ทุเรียนภูซาง พะเยา ให้ผลดก อนาคตสดใส คุณภาพไม่เป็นรอง

หลายวันก่อนมีโอกาสไปเยี่ยม คุณลุงพนม วงศ์ใหญ่ เกษตรกรหัวก้าวหน้า อยู่บ้านเลขที่ 97 หมู่ที่ 10 ตำบลภูซาง อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ซึ่งยึดอาชีพทำการเกษตรมานาน ปัจจุบันหันมาทดลองปลูกทุเรียน คุณลุงเล่าว่าเมื่ออายุ 21 ปี ผ่านการเกณฑ์ทหาร (จับได้ใบดำ) แล้วก็มีครอบครัวจนมีลูกชาย 2 คน คนโตทำงานที่กรุงเทพฯ ส่วนคนสุดท้องบวช แล้วคงซึ้งในรสพระธรรม ไม่ยอมสึก

เดิมคุณลุงพนมมีอาชีพขับรถยนต์โดยสารและรถบรรทุก เคยไปขายแรงงานโดยการขับรถแถบประเทศทางตะวันออกกลาง เมื่อเกษียณจากการขับรถจึงหันมาจับอาชีพการเกษตรอย่างจริงจัง หลังปล่อยให้ภรรยาเป็นผู้ดูแลเป็นส่วนใหญ่ โดยเมื่อ 8 ปีที่แล้วลูกชายที่ทำงานอยู่กรุงเทพฯ ได้ไปซื้อต้นพันธุ์ทุเรียนจากระยองมาให้ปลูก ทั้งๆ ที่ไม่เคยปลูก

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ทุเรียนที่ปลูกไว้ก็ให้ผล ลุงจึงแบ่งให้บรรดาญาติและเพื่อนบ้านชิม เมื่อชิมแล้วต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยเนื้อกรอบแห้ง หอม หวาน คุณภาพสุดยอดไม่เป็นสองรองใคร แต่ปีที่ผ่านมาประสบปัญหาเรื่องภัยแล้งผลผลิตไม่มาก แล้วยังประสบปัญหาหนอนเจาะผลอีก ทำให้ขายได้ในราคาหลักพันบาท โดยทุเรียนที่ปลูกไว้ จำนวน 35 ต้น ตอนนี้ติดผลแล้ว 17 ต้น คาดว่าปีนี้รับเงิน 6 หลัก อย่างแน่นอน

ข้อดีของที่นี่อีกอย่างคือ พื้นที่ตั้งอยู่ทางภาคเหนือตอนบน ซึ่งโดยธรรมชาติของผลไม้ จะสุกแก่จากทางใต้ขึ้นมา โดยทุเรียนปักษ์ใต้ และทางตะวันออกหรืออีสานออกหมดแล้ว ทุเรียนที่นี่จึงจะออกสู่ตลาด คือจะไม่เป็นคู่แข่งทางการตลาดกับพื้นที่ปลูกเดิมอย่างแน่นอน การปลูกทุเรียนก็ใช่ว่าจะปลูกได้อย่างง่ายดาย ต้องศึกษาหาความรู้เพื่อให้ทุเรียนงอกงามและติดผลดี เผอิญว่าลูกชายของคุณลุงสนใจเรื่องการเกษตร ค้นคว้าทางสื่อต่างๆ แล้วนำมาถ่ายทอดให้กับคุณลุง ในสวนเริ่มลดละเลิกการใช้สารเคมีหันมาใช้สารชีวภัณฑ์ รวมทั้งผลิตใช้เอง ซึ่งดีต่อตัวเกษตรกรเอง และผู้บริโภคก็มั่นใจได้ด้วย

ทางด้าน คุณบุญส่ง เหมยคำสุข เกษตรอำเภอภูซาง ได้ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรทั่วไป ถึงหลักในการเลือกพื้นที่การปลูกทุเรียน ว่าสิ่งที่ควรคำนึงถึงคือ แหล่งนํ้า ต้องมีแหล่งนํ้าจืดให้ต้นทุเรียนได้เพียงพอตลอดปี สำหรับอุณหภูมิและความชื้น ทุเรียนชอบอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ในช่วงประมาณ 25-30 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศประมาณ 75-85% ถ้าปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศแห้งแล้ง มีอากาศร้อนจัด เย็นจัด และมีลมแรง จะพบปัญหาใบไหม้หรือใบร่วง ต้นทุเรียนไม่เจริญเติบโตหรือเติบโตช้าให้ผลผลิตช้าและน้อยไม่คุ้มต่อการลงทุน

