นวัตกรรมนี้ใช้อบแห้งความชื้นข้าวเปลือกลดปัญหาขาดแรงงาน

ลดระยะเวลาและพื้นที่ตากข้าวนอกฤดูกาล สามารถแปรรูปข้าวเปลือกเป็นสินค้าอื่นได้ ขนาดเครื่องจักรเหมาะสมกับกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตรใช้แรงงานน้อยลง ลดเวลาทำงาน นอกจากข้าวเปลือกแล้ว ยังสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ สร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้นได้มากขึ้นสูงสุดกว่า 50 เท่า

เกษตรกรใช้เครื่องอบแห้ง ทดแทนการตากลานลดต้นทุนได้ 100 บาท ต่อตันข้าวเปลือก ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีทั้งสิ้น 71.6 ล้านไร่ จำนวนผู้ปลูกข้าวรายย่อยราว 2 ล้านราย จากทั้งสิ้น 3.5 ล้านราย มีผลผลิตราว 15 ล้านตัน ทำให้ลดต้นทุนได้ราว 1.5 พันล้านบาท (1 ราย ถือครองที่นา 15 ไร่ ผลผลิตต่อไร่ 0.5 ตัน)

นวัตกรรมนี้ เมื่อนำไปใช้จริงในหลายพื้นที่พบว่า สามารถเพิ่ม-ปริมาณผลผลิต จากความสามารถในการทำงานที่เพิ่มขึ้นและคุณภาพของข้าวเปลือกดีขึ้น ลดระยะเวลาในการผลิตและความเสี่ยงในการผลิตจากสภาพดินฟ้าอากาศ รวมทั้งต้นทุนผลิตกว่าวิธีการใช้แรงงานแบบเดิม หากใครสนใจนวัตกรรมเครื่องจักรเหล่านี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ดร. เชิดพงษ์ เชี่ยวชาญวัฒนา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

การทำเกษตรในโรงเรือนเป็นเรื่องที่ต้องลงทุนจำนวนมาก เกินกำลังของเกษตรกรโดยทั่วไป แต่การปลูกพืชในโรงเรือนสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น ฝน ที่มีผลเสียต่อพืชบางชนิด รวมถึงสามารถป้องกันแมลงและโรคได้หากมีการจัดการที่ดี ในฤดูฝนผักบางชนิด เช่น ผักสลัด ไม่สามารถทนทานเม็ดฝนที่ตกกระหน่ำจนทำให้ใบช้ำเสียหายและปริมาณน้ำที่มากเกินไป ทำให้แฉะจนเป็นโรคเน่า ผลไม้ เช่น มะเดื่อฝรั่ง และเมล่อน เป็นพืชที่มีโรคพืชคุกคามในฤดูฝนเช่นกัน

เกษตรกรชาวมวกเหล็ก คุณสราวุธ ยศสูงเนิน เรียนจบทางด้านจิตวิทยา จากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏวลัยอลงกรณ์ อยู่ หมู่ที่ 7 ตำบลหนองย่างเสือ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เจ้าของ “เจ้าป่าฟาร์ม” กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ทางครอบครัวได้ทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว และใช้สารเคมี ยาปราบศัตรูพืชทุกอย่างที่เกษตรกรเขาใช้กัน โดยแปลงเกษตรขนาดใหญ่ 50-60 ไร่ ในการปลูกมะเขือเทศทำให้ต้องการใช้แรงงานประจำมาก 20-30 คน คนไทยไม่นิยมทำงานแบบนี้ จึงต้องใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งขยันและอดทนต่องานหนักมากกว่า แต่ก็มีปัญหาเรื่องการทำบัตรและลงทะเบียนให้ถูกต้อง เพราะแรงงานต่างด้าวชอบย้ายงานไปเรื่อยๆ ยิ่งช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตแรงงานในการเก็บเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนั้น มะเขือเทศของที่สวนจะทำปีละ 2 รอบ ต้นปีกับปลายปี แต่ละรุ่นตั้งแต่ปลูกจนเก็บผลผลิต ทั้งหมดจะใช้เวลา 5-6 เดือน”

