออกผลไม้รายใหญ่ 4 ราย เข้ามาปักหลักตั้งซุ้มรับซื้อลองกองถึงตลาดกลางผลไม้นานกกก เพื่อจัดส่งต่อยังตลาดในประเทศเวียดนาม ด้วยการรับซื้อลองกองชนิดช่อทุกเกรด ในราคากิโลกรัมละ 25-28 บาท รับซื้อรายละไม่ต่ำกว่า 25 ตัน หรือรวมแล้วไม่ต่ำกว่า วันละ 100 ตัน ส่งผลทำให้มีเงินสะพัดหมุนเวียนในพื้นที่ตำบลนานกกกวันละไม่ต่ำกว่า 7 ล้านบาท ต่อวัน เกษตรกรชาวสวนต่างยิ้มหน้าชื่นตาบานและมีความสุข จึงอยากให้เกษตรกรชาวสวนรักษาคุณภาพแบบนตี้ไว้ให้ได้นานๆ” นายอาน เผย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 19 ตุลาคม กรุงเทพมหานคร โดยสำนักวัฒนธรรมฯ ได้จัดรถ shuttle bus เพื่อรับส่งประชาชนมาสู่บริเวณสนามหลวง 4 คัน ประกอบด้วย รถรางชั้นเดียว 2 คัน รถลอนดอนบัส 2 ชั้น 2 คัน สำหรับจุดรับ-ส่ง มี 9 จุด ดังนี้

1.สวนสันติพร (กองสลากเดิม)
2.อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย(รร.สตรีวิทยา)
3.ผ่านฟ้า
4.ร้านสกายไฮ
5.ศาลหลักเมือง
6.สวนเจ้าเชษฐ์
7.สนามหลวง
8.อนุสาวรีย์ทหารอาสา
9.กองการท่องเที่ยว ใต้สะพานปิ่นเกล้า บีบีซีรายงานว่า เด็กหลายล้านคนทั่วแอฟริกาทนทุกข์ทรมานจากการขาดสารอาหาร สิ่งที่จะแก้ปัญหาการขาดสารอาหาร คือ “มันเทศ” มันเทศมีสารอาหาร และวิตามินที่สามารถช่วยพัฒนาการเจิญเติบโตของเด็กในยูกันดาได้

อย่างไรก็ตามการขาดวิตามินเอเป็นปัญหาสุขภาพที่ใหญ่มากของประชาชนในแอฟริกาทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า รายงานบอกว่า การขาดสารอาหารนี้ มีผลกระทบมากที่สุดกับเด็กจำนวน 43 ล้านเด็กทั่วทวีป และเด็กที่ได้รับผลกระทบ มีแนวโน้มที่จะตาบอด และเจริญเติบโตแบบแคระแกร็น และจะตายในที่สุด “…ทฤษฎีใหม่ เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนมีกินแบบอัตภาพ คืออาจจะไม่ร่ำรวยมาก แต่ก็พอกิน ไม่อดอยาก…”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานไว้ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2547 พระองค์ทรงห่วงใยในความทุกข์ยากของพสกนิกรของพระองค์ ที่ต้องประสบปัญหาอย่างมากมายในอาชีพเกษตรกรรม อันเป็นอาชีพหลักของราษฎร

พระองค์จึงพระราชทานแนวทางทฤษฎีใหม่ ที่จะทำให้ประชาชนพออยู่พอกินตามอัตภาพ รวมทั้งในฤดูแล้งมีน้ำน้อย สามารถนำน้ำในสระมาใช้สำหรับปลูกพืชฤดูแล้ง แต่หากปีไหนที่ฝนตกตามฤดูกาล ทฤษฎีใหม่สามารถสร้างรายได้ให้ได้ และในกรณีเกิดอุทกภัย ก็สามารถฟื้นตัวและช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

ทฤษฎีใหม่ เป็นแนวทางในการบริหารจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรรูปแบบใหม่ พื้นที่ขนาดเล็ก ครอบครัวละ 10-15 ไร่ และแบ่งสัดส่วนการดำเนินงานอย่างชัดเจน โดยแบ่งพื้นที่เป็น 30-30-30-10 อันส่งผลทำให้เกิดการจัดงานได้ง่ายและสามารถทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น โดยมีรายได้จากพืชต่างๆ ที่ปลูกหมุนเวียนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งคืนความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน ลดการใช้สารเคมีต่างๆ ด้วย

แปลงสาธิตการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่วัดมงคลชัยพัฒนา ถือเป็นแปลงแห่งแรกที่พระองค์ได้มีพระราชดำริให้จัดสร้างขึ้นมา นับตั้งแต่ปี 2536 โดยปัจจุบันมีมูลนิธิชัยพัฒนาและศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตลพบุรี สังกัดกรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบดูแลบนพื้นที่ทั้งหมด 32 ไร่ ของโครงการได้จัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ คือ

พื้นที่ ส่วนที่ 1 จำนวน 16.5 ไร่ ดำเนินการทดสอบและพัฒนาระบบการปลูกพืชแบบผสมผสาน การปลูกไม้ผลยกร่อง การปลูกผักพันธุ์ที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำ สวนไม้ตระกูลมะ สวนสมุนไพร สวนพันธุ์ไม้หอมเฉลิมพระเกียรติ ฯลฯ

ในส่วนพื้นที่ แปลงที่ 2 จำนวน 15.5 ไร่ เป็นแปลงสาธิตทฤษฎีใหม่ ซึ่งแบ่งการใช้งานตามอัตราส่วนทฤษฎีใหม่ 30-30-30-10 ที่จะสามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

