ท่านใดสนใจต้องการเลี้ยงและซื้อลูกพันธุ์สามารถติดต่อได้ที่

จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกมะม่วงที่มีความสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศมีความเหมาะสม สภาพดินมีความอุดมสมบูรณ์ การระบายน้ำดี สภาพอากาศเย็นตลอดทั้งปี ทำให้มะม่วงมีคุณภาพดี สีสวย รสชาติดี อีกทั้งยังสุกล่าช้ากว่าพื้นที่ภาคอื่นๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผลผลิตมะม่วงของภาคอื่นๆ หมดไปแล้ว ทำให้ผลผลิตมะม่วงในจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่ต้องการของผู้ค้าและผู้ส่งออก จึงเป็นโอกาสทองของเกษตรกรชาวสวนมะม่วงที่จังหวัดเชียงใหม่

จากข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ ทราบว่า มีพื้นที่ปลูกมะม่วง ประมาณ 78,000 ไร่ เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง 16,375 ราย โดยมีพื้นที่ปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออก ประมาณ 45,000 ไร่ กระจายอยู่ใน 15 อำเภอ ปริมาณผลผลิตเพื่อการส่งออกกว่า 35,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 300-600 ล้านบาท เกษตรกรได้รวมกันเป็นเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมดำเนินการผลิต การควบคุมคุณภาพผลผลิตของสมาชิก และร่วมกันทำการตลาดกับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ โดยมีกลุ่มเกษตรกรชาวสวนมะม่วง รวม 15 กลุ่ม เพื่อทำกิจกรรมช่วยเหลือสมาชิกในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยที่มีการรวมตัวกันในลักษณะนี้ และเป็นจุดเด่นของชาวสวนมะม่วงจังหวัดเชียงใหม่

คุณอาทิตย์ เกษมศรี เกษตรกรวัย 81 ปี บ้านห้วยไร่ หมู่ที่ 9 ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ตำแหน่งประธานวิสาหกิจชุมชนชมรมผู้ปลูกมะม่วงเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า ตนเองรักอาชีพการเกษตรมานานแล้ว ปลูกพืชมามากมายหลายชนิด ทั้งพืชเศรษฐกิจ พืชทดสอบวิจัย ทดลองการขยายพันธุ์พืช ฯลฯ เช่น การปลูกและขยายพันธุ์ไผ่หลายชนิด ปลูกมะไฟ กระท้อน ซึ่งประสบผลสำเร็จระยะหนึ่ง ต่อมาประมาณ ปี 2522 ได้ขยายพื้นที่ออกไปอีก 100 ไร่ ระยะแรกปลูกต้นไผ่ แต่ก็ประสบปัญหากับเป็นช่วงที่ต้นไผ่ออกดอก จึงล้มกอไผ่ หันมาปลูกกระท้อน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะมีศัตรูรบกวนมาก การห่อผลไม่ทัน จึงโค่นล้มต้นกระท้อนทิ้ง หันมาปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์ เช่น น้ำดอกไม้สีทอง นวลคำ มันขุนศรี แดงจักรพรรดิ มหาชนก โชคอนันต์

ด้วยความหลากหลายของสายพันธุ์มะม่วง ให้ผลผลิตไม่พร้อมกัน ทำให้การจำหน่ายมีปัญหา ผลผลิตแต่ละชนิดมีจำนวนน้อย ในปี 2556 จึงได้หันมาเน้นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพราะตลาดต่างประเทศมีความต้องการ เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมีเครือข่ายอย่างกว้างขวาง กระจายอยู่ทุกอำเภอ ขณะนี้มีเครือข่าย 17 กลุ่ม

สำหรับการจัดการภายในสวน คุณอาทิตย์ เล่าว่า มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่ปลูกในสวน ใช้ระยะปลูก 5×5 เมตร มีการจัดการตามระบบการจัดการที่เหมาะสม ปกติแล้วมะม่วงทั่วไปของบ้านเราจะแก่และเก็บผลผลิตจำหน่ายเริ่มมาจากทางภาคกลางขึ้นมาทางภาคเหนือ ดังนั้น เพื่อให้การจำหน่ายผลผลิตในจังหวัดเชียงใหม่ให้มีราคาดี จำเป็นต้องชะลอการแตกใบอ่อน การออกดอก จนถึงการแก่ของผลผลิตมะม่วง จะต้องใช้เวลาช้าลงกว่าพื้นที่อื่น จะต้องมีการจัดการที่เหมาะสม คือผลผลิตหากเก็บเกี่ยวประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งจะตรงกับผลผลิตมะม่วงของจังหวัดพิษณุโลกและพิจิตร