สภาพดิน ควรเป็นดินร่วน ดินร่วนปนทราย ดินเหนียวปนทราย ที่มีการระบายนํ้าดีและมีหน้าดินลึก เพราะทุเรียนเป็นพืชที่อ่อนแอต่อสภาพนํ้าขัง ความเป็นกรดด่างของดินอยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ถ้าจำเป็นต้องปลูกทุเรียนในสภาพดินทราย จำเป็นต้องนำหน้าดินจากแหล่งอื่นมาเสริม ต้องใส่ปุ๋ยคอกและต้องดูแลเรื่องการให้นํ้ามากเป็นพิเศษ แหล่งนํ้าต้องเพียงพอ

พันธุ์ทุเรียนที่นิยมปลูกกันคือ ชะนี หมอนทอง ก้านยาว ฤดูปลูก ถ้ามีการจัดระบบการให้นํ้าอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถดูแลให้นํ้ากับต้นทุเรียนได้สมํ่าเสมอช่วงหลังปลูก ควรปลูกตั้งแต่เดือนมีนาคม-เมษายน แต่ถ้าหากจัดระบบนํ้าไม่ทันหรือยังไม่อาจดูแลเรื่องนํ้าได้ ควรปลูกต้นฤดูฝนเตรียมพื้นที่การปลูกทุเรียน ไถ ขุดตอ ขุดรากไม้เก่า ออกจากแปลง พื้นที่ดอนไม่มีปัญหานํ้าท่วมขัง ไถกำจัดวัชพืชอย่างเดียว พื้นที่ดอน มีแอ่งที่ลุ่มนํ้าขัง ควรไถปรับสภาพพื้นที่ให้เรียบ พื้นที่ลุ่มหรือตํ่ามีนํ้าท่วมขัง ให้ทำทางระบายนํ้าหรือยกร่อง

ระยะปลูก ระยะระหว่างต้นและระยะระหว่างแถวด้านละ 9 เมตร ปลูกได้ไร่ละ 20 ต้น การทำสวนขนาดใหญ่ควรขยายระยะระหว่างแถวให้กว้างขึ้น เพื่อสะดวกต่อการนำเครื่องจักรกลต่างๆ ไปทำงานในระหว่างแถว วางแนวและปักไม้ตามระยะปลูกที่กำหนดวางแนวกำหนดแถวปลูกโดยคำนึงว่า แนวปลูกขวางความลาดเทของพื้นที่หรืออาจกำหนดในแนวตั้งฉากกับถนน หรือกำหนดแถวปลูกไปในแนวทิศตะวันออก ตะวันตก และถ้ามีการจัดวางระบบนํ้า ต้องพิจารณาแนวทางจัดวางท่อในสวนด้วย จากนั้นจึงปักไม้ตามระยะที่กำหนดเพื่อขุดหลุมปลูกต่อไป

การปลูกทุเรียน ทำได้ 2 ลักษณะ

วิธีที่หนึ่ง วิธีการขุดหลุมปลูก เหมาะกับสวนที่ไม่มีการวางระบบนํ้า

วิธีที่สอง วิธีการปลูกแบบไม่ขุดหลุม เหมาะกับสวนที่จัดวางระบบนํ้า มีข้อดีคือ ประหยัดแรงงานค่าใช้จ่ายในการขุดหลุม ดินระบายนํ้าและอากาศดี รากเจริญเร็ว

การปลูกทุเรียนแบบขุดหลุมปลูก ให้ขุดหลุมมีขนาดกว้าง ยาว และลึก ด้านละ 50 เซนติเมตร จากนั้น ผสมปุ๋ยคอกเก่า ประมาณ 5 กิโลกรัม และปุ๋ยหินฟอสเฟตครึ่งกิโลกรัม คลุกเคล้ากับดินที่ขุดขึ้นมา กลบกลับคืนไปในหลุมสูงประมาณ 2 ใน 3 ของหลุม เตรียมต้นกล้าที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เป็นโรค ไม่มีแมลงทำลาย และมีใบยอดคู่สุดท้ายแก่ระบบรากแผ่กระจายดี ไม่ขดม้วนงออยู่ก้นถุง ใช้มีดกรีดก้นถุงออก ถ้าพบรากขดงออยู่ก้นถุงให้ตัดออก วางถุงต้นกล้าที่ตัดก้นถุงออกแล้ววางลงตรงกลางหลุม จัดให้ตรงแนวกับต้นอื่นๆ พร้อมทั้งปรับระดับสูงตํ่าของต้นทุเรียนให้รอยต่อระหว่างรากกับลำต้นหรือระดับดินปากถุงเดิมสูงกว่าระดับดินปากหลุมเล็กน้อย

