ท่านที่ต้องการก้าวเข้ามาในอาชีพเลี้ยงปลาขาย เจ้าของฟาร์ม

ควร 1. เริ่มจากความต้องการจริงๆ ของตัวเองก่อน 2. ไปหาเจ้าหน้าที่ประมงเพื่อขอความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยี 3. ติดต่อแหล่งซื้อพันธุ์ปลาที่เชื่อถือได้ ซึ่งหากไปดูด้วยตัวเองจะมั่นใจกว่า 4. ทดลองปฏิบัติด้วยตัวเองบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญ และ 5. ไปดูการเลี้ยงปลาตามฟาร์มต่างๆ เพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ตามมา

สำหรับในอนาคตคุณเดี่ยวมีแผนที่จะรับซื้อปลาจากเพื่อนเกษตรกรที่มีอาชีพเดียวกัน เพื่อช่วยแก้ปัญหาทางด้านราคาที่ผันแปร ทั้งยังต้องการนำปลาที่รับซื้อจากชาวบ้านมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ตลาดมีความต้องการ

ต้องการซื้อพันธุ์ปลาคุณภาพ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณอนุชา บุญสินชัย หรือ คุณเดี่ยว โทรศัพท์ (092) 359-4633 หรือ fb : อนุชา บุญสินชัย

ปัจจุบันนี้ หลายคนสนใจปลูกมะนาวเป็นงานอาชีพหรือเป็นงานอดิเรกในยามว่าง โดยปลูกต้นมะนาวลงดิน บางคนนิยมปลูกต้นมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ในวันนี้ขอนำเสนอการปลูกมะนาวในโอ่ง เป็นอีกทางเลือกใหม่สำหรับผู้สนใจปลูกมะนาว

ข้อดีของการปลูกมะนาวในโอ่ง คือ สามารถเคลื่อนย้ายหรือยกไปปลูกที่อื่นได้ วิธีนี้จะช่วยลดต้นทุนการผลิต ต้นมะนาวสามารถเจริญเติบโตได้ดี ดูแลรักษาง่าย ใส่ปุ๋ยและให้น้ำเช่นเดียวกับการปลูกในวงบ่อซีเมนต์ และสามารถบังคับให้มะนาวติดดอกออกผลนอกฤดูได้ด้วย

การเลือกโอ่ง

การเลือกโอ่งเป็นภาชนะปลูก แนะนำให้เลือกโอ่งที่ใส่ดินปลูกได้ 5-10 ปี๊บ ด้านข้างสูงจากก้นโอ่งขึ้นมา 2-3 นิ้ว จะเจาะรูขนาด 1/2-2 นิ้ว หรือขนาดเท่ากับผลมะนาว 2-3 รู เพื่อให้เป็นช่องทางระบายน้ำ จากนั้นนำกาบมะพร้าวสับมารองก้นโอ่ง สูงประมาณ 1 ฝ่ามือ หรือสูง 4-6 นิ้ว เพื่อให้ก้นโอ่งโปร่ง จากนั้นนำดินปลูกที่มีส่วนผสมของ ดิน 1 ส่วน ใบไม้แห้ง 2 ส่วน และปุ๋ยคอกแห้ง 1/2 ส่วน ผสมคลุกเคล้ากันให้ทั่วแล้วใส่ลงในโอ่งส่วนหนึ่ง

การปลูกมะนาวในโอ่ง สามารถปลูกมะนาวได้ทุกสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นมะนาวแป้นรำไพ ตาฮิติ มะนาวด่านเกวียน ฯลฯ เมื่อได้ต้นพันธุ์มะนาวคุณภาพดีมาแล้ว ให้นำต้นพันธุ์มะนาวลงปลูก แล้วใส่ดินปลูกเติมลงไป โดยให้มีพื้นที่เหลือสูงถึงปากโอ่ง ประมาณ 2 ฝ่ามือ จากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

