นมดิบที่ลดลงกว่า 27 ล้านกิโลกรัม มีมูลค่า 472 ล้านบาท

หรือ 52 ล้านบาท โดยเฉลี่ยต่อเดือน กระทบต่อรายได้ของเกษตรกรหายไปด้วย ปีหน้าคาดปริมาณน้ำนมดิบทรงตัว แม้ว่ารัฐบาลมีนโยบายการส่งเสริมทำเกษตรกรโคนม โดยประกาศใช้มาตรฐานการรับซื้อน้ำนมโค ณ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ควบคู่กับการประกาศราคากลางรับซื้อน้ำนมโค ณ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 แต่การขยายขนาดการเลี้ยงโคนมต้องใช้เวลามากกว่าปศุสัตว์อื่นๆ ตอนนี้น้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ส่งผลให้ปริมาณโคนมที่พร้อมจะให้ผลผลิตปีหน้าลดลง” นายสมสวัสดิ์ กล่าว

จากกรณีนายพิเชษ ศาสตรประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลบึงคำพร้อย อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี ร้องเรียนสื่อมวลชนว่าชาวบ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบึงคำพร้อย กว่า 400 หลังคาเรือนได้รับผลกระทบจากการนำขยะชุมชนที่ อบต.บึงคำพร้อย ได้จัดเก็บมาทิ้งและคัดแยกในที่เอกชนได้ประมาณ 2 เดือนแล้วนั้น

ล่าสุด วันที่ 29 พฤศจิกายน น.ส.ปัญชลีย์ ไชยจิราเกียรติ ปลัดอำเภอลำลูกกา พร้อมด้วยนายศุภฤกษ์ ว่านกระ นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการอำเภอลำลูกกา นายพิเชษ ศาสตรประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลบึงคำพร้อย เจ้าหน้าที่ทหาร และชาวบ้านจำนวนหนึ่ง เดินทางเข้าตรวจสอบพื้นที่ทิ้งขยะของเอกชนที่ทางรถขยะ อบต.บึงคำพร้อยได้นำขยะชุมชน โดยเฉพาะสิ่งปฏิกูลของบ้านเรือน ขยะเปียกและขยะแห้งนำมาทิ้งไว้ภายในพื้นที่เอกชน ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของหมู่บ้านสุภาพงษ์ 2 หมู่บ้านพรจิรา และหมู่บ้านบดินทร ซึ่งขณะที่หน่วยงานทั้งหมดได้เข้าตรวจสอบนั้นยังคงมีรถขยะนำขยะมาทิ้งอย่างต่อเนื่อง

น.ส.ปัญชลีย์ ไชยจิราเกียรติ ปลัดอำเภอลำลูกกา กล่าวว่า กรณีรถขยะของ อบต.บึงคำพร้อย ที่นำรถขยะเอาขยะมาทิ้งภายในพื้นที่เอกชนดังกล่าวนั้นซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบมีการนำขยะมาทิ้งและมีการคัดแยกขยะนำไปจำหน่ายต่อ ซึ่งตรงนี้อาจจะไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ อบต.ได้มีการทำหนังสือแจ้งมาว่าเป็นเพียงจุดพักขยะเพื่อส่งไปยังสถานที่กำจัดขยะก็คงจะต้องมีการตรวจสอบอีกครั้งว่าจะมีความผิดหรือไม่ สำหรับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นนั้น ทางสาธารณสุขอำเภอลำลูกกา จะดำเนินการแก้ไขโดยการนำสารอีเอ็มนำมาฉีดบริเวณกองขยะที่ส่งกลิ่นเหม็นและจะนำปูนขาวนำมาโรยทับลงไปอีกที

เพื่อกำจัดกลิ่นเหม็นในเบื้องต้นไปก่อน ขณะที่การแก้ไขปัญหาในระยะยาวจะได้มีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อน และ เจ้าของที่เอกชนที่นำขยะมาทิ้งเพื่อพูดคุยการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนี้ ที่ผ่านมาการจะประกอบกิจการที่ได้รับความรำคาญหรือที่ประชาชนเดือดร้อนและได้รับผลกระทบนั้นจะต้องมีการประชุมและการทำประชาพิจารณ์ก่อนจึงจะสามารถประกอบกิจการได้ซึ่งตรงนี้คงต้องนำเข้าที่ประชุมเพื่อหาข้อยุติอีกครั้งต่อไป