เมื่อก่อนที่เจ้าป่าฟาร์มทำเกษตรเคมีอย่างเดียว ก็หันมาปลูกเกษตรอินทรีย์บ้าง เกษตรในโรงเรือนที่สามารถควบคุมศัตรูพืชบ้าง เนื่องจากเป็นแนวทางพืชผักปลอดภัยในอนาคต ซึ่งคนจะเริ่มมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เริ่มต้นได้ทำแก้วมังกรปลอดสารพิษก็ประสบผลสำเร็จระดับหนึ่ง ส่วนข้างบ้านก็ปลูกพืชสวนครัวสำหรับรับประทานกันเองที่บ้าน

ต่อมาได้คิดทำโรงเรือนสำหรับปลูกพืช โดยมีหลังคาพลาสติกสำหรับกันฝน และตาข่ายมุ้งสำหรับกันแมลงรอบข้าง โรงเรือนนี้มีขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 32 เมตร จำนวน 3 โรงเรือน ซึ่งราคาต้นทุนต่อโรงเรือน หลังละ 8-9 หมื่นบาท เนื่องจากได้ว่าจ้างช่างมาทำและคุณสราวุธเป็นควบคุม โดยทางสวนเป็นคนซื้ออุปกรณ์ทั้งหมด ทำให้ประหยัดกว่าการจ้างให้ผู้รับเหมาโรงเรือนประเภทนี้มาทำ ซึ่งราคาสูงถึงแสนกว่าบาท ต่อ 1 โรงเรือน ทีเดียว

คุณสราวุธเริ่มจากปลูกเมล่อนพันธุ์เหลืองจักรพรรดิ โดยเอาทิชชูรองในกระบะแล้วนำเมล็ดหว่านลงไป หลังจากนั้น เอาทิชชูปิดอีกที แล้วค่อยฉีดน้ำพ่นฝอยไม่ให้เมล็ดกระทบกระเทือนมาก วางไว้ในร่มรำไรไม่ให้โดนฝน พ่นน้ำวันเว้นวัน เมื่อต้นเริ่มงอกสูงประมาณ 1 นิ้ว ก็นำมาใส่กระบะเพาะ ใช้ดินพร้อมปลูกใส่ในกระบะให้เต็ม ช่วงนี้ก็ยังวางในที่ร่ม แสงพอรำไร ประมาณ 7 วัน ก็จะเริ่มนำเข้ามาปลูกในถุงที่เตรียมไว้ในโรงเรือน

การปลูก และดูแลเมล่อน
วัสดุปลูกในถุงที่ใช้เป็นดินพร้อมปลูกผสมกับขุยมะพร้าวและปุ๋อินทรีย์ 1 ต่อ 1 โดยใช้ถุงที่มีขนาดกว้าง 12 นิ้ว ดินที่ผสมกันใส่ถุงแล้วไม่ต้องหมักอีก สามารถนำมาปลูกได้เลย ในแต่ละถุงจะปลูก 2 ต้น ซ้ายขวา โดยจะใช้เวลาปลูกในช่วงเช้า การรดน้ำจะต่อสายยางขนาดเล็กลงในถุงเพื่อให้น้ำได้สะดวก ช่วงแรกจะให้น้ำ วันละ 3 รอบ เช้า กลางวัน เย็น ครั้งละประมาณ 2-3 นาที หลังจากปลูกประมาณ 20 วัน จะใส่ปุ๋ยขี้ค้างคาวแบบละลายน้ำได้ลงในท่อยางที่ให้น้ำตามปกติ ตอนนี้จะเริ่มใช้เชือกขึงลงมาเพื่อให้ต้นไต่ขึ้นไป เมล่อนจะเริ่มมีดอก เมื่ออายุประมาณ 1 เดือน ก็จะเริ่มผสมโดยใช้เกสรจากดอกตัวผู้ในต้นเดียวกัน ผสมกับดอกตัวเมีย ดอกตัวผู้ที่ใช้จะต้องนับขึ้นมา 5 ข้อใบจึงจะนำมาผสม ดอกที่ต่ำกว่านั้นจะไม่สมบูรณ์ การผสมเกสรควรทำในช่วงเช้า เพราะถ้าสายดอกตัวเมียจะหุบ คุณสราวุธจะใช้เกสรดอกตัวผู้ถึง 3 ดอก ผสมกับดอกตัวเมียเพียงดอกเดียว เพื่อให้มั่นใจว่าติดแน่นอน ใน 1 ต้น จะผสมไว้ 2 ดอก เมื่อผลขยายได้ขนาดเล็กกว่าลูกปิงปองก็จะเด็ดผลที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เหลือไว้เพียง ต้นละ 1 ลูกเท่านั้น หลังจากผสมใช้เวลา 35-40 วัน ก็จะสามารถเก็บผลผลิตขายได้