จากนั้น ใช้มีดกรีดด้านข้างถุงจากล่างขึ้นบนทั้งสองด้าน ดึงถุงพลาสติกออก ระมัดระวังอย่าให้ดินในถุงแตก กลบดินที่เหลือลงไปในหลุม อย่ากลบดินสูงถึงรอยเสียบยอด หรือรอยทาบ ปักไม้หลักข้างต้นทุเรียนที่ปลูกแล้ว พร้อมทั้งผูกเชือกยึดไว้เพื่อป้องกันลมพัดโยก กดดินบริเวณโคนต้น หาวัสดุคลุมโคนต้นแล้วรดนํ้าตามให้โชก จัดทำร่มเงาให้ต้นทุเรียนที่เพิ่งปลูก โดยใช้ทางมะพร้าว ทางจาก แผงหญ้าคา ทางระกำ หรือตาข่ายพรางแสง เมื่อทุเรียนตั้งตัวดีแล้วควรปลดออก หรืออาจปลูกไม้เพื่อให้ร่มเงา เช่น กล้วยก็จะช่วยเป็นร่มเงาและเพิ่มความชื้นในสวนทุเรียนได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่อากาศแห้งและมีแสงแดดจัด แกะผ้าพลาสติกที่พันรอยเสียบยอดหรือทาบออกเมื่อปลูกไปแล้วประมาณ 1-2 เดือน

การปลูกทุเรียนแบบไม่ขุดหลุม โรยปุ๋ยหินฟอสเฟต 500 กรัม หรือประมาณ 1 กระป๋องนมครึ่ง ตรงตำแหน่งที่ต้องการปลูกกลบดินบางๆ นำต้นพันธุ์มาวาง แล้วถากดินข้างๆ ขึ้นมาพูนกลบ แต่ถ้าหากเป็นดินร่วนปนทราย ดินทราย ดินจะไม่เกาะตัวกัน ควรใช้วิธีขุดหลุมปลูก หรือจะใช้วิธีดัดแปลง วิธีดัดแปลงคือ นำหน้าดินจากแหล่งอื่นมากองตรงตำแหน่งที่จะปลูก กองดินควรมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 1 เมตร สูง 15 เซนติเมตร แหวกกลางกองดินโรยปุ๋ยหินฟอสเฟตในช่องที่แหวกไว้ กลบดินบางๆ วางต้นพันธุ์ดีลงตรงช่องที่แหวกไว้กลบดินทับ

การแกะถุงออก ต้องระมัดระวังอย่าให้ดินแตก อาจทำได้โดยการกรีดถุงออกก่อน แล้วนำไปวางในตำแหน่งที่ปลูก กรีดถุงพลาสติกให้ขาดจากล่างขึ้นบน แล้วจึงค่อยๆ ดึงถุงพลาสติกออกเบาๆ ระมัดระวังอย่ากลบดินให้สูงถึงรอยเสียบยอดหรือรอยทาบ หาวัสดุคลุมโคน และจัดทำร่มเงาให้กับต้นทุเรียนเหมือนการปลูกโดยวิธีขุดหลุม

การปฏิบัติดูแลทุเรียนในช่วงก่อนให้ผลผลิต เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทุเรียนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว และให้ผลผลิตได้เร็วขึ้น ในระหว่างรอทุเรียนให้ผลผลิต ในช่วงแรกควรปลูกพืชแซมเสริมรายได้ โดยเลือกพืชให้ตรงกับความต้องการของตลาด เมื่อตรวจพบทุเรียนตายหลังปลูกให้ปลูกซ่อม การให้นํ้า ช่วงเวลาหลังจากปลูกจะตรงกับฤดูฝน ถ้ามีฝนตกหนักควรทำทางระบายนํ้า และ ตรวจดูบริเวณหลุมปลูก ถ้าดินยุบตัวเป็นแอ่งมีนํ้าขังต้องพูนดินเพิ่ม ถ้าฝนทิ้งช่วง ควรรดนํ้าให้ดินมีความชื้นอยู่เสมอ ในปีต่อๆ ไป ควรดูแลรดนํ้าให้ต้นไม้ผลอย่างสมํ่าเสมอ และในช่วงฤดูแล้งควรใช้วัสดุคลุมดิน เพื่อช่วยรักษาความชื้นในดิน เช่น ฟางข้าว หญ้าแห้ง

การตัดแต่งกิ่ง ปีที่ 1-2 ไม่ควรตัดแต่ง ปล่อยให้ต้นทุเรียนเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ ปีต่อๆ ไป ตัดแต่งกิ่งแห้ง กิ่งแขนง กิ่งกระโดงในทรงพุ่ม กิ่งเป็นโรคออก เลี้ยงกิ่งแขนงที่สมบูรณ์ที่อยู่ในแนวขนานกับพื้น (กิ่งมุมกว้าง) ไว้ในปริมาณและทิศทางเหมาะสม โดยให้กิ่งล่างสุดอยู่สูงจากพื้นดิน ประมาณ 80-100 เซนติเมตร