ดังนั้น จำเป็นต้องบังคับให้ออกผลผลิตล่าช้ากว่าจังหวัดอื่น การจัดการทั่วไปนั้นหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจะต้องฟื้นต้นมะม่วงให้สมบูรณ์ ตัดแต่งกิ่ง พร้อมการใส่ปุ๋ย หลังตัดแต่งกิ่ง จะใช้ปุ๋ย สูตร 16-16-16 หรือ สูตร 15-15-15 ประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม ต่อต้น เพื่อช่วยให้ต้นมะม่วงฟื้นตัว ช่วยทำให้แตกใบอ่อนเต็มต้น จากนั้นดึงยอดอ่อนด้วยการใช้ปุ๋ย สูตร 8-18-24 จะทำให้ใบอ่อนแตกใหม่ภายใน 15 วัน จากนั้นรอจนผลมะม่วงมีขนาด 7-10 เซนติเมตร จึงเริ่มห่อผล การห่อผลมะม่วงจะต้องห่อให้แน่น ป้องกันไม่ให้น้ำและมดเข้าไปถูกผลมะม่วง รอจนผลแก่เต็มที่ แต่ก่อนที่จะเก็บเกี่ยวผลผลิตมะม่วง จะต้องใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 เพื่อเป็นการเร่งความหวานและรูปทรงผลสวย เป็นการทำให้ผลมะม่วงมีคุณภาพดี

ศัตรูพืชเป็นปัญหาอีกประการหนึ่งที่ส่งออกไปต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลี ขณะนี้พบว่ามีศัตรูเข้าทำลายคือ ด้วงงวงเจาะเมล็ดและไส้ดำหรือโพรงดำ แนะนำให้ใช้ไนตราบอร์ร่วมกับปุ๋ย สูตร 16-16-16 อีกทั้งขณะนี้กระแสการปลูกทุเรียนกำลังมาแรง จึงได้เพิ่มปลูกทุเรียนหมอนทองระหว่างแถวมะม่วงอีก ประมาณ 1,000 ต้น ในสวนนี้จะใช้ผลิตภัณฑ์ของปุ๋ยยารา เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ช่วยให้ลดต้นทุนได้มากกว่าใช้เครื่องหมายการค้าอื่นๆ

คุณอาทิตย์ เล่าต่อว่า ในช่วงที่กำลังเตรียมต้นให้พร้อมจะออกดอกนั้น สมาชิกจะมาประชุมพร้อมกัน เพื่อกำหนดช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อสะดวกต่อการส่งออกไม่ให้พร้อมกัน เรียกว่าทยอยกันเก็บเกี่ยว หลังจากนั้นจะนำมารวบรวมที่โรงคัดบรรจุ เพื่อคัดเกรดส่งออกและส่งตลาดภายในประเทศ จะมีพ่อค้ามารับซื้อถึงที่โรงคัดบรรจุ ซึ่งโรงคัดบรรจุนี้ จัดหาซื้อที่ดินวงเงิน 3 ล้านบาท และก่อสร้างอาคาร 2 ล้านบาท โดยการระดมทุนของสมาชิกกันเอง ไม่ได้ของบสนับสนุนจากทางราชการแต่อย่างใด หลังจากใช้เป็นที่รวบรวมผลผลิตมะม่วงแล้ว ฤดูกาลต่อไปจะใช้เป็นแหล่งรวบรวมผลผลิตลำไย ฤดูต่อไปจะเป็นแหล่งรวบรวมพืชผัก ข้าวโพด ถั่ว เรียกได้ว่าอาคารนี้สร้างขึ้นมาแล้ว ใช้รวบรวมผลผลิตเกษตรได้คุ้มค่าจริงๆ ทั้งนี้เพราะมีคณะกรรมการที่มีความเสียสละ ซื่อสัตย์ ตั้งใจทำงานเพื่อมวลสมาชิก