การดูแลรักษาในช่วงมีดอก จะใช้ปุ๋ยมูลค้างคาวทุกๆ 3-4 วัน ผสมกับปุ๋ยเกล็ด สูตรเสมอ 16-16-16 ตั้งแต่อายุ 1 สัปดาห์ แต่ไม่มีการใช้ยาปราบศัตรูพืชและโรคพืช แต่ใช้ฮอร์โมนเพื่อเร่งดอกและให้ติดผลทั้งก่อนและหลังดอกบาน 3-4 ครั้ง เนื่องจากดอกจะค่อยๆ ทยอยบาน ก่อนตัดผลประมาณ 1-2 สัปดาห์ จะใส่ปุ๋ยหวาน สูตร 8-24-24

แตงโมไร้เมล็ด
ครั้งแรกทางสวนได้ปลูกแตงโมตอร์ปิโดสีส้มมีเมล็ด โดยเพาะเมล็ดในกระบะเพาะ ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะนำมาปลูกในโรงเรือนเลย โดยใช้ถุงที่บรรจุดินพร้อมปลูก รดน้ำในช่วงแรก 3 เวลา แล้วค่อยลดลงเหลือ 2 เวลา เช้า บ่าย ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ดอกก็จะเริ่มออก แต่ในแปลงปลูกแตงโมงนี้ ถูกแบ่งเป็น 3 แถว แถวละ 50 ถุง แต่ละถุงจะปลูกเพียง 1 ต้น ไม่เหมือนเมล่อน ใน 1 โรงเรือน จึงปลูกได้เพียง 150 ต้น

ปัจจุบัน ทางสวนได้หันมาปลูกแตงโมตอร์ปิโดสีส้มไร้เมล็ด การผสมเกสรของแตงโมชนิดนี้ ไม่เหมือนเมล่อน จะนำเกสรตัวผู้ของต้นมาผสมไม่ได้ เนื่องจากเกสรตัวผู้ไม่สมบูรณ์ ในโรงเรือนจึงต้องปลูกแตงโมงตอร์ปิโดไร้เมล็ดไว้ตรงกลาง ส่วนซ้ายขวาปลูกแตงโมตอร์ปิโดแบบมีเมล็ด เพื่อใช้เกสรตัวผู้เพื่อผสมกับดอกตัวเมียของตอร์ปิโดสีส้มไร้เมล็ด การติดลูกของแตงโมไร้เมล็ดค่อนข้างยากพอสมควร จึงต้องพิถีพิถันดูแลอยู่ตลอดเวลา ช่วงระยะในการผสมได้หรือระยะดอกบาน ใช้เวลาประมาณไม่เกิน 2 สัปดาห์

ถ้าพบว่ามีดอกที่ผสมไว้ไม่ติด ต้องผสมดอกใหม่ทันที ใน 1 ต้น จะผสมไว้ 2 ลูก เมื่อมีขนาดใหญ่หน่อย ก็จะเลือกปลิดทิ้ง เหลือไว้เพียงลูกเดียว เพื่อให้ได้ลูกที่สมบูรณ์ที่สุด การให้น้ำก็จะทำเหมือนการให้น้ำเมล่อน ผลของแตงโมนี้เฉลี่ยแล้วมีน้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม อายุผลประมาณ 2 สัปดาห์ ก็จะต้องใช้ตาข่ายช่วยพยุง ในช่วงใกล้เก็บผลผลิตจะต้องใส่ปุ๋ยหวานในจำนวนมากกว่าเมล่อน ผลผลิตของแตงโมตอร์ปิโดสีส้มไร้เมล็ดจะมีจำหน่ายเริ่มต้นช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ หลังจากเก็บผลผลิตแล้วจะนำถุงที่มีวัสดุปลูกออกจากโรงเรือนทั้งหมด แล้วฉีดล้างทำความสะอาด ฉีดยาฆ่าเชื้อ พักโรงเรือนไว้ประมาณ 7-15 วัน จึงจะปลูกใหม่และสลับกันปลูกไม่ให้ซ้ำพืชเดิม