สำหรับการทำเกษตรทฤษฎีใหม่นั้น วิธีการดำเนินงาน steelexcel.com ให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน อย่างเหมาะสมของพื้นที ในส่วนที่ 1 พื้นที่ประมาณ ร้อยละ 30 ให้ขุดสระกักเก็บน้ำ สำหรับการขุดสระน้ำนั้นมีข้อแนะนำว่า ควรดำเนินการตรวจสอบก่อนว่า พื้นที่ในบริเวณนั้นมีความเหมาะสมต่อการขุดสระหรือไม่ ซึ่งวิธีการไม่ยุ่งยาก โดยให้ขุดหลุม ประมาณ 2-5 หลุม นำดินมาทดสอบด้วยวิธีง่ายๆ คือการนำดินมา 1 กำมือ พรมน้ำให้เปียก เพื่อให้แน่ใจว่าดินนั้นชื้น ขยำดินหลายๆ ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าดินไม่ติดมือ แล้วคลึงดินให้เป็นเส้นเล็กๆ ความหนาประมาณ 5 มิลลิเมตร และดัดงอให้เป็นวงกลมในฝ่ามือ ถ้าดินนั้นสามารถคงรูปในมือได้โดยไม่แตกออกจากกัน ดินนั้นก็คือ ดินที่ดีเหมาะสมที่จะสามารถขุดสระน้ำนั้นได้ ตำแหน่งของสระกักเก็บน้ำก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน คือจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่มีความเหมาะสม และสามารถรองรับน้ำฝนได้ดี เพื่อที่จะนำน้ำไปใช้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

ในส่วนที่ 2 พื้นที่ประมาณ ร้อยละ 30 ใช้ปลูกข้าว เพื่อบริโภคในครอบครัวให้เพียงพอตลอดทั้งปีและหากเหลือก็จำหน่าย ข้าวที่นิยมปลูกรับประทานกันในครัวเรือนคือ ข้าวดอกมะลิ 105 ข้าวคลองหลวง 1 ข้าวชัยนาท 1 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 แก่นจันทร์ ลูกแดงปัตตานี ฯลฯ หลังจากที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้วควรที่จะปลูกพืชไร่ พืชผักต่างๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ทานตะวัน งา ข้าวโพดไร่ ข้าวโพดหวาน ข้าวโพดเทียน แตงโม แตงกวา ฟักทอง มะระ บวบ หอม กระเทียม พริก มะเขือ โดยจะนำน้ำมาสนับสนุนการปลูกพืชดังกล่าวในฤดูแล้ง

ในส่วนที่ 3 อีกประมาณ ร้อยละ 30 ปลูกพืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก และพืชสมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน และถ้าเหลือจากการบริโภคแล้วก็นำไปจำหน่าย ควรเลือกปลูกให้เหมาะกับสภาพของดิน สภาพแวดล้อม และความต้องการของตลาดในท้องถิ่น พืชที่ควรปลูก ได้แก่ พืชไร่ ก็จะเป็นถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวโพด มันสำปะหลังและอ้อย เป็นต้น ไม้ผล เช่น กล้วย ขนุน ละมุด ฝรั่ง ชมพู่ ส้ม ส้มโอ น้อยหน่า กระท้อน มะม่วง มะละกอ มะขาม และมะขามเทศ ส่วนผัก ก็จะเป็นพวกผักกวางตุ้ง ผักกาดหัว ผักบุ้ง คะน้า พริก ขมิ้น กะเพรา โหระพา แมงลัก สะระแหน่ ขิง ข่า ตะไคร้ มันเทศ มะเขือเปราะ บวบ กระเจี๊ยบเขียว ถั่วพู ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา มะระจีน มะเขือเทศ และเผือก พืชสมุนไพรและเครื่องเทศนั้น ก็ได้แก่ กานพลู พลู ดีปลี หมาก มะกรูด พริกไทย บัวบก และว่านหางจระเข้

ในส่วนที่ 4 พื้นที่ประมาณ ร้อยละ 10 เป็นที่อยู่อาศัย ถนนคันคูดิน โรงเรือน โรงสัตว์เลี้ยง เช่น เลี้ยงไก่พื้นเมือง เลี้ยงเป็ดเทศ และปลูกผักสวนครัวที่ปลอดภัยจากสารพิษเพื่อบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายในการลดค่าใช้จ่าย และเสริมรายได้ในครัวเรือนอีกทางหนึ่ง

นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย และนักวิชาการจุฬาฯ แนะ “ไข่ไก่” เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีและเต็มไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย เอ้กบอร์ด รณรงค์ “กินไข่ทุกวัน กินไข่ทุกวัย กินอะไรใส่ไข่ด้วย” ส่งเสริมคนไทยบริโภคไข่ไก่ 300 ฟองต่อปี

ผศ.ดร.ชนิดา ปโชติการ นายกสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ไข่ไก่เป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยคนที่สุขภาพแข็งแรงสามารถกินไข่ไก่ทุกวัน เพราะไข่อุดมไปด้วยโปรตีนที่มีคุณภาพดี หรือ High Biological Value (HBV) ประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน ที่สำคัญยังอุดมไปด้วยสารเลซิตินที่ช่วยช่วยบำรุงสมอง ช่วยเสริมสร้างความจำ ส่งเสริมและบำรุงการทำงานของตับ ลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล ช่วยลดความเสี่ยงการสะสมของคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด