ทุเรียน ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 99 โดยผลผลิตเริ่มออกสู่

ตลาดแล้วตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทั้งนี้ผลผลิตทุเรียนเพิ่มขึ้นตามผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก เนื่องจากสภาพอากาศเย็นส่งผลดีต่อการออกดอกของทุเรียน รวมทั้งเนื้อที่ปลูกทุเรียนในปี 2555 เริ่มให้ผลผลิตเป็นปีแรก และประกอบกับราคาทุเรียนอยู่ในเกณฑ์ดีมาอย่างต่อเนื่อง จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาในการเพิ่มผลผลิต จึงทำให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น สำหรับการกระจายตัวของผลผลิตทุเรียนจะออกสู่ตลาด ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึงปลายเดือนกรกฎาคม โดยจะออกมากที่สุดในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนพฤษภาคม

มังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 50 ภาวะการผลิตมีหลายระยะทั้งระยะปากนกแก้ว ถึง ระยะผลเล็ก ผลผลิตมังคุดเพิ่มขึ้น เนื่องจากเนื้อที่มังคุดที่ปลูกในปี 2553 เริ่มให้ผลผลิตได้ปีแรกอีกทั้งในปีที่ผ่านมา ทั้ง 3 จังหวัด มังคุดออกผลไม่มาก ทำให้ต้นมังคุดมีระยะเวลาการพักสะสมอาหารมากขึ้น คาดว่าหากสภาพอากาศที่เย็น ไม่ถึงกับอากาศหนาวมากและมีลมโชย จะเป็นสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการออกดอกของมังคุดทำให้มังคุดติดผลได้ดี สำหรับการกระจายตัวของผลผลิตจะออกสู่ตลาด ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ถึง เดือนกรกฎาคม โดยจะออกมากที่สุดในช่วงกลางเดือนถึงปลายเดือนมิถุนายน

เงาะ ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 85 อยู่ในช่วงระยะตั้งช่อดอกถึงระยะผลเล็ก แต่ส่วนใหญ่อยู่ในระยะดอกบาน ผลผลิตเงาะเพิ่มขึ้น เนื่องจากเงาะที่ปลูกในปี 2556 เริ่มให้ผลในปีแรกเพิ่มขึ้น ประกอบสภาพอากาศในปีนี้ส่งผลดีต่อการติดดอกได้มากขึ้นออกดอกได้เร็วขึ้น สำหรับการกระจายตัวของผลผลิตจะออกสู่ตลาด ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ถึง เดือนกลางเดือนสิงหาคม โดยจะออกมากที่สุดในช่วงเดือนมิถุนายนตลอดทั้งเดือน

ลองกอง ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 35 อยู่ในระยะดอกเขียวถึงระยะผลอ่อน ส่วนใหญ่ยังไม่ติดดอก ในช่วงนี้เกษตรกรเริ่มกักน้ำไม่ให้น้ำกับต้นลองกองเพื่อให้ต้นขาดน้ำและให้ต้นโศกสลด คาดจะเริ่มติดดอกชุดต่อไปในช่วงเดือนมีนาคม 2560 ทั้งนี้ การออกดอกของลองกองสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี ผลผลิตลองกองคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากปีที่ผ่านมาลองกองออกผลล่าช้ามีลองกองที่ออกดอกในรุ่นหลังทำให้การเก็บผลลองกองยืดเวลาเก็บผลได้ถึงเดือนพฤศจิกายน สำหรับการกระจายตัวของผลผลิตจะออกสู่ตลาด ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน ถึงต้นเดือนตุลาคม โดยจะออกกระจายตัวในแต่ละเดือน ยกเว้นจังหวัดตราดที่จะออกมากในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม