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

ช่วงแตกใบอ่อน : ควรป้องกันกำจัดโรคใบติด เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยไฟ ไรแดง

ช่วงฤดูฝน : ป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าและควบคุมวัชพืชโดยการปลูกพืชคลุมดินและอาจจะกำจัดโดยใช้แรงงานขุด ถาก ถอน ตัด พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เพราะต้นทุเรียนยังเล็กอยู่ละอองสารเคมีอาจจะไปทำลายต้นทุเรียน การทำร่มเงา ในช่วงฤดูแล้ง แสงแดดจัดมาก ทำให้ทุเรียนใบไหม้ได้ ควรทำร่มเงาให้

การใส่ปุ๋ย ควรทำดังนี้

ใส่ปุ๋ยหลังจากตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ยพร้อมกับการทำโคน คือถากวัชพืชบริเวณใต้ทรงพุ่ม หว่านปุ๋ยและพรวนดินนอกชายพุ่มขึ้นมากลบใต้ทรงพุ่มให้มีลักษณะเป็นหลังเต่า และขยายขนาดของเนินดินให้กว้างขึ้นตามขนาดของทรงพุ่มหรือจะใส่ปุ๋ย โดยวิธีใช้ไม้ปลายแหลมแทงดินเป็นรูหยอดปุ๋ยใส่และปิดหลุมเป็นระยะ ให้ทั่วบริเวณใต้ทรงพุ่ม วิธีหลังนี้แม้จะเปลืองแรงงานแต่ช่วยลดการสูญเสียปุ๋ยจากการระเหย หรือถูกนํ้าชะพา หว่านปุ๋ยคอกก่อนและตามด้วยปุ๋ยเคมี

ควรใส่ปุ๋ยในบริเวณใต้ทรงพุ่มโดยรอบ และให้ห่างจากโคนต้น ประมาณ 20-30 เซนติเมตร ขึ้นไป ขึ้นกับขนาดทรงพุ่มปริมาณและเวลาใส่ปุ๋ย

ปีที่ 1 : ใส่ปุ๋ยและทำโคน 4 ครั้ง (เดือนเว้นเดือน)

ครั้งที่ 1-3 ใส่ปุ๋ยคอก 5 กิโลกรัม ต่อต้น (ประมาณ 1 ปีบ)

ครั้งที่ 4 ใส่ปุ๋ยคอก 5 กิโลกรัม ต่อต้น (ประมาณ 1 ปีบ)

ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณ 150-200 กรัม ต่อต้น (ครึ่งกระป๋องนมข้น) ปีต่อๆ ไป (ระยะที่ทุเรียนยังไม่ให้ผลผลิต) ใส่ปุ๋ยและทำโคน 2 ครั้ง (ต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน)

ครั้งที่ 1 (ต้นฝน) ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณครึ่งถึง 3 กิโลกรัม ต่อต้น

ครั้งที่ 2 (ปลายฝน) ใส่ปุ๋ยคอก 15-50 กิโลกรัม ต่อต้น (ประมาณ 3-10 ปีบ)

ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ประมาณครึ่งถึง 3 กิโลกรัม ต่อต้น ปริมาณปุ๋ยเคมีที่ใส่ในแต่ละครั้งขึ้นกับขนาดของทรงพุ่ม โดยยึดหลักว่า วัดจากโคนต้นมายังชายพุ่มเป็นเมตรได้เท่าไร คือจำนวนปุ๋ยเคมีที่ใส่เป็นกิโลกรัม เช่น

ระยะจากโคนต้นถึงชายพุ่ม 1 เมตร ใส่ปุ๋ย 1 กิโลกรัม

ระยะจากโคนต้นถึงชายพุ่ม 2 เมตร ใส่ปุ๋ย 2 กิโลกรัม

ระยะจากโคนต้นถึงชายพุ่ม 2 เมตรครึ่ง ใส่ปุ๋ย 2 กิโลกรัมครึ่ง

การปฏิบัติดูแลทุเรียนในช่วงให้ผลแล้ว เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ทุเรียนออกดอกติดผลมาก และให้ผลผลิตคุณภาพดี การเตรียมต้นให้พร้อมที่จะออกดอก คือการเตรียมให้ต้นทุเรียนมีความสมบรูณ์ มีอาหารสะสมเพียงพอ เมื่อทุเรียนมีใบแก่ทั้งต้น และสภาพแวดล้อมเหมาะสม ฝนแล้ง ดินมีความชื้นตํ่า อากาศเย็นลงเล็กน้อยทุเรียนก็จะออกดอก ขั้นตอนต่างๆ จะต้องรีบดำเนินการภายหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต ดังนี้