การเริ่มต้นการปลูก “มะละกอ” นั้น ก็จะต้องเริ่มจากการเพาะกล้ามะละกอเสียก่อน ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำประสบการณ์ ที่นักวิชาการแนะนำหรือจากที่นำไปปฏิบัติเองในการเพาะเมล็ดมะละกอมานำเสนอให้ผู้ที่สนใจนำไปใช้เป็นแนวทางในเรื่องของการเพาะกล้า เนื่องจากมะละกอทุกสายพันธุ์ใช้วิธีการเพาะกล้าเหมือนกัน

สำหรับเคล็ดลับการเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีและสม่ำเสมอ รศ.ดร. กวิศร์ วานิชกุล ได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “การเพาะเมล็ดมะละกอให้งอกดีสม่ำเสมอนั้น ให้นำเมล็ดมะละกอแช่น้ำ 1-2 วัน โดยในช่วงวันแรกให้เปลี่ยนน้ำอย่างน้อย วันละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นให้เปลี่ยนน้ำถี่ขึ้น เนื่องจากเมล็ดมะละกอมีการหายใจมากขึ้น ทำให้ออกซิเจนในน้ำเหลือน้อยลง หากแช่น้ำแล้วไม่เปลี่ยนน้ำเลย ก็จะเหลือออกซิเจนในน้ำน้อย เมล็ดมะละกอนั้นก็จะเกิดการหมักจนเน่าได้

และวันที่ 3 อาจนำเมล็ดมะละกอนั้นห่อด้วยผ้าเปียกน้ำและมีการพรมน้ำอยู่เรื่อยๆ ก็ได้ หากแช่เมล็ดมะละกอในน้ำดังกล่าวแล้ว จะทำให้ได้ต้นกล้ามะละกอที่งอกได้ดีและโตสม่ำเสมอกัน” หรือหากจะลดความยุ่งยากและยังไม่มีความชำนาญในการเพาะกล้า บางท่านก็อาจจะเลือกใช้วิธีของศูนย์พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง จังหวัดสุพรรณบุรี แนะนำว่า ให้แช่เมล็ดพันธุ์มะละกอในน้ำอุ่น (น้ำเย็น 1 ส่วน ผสมกับ น้ำร้อน 1 ส่วน = น้ำอุ่น) ทิ้งไว้ 1 คืน เช้าขึ้นมานำเมล็ดมะละกอ หยอดลงถุงดำขนาดเล็กที่เตรียมไว้ โดยอาจจะใช้วัสดุ เช่น ขี้เถ้าแกลบดำ 1 ส่วน ผสมกับปุ๋ยหมัก หรือ ดิน 1 ส่วน หยอดเมล็ดมะละกอ ถุงละ 3-5 เมล็ด

จากนั้นรดน้ำที่ผสมยาป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เมทาแลคซิล รดให้เพื่อช่วยป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่า วางถุงดำไว้ใต้ซาแรนพรางแสง 60% รดน้ำทุกเช้า วันละ 1 ครั้ง จากนั้น 7-10 วัน เมล็ดมะละกอจะเริ่มงอก เมื่อมีใบจริงได้ 2 ใบ ให้เอาซาแรนออก ให้ต้นกล้าได้รับแสงแดดเต็มที่ เพื่อเป็นการปรับตัว จากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ต้นกล้ามะละกอก็สามารถย้ายปลูกลงแปลงไว้ได้

การเพาะเมล็ดแบบอบในกระติก เมื่อนำเมล็ดที่ต้องการจะเพาะเมล็ดมาแช่น้ำ ราว 24 ชั่วโมง โดยให้เปลี่ยนน้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เปลี่ยนในช่วง 8 ชั่วโมงแรก และทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำ ให้ช้อนเมล็ดมะละกอที่ลอยน้ำทิ้งไปด้วย เมื่อแช่เมล็ดครบ 24 ชั่วโมง ให้นำเมล็ดพันธุ์มะละกอห่อด้วยผ้าเปียกหมาดๆ จากนั้นเอาผ้าที่ห่อเมล็ดมะละกอใส่ใน “กระติกน้ำ” โดยอุณหภูมิในกระติกจะค่อนข้างร้อนและชื้น เหมาะอย่างยิ่งแก่การงอกของเมล็ดเป็นอย่างมาก

