นวัตกรรมถุงห่อ Magik Growth ป้องกันแมลงลดต้นทุนใช้สารเคมี

นอกจากรสชาติและขนาดไซซ์ลูกที่ได้มาตรฐานที่สำคัญแล้ว รูปทรงภายนอกของผลถือเป็นเรื่องสำคัญ โชคดีที่สวนเป็นสมาชิกยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ทำให้มีโอกาสได้อบรมเรียนรู้นวัตกรรมการเกษตรใหม่ที่เป็นประโยชน์ และสามารถนำมาใช้กับขนุนของที่สวนได้ก็คือ นวัตกรรมถุงห่อ Magik Growth จากเอ็มเท็ก และ สวทช.

หลังจากการทดลองนำมาห่อขนุนของที่สวนมีความพึงพอใจในระดับ 90 เปอร์เซ็นต์ เพราะผลผลิตที่ได้ออกมา ขนุนมีผิวสวย การเจริญเติบโตเป็นไปได้ดี ไม่มีแมลงมารบกวน จากการห่อผลด้วยถุง Magik Growth

ตลาดที่ไหน เริ่มต้นจากการเปิดขายออนไลน์ในเพจเฟซบุ๊กของสวนฟาร์มพอดีโป่งน้ำร้อน และมีกลุ่มตลาดต่างประเทศตามแนวชายแดนที่ทำคอนแทร็กต์กันไว้ รวมถึงการเปิดตลาดในชุมชนให้ได้รู้จักกับขนุนสายพันธุ์นี้ก่อน ซึ่งในปีหน้าจะมีการขับเคลื่อนส่งออกให้กับทางประจวบคีรีขันธ์ เพื่อส่งไปยังตลาดต่างประเทศต่อไป

ฝากถึงเกษตรกร
“ฝากถึงพี่น้องเกษตรกรที่ไม่ว่าจะปลูกพืชอะไรแล้วประสบปัญหากับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน ปัญหาแรงงาน ปัญหาสภาพอากาศ ก็ลองเล็งหาว่าพืชชนิดอื่นที่ตอบโจทย์เราได้เร็วและมีศักยภาพคุ้มทุนได้ไว หรือในอนาคตข้างหน้าจะมีการปรับเปลี่ยนที่ดีกว่าเมื่อก่อน ก็ลองพิจารณาดู ขนุนก็เป็นอีกพืชทางเลือกที่เรานำไปพิจารณา เนื่องจากสามารถให้ผลผลิตปีละ 2 ครั้ง ลูกอ่อนลูกแก่เอาไปขายได้หมด รวมถึงการนำไปแปรรูปได้หลายๆ ผลิตภัณฑ์” พี่เต้ย กล่าวทิ้งท้าย

การเปลี่ยนพื้นที่ที่เป็นมรดกให้กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารอินทรีย์ โดยการปลูกพืช เลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน และต่อยอดเป็นศูนย์เรียนรู้ส่งต่อกิจกรรมให้กับคนในชุมชนและผู้ที่สนใจ เป็นแนวคิดของ คุณอภิวรรษ สุขพ่วง ผู้ก่อตั้งไร่สุขพ่วง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีไทย อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี

คุณอภิวรรษ สุขพ่วง เป็นเด็กไทยที่จบในระบบการศึกษาไทย เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อและแม่รับราชการครู ซึ่งตั้งความหวัง คือการเห็นลูกมีงานทำที่ดีและมีอนาคต การเรียน และจบการศึกษาที่สูง คือคำตอบที่เขาต้องทำให้กับครอบครัวในเวลานั้น

จากเด็กบ้านนอกที่มีโอกาสเข้าไปเรียนในเมือง จบการศึกษาและเริ่มทำงานตามหลักสูตรที่เรียน ทำให้เขาได้เห็นวิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศ นั่นคือ ความเสื่อมของสังคม

“สิบปีแล้วผมเรียนจบในระบบการศึกษาไทยเหมือนคนอื่น การเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในเมืองทำให้ผมเองได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเกิดสงครามกลางเมือง เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ มีโรคระบาด และปัญหาความอดยากในเมือง ทำให้ผมหยุดคิดว่าเราอยู่ตรงนี้เพื่ออะไร อนาคตเราจะเป็นอย่างไรในยุคที่เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย จึงเกิดคำถามว่า ถ้าเราไม่มีเงิน แต่มีแหล่งอาหาร เราและครอบครัวก็น่าจะรอด ผมจึงตัดสินใจกลับมาที่บ้าน