ด้านนายพิเชษ ศาสตรประเสริฐ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลบึงคำพร้อย กล่าวว่าวันนี้ได้เข้ามาตรวจสอบพร้อมหน่วยงานทั้งฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าทีทหาร นั้นแต่ทาง อบต.ยังคงนำรถขยะนำขยะเข้ามาทิ้งเอาไว้ตลอดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนเองและชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนก็ยังยืนยันว่าจะไม่ให้มีการทิ้งขยะในบริเวณดังกล่าวนี้อย่างแน่นอนเพราะอยู่ติดกับหมู่บ้านและชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน

ด้านนายอำนวย จิ๋วบำรุง อายุ 58 ปี บ้านเลขที่ 8/2 หมู่ที่ 1 ตำบลบึงคำพร้อย กล่าวว่า ตนเองมีที่ดินที่ทำนาติดกับที่ทิ้งขยะทาง อบต.บึงคำพร้อย ได้นำทั้งขยะสิ่งปฏิกูล ขยะเปียก ขยะแห้ง นำมาทิ้งในที่ดินดังกล่าว 2ครั้งต่อวันส่งผลให้นำขยะไหลเข้าทุ่งนาจนได้รับความเสียหายจึงอยากจะให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเพราะกลัวข้าวที่ปลูกจะเสียหาย

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าวถึงสถานการณ์ราคาข้าวในปัจจุบัน ว่า สถานการณ์ราคาข้าวในภาพรวมขณะนี้ถือว่าดีเกินที่คาดไว้ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลินั้นราคาสูงถึง 14,000 บาทต่อตัน ซึ่งเกิดจากมาตรการของรัฐบาลที่มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร 7 มาตรการ คือ สินเชื่อชะลอการขายข้าวนาปี ปีการผลิต 2560/2561 ข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้น 15% และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 10,800 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 7,200 บาท และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 อยู่ที่ตันละ 8,500 บาท

ส่วนเงินเปล่าช่วยเหลือเกษตรกรเป็นค่าเก็บข้าวขึ้นยุ้งฉาง หรือ ค่าฝากเก็บ ตันละ 1,500 บาท ค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว 1,200 บาท ไม่เกิน 12,000 บาทต่อครัวเรือนเฉลี่ยแล้วข้าวเปลือกหอมมะลิ และข้าวเหนียว จะได้รับเงินตันละ 15,300 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 11,100 บาท และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 ที่ตันละ 12,000 บาท ไม่จำกัดปริมาณข้าวที่เข้าโครงการ

ตั้งเป้าข้าวเปลือกเข้าโครงการอย่างน้อย 2 ล้านตัน เริ่มใช้มาตรการวันที่ 1 พ.ย. 2560 – 28 ก.พ. 2561 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่มาถูกทางทำให้ผลผลิตข้าวที่ออกมาไม่กระจุกตัว จนล้นตลาดทำให้ข้าวราคาตก ดังนั้นจึงเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการอื่นๆ ออกมายกเว้นสถานการณ์จะเปลี่ยนไปแต่ปัจจุบันถือว่ามาตรการที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว

“มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผ่านโครงการยุ้งฉาง เป็นส่วนดูดซับข้าวและชะลอการขายข้าวเปลือกออกมาพร้อมกันจำนวนมากในช่วงการเก็บเกี่ยว แนวโน้มทำให้ราคาข้าวโดยรวมดีขึ้น ซึ่งประเมินว่าผลผลิตข้าวเปลือกปี 2561 จะประมาณ 30 ล้านตัน สีเป็นข้าวสารได้ประมาณ 18 ล้านตัน ในส่วนนี้มีแผนส่งออก 10 ล้านตัน ที่เหลือบริโภคในประเทศ ซึ่งกรมมีแผนรณรงค์เพิ่มการบริโภคข้าว”

สำหรับราคาข้าวเปลือก ณ วันที่ 28 พ.ย. หอมมะลิสูงสุด 14,000 บาท/ตัน ข้าวเจ้านาปรังราคาสูงสุด 7,600 บาท/ตัน ข้าวเหนียว สูงสุด 9,000 บาท/ตัน ส่วนข้าวสาร ก.ก./100ก.ก. แบ่งเป็นข้าว ข้าวหอมมะลิ 100%ชั้น 2 (เก่า) ราคา 2,980 บาท ต่อ ข้าวหอมมะลิ 100%ชั้น 2 (ใหม่) ราคา 2,860 บาท ข้าวขาว 100%ชั้น 2 (ใหม่) ราคา 1,240 บาท