กระทรวงเกษตรฯ ทุ่มงบฯ 3 พันล้าน ลุยตรวจเข้ม ‘พืช-สัตว์’ ปนเปื้อนสารเคมีเกินค่าปลอดภัย หวังยกระดับมาตรฐานเกษตรสู่ความยั่งยืน เผยพบกาแฟมีสารก่อมะเร็งตกค้างจำนวนมาก เหตุเก็บรักษาในที่มีความชื้น ใช้ไม่ถูกวิธี เอาช้อนเปียกน้ำตักผงกาแฟ

นางสาวชุติมา บุญยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ในปี 2560 กระทรวงเกษตรฯ จะเฝ้าระวังสารตกค้าง และปนเปื้อนในสัตว์และพืช จำนวน 130,000 ตัวอย่าง เพิ่มขึ้นประมาณ 10% ภายใต้งบประมาณมากกว่า 3,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีการตรวจและเฝ้าระวังสารตกค้างและปนเปื้อน ประมาณ 110,000 ตัวอย่าง มีการตรวจพบสารปนเปื้อนหรือสารเคมีเกินมาตรฐาน ประมาณ 7% ซึ่งการตรวจสอบและเฝ้าระวัง แบ่งเป็นตรวจสอบพืช 20,000 ตัวอย่าง ปศุสัตว์ จำนวน 30,000 ตัวอย่าง และประมง 80,000 ตัวอย่าง เพื่อสร้างการรับรู้ในเรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตร ตามนโยบายปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน ดังนั้น เพื่อสร้างการรับรู้เรื่องความปลอดภัยด้านอาหาร ระหว่างวันที่ 1-7 เมษายน นี้ กระทรวงเกษตรฯ จะออกสุ่มตรวจตัวอย่างอาหาร เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับผู้บริดโภค ต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ที่คนไทยต้องเฉลิมฉลอง หากมีสารเคมีปนเปื้อนอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทย และนักท่องเที่ยวได้

“หน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ต้องเร่งสุ่มตรวจการใช้สารเคมีเกินมาตรฐาน หรือการตกค้างของสารเคมีที่จะนำมาบริโภค ที่อาจก่อให้กิดความไม่ปลอดภัยของผู้บริโภค จึงมีการสุ่มตรวจตัวอย่าง พืช สินค้าประมง ปศุสัตว์ อาทิ หมู ไก่ พริก มะเขือเทศ ผัก ผลไม้ หรือแม้แต่กาแฟที่คนไทยจำนวนมากกำลังนิยมบริโภค ก็มีการตรวจพบว่ามีสารก่อมะเร็งตกค้างอยู่จำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเก็บรักษาในที่มีความชื้นหรือวิธีการใช้ไม่ถูกต้อง โดยพบหลายคนเอาช้อนที่เปียกน้ำลงไปตักผงกาแฟเพื่อมาชง ส่งผลให้เกิดความชื้นและที่สุดก็ก่อให้เกิดสารมะเร็งที่คนไทยมองข้าม” นางสาวชุติมา กล่าว

นางสาวชุติมา กล่าวว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์การยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืนคือ การจัดทำยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ที่ยกร่างเสร็จแล้วจะมีการประกาศใช้ช่วงเดือนเมษายน 2560 หลังจากเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และจัดทำแผนปฏิบัติการ ปี 2561 รวมทั้งเตรียมงบฯ ปี 2562 ทั้งนี้ การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ประกอบด้วย 1. ข้าวจะมีการสร้างชุมชนต้นแบบข้าวอินทรีย์ 10 แห่ง และสนับสนุนศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในพื้นที่ให้ทำข้าวอินทรีย์ โดยการดำเนินการส่งเสริมในลักษณะกลุ่มครบวงจรทั้งผลิต แปรรูป บรรจุภัณฑ์ ฉลากจับคู่ให้กลุ่มเดิมดูแลกลุ่มใหม่ เป้าหมาย 100 กลุ่ม รวมทั้งการสร้างเครือข่ายอินทรีย์ พร้อมขับเคลื่อนข้าวอินทรีย์แปลงใหญ่ 4 แปลง ที่จังหวัดยโสธร