คุณอภิวรรษ เริ่มต้นกับอาชีพเกษตรกรรมโดยที่ไม่มีความรู้ด้านการเกษตรเลย แต่การศึกษาจากคนรุ่นเก่า และดูจากภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีอยู่ในชุมชน ควบคู่กับการหาข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตัวเอง

“ช่วงแรกก็ถาม ถามตายาย ตายายเขาเป็นชาวนา คือรู้ช่วงเวลาต่อปี รู้ว่าควรจะใช้ทรัพยากรอะไรในพื้นที่ พันธุ์ข้าวต้องเลือกพันธุ์อะไร เพราะบ้านเราน้ำท่วม บางปีน้ำแล้ง คือ ตายายก็จะมีสถิติ เพราะแกอยู่ที่นี่มา 80 ฝน 80 หนาว แกก็จะรู้สถิติต่างๆ แต่ว่าโลกมันก็เปลี่ยนไปเร็วมาก เพราะว่าฤดูกาลที่เคยแม่นยำมันไม่มีแล้ว เราก็ต้องพยายามหาความรู้ใหม่

คุณพ่อ คุณแม่ ผมเองก็เป็นข้าราชการ เจนเนอเรชั่นของพ่อแม่ ไม่ใช่ชาวไร่ ชาวนาเลย เพราะฉะนั้นที่ดินจึงมาจากบรรพบุรุษ และรกร้างมานาน คือหมายความว่าไม่มีใครทำ ถ้าเราไม่ทำก็ไม่มีใครทำแล้ว เราถือว่าเป็นลูกที่มีกำลังมากที่สุดแล้ว พ่อแม่ก็อายุมากขึ้นทุกวัน แล้วท่านก็ไม่ได้มาสายนี้

ช่วงนั้นก็มีความรู้ติดตัว ก็คือ เป็นนักศึกษาจบด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นความรู้ด้านการเกษตรกรรมจึงไม่มีเลย พอกลับมาบ้านก็พยายามดิ้นรนเพื่อที่จะทำให้ตัวเองมีอาชีพ พอดีผมเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่พอมีพละกำลัง เราก็เลยเห็นว่าถ้าเราทำ ก็ต้องทำตอนอายุน้อยๆ ไม่ใช่ว่าเกษตรไปทำวัยเกษียณ เพราะรู้เลยว่ามันต้องใช้กำลังเยอะ กำลังทางสติปัญญา กำลังทางร่างกาย กำลังใจ เราก็เริ่มที่จะเอาที่ดินที่รกร้างมานานของที่บ้านมาทำเป็นนาข้าว ก็เริ่มปลูกข้าวจนมีข้าวกิน รู้สึกว่า มีข้าวก็ต้องมีกับข้าวด้วย ก็เริ่มปลูกผัก เลี้ยงหมู เห็ด เป็ด ไก่ พยายามให้เราได้โภชนาการครบ”

เรียนรู้ธรรมชาติชุมชน
บนหลักของ “เศรษฐกิจพอเพียง”
การเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรรมของคุณอภิวรรษ ในทุกๆ กิจกรรมที่ลงมือทำ เกิดจากการเลียนแบบเพื่อนเกษตรกร โดยที่ไม่คำนึงถึงบริบทพื้นที่ และความถนัดของตัวเอง จึงต้องใช้ระยะเวลาลองผิดลองถูกอยู่หลายปี

“เรารู้แค่หลักปฏิบัติ แต่ยังไม่รู้วิธีการคิด เรียนรู้ครั้งแรกคือ ก๊อบปี้แล้วก็มาวาง คือยังไม่รู้วิธีการคิด แต่ลืมไปว่าบ้านเราไม่เหมาะสม เช่น เราเห็นเขาเลี้ยงปลาดุก แล้วเขามีรายได้ เรามาเลี้ยง เราจ่ายค่าอาหารปลาดุกไม่ไหว แต่ถ้าวิธีการคิดก็ต้องคิดจากว่า บ้านเรามีอาหารปลาดุก อะไรที่จะมาทำเป็นอาหารปลาดุกได้ แล้วมันเหมาะสมกับปลาดุกหรือเปล่า ถ้ามันไม่เหมาะสม ก็อาจจะต้องเปลี่ยนเป็นปลานิล หรือ ปลากินพืช เพราะฉะนั้นวิธีการทำของผมจึงทำให้ผมผิดพลาดหลายครั้ง