รสชาติของเมล่อนจักรพรรดิ เนื้อจะเป็นสีส้มและกรอบนอกนิ่มในคล้ายๆ จะละลายในปาก มีรสชาติหวานและหอมกว่ากรีนเน็ต ซึ่งเป็นแตงโม ที่มีความกรอบ ผลผลิตของสวนจะมีเมล่อนเหลืองจักรพรรดิ เมล่อนกรีนเน็ต แตงโมตอร์ปิโดสีส้มมีเมล็ดและไร้เมล็ด เนื่องจากผลผลิตยังไม่มาก ผลผลิตต่อ 1 โรงเรือน จะได้ประมาณ 200-300 กิโลกรัม โดยจะปลูกหมุนเวียนสลับกันไป ในช่วงที่มีผลผลิตจะจัดส่งไปจำหน่ายที่ ร้านค้าของคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ปิ่นเกล้า และบางส่วนขายตรงให้กับบุคคลทั่วไป ราคาส่งจากฟาร์ม เมล่อนเหลืองจักรพรรดิ กิโลกรัมละ 90-100 บาท น้ำหนักจะอยู่ประมาณ 1.5 กิโลกรัม ส่วนเมล่อนกรีนเน็ต ราคากิโลกรัมละ 70 บาท

กาญจนบุรี เป็นอีกจังหวัดของบ้านเราที่มีพืชผักผลไม้อุดมสมบูรณ์ มีทั้งพืชไร่และพืชสวน พร้อมกันนั้น กลุ่มเกษตรกรหลายกลุ่มก็นำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งสร้างรายได้อย่างงาม โดยเฉพาะผัก ผลไม้ที่ปลูกแบบอินทรีย์เพราะสามารถขายได้ราคาสูงกว่าผักทั่วไปที่ใช้เคมี

อย่างกลุ่มเกษตรอินทรีย์สุขใจไทรโยคที่มี คุณวิมล โพธิ์มี เป็นประธาน กลุ่มนี้เป็นเครือข่ายหนึ่งของสามพรานโมเดล โดยมี คุณอรุษ นวราช ผู้บริหารโรงแรมสามพรานฯ นั่งเป็นประธาน

กลุ่มเกษตรอินทรีย์สุขใจไทรโยค ตั้งอยู่ที่อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี มีสมาชิกทั้งหมด 15 ราย ปลูกพืชพันธุ์พื้นเมืองและผักผลไม้ตามฤดูกาล นอกจากนั้น ยังนำผลผลิตหลายอย่างมาแปรรูป อาทิ ทำแป้งกล้วย กล้วยอบกล้วยฉาบหลากหลายรสชาติ ทำห่อหมกหัวปลี มะขามแช่อิ่ม และน้ำพริก ฯลฯ ผลผลิตของสมาชิกทั้งหมดปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ที่ผ่านมาตรฐานระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) ที่ขับเคลื่อนโดยสามพรานโมเดล

คุณวิมลและสมาชิกในกลุ่มได้สาธิตการปิ้งอบหัวปลี ลักษณะคล้ายๆ การทำห่อหมกหัวปลีแบบปิ้ง ซึ่งมีจุดเด่นตรงการใช้แป้งกล้วยที่ทำขึ้นเองประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์สุขใจไทรโยคแจงว่า ในชุมชนมีกล้วยเยอะส่วนใหญ่และตัดหัวปลีทิ้ง แม้นำไปขายบางครั้งก็ขายไม่หมด ดังนั้น จึงนำมาแปรรูปเป็นปิ้งอบ ซึ่งเป็นอาหารพื้นๆ บ้าน แต่มีประโยชน์ด้านการบำรุงเลือด ขับน้ำนมเหมาะสำหรับผู้หญิงที่คลอดบุตรใหม่ๆ