จากนั้นราว 5-7 วัน เมล็ดมะละกอจะเริ่มทยอยงอก เราก็ทยอยย้ายเมล็ดที่ออกรากปลูกลงถุงดำทุกๆ วันจนหมด การเพาะเมล็ดมะละกอในตะกร้าแกลบดำ เมื่อนำเมล็ดที่ต้องการจะเพาะเมล็ดมาแช่น้ำ ราว 24 ชั่วโมง โดยให้เปลี่ยนน้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง เปลี่ยนในช่วง 8 ชั่วโมงแรก และทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำ ให้ช้อนเมล็ดมะละกอที่ลอยน้ำทิ้งไปด้วย เมื่อแช่เมล็ดครบ 24 ชั่วโมง ก็ให้นำเมล็ดมะละกอไปเพาะในตะกร้าพลาสติกแบบสี่เหลี่ยม ที่มีรูขนาดเล็ก รองก้นตะกร้าด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ ที่ใช้มีดหรือไม้แทงกระดาษหนังสือพิมพ์ให้เป็นรูสัก 10 รู เพื่อช่วยในการระบายน้ำ

จากนั้นใส่แกลบดำลงในตะกร้า ให้แกลบดำ มีความสูงประมาณ 4-5 เซนติเมตร จากนั้นให้นำเมล็ดพันธุ์มะละกอมาโรยให้ทั่วบนขี้เถ้าแกลบดำ โรยให้มีความหนาแน่นพอประมาณ จากนั้นให้กลบปิดเมล็ดพันธุ์ด้วยแกลบดำบางๆ หนาสัก 1-2 เซนติเมตร รดน้ำด้วยกระบอกฉีดน้ำจะดีกว่าการใช้สายยางรดน้ำ เพราะจะทำให้เมล็ดมะละกอกระเด็นหรือโผล่พ้นวัสดุปลูก เพราะแรงกระแทกของน้ำจากสายยาง จากนั้นราว 5-7 วัน เมล็ดมะละกอจะเริ่มทยอยงอก เราก็ทยอยย้ายเมล็ดที่ออกรากปลูกลงถุงดำทุกๆ วัน จนหมด หรือหากเมล็ดพันธุ์มะละกองอกพร้อมเพรียงกันดี ก็สามารถย้ายปลูกพร้อมๆ กันทั้งตะกร้าเลยก็ได้

ในสภาวะวิกฤติโรคระบาด ภัยคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นโควิด-19 ไข้เลือดออก หรือแม้แต่ไข้หวัดธรรมดาๆ ที่คนบ้านเราประสบพบเจอมาชั่วนาตาปี เมื่อก่อนการเข้าถึงยารักษาโรค ที่นักการแพทย์คิดค้นขึ้นมา ใช้รักษาคนไข้ให้หายจากโรคภัยหลายๆ อย่าง เข้าถึงยาก เพราะยาหายาก ราคาสูง แม้แต่ในปัจจุบันนี้ก็เช่นเดียวกัน เข้าได้ไม่ทั่วถึง และยาบางตัวก็มีราคาสูงเท่าทองคำ แต่คนเรามันก็ยังเวียนว่ายอยู่ในโลก เกิด แก่ เจ็บ ตาย เช่นนั้น จึงมีการคิดค้น เอาองค์ความรู้สมัยเก่าก่อน ที่เรียกว่า “ภูมิปัญญา” มาใช้ หรือประยุกต์บ้าง โดยเฉพาะภูมิปัญญาด้านยารักษาโรค ที่เรียกกันว่า “สมุนไพร”

หลายท่านคงรู้จักพืชชนิดนี้ “กะเพรา” พืชที่เป็นทั้งผัก เป็นทั้งสมุนไพร ที่รู้จักกันมี 2 ชนิด คือ กะเพราขาว และกะเพราแดง ทั้ง 2 อย่างเป็นผักมากคุณค่าเหมือนกัน นำมาทำอาหารได้หลายอย่าง แต่กะเพราแดง หายากกว่า ไม่ค่อยมีแพร่หลายเหมือนกะเพราขาว กะเพราแดงมีกลิ่น รส หอมฉุนรุนแรงกว่า นิยมนำมาเป็นยามากกว่านำมาทำอาหาร แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะนำมาทำอาหารไม่ได้ เพียงแต่เป็นผักที่หายากกว่าเท่านั้นเอง ก็มีกระจายไปอยู่ในสวนที่ต่างๆ แต่ไม่ค่อยพบที่ปลูกกันเป็นแปลงเป็นกลุ่มใหญ่ๆ และมีหลายท่านที่นิยมอาหารยอดนิยม เช่น กะเพราไก่ไข่ดาว เขาชื่นชอบแต่ผัดกะเพราขาว เลยยังไม่เคยลิ้มลองรสชาติของกะเพราแดง ว่าแตกต่าง หรือเหมือนกันอย่างไร