นางสาวชุติมา กล่าวว่า 2. พืชหลังนา ปศุสัตว์ ประมง เน้นพื้นที่เกษตรอินทรีย์เดิม โดยจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ ฟาร์มสาธิตเกษตรอินทรีย์พร้อมทั้งให้ความรู้ และสนับสนุนปัจจัยแรกเริ่มในกรณีของปศุสัตว์และประมงผ่านศูนย์เป้าหมาย รวม 34 แห่ง และสร้างองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ใน ศพก. ที่มีอยู่ 38 แห่ง สร้างชุมชนต้นแบบเกษตรอินทรีย์ พืชอื่น 7 แห่ง 3. กลไก และสถาบันเกษตรอินทรีย์จะดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งสถาบันกลางเกษตรอินทรีย์ในปีงบประมาณ 2561 4. โครงการรับรองสถานที่จำหน่ายเกษตรอินทรีย์ในเดือนเมษายน จะมีการออกหลักเกณฑ์การรับรองสถานที่จำหน่ายเกษตรอินทรีย์ และตรวจสถานที่จำหน่ายเกษตรอินทรีย์ จำนวน 10 แห่ง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เผย ดัชนีราคาและผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ส่งผลดัชนีรายได้เพิ่ม ร้อยละ 21.91 คาด มีนาคม 2560 รายได้ของเกษตรกรยังขยายตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงภาพรวมราคาสินค้าเกษตรซึ่งวัดจากดัชนีราคาสินค้าเกษตรประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2560 พบว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.72 จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์ 2559) สินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ยางพารา ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากฝนตกและมีน้ำท่วมที่ผ่านมา รวมทั้งเข้าสู่ช่วงต้นยางผลัดใบทำให้ผลผลิตลดลง ปาล์มน้ำมัน ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากโรงงานสกัดแข่งขันกันรับซื้อ กุ้งขาวแวนนาไม ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาคใต้มีสภาพอากาศแปรปรวนไม่เอื้อต่อการเติบโต สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ มันสำปะหลัง ราคาลดลงเนื่องจากราคาส่งออกมันเส้นและแป้งมันอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ส่งผลให้ราคา ที่เกษตรกรขายได้ลดต่ำลง

หากเทียบกับเดือนมกราคม 2560 ภาพรวมดัชนีราคาลดลง ร้อยละ 0.39 สินค้าที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ สับปะรดโรงงาน ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมาก หอมแดง ราคาลดลงเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าเดือนที่ผ่านมา สินค้าที่ราคาปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ราคาเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยกว่าเดือนที่ผ่านมา ทั้งนี้ ในเดือนมีนาคม 2560 ดัชนีราคาสินค้าเกษตรคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559 สินค้าสำคัญที่ราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา อ้อยโรงงาน กุ้งขาวแวนนาไม และปาล์มน้ำมัน

ด้านดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.16 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (กุมภาพันธ์ 2559) สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ยางพารา และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา ดัชนีผลผลิตลดลง ร้อยละ 0.72 สินค้าสำคัญที่ผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา ไข่ไก่ และกุ้งขาวแวนนาไม สินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และไก่เนื้อ ส่วนในเดือนมีนาคม 2560 ดัชนีผลผลิตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559 โดยสินค้าสำคัญที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ อ้อยโรงงาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สุกร หอมแดง และกุ้งขาวแวนนาไม

ทั้งนี้ ในส่วนของภาพรวมรายได้ วัดจากดัชนีรายได้เกษตรกร ในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 เพิ่มขึ้นจากเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ร้อยละ 21.91 ซึ่งเป็นผลมาจากดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 12.72 และดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.16 ซึ่งในเดือนมีนาคม 2560 คาดว่ารายได้ของเกษตรกรขยายตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม 2559 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตและดัชนีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจะสะท้อนกำลังซื้อของครัวเรือนภาคเกษตรที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 เกาะติดสถานการณ์หอมแดง ปี 60 ในพื้นที่ 3 จังหวัดอีสาน ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เผย มีพื้นที่เพาะปลูกรวม 726 ไร่ ผลผลิตรวม 1,699 ตัน ระบุ กุมภาพันธ์-มีนาคม ผลผลิตออกมาก แนะเกษตรกรต้องพัฒนาศักยภาพการผลิต ส่งเสริมการรวมกลุ่ม ภาครัฐต้องสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เทคโนโลยีการผลิต และการหาตลาดเพื่อลดปัญหาพ่อค้าคนกลางแก่เกษตรกร