การเตรียมปุ๋ยขี้หมูการเตรียมปุ๋ยน้ำมูลหมู ซื้อมูลหมูแห้งจากแหล่งจำหน่าย เช่น จากแหล่งที่มีการทำบ่อก๊าซชีวภาพ หรือจากฟาร์มเลี้ยงหมู มูลหมูแห้งบรรจุในถุงกระสอบปุ๋ย หนัก 15 กิโลกรัม จะซื้อในราคาเฉลี่ย 60 บาท ต่อถุง ถ้ามูลหมูแห้งที่ไล่ก๊าซออกแล้วเมื่อนำมาหมักน้ำจะไม่มีกลิ่น แต่ถ้าเป็นมูลหมูแห้งชนิดที่ไม่ไล่ก๊าซออก เมื่อนำมาหมัก น้ำจะมีกลิ่นเหม็น วิธีการทำปุ๋ยน้ำมูลหมู จะใช้อัตราส่วนผสมดังนี้ นำมูลหมูแห้ง 1 กิโลกรัม ใส่ในถังพลาสติก แล้วเติมน้ำลงไป 10 ลิตร นำไม้มากวนหรือคนให้ทั่ว ปิดฝาแล้วหมักทิ้งไว้ 1 วัน 1 คืน

การใช้ปุ๋ยน้ำมูลหมู ถ้าราดโคนต้นจะนำปุ๋ยน้ำมูลหมู 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 10 ส่วน กวนหรือคนให้ทั่ว นำไปราดรอบโคนต้น อัตรา 2 ลิตร ต่อต้น จากนั้นฉีดพ่นทางใบ โดยนำปุ๋ยน้ำมูลหมู 1 ส่วน ผสมกับน้ำ 20 ส่วน กวนหรือคนให้ทั่ว กรองเอากากออก เทใส่ภาชนะ นำไปฉีดพ่นทางใบรอบทรงพุ่ม ระยะเวลาในการราดโคนต้นและฉีดพ่นทางใบ จะทำ 15-30 วัน ต่อครั้ง

การดูแลหลังปลูก

นอกจากใส่ปุ๋ยน้ำมูลหมูแล้วจะต้องใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ ในอัตรา 1 ช้อนแกง หรือ 1 กำมือ ต่อต้น ต่อเดือน โดยโรยปุ๋ยรอบโคนต้นแล้วกลบ รดน้ำให้ชุ่ม และรอบโคนต้นมะนาวสามารถปลูกพืชตระกูลถั่วเป็นพืชคลุมดิน เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้นและเมื่อพรวนดินกลบต้นถั่วจะถูกย่อยสลายเป็นปุ๋ย นอกจากนี้ จะต้องคอยสังเกตติดตามตรวจตราและป้องกันกำจัดโรค แมลง อย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้มาทำลายผลผลิตมะนาว

การปลูกมะนาวนอกฤดูในโอ่ง

การปลูกมะนาวนอกฤดูในโอ่ง แนะนำให้ใช้พลาสติกปิดคลุมรอบโคนต้นมะนาว และรอบปากโอ่ง จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ 5-10 วัน เพื่อให้ต้นมะนาวขาดปุ๋ยและน้ำหรือสังเกตเห็นว่าใบเริ่มเหี่ยวก็จะเปิดพลาสติกออก จากนั้นก็จะบำรุงต้นโดยการให้น้ำและปุ๋ย ส่วนปุ๋ยที่ใช้จะเป็นปุ๋ยน้ำมูลหมูที่ผสมตามอัตราส่วน นำไปราดโคนต้นและฉีดพ่นทางใบให้รอบทรงพุ่ม จะทำทุก 15-30 วัน ต่อครั้ง นอกจากนี้ ก็จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตรเสมอ 1 กำมือ ต่อต้น ทุกเดือน เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่ม การปลูกมะนาวในโอ่งปุ๋ยและน้ำที่ใส่ลงไป ต้นมะนาวจะดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ทำให้ลดต้นทุนการผลิต

การผลิตมะนาวนอกฤดู แนะนำให้เริ่มทำตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม เพื่อให้ต้นมะนาวติดดอกออกผล ในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน เพื่อได้เก็บผลมะนาวไว้บริโภคในครัวเรือนหรือนำออกขายในช่วงฤดูแล้งพอดี

การปลูกมะนาวในโอ่ง ทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจเพราะช่วยลดต้นทุนการผลิต สามารถบังคับให้มะนาวติดดอกออกผลนอกฤดูได้ สำหรับผู้ที่มีพื้นที่เล็กน้อยจะใช้เวลาในยามว่างปลูกมะนาวเป็นงานอดิเรก 1-2 โอ่ง เพื่อเก็บผลมะนาวไปบริโภคในครัวเรือน เป็นการเลือกใช้วิถีแบบพอเพียงในสภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง เพื่อลดรายจ่าย ส่วนผู้ผลิตในเชิงธุรกิจสามารถนำวิธีเดียวกันไปผลิตมะนาวนอกฤดู เพื่อให้ได้ผลมะนาวพอกับความต้องการของผู้บริโภค เป็นการเสริมสร้างให้มีรายได้ต่อเนื่องทั้งปี

หลังจากเริ่มมีการเปิดให้ผู้ครอบครองกัญชาเข้าแจ้งขึ้นทะเบียนการครอบครองได้ ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ทั่วประเทศ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยครอบคลุม 3 กลุ่ม คือ กลุ่มองค์กรวิจัย สถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ แพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย ฯลฯ กลุ่มผู้ป่วย และกลุ่มบุคคลอื่นๆ นอกเหนือจาก 3 กลุ่ม หากเข้าแจ้งภายใน 90 วัน จะได้รับการนิรโทษกรรม ไม่ต้องถูกดำเนินคดี ส่วนจะขออนุญาตปลูก ผลิต หรือใช้กัญชาทางการแพทย์ต้องเข้าสู่กระบวนการขออนุญาตตามกฎหมาย ปรากฏว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้มีข้อเสนอว่า หากเกษตรกรรายย่อยต้องการปลูก สามารถร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติเพื่อขออนุญาตร่วมกันได้หรือไม่นั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 1 มีนาคม นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า สามารถดำเนินการได้ตามกรอบเงื่อนไขของกฎหมาย ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 โดยหากเกษตรกรที่จะปลูกกัญชาเพื่อทางการแพทย์และต้องการร่วมกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ก็ต้องมาพิจารณาว่า ทางสภาเกษตรกรฯ มีความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัย หรือองค์กรวิจัย ซึ่งโครงการวิจัยและมหาวิทยาลัยนั้นๆ ต้องมีคณะที่เกี่ยวข้อง ทั้งคณะแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งจะมีในเงื่อนไขของกฎหมาย ทั้งนี้ อย. ได้จัดทำคู่มือในการยื่นขอนิรโทษ ส่วนในเรื่องของหลักเกณฑ์การขออนุญาตก็มีการดำเนินการ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลประชาพิจารณ์เกี่ยวกับกฎหมายลูกอีก 3 ฉบับ

นพ.ธเรศ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมา อย. ได้ระดมความคิดเห็นกฎหมายลูกอีก 3 ฉบับ นอกเหนือจากกฎหมายนิรโทษกรรมที่ประกาศใช้แล้ว คือ 1.ร่างกฎกระทรวง การขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา พ.ศ.. 2.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ที่ให้เสพ เพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ พ.ศ.. และ 3.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย และหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่สามารถปรุงและสั่งจ่ายตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ได้ พ.ศ.. ซึ่งทั้งหมดจะรวบรวมและนำเข้าสู่คณะกรรมการยาเสพติดให้โทษพิจารณาในวันที่ 8 มีนาคม 2562 ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

สืบสาน “ศาสตร์พระราชา” พัฒนาพื้นที่ “ศูนย์ชาวเขา” เป็นแหล่งท่องเที่ยว
“เรื่องที่จะช่วยชาวเขาและโครงการชาวเขานั้น มีประโยชน์โดยตรงกับชาวเขา เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวเขามีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถเพาะปลูกสิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นรายได้กับเขาเอง…ถ้าพวกเราทุกคนไปช่วยเขา ก็เท่ากับช่วยบ้านเมืองให้มีความดี อยู่ดีกินดี และปลอดภัยได้อีกทั่วประเทศ”
จากพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2517 ได้นำมาซึ่งโครงการน้อยใหญ่ของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ

ล่าสุดกับโครงการ “สัมผัสลมหายใจแห่งขุนเขา ตามวิถีภูมิวัฒนธรรม” โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย นำพื้นที่เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง 16 แห่ง ทั่วประเทศ มาทยอยพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงภูมิวัฒนธรรม อย่างพื้นที่ “หนาวสุดกลางแดนสยาม” เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงแม่ดีน้อย ต.แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ที่ได้เริ่มดำเนินการแล้ว