ในส่วนการทำแป้งกล้วยนั้น เริ่มจากใช้กล้วยน้ำว้าดิบมาแปรรูป เป็นกล้วยแก่ประมาณ 70% นำมาต้มพร้อมเปลือกในน้ำเดือดประมาณ 5 นาที แล้วนำมาแช่น้ำเย็นทันที สาเหตุที่ต้องแช่ทันที เพราะหากปล่อยไว้ความร้อนในกล้วยยังมีอยู่จะทำให้กล้วยสุก จึงต้องจะนำมาน็อกในน้ำเย็นทันที

เนื้อกล้วยจะกลับมาเป็นสภาพเดิมแล้วนำกล้วยมาปอกเปลือกออก แช่น้ำเกลือ หั่นบางๆ เป็นชิ้นๆ แล้วนำไปใส่กระด้งผึ่งให้แห้ง จากนั้นนำไปใส่ในโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้เวลา 3-4 วัน จะช้าหรือเร็วสังเกตได้ ถ้าแดดแรงจัดจะแห้งเร็ว จะควบคุมอุณหภูมิไม่ได้ ขึ้นอยู่กับแสงแดดของแต่ละวัน

กรณีที่ใช้ตู้อบพลังความร้อนใช้เวลาอบ 10 ชั่วโมง เมื่อกล้วยแห้งแล้วจะนำกล้วยนั้นมาบดด้วยเครื่องบดทั่วไป หากจำนวนมากใช้เครื่องตัวใหญ่ แล้วร่อนกรองอย่างละเอียด และบดซ้ำอีกครั้ง จะได้เป็นผงกล้วยนำมาประกอบเป็นอาหาร หรือชงดื่มเป็นยาลดกรดไหลย้อนได้ ตรงนี้ได้นำแป้งกล้วยมาเป็นส่วนผสมหนึ่งของการทำปิ้งอบหัวปลี

กล้วย 1 หวี จะได้น้ำหนักของแป้งเท่าไร ขึ้นอยู่กับขนาดของกล้วย ถ้าน้ำหนักของกล้วย 4 กิโลกรัมจะได้แป้งแค่ 5-6 ขีด กิโลหนึ่ง 250 บาท ตอนนี้มีแผนจะทำแป้งกล้วยออกจำหน่าย

สำหรับวัตถุดิบทั้งหมดที่ใช้ในการทำปิ้งอบหัวปลีประกอบด้วย พริกแกงเผ็ดธรรมดา กะทิ ไข่อารมณ์ดี กะทิ หัวปลี (ตอนหั่นบีบมะนาวเพื่อไม่ให้ดำ) กระชาย และเกลือ ผักรองเป็นพวกกะเพรา หรือโหระพา หรือผักชีแล้วแต่ชอบ ใบมะกรูด ที่สำคัญคือแป้งกล้วย ผสมให้เข้ากัน

ในการหั่นหัวปลีกล้วยนั้น คุณวิมลอธิบายว่า ก่อนหั่นจะนำไปแช่ในน้ำเกลือก่อน เพื่อจะทำให้ไม่ดำและนิ่มขึ้น จากนั้นซาวขึ้นมาพักไว้ แล้วใช้พริกแกงที่ตำผสมไว้แล้วกับกะทิใส่ไข่ไก่ลงไปแล้วปั่นให้เข้ากัน ใส่เกลือนิดหน่อย หรือน้ำปลาก็ได้ตามรสที่ชอบ นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้ากัน นำแป้งกล้วยใส่ลงไปด้วย ปรุงตามรสชาติที่ชอบ นำใบแมงลัก หรือโหระพา มาเพิ่มรสชาติให้มีกลิ่นหอม เสร็จแล้วนำใบตองมาห่อ จากนั้นนำไปปิ้ง หรือนึ่งก็ได้คล้ายๆ กับนึ่งห่อหมกทั่วๆ ไป สูตรนี้แป้งกล้วยจะใช้ประมาณ 2 ขีด