แต่พอเข้าใจถึงวิธีการคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือทำอะไรให้เหมาะสมกับภูมิศาสตร์ตัวเอง สังคมตัวเอง ฐานทรัพยากรตัวเอง มันก็เลยเกิดความคิดใหม่ เราเรียกมันว่า ความรู้ใหม่ คือ คิดได้เอง คิดได้เองว่า บ้านเราควรจะเลี้ยงสัตว์แบบไหน ไก่เหมาะสมไหม ปลาเหมาะสมไหม วัว ควาย สัตว์ใหญ่เกินไปไม่เหมาะสม เพราะพื้นที่มีน้อย หันมาเลี้ยงสัตว์เล็ก เลี้ยงสัตว์เล็กเสร็จแล้วก็ได้ไข่น้อย เพราะเลี้ยงได้น้อย ทำอย่างไรให้ไข่ที่ได้น้อยมีมูลค่าเยอะ ก็ต้องเอาความรู้ด้านการแปรรูป เอาไข่ไก่มาทำเป็นขนมทองม้วน ก็เลยเรียนรู้เรื่องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เช่น เอาสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นที่มีจำนวนมาก อย่าง อ้อย กล้วย ข้าว มาทำเป็นขนม นม เนย มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ แล้วก็พยายามสร้างคุณค่าให้กับมัน พยายามสร้างแบรนด์ให้กับมัน

นอกจากนี้ เราก็เอาการตลาดยุคใหม่เข้าไปใส่ แล้วก็สื่อสารกับคนกินให้ได้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถคุยกับคนกินได้ ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่คนกินเอาไปแล้วกินเพื่อความอิ่มหนำสำราญ แต่ถ้าเขากินของเราไปแล้ว แล้วเขาจะรู้ถึงคุณค่า ความตั้งใจ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการที่เขามาช่วยเหลือเรา ก็เป็นเรื่องของการพยายามทำให้ตัวเองเป็นผู้ประกอบการเล็กๆ มีธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง จนเราสามารถที่จะเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้ ก็เลยคิดว่าวิธีการแบบนี้เป็นวิธีการที่เราทำได้และน่าจะเป็นอาชีพได้ และสุดท้ายก็พยายามทำบ้านของตัวเองเป็นศูนย์การเรียนรู้ เปิดบ้านตัวเองให้กลายเป็นที่อบรมดูงานของบุคคลทั่วไป”

สร้างความต่างให้สินค้า
ครอบคลุมตลาดทุกระดับ
“แรกๆ เลย ก็คือ ตลาดในบ้านตัวเอง คือพยายามคุยกับคนในชุมชน อย่างเรา เรามีมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล ร้านอาหารในชุมชนเยอะพอสมควร เพราะฉะนั้นกลุ่มลูกค้ารอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นครู หมอ พยาบาล ก็ต้องการผลผลิตที่ใกล้บ้านและปลอดภัย อันนี้จึงเป็นตลาดแรกๆ ของเราคือ ตลาดรอบตัว

ตลาดที่สองคือ เรามองธุรกิจคู่ค้าที่ต้องการวัตถุดิบที่ใกล้เคียงกับเรา เช่น พวกคนที่ต้องการวัตถุดิบไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ของเขา เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร เราก็พยายามจับคู่ค้าธุรกิจ อันนี้เราว่าตลาดกลาง ตลาดบนเราก็พยายามจับศูนย์การค้า แล้วก็กระจายเข้าสู่ผู้บริโภค วันนี้สินค้าในตลาดมีเยอะจริงๆ เยอะจนบางครั้งผู้บริโภคเลือกไม่ถูก แต่เราเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สามารถชี้นำให้ลูกค้าเลือกเราได้ ด้วยเรื่องราวของเรา เราไม่ต้องลงทุนมาก ไม่ต้องทำอะไรเกินตัว ไม่ต้องมีความเสี่ยง ก็ทำให้เรามีรายได้ได้”