ซีพีแอลขึ้น 2 โรงงาน “ฟอกหนังวัว-หนังหมู” แห่งใหม่ รับออร์เดอร์รองเท้า-กระเป๋าแบรนด์ดังระดับโลก เผยอนาคตความต้องการหนังหมูในตลาดโลกพุ่ง แนะรัฐบาลหนุนเกษตรกรไทยป้อน

นายสุวัชชัย วงษ์เจริญสิน ประธานกรรมการ บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CPL ผู้ผลิตอุตสาหกรรมฟอกหนังสำเร็จรูปรายใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ป้อนให้กับผู้ผลิตรองเท้าแบรนด์ดัง เช่น ทิมเบอร์แลนด์ อาดิดาส ลาคอส เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัทมีแผนขยายการลงทุนใหม่ใน 3 ส่วนแบ่งเป็น 1. บริษัทลูกในเครือจะลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตหนังวัวฟอก (Wet blue) ประมาณ 115,000 ตัวต่อเดือน ตามแผนคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปี 2. บริษัทแม่ซีพีแอลขยายกำลังการผลิตหนังวัวสำเร็จรูป จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิต 45,000 ตัวต่อเดือน หรือเท่ากับ 2.5 ล้านตารางฟุตต่อเดือน เพิ่มเป็นเท่าตัวประมาณ 90,000 ตัวต่อเดือน รองรับลูกค้าใหม่ และสายผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กระเป๋า

และ 3. บริษัทแม่ซีพีแอลลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตหนังหมูฟอกสำเร็จรูป และซื้อเครื่องจักรใหม่ มูลค่า 120 ล้านบาท จะมีกำลังผลิต 120,000 ตัวต่อเดือน มีออร์เดอร์ชัดเจนแล้ว ถือเป็นการแตกไลน์ผลิตจากเดิมฟอกแต่หนังวัว ตามแผนคาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2561 ซึ่งคาดว่าจะสร้างยอดขายให้กับ CPL เพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ หากก่อสร้างโรงงานผลิตหนังหมูเสร็จ สัดส่วนการผลิตของบริษัทจะแบ่งเป็นฟอกหนังวัว 70% หนังหมู 30% และคาดการณ์ว่าจะทำให้รายได้รวมของซีพีแอลเพิ่มขึ้น จากผลประกอบการปี 2559 มียอดรายได้รวม 1,769 ล้านบาท

“แผนการตั้งโรงงานแห่งใหม่จะแยกส่วนกับการขยายกำลังการผลิตของบริษัทแม่ซีพีแอล เนื่องจากปัจจุบันสินค้าที่บริษัทแม่ผลิตจะเป็นการฟอกและย้อมสีสำเร็จรูปตามที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงการพ่นสีใส่ลูกเล่นต่างๆ ด้วย แต่ปัจจุบันได้มีลูกค้าจำนวนมากแสดงความต้องการสินค้า แค่การฟอกหนังวัวดิบผ่านเพียงขั้นตอนแรกเรียกว่าเวสบลู ไม่ต้องการให้ย้อมสี บริษัทจึงมีแผนลงทุนตั้งโรงงานใหม่ขึ้นมาตอบสนองลูกค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะ แต่โรงงานแห่งใหม่ยังอยู่ระหว่างหารือกับพันธมิตรจึงยังไม่สามารถบอกรายละเอียดที่ชัดเจนได้มากกว่านี้”

สำหรับธุรกิจการฟอกหนังหมูเพิ่งเข้ามาในประเทศไทยเมื่อช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่มีโรงงานรับฟอกเฉพาะ โรงงานแห่งใหม่ของซีพีแอลจึงถือเป็นโรงงานฟอกหนังหมูสำเร็จรูปที่แยกออกมาชัดเจนเฉพาะ เรามีแผนผลิตป้อนให้กับอุตสาหกรรมรองเท้าแบรนด์ชั้นนำของออสเตรเลีย โดยจะนำเข้าหนังหมูดิบจากประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น แคนาดา และสหรัฐอเมริกา