สืบสานต่อยอดศาสตร์พระราชา

นายจีรวุฒิ ศิริรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จ.อุทัยธานี กล่าวว่า เขตพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงแม่ดีน้อย มีความโดดเด่นทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชาวชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยงโปว์ มีเครื่องแต่งกายและประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ การตำหมี่ซิ ขนมมงคลที่เชื่อว่ากินแล้วชีวิตคู่จะยืนยาว, การแสดงรำตง รำอวยพรในเทศกาลต่างๆ ที่สืบทอดมายาวนาน, การโยนลูกสะบ้า การละเล่นพื้นบ้านที่คล้ายๆ การเล่นเปตอง, การทอผ้ากี่เอว ซึ่งเราก็นำจุดเด่นตรงนี้มาขายในเรื่องการท่องเที่ยว รวมถึงได้ช็อปสินค้าหัตถกรรม ชิมผลไม้ อาทิ สตรอเบอรี่ อะโวกาโด กะหล่ำปลีหัวใจ เมล่อน และถ่ายภาพกับลานดอกไม้ อาทิ ลิลลี่ พันธุ์ออเรนทัล และพันธุ์เอเชียติก เบญจมาศ

หลังจากเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2561 ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสานตามแนวพระราชดำริในหลวง รัชกาลที่ 9 ก็สามารถได้เพิ่มช่องทางรายได้ให้ชาวไทยภูเขา จากเดิมมีอาชีพทำเกษตรกรรมพืชไร่ อาทิ ข้าวโพด สับปะรด ก็เริ่มแบ่งที่ดินมาทำโฮมสเตย์ ปลูกผลไม้เศรษฐกิจหลากหลายมากขึ้น

“ปัจจุบัน ราษฎรบนพื้นที่สูงที่นี่มีเลข 13 หลัก เกือบหมดทุกคนแล้ว สามารถเข้าถึงสิทธิและบริการต่างๆ ของรัฐได้ มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากรายได้ที่กำลังยั่งยืน” นายจีรวุฒิ กล่าว

เกษตรผสมผสาน-ท่องเที่ยวเพื่อรายได้ที่ยั่งยืน

ด้าน นายวันนบ ขอสุข อายุ 57 ปี ชาวกะเหรี่ยงโปว์ เจ้าของไร่อุ๊ยกื้อ จากเกษตรกรไร่ข้าวโพดที่มีรายได้ไม่พอรายจ่าย ชีวิตก็เปลี่ยนไปหลังน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ เมื่อปี 2560 กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า ตอนทำเกษตรเชิงเดี่ยวตอนนั้นมองไม่เห็นอนาคต เพราะทำไปเงินก็ยิ่งจมไปกับการซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาเคมี จนมารู้จักและได้เข้าอบรมกับศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี จากนั้นก็เริ่มนำแนวคิดเกษตรผสมผสานแนวคิดโคกหนองนาโมเดลตามศาสตร์พระราชามาปรับใช้ โดยแบ่งพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจทุกอย่าง อาทิ กล้วย ส้มโอ อะโวกาโด สตรอเบอรี่ ก็ทยอยออกผลและนำไปขายได้ รวมถึงพืชผักสวนครัวเพื่อบริโภคในครัวเรือน และล่าสุดยังทำโฮมสเตย์ 10 หลัง ซึ่งได้รับความนิยมมากในช่วงไฮซีซั่นที่ผ่านมา

“แม้ตอนนี้จะเป็นช่วงเริ่มต้น อาจยังมีรายได้ไม่มาก แต่ผมมั่นใจเลยว่าอนาคตจะสามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน จากผลไม้ที่ผลัดกันออกผลและขายได้ จากนักท่องเที่ยวที่มีช่วงฤดูหนาว หรือหากไม่มีเงินก็ไปเก็บพืชผักผลไม้ที่ปลูกมากินได้ ผมรู้สึกดีใจที่ศาสตร์พระราชาเข้ามาแก้ปัญหาให้ ตอนนี้ในพื้นที่ก็มีการรวมกลุ่มน้อมนำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติแล้วเพื่อความยั่งยืน” นายวันนบ กล่าว