“ไร่สุขพ่วง” สุขที่พอเพียง
ปัจจุบัน ไร่สุขพ่วง กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว และเป็นแหล่งเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีไทยที่ช่วยขับเคลื่อนชุมชนที่เป็นบ้านเกิดให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน

“อย่างแรกเลยครอบครัวเราอบอุ่น บัณฑิตจบใหม่อย่างเราก็ไม่ต้องออกนอกพื้นที่ วันนี้บัณฑิตจบใหม่ปีหนึ่งหลายแสนคนต้องละทิ้งบ้านเกิดเพื่อไปทำงาน แต่ว่าบัณฑิตจบใหม่อย่างผม ก็สามารถกลับมาพัฒนาท้องถิ่นได้ มันอยู่ที่ความรอบรู้ รอบรู้และเท่าทันสถานการณ์ ตัวเองมีทรัพยากรอะไรบ้างที่เหมาะสม และควรจะเอาความรู้อะไรมาประกอบ เอาความรู้ด้านใดมาประกอบเพื่อหนุนเสริม

สองคือ เราเป็นคนที่มีคุณธรรม เราทำอะไรด้วยใจ กาย และบริสุทธิ์ เราผลิตอาหาร ก็เป็นผู้ผลิตอาหารที่คำนึงความปลอดภัยสูงสุดกับผู้บริโภค ความตั้งใจ ความรู้ และคุณธรรมที่เราทำ ทำให้เรามีความยั่งยืนในธุรกิจ และทำให้เราอยู่ได้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะเห็นผลชัด เมื่อโลกเกิดวิกฤต ซึ่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็บอกแล้วว่าตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจ แต่เป็นเศรษฐกิจที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้”

จากเด็กอายุ 20 ต้นๆ ที่ปลูกผักกินและสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวแล้ว อีกสิ่งที่เขาได้รับคือ การรู้จักหน้าที่ของตนเอง ที่ทำหน้าที่เป็นเกษตรกร ที่พร้อมแบ่ง “ความสุขพร้อม” ด้วยแนวคิดพื้นที่ความสุข ที่พร้อมแบ่งปัน

“ทุเรียน” ยังคงเป็นแชมป์ผลไม้ยอดฮิตครองใจคนไทยและชาวต่างชาติติดต่อกันมายาวนาน ประเทศไทย มีแหล่งปลูกทุเรียนหลายแห่งทั่วประเทศ แต่ละแห่งมีจุดเด่นด้านคุณภาพต่างกัน ที่เหมือนกันทุกแห่งคือ ความอร่อย

ภาคอีสานมีหลายจังหวัดที่หันมาปลูกทุเรียน แม้จะมีความต่างจากทุเรียนทางใต้และตะวันออก เพราะเหตุผลทางภูมิประเทศ แต่ด้วยเทคโนโลยีการจัดการด้านเกษตรสามารถยกระดับคุณภาพสร้างมาตรฐานการปลูกชูจุดเด่นของแต่ละแห่ง ทำให้ยังคงรสชาติความอร่อยได้โดยไม่เปลี่ยนแปลง เป็นที่นิยมชื่นชอบแห่ซื้อไปบริโภคกันคึกคัก สร้างรายได้อย่างดี จึงทำให้เกษตรกรหลายพื้นที่เปลี่ยนจากพืชไร่มาปลูกทุเรียนกันเพิ่มขึ้น

ทุเรียนของศรีสะเกษ เป็นอีกแห่งที่ติดอันดับความนิยมของประเทศ อันเป็นผลมาจากการปลูกในพื้นที่ภูเขาไฟโบราณที่มีธาตุอาหารสำคัญ สภาพภูมิอากาศไม่ชื้น เอื้อประโยชน์ให้เนื้อทุเรียนแห้งพอดี นุ่มเหนียว เส้นใยละเอียด มีกลิ่นหอมเฉพาะ ไม่ฉุนมาก รสชาติมันค่อนข้างหวาน ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค จนถูกเรียกว่า “ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ”