“ภาพรวมอุตสาหกรรมฟอกหนังของไทยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 20,000 ล้านบาท หากคิดเป็นสัดส่วนเฉพาะหนังหมูฟอกสำเร็จส่งออก คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท หนังหมูสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบทดแทนหนังวัว สามารถนำไปทำรองเท้ากีฬา รองเท้าแตะ นำไปทำแบล็กกิ้งหลังเบาะรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ เพียงแต่หนังหมูผิวไม่ละเอียดสู้หนังวัวไม่ได้

ธุรกิจฟอกหนังหมูในต่างประเทศมีมานานแล้ว ในอนาคตความต้องการตลาดหนังหมูฟอกสำเร็จมีมากขึ้น ปัจจุบันแหล่งผลิตหนังหมูรายใหญ่นำเข้าจาก 3 ประเทศ ได้แก่ อเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น ภาษี 0% แต่หากย้อนกลับมาดูศักยภาพการผลิตหมูของประเทศไทยน่าจะทำได้ หากในอนาคตรัฐบาลไทยจะสนับสนุนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงนำหนังหมูมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ทางโรงงานพร้อมจะรับซื้อ แต่คงต้องเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ในเรื่องเทคโนโลยีในการถลกหนังหมู เพื่อให้ได้คุณภาพตามที่ตลาดต้องการ ปัจจุบันรองเท้าแบรนด์ดังซื้อหนังหมูฟอกสำเร็จรูปราคา 1.8 เหรียญต่อตารางฟุต หรือประมาณ 55 บาท/ตารางฟุต

“โรงงานซีพีแอลแห่งเดียว มีความต้องการใช้หนังหมู 120,000 ตัวต่อเดือน ต่อปีใช้หลายสิบล้านตัวต่อปี ผู้เลี้ยงหมูจะมีรายได้เพิ่ม ไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของราคาหมูในตลาด”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “STEM” เป็นส่วนสำคัญในการก่อเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ บนโลกใบนี้ เห็นได้จากการเกิดอาชีพใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย ดังนั้น การส่งเสริมให้ได้เรียนรู้ในศาสตร์ที่จำเป็นต่อมวลมนุษยชาติ และแนะแนวให้ตรงกับความถนัดตั้งแต่วัยเด็ก จึงเป็นตัวช่วยที่ดีตั้งแต่ระดับต้นน้ำ

แต่กระนั้น คงไม่มีใครให้ความรู้เกี่ยวกับสายงาน STEM ได้ดีเท่ากับผู้ที่คลุกคลีอยู่ในอาชีพนั้น จึงทำให้เกิด โครงการ Enjoy Science Career โดย บริษัท เชฟรอน ประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย ด้วยการแนะนำ 10 อาชีพ ที่ใช้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี จัดทำเป็นชุดนิทรรศการผ่านพื้นที่ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค

“อาทิตย์ กริชพิพรรธ” ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่านิทรรศการ “Enjoy Science Career : สนุกกับอาชีพวิทย์” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Enjoy Science Career : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต ซึ่งเป็นโครงการระยะยาว 5 ปี และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 1 แสนรายทั่วประเทศ

“โครงการนี้เป็นแนวทางที่ภาครัฐร่วมมือกับเอกชน เพื่อมุ่งเน้นด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ และส่งเสริมศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาการศึกษาในสาขาสะเต็มครอบคลุมทั่วประเทศ จนเกิดแรงบันดาลใจในการเลือกเส้นทางศึกษาต่อในอนาคตต่อไป”

“ปีนี้นับเป็นปีที่ 2 ของโครงการ เรามีการคัดเลือก 10 อาชีพใหม่ เช่น นักวิจัยวัสดุนาโน, ผู้ดูแลสมรรถภาพนักกีฬา, วิศวกรระบบราง, เกษตรยุคใหม่ และนักวิทยาศาสตร์ข้อมูล เป็นต้น เพื่อเน้นอาชีพที่สามารถประกอบอาชีพในวงกว้าง ทั้งในส่วนของภาครัฐ และภาคเอกชน รวมทั้งกลุ่มผู้เรียนทั้งสายสามัญ และสายอาชีพ โดยได้มีการเชิญบุคคลต้นแบบอาชีพวิทย์ จาก 3 อาชีพมาร่วมพูดคุยเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่น้อง ๆ ด้วย”