สัมผัสลมหายใจแห่งขุนเขากรอบนอกนุ่มใน เป็นเนื้อทุเรียนภูเขาไฟ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น แห่งเดียวในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าพื้นที่ปลูกอยู่ในเขตภูเขาไฟที่ดับมอดไปนานแล้ว คงเหลือไว้ด้วยแร่ธาตุอาหารที่ส่งผลให้การปลูกและผลิตทุเรียนได้เนื้อกรอบนอกนุ่มใน หอม หวานมันกลมกล่อม เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค ที่ส่งผลให้เกษตรกรสามารถยกระดับรายได้นำไปสู่การมีวิถีครอบครัวที่มั่นคงยั่งยืน

คุณอนุวัฒน์ คำล้าน นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ เล่าให้ฟังว่า ประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดศรีสะเกษ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีพื้นที่การเกษตรราว 4 ล้านกว่าไร่ เป็นพื้นที่เพื่อการทำนา ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ หรือทำประมง ไม้ผลเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ มีการปลูกและผลิตไม้ผลเชิงการค้า 7,123 ไร่ เกษตรกร 1,309 ครัวเรือน ไม้ผลที่ปลูก ได้แก่ ทุเรียน ลำไย ลองกอง มังคุด หรือเงาะ

สำหรับแหล่งปลูกและผลิตทุเรียนได้ดีมีคุณภาพอยู่ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ ศรีรัตนะ ขุนหาญ และอำเภอภูสิงห์ เป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่าที่มอดดับไปนานแล้ว ในดินจึงมีแร่ธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตให้ได้ทุเรียนคุณภาพ พันธุ์ทุเรียนที่ปลูก ได้แก่ หมอนทอง พวงมณี ชะนีไข่ และพันธุ์ก้านยาว เกษตรกร 496 ครัวเรือน รวมพื้นที่ปลูก 2,485 ไร่ คาดว่าปีนี้จะได้ผลผลิตเฉลี่ย 803.9 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตรวม 1,613.56 ตัน

การส่งเสริมการปลูกและผลิตทุเรียนภูเขาไฟ สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ส่งเสริมเกษตรกรให้ผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ทุเรียนดีมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกรจัดการสวนทุเรียนที่ดี ให้ใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเพื่อจะได้ใส่ปุ๋ยให้ตรงสูตร ตามอัตราส่วนและตามระยะเวลาเพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ให้ต้นทุเรียนได้รับน้ำเพียงพอ ก็จะทำให้ได้ทุเรียนคุณภาพพร้อมให้ตัดเก็บไปขาย นำไปสู่การยกระดับรายได้เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคง

คุณลุงเวียง สุภาพ เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ เล่าให้ฟังว่า ได้เริ่มปลูกทุเรียนมา 10 ปีกว่าแล้ว มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 9 ไร่ปลูกได้ 100 กว่าต้น และต้นทุเรียนที่มีผลผลิตให้ตัดเก็บได้แล้ว 70 ต้น พันธุ์ทุเรียนที่ปลูก ได้แก่ ก้านยาว ชะนีไข่ พวงมณี หมอนทอง และที่กำลังปลูกเพิ่มใหม่เป็นพันธุ์นกกระจิบ

การปลูก ในปีแรกที่เริ่มปลูกทุเรียน ได้จัดการเตรียมแปลงปลูกด้วยการกำจัดวัชพืชออก เตรียมต้นพันธุ์ ได้ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว ลึก ด้านละกว่า 1 ศอก นำปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกแห้งคลุกเคล้ากับดินบนใส่รองก้นหลุม วางต้นพันธุ์ทุเรียนลงปลูก ผูกกับไม้หลักป้องกันการโค่นล้ม เกลี่ยดินกลบ ให้น้ำแต่พอชุ่ม ให้การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษากระทั่งเข้าสู่ปีที่ 4 ก็มีทุเรียนให้ตัดเก็บนำไปขายพอมีรายได้มาเป็นทุนหมุนเวียนในการยังชีพและเป็นทุนในการผลิต