อีกทั้งทุเรียนจากแหล่งนี้หลายสวนได้รับมาตรฐานคุณภาพ ทั้ง GAP และ GMP พร้อมตอกย้ำความมั่นใจทางการค้าด้วยการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ทั้งหมดถือเป็นจุดเด่นของทุเรียนศรีสะเกษที่ได้รับความชื่นชอบเพิ่มมากขึ้น นั่นจึงเป็นคำตอบว่า ทำไม…ทุเรียนศรีสะเกษ จึงได้รับความนิยมมากขึ้น

เดือนมิถุนายน เป็นช่วงที่ผลผลิตทุเรียนศรีสะเกษเริ่มออกขายตามหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปเลือกซื้อและเที่ยวชมสวน การสั่งซื้อล่วงหน้าทางออนไลน์ ล้วนเป็นการสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรของจังหวัดศรีสะเกษ ชาวสวนทุเรียนรายหนึ่งเผยว่า ทุเรียนในสวนของเขาใช้เวลาเปิดและปิดการขายจากช่องทางเหล่านั้นเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น

ทำความรู้จัก ทุเรียนศรีสะเกษ

ทุเรียนศรีสะเกษ เริ่มปลูกกันในปี พ.ศ. 2531 และให้ผลผลิตในปี พ.ศ. 2537 ปรากฏว่าผลผลิตมีคุณภาพเป็นที่น่าพอใจ แต่มีเกษตรกรปลูกกันไม่มาก ซึ่งส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ในการผลิตทุเรียนให้ได้คุณภาพ

ปี พ.ศ. 2537-2539 เกษตรกรเริ่มปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมจากเดิม (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, มันสำปะหลัง) มาเป็นทุเรียน เงาะ รวมถึงผลไม้หลายชนิด เช่น ลำไย ลองกอง มังคุด สะละ สะตอ โดยมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร เข้าไปถ่ายทอดความรู้ จึงทำให้ผลผลิตยิ่งมีคุณภาพดีมากขึ้น ขายดีขึ้น มีรายได้มากขึ้น เป็นแรงผลักดันให้เกษตรกรรายอื่นเริ่มสนใจแล้วหันมาปลูกไม้ผลมากขึ้น โดยพื้นที่ผลิตไม้ผลส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่อำเภอขุนหาญ อำเภอกันทรลักษ์ และอำเภอศรีรัตนะ

“ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ” เกิดจากความลงตัวทางธรรมชาติจากพื้นที่ภูเขาไฟโบราณ แถบเทือกเขาพนมดงรัก ไม่ว่าจะเป็นดินที่ผุพังมาจากหินบะซอลต์ ที่มีธาตุอาหารสำคัญหลายชนิด สภาพภูมิอากาศของจังหวัดที่ไม่ชื้นจนเกินไป แสงแดดที่มีความเข้มแสงสูง ช่วยทำให้เกิดเป็นทุเรียนที่มีคุณสมบัติเฉพาะ มีเนื้อแห้งและนุ่มเหนียว เส้นใยละเอียด มีกลิ่นหอมเฉพาะ ไม่ฉุนมาก รสชาติมันค่อนข้างหวาน ซึ่งตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทุเรียนทั้งภายในและต่างประเทศ จึงอาจกล่าวได้ว่า “ทุเรียนศรีสะเกษ เป็นทุเรียนที่อร่อยที่สุด แห่งหนึ่งของประเทศไทย”

ปัจจุบัน จังหวัดศรีสะเกษ มีเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน 2,350 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกทุเรียน 15,111 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 5,721 ไร่ โดยอำเภอที่มีพื้นที่ปลูกมาก ได้แก่ ขุนหาญ กันทรลักษ์ และ ศรีรัตนะ พันธุ์ที่นิยมปลูกคือ หมอนทอง คาดการณ์ปริมาณผลผลิตทุเรียนในปีการผลิต 2565 นี้ ไว้ที่ 7,522 ตัน โดยมีผลผลิตเฉลี่ย 1,315 กิโลกรัม ต่อไร่ รวมทั้งยังคาดการณ์ราคาจำหน่ายปลีกหน้าสวน กิโลกรัมละ 170-190 บาท และราคาในตลาดอำเภอเมือง ที่กิโลกรัมละ 190-210 บาท