โดยบุคคลแรกคือ “สิริวิมล ชื่นบาน” ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า สายอาชีพนี้มีความท้าทายตลอดเวลา เนื่องจากต้องเป็นทั้งครูที่สอนเรื่องความปลอดภัยในการทำงาน เป็นนักกฎหมายที่ต้องเข้าไปตรวจสอบ เป็นนักขายเมื่อต้องนำอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยใหม่ๆ ไปนำเสนอให้แก่สถานประกอบการ แต่หลักๆ คือการทำงานเพื่อให้ผู้ร่วมงานปลอดภัย ทั้งในระดับองค์กร และระดับชุมชน

“รศ.ดร.ปันรสี ฤทธิประวัติ” อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บุคคลต้นแบบวิศวกรหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ กล่าวว่า ในอดีตเรื่องหุ่นยนต์ถือเป็นเรื่องใหม่ แต่เพียงไม่กี่ปีหุ่นยนต์กำลังจะกลายเป็นสิ่งธรรมดาที่จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบหุ่นยนต์การแพทย์ หุ่นยนต์ที่ใช้เพื่อการเรียนการสอน ซึ่งต่อไปจะมีบทบาทมากขึ้นอย่างแน่นอน

“ดังนั้น การพัฒนาหุ่นยนต์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้จึงเป็นเรื่องที่ต้องเร่งพัฒนา แน่นอนว่าต้องอาศัยองค์ความรู้หลักคือด้านคอมพิวเตอร์ ด้านเครื่องยนต์กลไก และด้านอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งล้วนมีพื้นฐานจากการเรียนสะเต็มทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน จะมีการข้ามศาสตร์เพื่อเชื่อมโยงไปยังสายงานอื่นๆ เช่น ด้านศิลปะ ดีไซน์ เพื่อให้เกิดการพัฒนารูปลักษณ์ และการใช้งานไปพร้อมๆ กัน”

“พงษ์พัฒน์ แก้วพะเนาว์” เกษตรกรยุคใหม่กล่าวว่า ผมเกิดมาในยุคที่ครอบครัวมองว่าการเรียนด้านเกษตรมีอนาคตที่ลำบาก แต่ผมกลับมองเห็นความยั่งยืนของอาชีพนี้ หากสามารถพัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงาน

“การมีความรู้พื้นฐาน การวิเคราะห์ดินจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เกษตรกรต้องรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับพืชผลที่ลงทุนไป รวมไปถึงในอนาคตที่เกษตรกรไทยจะต้องค้าขายกับต่างประเทศ จึงยิ่งต้องยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรมากขึ้น และจะต้องอาศัยความรู้ทางด้านเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นด้วย ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก”

ฉะนั้น จึงต้องยอมรับว่าวิทยาศาสตร์ไม่ใช่แค่วิชาอีกต่อไปแต่หากเป็นพื้นฐานของการนำไปสู่อาชีพในอนาคตด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าวถึงสถานการณ์ราคาข้าวในปัจจุบัน ว่า สถานการณ์ราคาข้าวในภาพรวมขณะนี้ถือว่าดีเกินที่คาดไว้ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลินั้นราคาสูงถึง 14,000 บาทต่อตัน ซึ่งเกิดจากมาตรการของรัฐบาลที่มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร 7 มาตรการ คือ สินเชื่อชะลอการขายข้าวนาปี ปีการผลิต 2560/2561 ข้าวเปลือกหอมมะลิ ความชื้น 15% และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 10,800 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 7,200 บาท และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 อยู่ที่ตันละ 8,500 บาท

ส่วนเงินเปล่าช่วยเหลือเกษตรกรเป็นค่าเก็บข้าวขึ้นยุ้งฉาง หรือ ค่าฝากเก็บ ตันละ 1,500 บาท ค่าปรับปรุงคุณภาพข้าว 1,200 บาท ไม่เกิน 12,000 บาทต่อครัวเรือน เฉลี่ยแล้วข้าวเปลือกหอมมะลิและข้าวเหนียว จะได้รับเงินตันละ 15,300 บาท, ข้าวเปลือกเจ้า 11,100 บาท และข้าวเปลือกปทุมธานี 1 ที่ตันละ 12,000 บาท ไม่จำกัดปริมาณข้าวที่เข้าโครงการ