การปฏิบัติดูแลบำรุงรักษา ทุกครั้งที่ตัดเก็บเกี่ยวทุเรียนเสร็จแล้ว ได้ตัดแต่งกิ่งต้นทุเรียนให้ทรงพุ่มโปร่ง และมีการเจริญเติบโตที่ดี เมื่อถึงช่วงต้นทุเรียนแตกใบอ่อน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น แบ่งใส่ 3 ครั้ง และใส่ปุ๋ย สูตร 8-24-24 อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อต้น แบ่งใส่ 2 ครั้ง เพื่อให้ต้นทุเรียนได้สะสมน้ำตาลและเจริญโตสมบูรณ์

ช่วงที่ต้นทุเรียนออกดอก ได้ใส่ปุ๋ยหมัก อัตรา 10-12 กิโลกรัม ต่อต้น และช่วงต้นทุเรียนติดลูกได้ใส่ปุ๋ย สูตร 12-12-17 อัตรา 1-2 กำมือ ต่อต้น ใส่ทุก 7 วัน ใส่ไปกระทั่งสังเกตพบว่าผลทุเรียนมีขนาดใหญ่ ได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัม จึงหยุด จากนั้นได้เปลี่ยนไปใส่ปุ๋ย สูตร 11-6-25 ใส่ อัตรา 2-3 กำมือ ต่อต้น ใส่ทุก 7 วัน เพื่อสร้างเนื้อ

เมื่อผลทุเรียนได้น้ำหนักดีแล้ว ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 อัตรา 2-3 กำมือ ต่อต้น เพื่อสร้างสีเนื้อทุเรียนให้งาม จากนั้นก่อนตัดเก็บเกี่ยว 1 เดือน ได้ใส่ปุ๋ย สูตร 0-0-50 ใส่อัตรา 2-3 กำมือ ต่อต้น ใส่ 1 ครั้ง เพื่อเพิ่มความหวาน

การให้น้ำ น้ำเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งที่จะต้องคอยดูแลให้ต้นทุเรียนได้รับน้ำอย่างพอเพียง ปกติได้ให้วันเว้นวัน ถ้าสังเกตพบว่าใบเริ่มมีอาการเหี่ยวแห้งแสดงว่าต้นทุเรียนเริ่มขาดน้ำ ก็จะต้องเพิ่มการให้น้ำเข้าไปอีก

การตัดเก็บเกี่ยว เพื่อให้ผู้บริโภคทุเรียนได้รับประโยชน์ ก่อนตัดเก็บเกี่ยวทุเรียนแก่สุกได้พิจารณาดังนี้ ก้านผลแข็ง สีเข้ม สากมือ ถ้าจับก้านผลทุเรียนแกว่งจะยืดหยุ่น ปลายหนาม แห้งมีสีน้ำตาลเข้ม เปราะหักง่าย รอยแยกระหว่างพู เห็นได้ชัด ชิมปลิง ถ้าแก่จัดเมื่อตัดขั้วผลหรือปลิดออกจะเป็นน้ำใส ไม่ข้นเหนียวเหมือนทุเรียนอ่อน ชิมดูมีรสชาติหวาน เคาะเปลือก จะมีเสียงดังหลวมๆ เป็นเสียงที่เกิดจากช่องว่างระหว่างเปลือกและเนื้อภายใน แสดงว่าเป็นทุเรียนแก่สุก หรือนับอายุ โดยนับตั้งแต่ดอกบานถึงวันที่ทุเรียนแก่สุกเก็บเกี่ยวได้ จะมีอายุ 100-130 วัน จากนั้นได้ทยอยตัดเก็บเกี่ยวทุเรียนที่แก่สุกตามอายุหรือระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่ตัดทุเรียนอ่อนไปขายเด็ดขาด

คุณลุงเวียง สุภาพ เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภูเขาไฟ เล่าให้ฟังในท้ายนี้ว่า นอกจากจะได้ปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาที่ดีแล้ว ก็ได้รับคำแนะนำส่งเสริมจากนักวิชาการ สำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัด ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ หรือหมอดินอาสาในชุมชน ให้ผลิตทุเรียนในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP (Good Agricultural Practice) เพื่อให้ได้ทุเรียนดีมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดผู้บริโภค และได้รับการส่งเสริมพัฒนาการผลิตทุเรียนเพื่อให้ได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพ คิว (Q) ที่บ่งบอกว่าเป็นทุเรียนคุณภาพดีได้มาตรฐาน