การตัดแต่งกิ่ง

หลังเก็บเกี่ยวให้รีบตัดแต่งกิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรค กิ่งแขนง ด้านในทรงพุ่มออกโดยเร็ว ทารอยแผลที่ตัดด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา หรือปูนแดงกินกับหมาก หลังตัดแต่งกิ่ง ให้กำจัดวัชพืชและใส่ปุ๋ยทันที ปุ๋ยคอก 15-50 กิโลกรัม ต่อต้น (ประมาณ 3-10 ปีบ) ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ในอัตรา 3-5 กิโลกรัม ต่อต้น

ทุเรียนต้นที่ขาดความสมบูรณ์ต้องการปุ๋ยมากกว่าทุเรียนต้นที่มีความสมบูรณ์อยู่แล้ว ทุเรียนต้นที่ให้ผลผลิตไปมาก ต้องการปุ๋ยมากกว่าทุเรียนที่ให้ผลผลิตน้อย

ในช่วงฤดูฝน ถ้าฝนตกหนัก จัดการระบายนํ้าออกจากแปลงปลูก ถ้าฝนทิ้งช่วง ให้รดนํ้าแก่ต้นทุเรียน ควบคุมวัชพืช โดยการตัดและหรือใช้สารเคมี ป้องกันกำจัดโรคแมลง เช่น โรครากเน่าโคนเน่า โรคใบติด โรคแอนแทรกโนส เพลี้ยไก่แจ้ ไรแดงและเพลี้ยไฟ ในช่วงปลายฤดูฝน เมื่อฝนทิ้งช่วง ให้ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24, 9-24-24 หรือ 12-24-12 จำนวน 2-3 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อช่วยในการออกดอก ให้กำจัดวัชพืชใต้ทรงพุ่ม กวาดเศษหญ้าและใบทุเรียนออกจากโคนต้น เพื่อให้ดินแห้งเร็วขึ้น

งดการให้นํ้า 10-14 วัน เมื่อสังเกตเห็นใบทุเรียนเริ่มลดลงต้องเริ่มให้นํ้าทีละน้อย เพื่อกระตุ้นให้ตาดอกเจริญ อย่าปล่อยให้ขาดนํ้านานจนใบเหลืองใบตก เพราะตาดอกจะไม่เจริญ และระวังอย่าให้นํ้ามากเกินไป เพราะช่อดอกอาจเปลี่ยนเป็นใบได้ วิธีให้นํ้าที่เหมาะสมคือ ให้นํ้าแบบโชยๆ แล้วเว้นระยะ สังเกตอาการของใบและดอก เมื่อเห็นดอกระยะไข่ปลามากพอแล้ว ก็เพิ่มปริมาณให้มากขึ้นเรื่อยๆ จนสู่สภาวะปกติ

สวนของ คุณลุงพนม วงศ์ใหญ่ อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้าจากปากทางที่วัดพระธาตุภูซาง ไปประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นทางลูกรัง หากใครสนใจอยากจะศึกษาดูงาน หรือชิมรสชาติ ติดต่อกับ คุณลุงพนม ได้ที่เบอร์ (089) 552-3999 ยินดีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ คุณลุงฝากทิ้งท้ายว่าการปลูกพืชต้องดูแลเอาใจใส่ ไม่ใส่ใจปลูกแล้วให้เทวดาดูแล ย่อมไม่ได้รับผลตอบแทน แต่ถ้าเอาใจใส่ดูแลแน่นอนว่าเขาก็จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า

ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จังหวัดกาฬสินธุ์ หัวก้าวหน้านำชุมชนเลี้ยงจิ้งหรีด ผลิตแหล่งอาหารโปรตีน ปลอดสารพิษสู่ผู้บริโภค เพิ่มความมั่นคงทางอาชีพการเกษตร สร้างรายได้เดือนละล้านสู่ชุมชน โดยยึดหลักการดำรงชีวิตภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

คุณอรวรรณ วอทอง ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 2 ตำบลยางตลาด อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เปิดเผยถึงความเป็นมาว่า ก่อนที่จะมายึดอาชีพด้านการเกษตรนั้น ทำงานโรงงานที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2550 ต่อมาโรงงานได้ลดพนักงานโดยได้จ้างตนออกจากงาน จึงได้กลับบ้านที่กาฬสินธุ์มายึดอาชีพการเกษตร เริ่มจากการปลูกผักขายในปี 2551