คุณสมบัติของแป้งกล้วยดีมีประโยชน์กว่าแป้งทั่วไปคือ มีวิตามิน มีธาตุอาหาร มีความเหนียว ยืดๆ นุ่มๆ เป็นส่วนผสมที่ใช้ทดแทนแป้งข้าวเจ้า ความอร่อยแป้งกล้วยจะอยู่ที่ความหนึบๆ ยืดๆ กินแบบไม่ต้องใส่ผงชูรส เน้นความเป็นธรรมชาติ

คุณวิมลเล่าว่า สมาชิกในกลุ่มปลูกผลไม้นานาชนิด อาทิ ส้ม กล้วย มะละกอฮอลแลนด์ ฝรั่ง และแก้วมังกร โดยเน้นปลูกตามฤดูกาล และปลูกพืชผักสวนครัว อย่างผักบุ้ง คะน้า ถั่วฝักยาว มะเขือ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังนำแปรรูป เช่น ปลูกมะขามเปรี้ยวยักษ์ นำมาแช่อิ่ม ขายกิโลกรัมละ 300 บาท เมื่อนำไปตากแดดให้แห้ง จะได้กิโลกรัมละ 450 บาท รวมทั้งมะขามป้อมก็จะนำมาทำแช่อิ่มขายกิโลกรัมละ 300 บาท

สำหรับที่สวนของคุณวิมลเองนั้น เธอบอกว่า มีพื้นที่ 12 ไร่ ผลไม้ที่ปลูกเป็นหลักคือ ส้มโอพันธุ์ขาวใหญ่ ในพื้นที่ 7 ไร่ พร้อมปลูกกล้วยแซมเข้าไป และยังปลูกฝรั่ง มะนาวพันธุ์แป้นดกพิเศษ ซึ่งแม้เปลือกจะหนา แต่น้ำเยอะมีรสเปรี้ยว กลิ่นหอม จะต้านทานโรคแคงเกอร์ โรคราได้ โดยปลูกแบบอินทรีย์ไม่ต้องใช้สารเคมี แต่ถ้าปลูกพันธุ์พื้นบ้านที่ตลาดชอบ แต่ต้องใช้ยา ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้ผลผลิตเยอะ ซึ่งทางกลุ่มพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค โดยให้ข้อมูลว่าแม้เปลือกหนาบีบยากแต่ได้กินของที่ปลอดภัย คนปลูกเองก็ไม่ต้องไปพะวงกับแมลงที่จะมารบกวน

รายได้หลักของสวนเธอคือ ส้มโออินทรีย์ ส่วนสาเหตุที่ที่เลือกพันธุ์ขาวใหญ่ คุณวิมลระบุว่า เพราะมีรสชาติอร่อย กรอบ หวานอมเปรี้ยว ซึ่งการปลูกส้มโอของเกษตรกรในอำเภอไทรโยค จะปลูกเป็นพื้นไร่ ไม่ได้ยกร่องเหมือนชาวสวนในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม หรือทางจังหวัดนครปฐมที่ปลูกกัน โดยอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ แต่จะมีบางสวนที่ใช้ระบบสปริงเกลอร์ รสชาติของส้มโอที่ไทรโยคช่วงปลายฝนต้นหนาวจะออกเปรี้ยวอมหวาน กรอบแห้ง ยิ่งฤดูแล้งจะหวานนำอร่อยมาก

ประธานกลุ่มเกษตรอินทรีย์สุขใจไทรโยคให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกส้มโออินทรีย์ว่า ในการปลูกนั้นขุดหลุมลึกประมาณ 50 เซนติเมตร แต่ละต้นทิ้งห่างกัน 8×8 เมตร ไร่หนึ่งปลูกได้ 25 ต้น เพราะต้นจะเป็นทรงพุ่มขนาดใหญ่พอโตแล้วจะมาชนกัน ระยะหลังเสียดายพื้นที่เลยร่นระยะ 6×5 เมตร 5×4 เมตร ถ้าดินแข็งจะใช้วิธีการห่มดินเข้ามาหาลำต้นเรื่อยๆ เนื่องจากส้มโอไม่ใช่พืชที่มีรากลงลึก