ทั้งนี้ ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษจะสร้างรายได้ คิดเป็นมูลค่า 1,353.96 ล้านบาท (ราคาเฉลี่ย 180 บาท ต่อ กิโลกรัม) ตะไคร้ พืชที่ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่ใช้ทำอาหารได้หลากหลายชนิด เป็นพืชสวนครัวประจำบ้านที่ผู้คนรู้จักคุณสมบัติที่จะนำมาประกอบอาหาร ตะไคร้ สามารถนำมาทำอาหารได้ตั้งแต่ต้นไปจนถึงใบ ลำต้น ใช้ผสมรวมเป็นสูตรน้ำพริกแกง ทั้งแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน ลำต้นใช้สำหรับใส่ต้มยำ และสามารถที่จะซอยผสมในอาหารได้อร่อยหลายๆ เมนู เช่น ไก่ 3 อย่าง ยำตะไคร้ ยำปลาทู ยำปลา กระป๋อง เป็นต้น

ตะไคร้ พืชสารพัดประโยชน์
ตะไคร้ เป็นพืชสวนครัวใช้ประกอบอาหารได้ทั้งต้น ไม่ว่าจะเป็นลำต้นไปจนถึงใบ ตะไคร้ได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลากหลาย ใบตะไคร้ช่วยให้เป็ด ไก่ ที่เป็นโรคระบาดชนิดหนึ่งที่เกิดในฤดูหนาว ที่เรียกว่า หวัด เป็ด ไก่ เหล่านั้นจะมีอาการอัมพาต ขาสั่น ยืนไม่อยู่ บางแห่งเรียกไข้ขา ชาวบ้านที่เลี้ยงเป็ดและไก่ที่เป็นโรคชนิดนี้เขาจะใช้ใบตะไคร้พันที่ขา และก็ช่วยให้หายโรคได้อย่างน่าประหลาด (ภูมิปัญญาชาวบ้าน สมัยผู้เขียนเด็กๆ เคยเห็นพ่อจะเอาใบตะไคร้นี่แหล่ะ! มาพันขา ไก่ เป็ด ที่ขาหักเดินไม่ได้หรือเดินกะเผลกๆ ไม่กี่วันเห็นมันเดินและวิ่งเล่นเป็นปกติ ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่า มันได้ผลจริงๆ ค่ะ)

ในเชิงอายุรเวท ตะไคร้มีสรรพคุณหลากหลาย เช่น ช่วยเจริญอาหาร ช่วยระบายอย่างอ่อนๆ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยขจัดพิษออกจากร่างกาย ขับพยาธิ แก้ไข้ บำบัดอาการหลอดลมอักเสบ แก้หวัด ช่วยขับเสมหะ

สำหรับกลิ่นหอมของตะไคร้สามารถช่วยไล่ยุงและกำจัดยุง (น้ำมันหอมระเหยสกัดจากต้นตะไคร้หอมสามารถใช้ไล่แมลง)

หรือจะนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เครื่องปรุงอบแห้ง ตะไคร้แห้งสำหรับชงดื่ม สกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย หรือนำมาปรุงกับอาหาร เช่น ต้มยำ และอาหารไทยที่ต้องการดับกลิ่นคาว และอื่นๆ อีกมากมาย เช่น

ทำเป็นเครื่องดื่มได้ เช่น น้ำตะไคร้หอม น้ำตะไคร้ใบเตย ช่วยดับร้อนแก้กระหายได้เป็นอย่างดี

ช่วยในการบำรุงและรักษาสายตา มีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

มีส่วนช่วยในการบำรุงสมองและเพิ่มสมาธิ สามารถนำมาใช้ทำเป็นยานวดหรือลูกประคบได้

ช่วยแก้ปัญหาผมแตกปลาย (ต้นตะไคร้)