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ หอมแดง ปี 2560 ในเขตพื้นที่จังหวัดชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) ติดตามสถานการณ์ พบว่า มีพื้นที่เพาะปลูกรวม 726 ไร่ (ลดลงร้อยละ 7.82) เนื้อที่เก็บเกี่ยว 676 ไร่ (ลดลงร้อยละ 10.10) ผลผลิตรวม 1,699 ตัน (ลดลงร้อยละ 15.67) ผลผลิตต่อไร่ เฉลี่ย 2,513 กิโลกรัมต่อไร่ (ลดลงร้อยละ 6.20)

จากการสอบถามเกษตรกรผู้ปลูกหอมแดงในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด พบว่า สาเหตุที่มีการเพาะปลูกลดลงเนื่องจากสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ ประกอบกับเกษตรกรขาดแคลนหัวพันธุ์ และมีหอมแดงบางส่วนเป็นโรคหอมเลื้อย มีศัตรูพืชรบกวน ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลง

ด้านราคา ในปี 2560 เกษตรกรทั้ง 3 จังหวัด ขายหอมแดงได้ในราคาเฉลี่ย ณ เดือน กุมภาพันธ์ กิโลกรัมละ 10-15 บาท ลักษณะการขายผลผลิตของเกษตรกรส่วนใหญ่เป็นการรอให้พ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อที่สวน ไม่สามารถต่อรองราคาได้ โดยผลผลิตส่วนมากจะออกในเดือน กุมภาพันธ์ – มีนาคม 2560 ดังนั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพื้นที่ปลูกหอมแดงในเขตพื้นที่ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ จะไม่ใช่แหล่งผลิตแหล่งใหญ่ แต่นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่ทำรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูก การพัฒนาการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งแนวทางการพัฒนาต้องครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งการพัฒนาศักยภาพการผลิตให้เกษตรสามารถผลิตหอมแดงได้อย่างมีคุณภาพ ได้แก่ การให้ความรู้ ทักษะ เทคโนโลยีการเพาะปลูก การดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การเก็บรักษาที่ถูกต้อง นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการรวมกลุ่มในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรมีแหล่งการเข้าถึงพันธุ์ปลูก รวมถึงการมีตลาดที่ชัดเจนและสะดวกต่อการคมนาคม เพื่อลดปัญหาพ่อค้าคนกลางให้กับเกษตรกร ส่วนหอมแดงที่รับซื้อควรมีกระบวนการที่จะเก็บรักษาการกระจายสินค้าเพื่อคงคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเพื่อออกสู่ตลาด ทั้งนี้ ท่านที่สนใจข้อมูลการผลิตและการตลาดหอมแดงในพื้นที่ สามารถสอบถามได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา โทร. 044 465 120 และอีเมล zone5@oae.go.th

มุ่งยกระดับมาตรฐานคุณภาพน้ำนมดิบ พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรโคนม

และสร้างเสริมให้อาชีพการเลี้ยงโคนมมีความมั่นคงและยั่งยืน บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจัดทำ “หลักสูตรพัฒนาคุณภาพโคนมแห่งชาติ” ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และสถาบันการศึกษาได้นำความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละฝ่าย รวบรวมองค์ความรู้ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ เพื่อพัฒนาหลักสูตรกลางในการส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรโคนมไทยทั่วประเทศ และยกระดับการผลิตน้ำนมโคและอุตสาหกรรมโคนม ให้ได้มาตรฐานสากล อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงและยั่งยืนของการเลี้ยง คนมซึ่งเป็นอาชีพพระราชทาน