การตลาด เมื่อปฏิบัติดูแลบำรุงรักษาดี ปีนี้เป็นปีแห่งโชคที่ทำให้ผลิตทุเรียนได้คุณภาพ แต่ละต้นจะมีผลทุเรียนให้ตัดเก็บ 80-100 ลูก น้ำหนักเฉลี่ย ลูกละ 2-3 กิโลกรัม ส่วนหนึ่งจะมีพ่อค้าเข้ามาซื้อที่สวน ราคา 150-250 บาท ต่อกิโลกรัม อีกส่วนหนึ่งได้จัดการขายเอง โดยจะเน้นขายเฉพาะเนื้อทุเรียน น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ขาย 1,200 บาท ทำให้สามารถยกระดับรายได้ให้นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต มีความเป็นอยู่ที่มั่นคงตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

เรื่องราว ทุเรียนภูเขาไฟ ขายกิโลละ 1,200 บาท หอม หวานมันกลมกล่อม เป็นทางเลือกให้ก้าวไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียงและมั่นคง

สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณลุงเวียง สุภาพ บ้านเลขที่ 236 หมู่ที่ 10 ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ โทร. (080) 153-4936 หรือ คุณอนุวัฒน์ คำล้าน สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทร. (086) 361-1804 ก็ได้นะครับ

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ หรือ สนค. เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรือ อัตราเงินเฟ้อ เดือนก.พ. 2562 สูงขึ้น 0.73% (YoY) เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน เป็นการสูงขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยในเดือนม.ค. 2562 สูงขึ้น 0.27% ทั้งนี้ การสูงขึ้นของเงินเฟ้อดังกล่าว อยู่ในระดับ ที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพ เนื่องจากมีอัตราการขยายตัวที่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างเฉลี่ย และรายได้เกษตรกร

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้น 2.64% ของดัชนีราคาสินค้ากลุ่มอาหารสด เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อในเดือนก.พ. 2562 สูงขึ้น รวมทั้งการปรับขึ้นของราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ส่งผลให้ดัชนีราคากลุ่มพลังงานติดลบน้อยลง โดยปรับลดลง 0.90% จากเดือนก่อนหน้าที่ลดลง 3.51% สำหรับราคาสินค้าและบริการในหมวดอื่นๆ ยังคงเคลื่อนไหวในทิศทางปกติเช่นเดียวกับเดือนที่ผ่านมา

ส่วนปัจจัยอื่นๆ เช่น รายได้เกษตรกร และอัตราค่าจ้างเฉลี่ยมีการขยายตัวในอัตราที่สูงกว่าเงินเฟ้อ รวมทั้งความเชื่อมั่นผู้บริโภครวมอยู่ในเกณฑ์ที่มีความเชื่อมั่นเกินระดับ 50 ติดต่อกัน 2 เดือน ส่งผลดีต่อความต้องการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการในอนาคต และอาจจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นในระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่า เงินเฟ้อในปี 2562 จะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2561 ระหว่าง 0.7-1.7%

นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนม.ค. 2562 ขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนจากอุปสงค์ในประเทศ โดยเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องในทุกหมวดการใช้จ่าย เครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์และยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง และการใช้จ่ายภาครัฐ กลับมาขยายตัวจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน สำหรับภาคการท่องเที่ยวขยายตัวชะลอลงเล็กน้อย ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลงตามราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศที่ลดลงตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก

อย่างไรก็ดี มูลค่าการส่งออกสินค้าหดตัว -4.7% จากระยะเดียวกันปีก่อน ต่อเนื่องจากเดือน ธ.ค.2561 ที่หดตัว -1.6% โดยเป็นการหดตัวในหลายหมวดสินค้าจาก 1. ผลของอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอลงจากภาวะ เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและผลของมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน ส่งผลให้การส่งออกยางพาราและผลิตภัณฑ์ยางหดตัว ประกอบกับการส่งออกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์หดตัวตามการปรับลดสินค้าคงคลังของผู้นำเข้า 2. วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในช่วงขาลง ส่งผลให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในหลายหมวดหดตัวต่อเนื่อง และ 3. ราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง ส่งผลให้มูลค่าสินค้าที่เคลื่อนไหวตามราคาน้ำมันดิบ อาทิ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปิโตรเคมี และเคมีภัณฑ์หดตัว