มีฤทธิ์เป็นยาช่วยในการนอนหลับ

การปลูกตะไคร้ร่วมกับผักชนิดอื่นๆ จะช่วยป้องกันแมลงได้เป็นอย่างดี

นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของสารระงับกลิ่นต่างๆ

ต้นตะไคร้ช่วยดับกลิ่นคาว หรือกลิ่นคาวของปลาได้อย่างดีเลิศ ตะไคร้ วิธีปลูกง่ายๆ
ตะไคร้ เป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถปลูกเป็นไม้ประดับก็ได้ เพราะฟอร์มใบสวยงามพอสมควร วิธีการปลูกตะไคร้นั้นง่ายมาก ไม่ว่าจะปลูกในกระบะดินหรือกระถาง โดยก่อนปลูกต้องตัดใบออกให้เหลือเพียงลำต้น แล้วเอาไปปักดิน รดน้ำบ้าง ไม่นานตะไคร้ก็จะแทงราก แตกกอ ชูใบสวย เวลาจะนำมาทำอาหารก็เลือกตัดทีละต้น อย่าให้เสียพุ่ม เมื่อซื้อตะไคร้แก่มาจากตลาดครั้งแรก ตัดส่วนโคน ยาวประมาณ 1 องคุลี เก็บไว้ หาขวดน้ำเปล่าๆ หรือถังสักใบ ใส่น้ำลงไปเพียงเล็กน้อย กะว่าอย่าให้ท่วมหัว เอาตะไคร้ลงแช่ไว้ ราว 4-5 วัน รากจะงอกออกมา รอให้รากยาวพอสมควรจึงนำไปปลูก

หากต้องการเก็บตะไคร้ไว้เพื่อประกอบอาหารครั้งต่อไป เพียงนำตะไคร้ที่ซื้อมาจากตลาดไปแช่น้ำไว้ก็สามารถเก็บไว้ได้หลายวันโดยไม่ต้องนำไปแช่ตู้เย็นแต่อย่างใด

ตะไคร้ สามารถปลูกเป็นอาชีพและสร้างรายได้ หากท่านได้ศึกษาทดลองปลูกและลงมือทำเพื่อประกอบอาชีพ ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

ตะไคร้เป็นพืชที่ปลูกง่าย แตกกอไว ให้ผลผลิตงาม และเป็นพืชที่ลงทุนน้อย แถมราคาก็ไม่ตกง่ายๆ ยังไงก็ขายได้แน่นอน เพราะไม่ว่าจะกี่ยุคกี่สมัยเมนูอาหารไทยๆ ยังไงก็ขาดต้นคะไคร้นี้ไม่ได้เลย ตะไคร้จึงอยู่คู่กับครัวไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน เพราะตะไคร้มีสรรพคุณมากกว่าที่เราคิด จัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณทางยาช่วยป้องกันและรักษาโรคได้หลากหลายชนิดนั่นเอง

ประเทศไทยใช้ปุ๋ยทุกวันนี้ปีหนึ่ง 4-5 หมื่นล้าน ถ้าเราลดปุ๋ยในนาข้าวได้เมื่อไหร่ ก็คือการลดใช้ปุ๋ยในประเทศได้มาก นอกจากนี้พบว่า ในฟางข้าว ประมาณ 60 ล้านไร่ ที่ทำนาอยู่ ปุ๋ยที่อยู่กับฟางข้าวมีมูลค่า 3-4 หมื่นล้าน แต่เราเผาทำลายไปเกือบครึ่งหนึ่ง

คิดง่ายคร่าวๆ ว่า ในฟางข้าว 1 ไร่ เป็นมูลค่าปุ๋ย virtualracersedge.com NPK เป็นพันบาท ถ้าเราไม่เผาก็ต้องหาทางเลือกให้ชาวบ้าน จริงๆ สาเหตุที่ชาวบ้านเผา หนึ่ง ไม่รู้จะจัดการฟางยังไงให้มันไว เพราะทุกวันนี้ปลูกข้าว 2 ปี 5 รอบ และจากการพัฒนาพันธุ์ที่ดีเกินไป ปลูกยังไงก็ออกดอก นี่เป็นข้อดี แต่ข้อเสียคือสภาพแวดล้อมในประเทศเสียหายมาก ศัตรูพืชก็ระบาด สอง ถ้าใช้วิธีปกติ คือ ไถกลบ อย่างน้อยต้องใช้เวลา 40-60 วัน

ถ้าใช้วิธีไถกลบแล้วปลูกเลย ตอซังจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ซึ่งไม่สามารถจะย่อยสลายได้ในระยะเวลาอันสั้น ปลูกข้าวไปก็จะเหลือง ไม่โต แคระแกร็น อาการนี้เรียกว่า อาการข้าวเมา เมาตอซัง