ทั้งนี้ จะใช้กิ่งตอนปลูก ซื้อมากิ่งละ 50 บาท โดยรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมัก ปลูกเสร็จใช้ฟางห่มไว้ ประมาณ 3 ปี จะสูงเท่าตัวคน ปีที่ 4-5 ปี จะให้ผลผลิต ช่วงแรกกินไม่อร่อยเปลือกหนา เรียกว่าส้มสาว ประมาณ 7 ปี จะโตเต็มที่รสชาติถึงจะดี

เธอให้คำแนะนำในการบำรุงรักษาต้นว่า ช่วงเวลา 3-4 ปี ต้นส้มโอกำลังโต บำรุงด้วยการรดน้ำเดือนหนึ่ง 2 ครั้ง ถ้าเป็นหน้าแล้งๆ ไม่ต้องรดทุกวัน ใส่ปุ๋ยบำรุงต้น ช่วงระยะห่าง 8×8 เมตร จะปลูกกล้วยแซมตรงกลาง พอปีครึ่งกล้วยจะให้ผลผลิต เป็นร่มเงาให้ส้มโอได้ เป็นพี่เลี้ยงให้ ช่วงเล็กๆ ไม่ต้องให้ปุ๋ยอะไรมาก ให้แค่น้ำและปุ๋ยหมัก ขี้วัว ขี้ไก่ บำรุงต้น ช่วงนี้ยังไม่ให้ผลผลิตลูกก็ไม่ต้องดูแลมาก

พอเริ่มมีดอกออกติดผล จะใช้พวกน้ำหมักที่ทำเองฉีดพ่นฮอร์โมนไข่พ่น เพื่อให้ติดลูกติดดอก แล้วให้น้ำ ช่วงส้มโอติดลูกประมาณกำมือ จากนั้นให้ปุ๋ย NPK แบบอินทรีย์ ซึ่งหมักเอง อย่างเช่น ตัว N คือไนโตรเจน ถ้าจะหมักปุ๋ยสูตรไนโตรเจน จะนำพืชสดมาหมัก จะได้ปุ๋ยสูตร N แต่ถ้าอยากจะได้ตัว P ฟอสฟอรัส จะใช้พืชสดที่กำลังออกดอก ออกฝัก ออกผล พวกนี้จะสะสมอยู่ในตัว เช่น ฝักกระถินจะใช้กระถินช่วงออกดอกออกฝัก จะมีตัวฟอสฟอรัสเยอะ

หากอยากได้ตัว K คือ โพแทสเซียม เทียบเคียงกัน นำวัสดุดิบนั้นไปเผาก่อน พอเผาเป็นขี้เถ้าแล้วจะแปรสภาพเป็นตัว K ได้ เช่น แกลบดิบจะเป็นตัว P ถ้าเอาไปเผามีสีดำจะเป็นตัว K แต่ถ้าแกลบ+เมล็ดข้าว จะเป็นตัว N เพราะในเมล็ดข้าวมีแป้ง มีโปรตีน ซึ่งพืชชนิดเดียวยังให้ NPK ได้ รับรองไม่ได้ใช้เคมี แต่ใช้วิธีเทียบเคียงสูตร

เธอเล่าถึงช่องทางการตลาดของกลุ่มว่า สมาชิกได้นำผลผลิตไปวางขายในหลายจุด อย่างเช่นตลาดในพื้นที่ ตลาดในตัวเมืองของรัฐที่ตลาดประชารัฐเมืองกาญจน์ ขายวันพุธ ส่วนเสาร์-อาทิตย์ ขายที่ตลาดสุขใจ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งที่ผ่านมามีตลาดรองรับหลายแห่ง และยิ่งช่วงกระแสเกษตรอินทรีย์มาแรง มีตลาดวิ่งมาหากลุ่มมากขึ้น แต่ก็ผลิตได้ตามกำลังที่มี ไม่สามารถผลิตตามความต้องการของลูกค้าได้ทุกราย

นับเป็นเกษตรกรอีกกลุ่มที่มีความเข้มแข็งเพราะทำตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ที่ตลาดน้ำดอนหวาย มีของกิน ผัก ผลไม้ และสินค้าอื่นๆ วางขายอยู่เป็นจำนวนมาก มะละกอจาก “สวนนายปรุง” เป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่สร้างชื่อให้กับตลาดแห่งนี้