ดร.โอฬาร โชว์วิวัฒนา ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “นอกจากการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต หนึ่งในพันธกิจหลักของฟรีสแลนด์คัมพิน่า คือ การมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ผ่านการดำเนินโครงการพัฒนาโคนมและคุณภาพน้ำนม (Dairy development program) ซึ่งเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้กว่า 140 ปี ในการจัดการฟาร์มโคนม การพัฒนาคุณภาพน้ำนมและผลิตภัณฑ์นม จากเกษตรกรโคนมชาวเนเธอร์แลนด์สู่เกษตรกรชาวไทย ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ในวงการโคนมไทยที่มีการบูรณาการองค์ความรู้จากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างแนวทางในการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรโคนมให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ”

“ฟรีสแลนด์คัมพิน่า มีผู้ถือหุ้นเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ปัจจุบันมีสมาชิก 19,244 ราย เป็นหนึ่งในสหกรณ์โคนมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยทำหน้าที่ส่งมอบสารอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนจากนมคุณภาพให้กับทุกครอบครัวไทยมากว่า 60 ปี และยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรโคนมไทยด้วยความเชี่ยวชาญและความเป็นมืออาชีพควบคู่กับรักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์นมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง” ดร.โอฬาร กล่าว

ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมให้เป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกรไทย อีกทั้งยังมุ่งสร้างแหล่งความรู้ด้านกิจการ โคนมและอุตสาหกรรมนมอย่างครบวงจรให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมทั่วประเทศไทย ณ ศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ในการดำเนินงานที่ผ่านมา อ.ส.ค.มิได้ให้ความรู้หรือให้การสนับสนุนเฉพาะสมาชิกในเครือข่ายของ อ.ส.ค.เท่านั้น ยังเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญทางด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนมครบวงจรให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมของประเทศไทยในทุกเครือข่ายมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่มีภาคเอกชนอย่างฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) ให้ความสำคัญและร่วมจัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ผลจากการจัดทำหลักสูตรพัฒนาโคนมแห่งชาติ จะช่วยต่อยอดการดำเนินงานของ อ.ส.ค.ในการเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้ด้านกิจการโคนมและอุตสาหกรรมนมที่ครบวงจรได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

รศ.ดร.สมเกียรติ ประสานพานิช หัวหน้าภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ในฐานะของสถาบันการศึกษาที่มีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรดังกล่าว เพื่อนำไปพัฒนาเกษตรกรโคนมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้มอบหมายให้ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร ซึ่งมีนักวิชาการเกษตรโคนมที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรกรรมโคนมในทุกด้าน ทั้งด้านการจัดการฟาร์มโคนม การจัดการอาหารของโคนม การดูแลระบบสืบพันธุ์และสุขภาพโคนม การปรับปรุงพันธุ์โคนม รวมทั้งการป้องกันและควบคุมโรค ร่วมให้การสนับสนุนในด้านวิชาการ ส่งเสริมการดูแลแนะแนวให้ความรู้และเพิ่มพูนข้อมูลเชิงทฤษฎีให้กับเกษตรกรโคนมตลอดทั้งหลักสูตร รวมทั้งยังมีบทบาทร่วมเป็นผู้ในคำแนะนำในการแก้ปัญหาด้านฟาร์มโคนมอย่างครอบคลุม ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวเป็นไปตามพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่ต้องการสร้าง และบูรณาการองค์ความรู้เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมเกษตรของไทยให้เข้มแข็ง อีกทั้งเป็นการปูรากฐานความรู้ให้กับนักศึกษา และเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีทั้งความรู้ควบคู่คุณธรรม จริยธรรม และสร้างผลงานด้านเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศ”

ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการพัฒนาในส่วนต้นน้ำ ที่สอดคล้องตามแนวทางยุทธศาสตร์การพัฒนาโคนมและผลิตภัณฑ์นม (ปี2560 – 2569) ที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมไทยทั้งระบบ ให้ได้มาตรฐานสากลภายในระยะเวลา 10 ปี โดย พันธกิจร่วมกันของหน่วยงานทั้ง 3 ภาคส่วน ภายในระยะเวลา 2 ปีจะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทั้งทางวิชาการและภาคปฏิบัติ เพื่อพัฒนาให้เป็นหลักสูตรกลางในการส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรโคนม และนำไปใช้ทั่วประเทศ เช่น หลักสูตรการจัดการฟาร์ม หลักสูตรการสร้างบุคลากรในเกษตรกรโคนม รวมถึงการแลกเปลี่ยนวิทยากร และจัดอบรมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในเครือข่ายของ บมจ. ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) และ อ.ส.ค. รวมจำนวนกว่า 8,000 ราย คิดเป็นร้อยละ 50 ของจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 16,700 รายทั่วประเทศ

เมื่อเร็วๆ นี้ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) MOU กับ บริษัท นัมเบอร์ไนน์ กรีนพาวเวอร์ จำกัด ผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลจากไม้ยางพารา ร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนาไม้ยางพาราของชาวสวนยางไทยให้ได้มาตรฐาน FSC เพื่อเพิ่มมูลค่าไม้ยางในประเทศ ส่งเสริมมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าในการส่งออก โดยใช้ไม้ยางพาราเป็นวัตถุดิบ แปรรูปสู่ธุรกิจพลังงานทางเลือกชีวมวล สร้างมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้มีการสนับสนุนการทำสวนยางตามมาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) มาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการยางพาราประชารัฐ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง กยท. ตัวแทนภาครัฐ และตัวแทนภาคเอกชน พร้อมทั้ง การมีส่วนร่วมของเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ ล่าสุด กยท. และบริษัท นัมเบอร์ไนน์ กรีนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมกันลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อพัฒนา และสร้างเกณฑ์การจัดสวนยางอย่างยั่งยืน ตามมาตรฐานในระดับสากล หวังเพิ่มมูลค่าไม้ยางพาราให้กับเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ ด้วยการใช้ไม้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราในการจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมไม้ยางพารา และผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราอย่างครบวงจร โดยคำนึงถึงการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

“บทบาทของ กยท. จะสนับสนุน nancyajramonline.com ส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรชาวสวนยาง ให้เห็นถึงความสำคัญและโอกาสในการพัฒนาสวนยางของเกษตรกรตามมาตรฐานระดับสากล เช่น มาตรฐาน FSC(Forest Stewardship Council) หรือ PEFC (Programme for the Endorsement of Forest Certification) เพื่อเพิ่มมูลค่าไม้ยางพาราให้กับเกษตรกรชาวสวนยางทั่วประเทศ โดยใช้ไม้ยางพาราและเป็นผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราในการจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ หากเกษตรกรชาวสวนยางสนใจ กยท. พร้อมให้การสนับสนุนส่งเสริมและให้ความรู้อย่างเต็มที่” ดร.ธีธัช กล่าว

ด้าน ดร.วระชาติ ทนังผล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นัมเบอร์ไนน์ กรีนพาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท นัมเบอร์ไนน์ กรีนพาวเวอร์ จำกัด ประกอบกิจการด้านการผลิตและจัดจำหน่ายเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellet) จดทะเบียนเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2559 ด้วยทุนจดทะเบียน 5,000,000 บาท นอกจากการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลแล้ว ยังสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกและรับซื้อไม้โตเร็ว มันสำปะหลัง และพืชอื่นๆ ที่สามารถนำมาเป็นวัตถุดิบในการแปรรูปเป็นพลังงานชีวมวล ซึ่งการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการสนับสนุนสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร และกระตุ้นให้เกษตรกรชาวสวนยางเห็นถึงความสำคัญในการจัดการสวนยางให้อยู่ในระดับมาตรฐานระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐาน FSC เนื่องจากมาตรฐานดังกล่าว จะเป็นการรับรองคุณภาพและที่มาของไม้ยางส่งออกจากไทย ว่าเป็นสินค้าคุณภาพที่เกิดจากการจัดการสวนยางอย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าในการขายไม้ยางพารา และผลิตภัณฑ์จากไม้ยางพาราไปยังต่างประเทศ