ดร.กฤษณพงศ์ ศรีพงษ์พันธุ์กุล รองอธิบดีกรมการข้าว ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับการนำฟางข้าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ว่า ประเทศไทยมีพื้นที่การปลูกข้าว ทั้งฤดูนาปีและนาปรังคร่าวๆ กว่า 66 ล้านไร่

ในการทำนา 1 ไร่ จะให้ฟางข้าวประมาณ 800 กิโลกรัม ซึ่งประกอบด้วย ปริมาณธาตุไนโตรเจน ประมาณ 5 กิโลกรัม ฟอสฟอรัส ประมาณ 1 กิโลกรัม และโพแทสเซียม ประมาณ 11 กิโลกรัม นอกจากนี้ ยังมีจุลธาตุที่เป็นประโยชน์จากการเจริญเติบโตของต้นข้าวอีกไม่น้อย และจากการประมาณการในแต่ละปีประเทศไทยมีฟางข้าวและตอซังข้าว ไม่น้อยกว่า 50 ล้านตัน

ถ้าหากชาวนาในบ้านเราไม่เผาหรือทำลายฟางข้าว แต่ให้ไถกลบฟางและตอซัง หรือไถพรวนตีหมักลงดิน ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้ว จะทำให้ลดการใช้ปุ๋ยลงได้ส่วนหนึ่ง ถ้าหากดูจากตัวเลข ฟางและตอซังข้าวจำนวน 50 ล้านตัน จะเป็นธาตุไนโตรเจนประมาณ 330,000 ตัน ธาตุฟอสฟอรัส ประมาณ 47,000 ตัน ธาตุโพแทสเซียม ประมาณ 720,000 ตัน กำมะถัน ประมาณ 2,400 ตัน และธาตุอาหารอื่นๆ ถ้าคิดเป็นตัวเลขประมาณ 7,000 ล้านบาท หรือประมาณ 105 บาท ต่อไร่ ซึ่งจะช่วยให้ชาวนาลดค่าปุ๋ยลงได้ทันที

แต่สิ่งสำคัญถ้าหากชาวนาไม่เผาฟาง ตอซัง จะช่วยรักษาสภาพแวดล้อม ไม่ไปเร่งให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น และจะช่วยลดอุบัติเหตุจากควันไฟ นอกจากนี้ฟางข้าวที่ไถกลบหรือไถพรวน จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ดีที่สุดด้วย

ช่วงก่อนที่จะเกี่ยวข้าว 7-10 วัน ให้ทำน้ำหมัก พด. 2 ทำง่ายๆ โดยการใช้กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม ผสมกับรำหยาบ 15 กิโลกรัม ใส่ถังหมักพลาสติกความจุ 100 ลิตร แล้วเติมน้ำสะอาดลงในถังหมักพลาสติก ให้ได้ปริมาณ 100 ลิตร จากนั้นใส่เชื้อจุลินทรีย์ พด. 2 (ขอได้จากสถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่ง) ซึ่งบรรจุอยู่ในซอง 1-2 ซอง ลงในถังหมัก ใช้ไม้คนให้เข้ากันดีแล้วปิดฝาถังหมัก หมักทิ้งไว้ในที่ร่มประมาณ 7-10 วัน เพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อจุลินทรีย์น้ำหมัก จะใช้การได้โดยสังเกตจากการเปิดฝาถังหมักจะพบว่ามีเส้นใยเชื้อราจำนวนมาก

ซึ่งก็พอดีเกี่ยวข้าวเสร็จ หากชาวนารีบเตรียมแปลงก็ให้เอาน้ำหมักที่ใช้การได้แล้วนี้ เทใส่ในนาพร้อมกับการเอาน้ำเข้านาที่เกี่ยวแล้ว ในอัตราการใช้น้ำหมัก 10 ลิตร ต่อไร่ น้ำที่ไหลเข้านาจะกระจายน้ำหมักที่มีเชื้อจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายฟางข้าวได้ดีไปทั่วแปลงนา ให้แช่น้ำหมักฟางและตอซังข้าวในระดับท่วมตอซังข้าว โดยแช่หมักนานประมาณ 10-14 วัน ฟางและตอซังข้าวจะเปื่อย สามารถไถพรวนดินตีหมักฟางข้าวได้อย่างสบายๆ ด้วย