กะเพราแดง หรือ Red Holy Basil เป็นพืชในวงศ์ LAMIACEAE มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ocimum tenufiorum L. ชื่อเรียกอื่นๆ เช่น เชียงใหม่ เรียก กอมก้อดง ภาคกลาง เรียก กะเพราขน กะเพราแดง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียก อีตู่ไทย ชนเผ่าที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน กะเหรี่ยง เรียก กอมก้อดำ พี่น้องรัฐฉาน เรียก ห่อกวอซู ห่อตูปลู อิ่มคิมหลำ และยังมีอีกหลายชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ

พืชในตระกูลนี้ นอกจากกะเพราขาว ยังมีแมงลัก โหระพา กะเพราควาย หรือโหระพาช้าง หรือกะเพราญวน หรือจันทร์จ้อ จันทร์หอม หรือเนียมยี่หร่า เป็นพืชล้มลุก แต่มีอายุยืนยาวกว่าพืชผักทั่วไป มีอายุหลายปี เป็นพืชในเขตร้อนในถิ่นโลกเก่า เช่น เอเชีย แอฟริกา พบมากในแถบเอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือแถบอาเซียน โดยเฉพาะเมืองไทยเราแพร่ขยายพันธุ์ได้โดยเมล็ด เป็นสมุนไพรในตำรายาไทย ใช้รักษาโรคต่างๆ ได้มากกว่า 10 โรค เป็นผักที่มีกลิ่นหอมฉุน รสเผ็ด ต้น ใบ กิ่ง มีสีคล้ำ สีเขียวอมแดง หรือเขียวอมม่วงแดง ใช้ใบเป็นอาหาร ใช้ทุกส่วนของลำต้นเป็นยารักษาโรคสารพัด

คุณค่าทางอาหาร และมีสารประกอบในส่วนต่างๆ ของต้นกะเพราแดง ในกะเพราแดง 100 กรัม ประกอบด้วย ไขมัน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 2.3 กรัม โปรตีน 4.2 กรัม เบต้าแคโรทีน 2.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 83 มิลลิกรัม สังกะสี 0.15 ไมโครกรัม โครเมียม 2.9 ไมโครกรัม ทองแดง 0.4 ไมโครกรัม เหล็ก 2.32 ไมโครกรัม และยังมีเส้นใยอาหาร น้ำตาล โซเดียม ฟอสฟอรัส นิกเกิล วิตามินบี1 วิตามินบี2 วิตามิน วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 วิตามินบี9 วิตามินเอ ฯลฯ

กะเพราแดง เป็นที่รู้กันว่า นิยมนำมาทำยาสมุนไพร แต่มีหลายคนที่นิยมนำมาประกอบอาหาร เพราะได้รสชาติที่เรียกว่า แรงกว่า ผัดกะเพราหมู กะเพราไก่ กะเพราเนื้อ ใส่ต้มโคล้งหัวปลา แกงเลียง แกงป่า ต้มยำปลา ต้มยำไก่ ผัดฉ่าปลาหมึก ผัดฉ่าปลาดุก ไข่เจียวใบกะเพรา ข้าวต้มทะเล ใบกะเพราทอดกรอบ ส่วนของใบที่นำมาทำอาหาร เป็นลักษณะใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกัน ใบยอดมีขนอ่อน เนื้อใบบาง ใบเล็กกว่ากะเพราขาว รูปร่างใบรูปรี หรือรีขอบขนาน กว้างยาวประมาณ 1-2.5 เซนติเมตร ปลายใบโคนใบแหลม หรือมน ขอบใบหยัก กลิ่นกะเพราหอมแรงกว่า และกลิ่นชัดเจนกว่า มีระบบรากแก้วที่แข็งแรง ลำต้นแข็งแรง ยิ่งอายุมากจะมีต้นที่โตและแข็งแรงมาก คนที่รู้วิธีการปลูกดูแลรักษาต้นกะเพรา สามารถที่จะปลูกและเลี้ยงต้นกะเพราได้ให้มีต้นสูงท่วมหัว พุ่มใหญ่ อายุยืนหลายปี