“ปัจจุบันตลาดในต่างประเทศมีความสนใจและมีความต้องการไม้ยางพาราจากไทยค่อนข้างสูง โดยการใช้ไม้ยางพารา และเศษไม้ยางที่เหลือจากการแปรรูปมากถึง 80 % เมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจพลังงานเชื้อเพลิง แต่เราผลิตและจำหน่ายเพียงในประเทศเป็นหลัก และสามารถส่งออกเพียงบางประเทศเท่านั้น เนื่องจากตลาดใหญ่ๆ ในต่างประเทศ เช่น ยุโรป และญี่ปุ่นมีความต้องการพลังงานทางเลือกมากก็จริง แต่ต้องมีมาตรฐานสากลในการรับรองถึงที่มาของแหล่งวัตถุดิบจึงจะสามารถส่งออกได้ ซึ่งมาตรฐาน FSC จะเป็นตัวยืนยันได้ว่า ไม้จากสวนยางพาราของประเทศไทยที่ใช้ผลิตพลังงานชีวมวล เกิดจากการบริหารจัดการสวนอย่างเป็นระบบตามมาตรฐาน FSC ที่สากลยอมรับ ดังนั้น หากสวนยางในประเทศสามารถดำเนินการจัดการสวนยางตามมาตรฐานดังกล่าวได้จะเป็นการเพิ่มโอกาสและรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางเพิ่มขึ้น โดยทางบริษัทมีความพร้อมในการสนับสนุน ด้านการอบรม และให้ความรู้ถึงผลตอบแทนเมื่อเกษตรกรนำสวนยางเข้าสู่มาตรฐานนี้ และทางบริษัทตั้งเป้าไว้ประมาณ 10,000 – 15,000 ไร่ ต่อปี ซึ่งการร่วมมือกับทาง กยท. ในครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มโอกาสที่ดีให้แก่พี่น้องชาวสวนยางมากขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน” ดร.วระชาติ กล่าวเพิ่มเติม

สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ผุดไอเดียจัดทำเว็บไซด์ ตลาดแมทชิ่งออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค

กรุงเทพฯ : สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. ผุดไอเดีย เป็นตัวกลางระหว่าง ผู้ผลิตและผู้ประกอบการ จัดทำเว็บไซด์ ตลาดแมทชิ่งออนไลน์ เพื่อเชื่อมโยงตลาดระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค โดยจะใช้ชื่อ www.digitalfarm.com โดยคาดว่าจะมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม รักษาราชการแทนผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กล่าวว่า “สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช.ได้กำหนดเป้าหมายขับเคลื่อนการพัฒนาสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศไทยให้สอดรับกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล และนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยีนอีกด้วย และมกอช. ยังมุ่งนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาการเกษตร อาทิ การจัดทำตลาดแมทชิ่งออนไลน์เพื่อเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ สมาคมผู้ประกอบการ ห้างสรรพสินค้าต่างๆ และผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี เพื่อขยายช่องทางการตลาดและจำหน่ายสินค้ามาตรฐานของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต่างๆ เช่น เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรมาตรฐาน รวมทั้งการพัฒนาระบบตามสอบสินค้าเกษตรสำหรับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี หรือ QR Trace บนระบบคลาวด์ และติดตามแก้ไขปัญหาให้กับผู้ประกอบการที่ใช้ระบบ QR Trace เชื่อมโยงข้อมูลด้านมารตรฐานและสุขอนามัยสินค้าเกษตรและอาหารกับประเทศคู่ค้าด้วย สำนักงานมาตรฐาน