จากนั้น หันมาทดลองเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาชีพเสริม เนื่องจากการเลี้ยงจิ้งหรีดนั้นเป็นแมลงที่เลี้ยงง่าย โตไว เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี มีไฟเบอร์สูง แปรรูปได้หลากหลาย ใช้แรงงานน้อย ใครๆ ก็เลี้ยงจิ้งหรีดได้ ในพื้นที่สภาพแห้งแล้งก็เลี้ยงได้เพราะใช้น้ำน้อย ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 40 วัน ก็จับขายได้เงิน ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ

“เริ่มต้นเลี้ยงด้วยเงินทุน 5,000 บาท โดยทำกล่องเลี้ยงจิ้งหรีดขนาด 2×4 เมตร จำนวน 2 กล่อง เลี้ยงจิ้งหรีดได้ 60 กิโลกรัม ขายราคากิโลกรัมละ 100 บาท ได้เงิน 6,000 บาท คืนทุนตั้งแต่ครั้งแรก จึงได้ขยายการเลี้ยงจิ้งหรีดเพิ่มและชวนคนในครอบครัวให้หันมาเลี้ยงจิ้งหรีด โดยมีกล่องเลี้ยงจิ้งหรีดจำนวน 250 กล่อง เลี้ยงจิ้งหรีดได้ 4,500 กิโลกรัม/เดือน ราคาขายส่งกิโลกรัมละ 80 บาท สร้างรายได้ 360,000 บาท/เดือน”

ปัจจุบันคุณอรวรรณยึดอาชีพการเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ และเป็นต้นแบบให้เกษตรกรในหมู่บ้านหันมาเลี้ยงจิ้งหรีดแบบตนเองเพิ่มมากขึ้น โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอยางตลาด สำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้ามาสนับสนุนและได้จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน “แมลงสะดิ้งบ้านฮ่องฮี” ทำการแปรรูปจิ้งหรีดทอดและน้ำพริกจิ้งหรีดจำหน่ายเพิ่มรายได้

คุณอรวรรณ กล่าวอีกว่า ปี 2557 ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จังหวัดกาฬสินธุ์” เป็นผู้นำในเรื่องการเลี้ยงจิ้งหรีดให้กับชุมชนบ้านฮ่องฮี หมู่ที่ 14 ตำบลยางตลาด อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่มีจำนวนประชากร 184 ครัวเรือน หันมาเลี้ยงจิ้งหรีด จำนวน 49 ครัวเรือน เป็นอาชีพหลัก โดยทั้งหมู่บ้านมีกล่องเลี้ยงจิ้งหรีด จำนวน 866 กล่อง ขนาดกล่องเลี้ยง 2×4 เมตร ผลผลิตจิ้งหรีดในหมู่บ้าน 15,026 กิโลกรัม/รุ่น ราคาขายส่งกิโลกรัมละ 80 บาท สร้างรายได้เข้าหมู่บ้านประมาณ 1.2 ล้านบาท/เดือน

ในปี 2560 กลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดบ้านฮ่องฮี ได้รับการสนับสนุนให้เป็น แปลงใหญ่จิ้งหรีด จังหวัดกาฬสินธุ์ ทางสำนักงานเกษตรจังหวัดกาฬสินธุ์ สนับสนุนเงินทุนและอุปกรณ์เครื่องมือในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดทอดและน้ำพริกจิ้งหรีด โดยมีศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดขอนแก่น เข้ามาให้ความรู้วิชาการด้านจิ้งหรีด ระบบการเลี้ยง การตลาด การทำแปลงใหญ่จิ้งหรีดกลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดมีการรวมตัวกันซื้ออาหารจิ้งหรีด ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารจิ้งหรีดให้ถูกลง ตอนนี้ตนเองเป็นคนรวบรวมจิ้งหรีดในหมู่บ้านโดยการรับออเดอร์จากพ่อค้าเพื่อกระจายสินค้าจิ้งหรีดให้สมาชิกผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในหมู่บ้าน เป็นการขับเคลื่อนด้านการตลาดให้ชุมชนเสริมความมั่นคงให้อาชีพการเกษตร

ในการดำรงชีวิตของคนในชุมชนบ้านฮ่องฮีนั้น ได้น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน สร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเอง ครอบครัว และชุมชน โดยได้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียงในชุมชน ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

อีกหนึ่งการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตร ให้เกษตรกรมั่นคง ภาคการเกษตรมั่งคั่ง ทรัพยากรการเกษตรยั่งยืน โดยการผลักดันให้เกษตรกรมีความสามารถในอาชีพของตนเอง (Smart Farmer) ด้วยการทำอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีดที่สามารถสร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้ชุมชน

หากสนใจเข้าเยี่ยมชมหรือศึกษาดูงานการเลี้ยงจิ้งหรีด ติดต่อได้ที่ คุณอรวรรณ วอทอง ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จังหวัดกาฬสินธุ์ (คิงส์ฟาร์ม) เบอร์โทร. (098) 139-0108 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จังหวัดขอนแก่น