สรรพคุณทางยาของกะเพราแดง รักษาอาการวิตกกังวล เครียด ซึมเศร้า ช่วยป้องกันรักษาดวงตา ป้องกันแก้วตาขุ่น ฟื้นฟูจอประสาทตา บำรุงสายตาช่วยในการมองเห็น ลดอาการบวมของเส้นประสาทตาจากการป่วยโรคเบาหวาน รักษาอาการกรดไหลย้อน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นหน้าอก แก้คลื่นเหียนอาเจียน รักษาแผลในกระเพาะ ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ซางตานขโมย ตำผสมยามหาหิงคุ์ ทาสะดือเด็กแก้ปวดท้อง ช่วยเพิ่มน้ำนมสตรีหลังคลอด รักษากลาก เกลื้อน รักษาโรคหูด น้ำคั้นจากใบกะเพราแดงช่วยขับเหงื่อ ขับเสมหะ แก้ไข้ ขับลม แก้ปวดหลัง หยอดแก้ปวดหู กะเพราผงชงดื่มบำรุงธาตุ และลดน้ำตาลในเลือดในปัสสาวะ เมล็ดแช่น้ำพองเป็นเมือกใช้พอกตาเมื่อมีขี้ผงฝุ่นเข้าตาไม่ให้ขอบตาช้ำบวม น้ำมันกะเพราใช้ป้องกันและไล่ยุงได้

ปลูกกะเพราแดงไว้ที่บ้านสักต้นหนึ่ง นอกจากจะเป็นพืชอาหาร เป็นสมุนไพรใช้รักษาโรคในยามจำเป็นแล้ว กะเพราแดง ยังเป็นไม้ประดับให้ความสวยงาม เป็นไม้ที่ชาวฮินดูเคารพเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ เป็นไม้ที่เกี่ยวพันถึงนางลักษมี พระชายาพระวิษณุ หรือองค์พระนารายณ์ ใช้ในพิธีกรรมบูชาพระวิษณุ ชาวฮินดูจึงเรียกกะเพรา ว่า TULASI แปลว่า ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้ หรืออยู่ในฐานะสูงส่ง ชาวคริสต์ ถือว่าเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกัน ด้วยถือว่าเป็นลูกไม้ที่งอกออกมาจากหลุมศพพระเยซู และที่น่าสนใจ มีในวรรณกรรมโบราณ ว่าถึงตัวเอกในละคร ที่ตั้งใจรดน้ำต้นกะเพราด้วยหยดน้ำตา เป็นสัญลักษณ์ของความรู้สึกแห่งความฉุน ความโกรธ ความรัก ความอาลัย รักในใบ “กะเพราแดง”

ต้นหม่อน หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า “มัลเบอร์รี่” (mulberry) เป็นไม้ยืนต้น ที่อยู่ในวงศ์เดียวกับต้นปอสา ขนุน และโพธิ์ ฯลฯ มีคุณค่าทางแร่ธาตุและวิตามินมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทุกวันนี้ใบและผลหม่อนจึงถูกนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะ “อาหาร และเครื่องดื่ม” หลากหลายรูปแบบ เช่น ชาวอีสานยังนิยมนำยอดหม่อนและใบหม่อนมาปรุงใส่อาหารเมนูพื้นบ้าน เช่น ต้มยำไก่ ฯลฯ นอกจากนี้ ใบหม่อน ยังสามารถแปรรูปเป็นชาชงดื่ม เพื่อลดความดันโลหิตสูง มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด

หม่อนลูกผสมที่ให้ผลผลิตใบสูง funnypatentsandinventions.com และผลมีขนาดใหญ่น่ากินนั้นได้แก่ บุรีรัมย์ 60, นครราชสีมา 60, ศรีสะเกษ 33, จีน เบอร์ 44 และหม่อนผลสดพันธุ์เชียงใหม่ บางบ้านปลูกหม่อนไว้ติดผลดีพอประมาณ แต่ไม่ถึงกับดก ได้ยินมาว่า “วิธีโน้มกิ่ง” บังคับให้ออกผลนอกฤดูนั้นมีทำให้หม่อนออกผลได้ดี แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เรามีวิธีมาฝากกัน

หม่อนที่ติดผลดีที่สุดคือ พันธุ์เชียงใหม่ หรือนิยมเรียกว่า หม่อนผลสด หม่อนพันธุ์นี้จะให้ผลผลิตอยู่ระหว่าง 800-1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ประโยชน์ของผลหม่อนใช้ทำแยม น้ำผลหม่อน และไวน์ หม่อนผลสดพันธุ์เชียงใหม่มีผู้นำมาจากจีน และปลูกที่จังหวัดเชียงใหม่มานานแล้ว

การขยายพันธุ์นิยมใช้วิธีเพาะชำ หม่อนให้ผลเมื่อมีอายุครบ 3 ปี หม่อนพันธุ์เชียงใหม่มีดอกเพศผู้และเพศเมียในต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้ ออกเป็นช่อ แต่ละดอกมีกลีบดอก 4 กลีบ หลังดอกบานก้านเกสรตัวผู้จะยืดยาวออกและขับละอองแตกปล่อยเกสรสีเหลืองไปผสมกับเกสรตัวเมีย ดอกตัวเมียจะออกเป็นช่อเช่นเดียวกับเกสรตัวผู้ กลีบดอกมี 4 กลีบ ห่อหุ้มรังไข่ ก้านเกสรตัวเมียและยอดเกสรตัวเมียไว้ ในรังไข่มีไข่อ่อน ส่วนปลายสุดคือ ยอดเกสรตัวเมีย ดอกที่ได้รับการผสมเกสรแล้วจะพัฒนาเป็นผลต่อไป

ผลที่ได้เรียกว่า ผลรวม ลักษณะรูปร่างคล้ายผลสตรอว์เบอร์รี่ ผลอ่อนมีสีเขียว ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีชมพู แดง และสีดำคล้ำ ในธรรมชาติหม่อนจะออกดอกต้นเดือนมกราคม ผลจะสุกแก่ในเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนเมษายน แต่ปัจจุบันมีการค้นพบวิธีโน้มกิ่ง ลิดใบให้หม่อนออกดอกนอกฤดูได้

การปลูกหม่อนผลสด ใช้วิธีเดียวกับการปลูกไม้พุ่มทั่วไป ระยะปลูกที่ให้ผลดีที่สุดคือ 0.75×2.0 เมตร การโน้มกิ่งเป็นวิธีบังคับให้หม่อนติดผลนอกฤดูเพื่อเพิ่มผลผลิต หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตในเดือนเมษายน ตัดแต่งกิ่งให้เตี้ยลง มีความสูง 70-100 เซนติเมตร

ต่อมาจะแตกกิ่งก้านใหม่ ปล่อยให้เจริญเติบโตพร้อมบำรุงให้สมบูรณ์จนครบ 6 เดือน กิ่งเกิดใหม่สูงประมาณ 1.50 เมตร จึงลิดใบและตัดยอดทิ้งประมาณ 30 เซนติเมตร รวบกิ่งของต้นตรงข้ามของแต่ละแถว ผูกมัดในลักษณะเป็นอุโมงค์ หรือกระโจมด้วยเชือกหรือลวด ภายใน 2 สัปดาห์ จะเริ่มให้ดอกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ในเวลา 60 วัน หลังจากออกดอกแล้ว จากนั้นสามารถเก็บผลได้อีกเป็นเวลา 30 วัน

เมื่อดอกเปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีน้ำตาลดำ ให้เก็บผลด้วยมือบรรจุลงในภาชนะ ทับกันไม่เกิน 2 ชั้น นำเข้าเก็บในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 5 องศาเซลเซียส หากเก็บที่อุณหภูมิ -22 องศาเซลเซียส จะเก็บได้นาน 6 เดือน ก่อนเก็บในห้องเย็นควรบรรจุในถุงพลาสติกใส ขนาดบรรจุ 10 กิโลกรัม จะคงคุณภาพของผลได้ดี