โดยตั้งเป้าข้าวเปลือกเข้าโครงการอย่างน้อย 2 ล้านตัน เริ่มใช้มาตรการวันที่ 1 พ.ย. 2560 – 28 ก.พ. 2561 ซึ่งถือว่าเป็นมาตรการที่มาถูกทางทำให้ผลผลิตข้าวที่ออกมาไม่กระจุกตัว จนล้นตลาดทำให้ข้าวราคาตก ดังนั้นจึงเห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการอื่นๆ ออกมา ยกเว้นสถานการณ์จะเปลี่ยนไป แต่ปัจจุบันถือว่ามาตรการที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว
“มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผ่านโครงการยุ้งฉาง เป็นส่วนดูดซับข้าวและชะลอการขายข้าวเปลือกออกมาพร้อมกันจำนวนมากในช่วงการเก็บเกี่ยว แนวโน้มทำให้ราคาข้าวโดยรวมดีขึ้น ซึ่งประเมินว่าผลผลิตข้าวเปลือกปี 2561 จะประมาณ 30 ล้านตัน สีเป็นข้าวสารได้ประมาณ 18 ล้านตัน ในส่วนนี้มีแผนส่งออก 10 ล้านตัน ที่เหลือบริโภคในประเทศ ซึ่งกรมมีแผนรณรงค์เพิ่มการบริโภคข้าว”

สำหรับราคาข้าวเปลือก ณ วันที่ 28 พ.ย. หอมมะลิสูงสุด 14,000 บาท/ตัน ข้าวเจ้านาปรังราคาสูงสุด 7,600 บาท/ตัน ข้าวเหนียว สูงสุด 9,000 บาท/ตัน ส่วนข้าวสาร ก.ก./100ก.ก. แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 (เก่า) ราคา 2,980 บาท ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 (ใหม่) ราคา 2,860 บาท ข้าวขาว 100% ชั้น 2 (ใหม่) ราคา 1,240 บาท

ชาวประมงพังงารวมตัวยื่นหนังสือให้รัฐบาลผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด

เมื่อเวลา 15.30 น.วันที่ 29 พฤศจิกายน 2560 นายบุญชู ใหญ่ นายกสมาคมประมงจังหวัดพังงา พร้อมด้วย นายส้าหนี นาวีว่อง ประธานกลุ่มประมงพื้นบ้านปลากะตักเกาะยาว เครือข่ายกลุ่มประมงพื้นที่พังงา ประมงพาณิชย์และชาวประมงพื้นบ้าน รวมตัวกันที่บริเวณศาลากลางจังหวัดพังงา เพื่อยื่นหนังสือผ่านนายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา ต่อยังกรมประมง และรัฐบาลชุดปัจจุบัน เรียกร้องเกี่ยวกับการประมงดังนี้คือ 1.การแก้ไขปัญหาทำการประมงผิดกฎหมายจนบางครั้งชาวประมงเตรียมตัวไม่ทัน

ออกกฎหมายโดยที่ชาวประมงไม่ได้มีส่วนร่วม หรือไม่รับฟังเสียงคัดค้านหรือข้อเสนอแนะของภาคประชาชน ฟังแต่เสียงนักวิชาการที่มีองค์ความรู้ไม่ครบด้าน ทำให้การประกาศบังคับใช้กฎหมายมีปัญหาต้องกลับไปแก้ไข 2.การกำหนดบทลงโทษที่รุนแรงเกินไปทำให้ชาวประมงบางคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว โทษการยึดเรือ ยึดใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ที่เป็นเครื่องมือทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวที่เป็นมรดกตกทอดกันมา หากรัฐยึดเอาไปก็เหมือนซ้ำเติมให้หมดทางทำมาหากิน เพราะบางคนมีความรู้น้อย

ทำประมงมาตลอดทั้งชีวิตให้กลับไปทำอย่างอื่นคงลำบาก 3.การลงน้ำหนักปลาในสมุดบันทึกการทำประมง (ล็อคบุ๊ค) ที่กรมประมงกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยากเพราะการคาดคะเนด้วยสายตาย่อมมีความผิดพลาดสูง 4.การติดตั้ง VMS ที่ภาระค่าอุปกรณ์ ค่าติดตั้ง ค่ารายเดือน เจ้าของเรือเป็นผู้ออก แต่กรมประมงออกประกาศให้เปลี่ยนเครื่อง VMS ใหม่เป็นรุ่น 2 ภายใน พฤษภาคม 2562 ซึ่งค่าอุปกรณ์กว่า 50,000 บาท หรือให้ปรับปรุง รุ่นที่ 1 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