ปุ๋ย ยังมีความสำคัญในการผลิตพืช ปุ๋ยที่วางจำหน่ายในตลาดมีธาตุอาหารหลักอยู่ 3 ธาตุ คือ ธาตุไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K)

ธาตุไนโตรเจน มีบทบาทในการบำรุงต้นและใบ ทำให้ต้นไม้มีใบสีเขียว เพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง ธาตุฟอสฟอรัส (P) มีบทบาทในการพัฒนารากและเร่งการออกดอก

ธาตุโพแทสเซียม (K) ช่วยในการเคลื่อนย้ายแป้งและน้ำตาล จากขบวนการสังเคราะห์แสงที่ใบส่งไปยังผล หรือลำต้น ขึ้นอยู่กับชนิดพืช

ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 เป็นปุ๋ยครอบจักรวาล ใช้ได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นไม้ ปุ๋ยทั้งสองสูตรใช้ทดแทนกันได้ ปุ๋ยสูตร 12-24-12 ใช้สำหรับเร่งการออกดอกของต้นไม้

ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ใช้สำหรับเพิ่มความหวานและสีของผล

อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้ต้นไม้เจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้คุณภาพ จำเป็นต้องใช้แบบผสมผสาน คือใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก เพราะจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้ร่วนซุย และเก็บความชื้นได้ดี อีกทั้งยังมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์กับต้นไม้อยู่หลายชนิด

ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หมายถึง ปุ๋ย 100 กิโลกรัม ประกอบด้วยธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ที่ต้นไม้นำไปใช้ประโยชน์ได้ ชนิดละ 15 กิโลกรัม เมื่อรวม 3 ธาตุเข้าด้วยกันจะได้ 45 กิโลกรัม อีก 55 กิโลกรัม เรียกว่าสาร ตัวเติม ทั้งนี้ เพื่อสะดวกในการคำนวณในการให้ปุ๋ยในปริมาณที่ถูกต้อง แม่นยำ การใช้ปุ๋ยให้ได้ประสิทธิภาพสูงที่สุด ต้องนำค่าวิเคราะห์ดินมาประกอบ นอกจากจะได้ผลผลิตที่ดีแล้วยังประหยัดค่าใช้จ่ายอีกทางหนึ่งด้วย

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลส้มเขียวหวานในจังหวัดสุโขทัย เผย เนื้อที่ปลูก ทั้งจังหวัดรวม 29,000 ไร่ ผลผลิตรวม 93,800 ตัน ปัจจุบันมีแหล่งปลูกส้มเขียวหวานเพียงแหล่งเดียว ที่ อ.ศรีสัชนาลัย ซึ่งนับเป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิต สร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลส้มเขียวหวานในจังหวัดสุโขทัย โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) ได้ติดตามสถานการณ์การผลิต การตลาด ปริมาณผลผลิตและความต้องการของตลาด เพื่อนำไปพิจารณาจัดทำบัญชีสมดุลระดับจังหวัด ปี 2560

จากการสำรวจพบว่า เกษตรกรในจังหวัดสุโขทัยมีการขยายพื้นที่ปลูกส้มเขียวหวานเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ ในพื้นที่ ต.แม่สิน และ ต.แม่สำ อ.ศรีสัชนาลัย เนื่องจากส้มสายน้ำผึ้งนั้นมีราคาสูง ส่งผลให้ส้มสายพันธุ์อื่นๆ ที่เป็นสินค้าทดแทนราคาสูงตามไปด้วย อีกทั้งเป็นไม้ผลที่ให้ผลผลิตยั่งยืนสามารถสร้างความมั่นคงทางรายได้ โดยผลผลิตบางส่วนเข้าสู่โรงงานแปรรูปน้ำผลไม้

ภาพรวมการผลิตส้มเขียวหวานปี 2560 จังหวัดสุโขทัยมีเนื้อที่ปลูก 29,000 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 26,800 ไร่ ผลผลิตรวม 93,800 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 3,500 กก.ต่อไร่ มีแหล่งปลูกส้มเขียวหวานเพียงแหล่งเดียว คือ อ.ศรีสัชนาลัย โดยร้อยละ 80 อยู่ใน ต.แม่สิน และ ร้อยละ 20 อยู่ใน ต.แม่สำ ซึ่งผลผลิตเฉลี่ยของต้นส้มเขียวหวานที่มีอายุระหว่าง 5-10 ปี มีผลผลิตเฉลี่ย 3.5 ตันต่อไร่ ส่วนต้นส้มเขียวหวานที่มีอายุระหว่าง 11 -20 ปี มีผลผลิตเฉลี่ย 7 ตันต่อไร่

ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่แบ่งเนื้อที่ปลูกส้มเขียวหวานประมาณ 20 ไร่ต่อครัวเรือน จากพื้นที่ถือครอง 50 – 60 ไร่ต่อครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของเนื้อที่ถือครองทั้งหมด ถือได้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกส้มเขียวหวานเป็นอาชีพหลักและแบ่งพื้นที่ไว้ทำนาเพื่อบริโภค เกษตรกรทุกรายจำหน่ายผลผลิตให้แก่จุดรับซื้อ โดยร้อยละ 70 เป็นจุดรับซื้อของคนในพื้นที่ อีกร้อยละ 30 เป็นจุดรับซื้อของคนนอกพื้นที่ จำนวนจุดรับซื้อส้มเขียวหวานของ อ.ศรีสัชนาลัย มีประมาณ 65 จุด

อย่างไรก็ตาม ผลผลิตที่จังหวัดผลิตได้จำนวน 93,800 ตัน มีการนำเข้าจากต่างจังหวัดผ่านพ่อค้ารวบรวมระดับต่างๆ ประมาณ 30,530 ตัน (ร้อยละ 32.54 ของผลผลิตที่จังหวัดผลิตได้) ผลผลิตรวมทั้งสิ้น 124,330 ตัน แบ่งเป็นความต้องการใช้ในจังหวัดประมาณ 12,434 ตัน (ร้อยละ 10) ส่งออกไปต่างจังหวัด 87,030 ตัน (ร้อยละ 70) และส่งออกตลาดต่างประเทศประมาณ 24,866 ตัน (ร้อยละ 20) โดยผ่านตัวแทนส่งออก

ทั้งนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงผลิตตามความเคยชิน สมัครยูฟ่าเบท และต้องการความรู้และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการผลิตเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเกษตรกรยังเห็นว่าการปรับเปลี่ยนการปลูกส้มเขียวหวานแบบทั่วไปเป็นส้มเขียวหวาน GAP จะช่วยเพิ่มปริมาณความต้องการของตลาดให้มากขึ้นตามไปด้วย

คุณพิเชษฐ์ กันทะวงศ์ เกษตรกรหนุ่ม ประธานยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ จ.เชียงราย เล่าให้ฟังว่า ตนนั้นเรียนจบมาทางด้านอารักขาพืช จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รุ่น 64 และเข้าทำงานบริษัทเอกชนอีก 2 ที่ คือ บริษัท เจียไต๋ จำกัด รับหน้าที่ทดสอบพันธุ์ต่างประเทศ และ บริษัท ทีเจซี เคมี จำกัด รับหน้าที่ขึ้นทะเบียนสารก่อนนำมาขายในประเทศ ทำให้ที่ผ่านมาได้มีโอกาสทำงานอยู่ในแวดวงเคมีเกษตรเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยว่าเราจะเรียนจบมาทางด้านกีฏวิทยาเกี่ยวกับแมลง ทำให้เรามีพื้นฐานที่ดีและรู้ว่าการควบคุมแมลงนอกจากสารเคมีแล้วยังมีวิธีอื่นๆ อีกมาก ยกตัวอย่าง การทำผักกางมุ้ง หรือการทำโรงเรือน เป็นการใช้หลักชีววิธี จึงเกิดแนวคิดว่าน่าจะทดลองปลูกพืชแบบไม่ใช้สารเคมี แต่เลือกใช้หลายๆ วิธีมาประยุกต์รวมกัน และมาลงตัวที่เมล่อน

หลังจากที่ตัดสินใจแล้ว จึงได้ลงมือทำและการเรียนรู้ในครั้งแรกนี้ก็ทำให้ตนเองค้นพบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งก็คือ สาเหตุการปลูกเมล่อนไม่ได้ผลดีจากประสบการณ์เรียนรู้ด้วยตัวเองก็คือ การปลูกกลางแจ้งแล้วได้ผลผลผลิตไม่ได้ดีนั้นมีสาเหตุมาจากการปลูกแบบลงดินนั้น ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคพืชต่างๆ ที่อยู่ในดินจำนวนมาก เช่น โรครากเน่า เหี่ยวเขียว จากเชื้อ Fusarium sp. Pythium sp. Sclerotium sp. phytopthora sp. Rhizoctonia sp.และ Ralstonia solanacearun ซึ่งมักระบาดในฤดูฝน ถึงแม้ว่าทางฟาร์มจะใช้เชื้อจุลินทรีย์ ไตรโคเดอร์มา (Trichoderma sp.) รดลงดินแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้ทุกเชื้อ