ซึ่งต้องจ่ายค่าอัพเกรดจำนวนกว่า 20,000 บาท assetlock.net เป็นการเพิ่มภาระให้ชาวประมงควรทำการอัพเกรดให้ชาวประมงหรือรับซื้อคืนเครื่องรุ่น 1 กลับไป 5.ควรให้กรมประมงเปิดให้เรือบางประเภทสามารถขอใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ได้มากกว่า 1 ใบ เพราะเรือบางประเภทออกทำประมงได้ไม่กี่เดือนก็หมดฤดู ก็ต้องจอดเรือเพราะออกไปทำการประมงโดยไม่มีใบอนุญาตไม่ได้ 6.กำหนดให้ทำประมงเพียง 200 กว่าวัน หรือ 7-8 เดือน ทำให้ชาวประมงขาดรายได้เพราะไม่สามารถทำประมงได้ในแต่ละปีเกือบ 4 เดือน และ 7.กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานออกประกาศจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือนและผ่านบัญชีธนาคารเท่านั้น โดยปกติงานประมงจะจ้างเป็นรายวันเพราะใน 1 ปี ไม่ได้ออกทำประมงตลอดเวลา เนื่องจากวันทำการประมงหมด ติดมรสุม จอดเรือซ่อมแซม การให้จ่ายค่าจ้างทั้งเดือนและทำสัญญา 1 ปี ไม่ยุติธรรมต่อนายจ้าง โดยลูกจ้างทั้งหมดต้องการรับค่าจ้างเป็นเงินสดเท่านั้นไม่ต้องการเงินผ่านธนาคาร

ส่วนประมงปลากะตักเกาะยาวได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ทางกรมประมงได้ทบทวนกฎหมายขอให้เรือปลากะตักเกาะยาว อยู่ในประเภทเรือประมงพื้นบ้าน เนื่องจากปัจจุบันทางกรมประมงบังคับใช้เรือประมงปลากะตักเกาะยาวอยู่ในเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ขณะที่บริเวณการทำประมงอยู่ในพื้นที่ประมงชายฝั่งแต่อุปกรณ์การต้มทำให้เรือต้องใช้ขนาดใหญ่เท่านั้น

ทางด้าน นายสิทธิชัย ศักดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา รับหนังสือทั้งหมดพร้อมรับปากว่าจะส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและส่งต่อให้รัฐบาลเพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาในทุกอย่างต่อไป

น่าปลื้มใจไม่น้อยที่ประเทศภูฏานเลือกมาดูงานการท่องเที่ยวโดยชุมชนของจังหวัดเลย ซึ่งเป็นพื้นที่ 1 ใน 6 พื้นที่พิเศษขององค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ที่ผลักดันการท่องเที่ยวโดยชุมชนจนสำเร็จ

ด้วยความโดดเด่นเรื่องอัตลักษณ์ของชุมชน ประเพณี วัฒนธรรม และธรรมชาติที่สมบูรณ์ ที่คล้ายคลึงกัน เป็นแม่เหล็กดูดให้ “เชวัง โชเพลดอร์จิ” เอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำประเทศไทย และคณะ ได้เดินทางมาจังหวัดเลย เพื่อมาเยี่ยมชมพื้นที่จริง และรับฟังการบรรยายสรุปบทบาทภารกิจของ อพท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ในวันที่ 20-21 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา

สำหรับเส้นทางที่ อพท.ได้ออกแบบ และนำเอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำประเทศไทย และคณะเดินทางท่องเที่ยวนั้น เริ่มจากการเดินทางสู่อำเภอนาแห้ว ซึ่งอยู่ห่างจากจังหวัดประมาณ 115 กิโลเมตร เป็น 1 ในพื้นที่พิเศษของ อพท. ที่มีความคล้ายคลึงกับภูฏานมากที่สุด

นาแห้วเป็นที่รู้จักในนามชุมชนพระพุทธศาสนา รวมถึงมีภูมิประเทศอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติ โดยเริ่มจากไปสักการะพระธาตุดินแทน มีอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี เป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือของชาวตำบลแสงภา อำเภอนาแห้ว สำหรับชาวบ้านที่นี่การกราบนมัสการ รวมถึงการแก้บนที่พระธาตุดินแทน ชาวบ้านจะนำดินขึ้นไปเทบนพระธาตุตามกำลังของตนเอง รวมถึงถวายสิ่งของต่าง ๆ แด่องค์พระธาตุ ได้แก่ ต้นผึ้ง ร่ม และน้ำมัน เป็นต้น