ปัจจุบัน คุณปรุง ป้อมเกิด files-store.com อยู่บ้านเลขที่ 45/3 หมู่ที่ 4 ตำบลลานตากฟ้า อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม คุณปรุง ปลูกมะละกอมานานกว่า 20 ปีแล้ว แรกเริ่มเดิมที แม่ค้าในตลาด มีมะละกอแขกดำรสชาติดี จึงนำผลให้คุณโสภา ภรรยานายปรุงเพื่อชิมเนื้อ แล้วก็ลองนำเมล็ดไปปลูก คุณปรุงและภรรยาชอบใจ จึงปลูกมะละกอที่แม่ค้าให้มา เมื่อมีผลผลิตเขาชิมดู ปรากฏว่าอร่อยมาก ผลผลิตที่ได้เจ้าของนำออกจำหน่าย แต่ขายได้เพียงกิโลกรัมละ 1 บาทเท่านั้น

คุณปรุงไม่ย่อท้อ พยายามปลูกรุ่นใหม่ เมื่อมีผลผลิตก็นำออกทดลองตลาดอีก ระยะหลังๆ ราคากระเตื้องขึ้น ทุกวันนี้ เท่าที่ทราบ คุณปรุงขายมะละกอจากสวนได้ราคาดีที่สุดในประเทศไทย คือกิโลกรัมละ 25-30 บาท มีบวกลบบ้างเล็กน้อย มะละกอที่ปลูกอยู่เป็นสายพันธุ์แขกดำ เจ้าของได้คัดพันธุ์ โดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เริ่มจากดูที่ผลมีความยาวพอประมาณ โคนผลเล็ก ตรงกลางใหญ่ ปลายเรียว แต่ไม่แหลมจนเกินไป ปลายควรทู่พอสมควร ผิวผลสวย ขนาด 1.5-2 กิโลกรัม ต่อผล นี่เป็นลักษณะภายนอก เมื่อผ่าผลสีเนื้อต้องแดง สำคัญที่สุดรสชาติต้องหวาน คุณปรุงคัดพันธุ์มานานกว่า 20 ปี สามารถบอกได้เลยว่า มะละกอสวนนี้เป็น “มะละกอแขกดำสายพันธุ์นายปรุง”

คุณปรุง ปลูกมะละกออยู่ริมถนนสายพุทธมณฑล-นครชัยศรี คนทั่วไปรู้จักกันดี ซึ่งเป็นละที่กับบ้านัพักอาศัย

นอกจากคุณปรุงแล้ว ปัจจุบันทายาทของเขา คุณสมจินต์ ป้อมเกิด ได้มาช่วยพ่อปลูกมะละกอ ขณะเดียวกันก็ขยายพื้นที่ออกไปไม่น้อย คุณสมจินต์ เล่าให้ฟังว่า ตนเองช่วยพ่อปลูกมะละกอตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเรียนจบก็ไปทำงานเปลี่ยนบรรยากาศอยู่ที่นวนครพักหนึ่ง เมื่อแต่งงาน จึงกลับมาหาพ่อ พร้อมลงมือปลูกมะละกออย่างจริงจัง ซึ่งรายได้นั้น ปลูกมะละกอดีกว่ามาก

คุณสมจินต์ เล่าถึงการปลูกมะละกอว่า เมื่อได้เมล็ดจากผลสุก นำมาล้างน้ำเอาเมือกที่หุ้มเมล็ดออก ผึ่งลมในสภาพห้อง 2-3 คืน แล้วคลุกยากันรา จึงห่อด้วยผ้าที่ชุบน้ำ เป็นเวลา 4 คืน ทุกวันนี้ทางสวนเพาะในถาดที่มี 60 หลุม หยอดเมล็ดลงหลุมละ 2 เมล็ด ตั้งแต่เพาะเมล็ดจนปลูกได้ใช้เวลาราวเดือนครึ่ง

ราคาเมล็ดพันธุ์ที่เจ้าของจำหน่ายอยู่ เมล็ดละ 1 บาท ต้นที่เพาะในถาด 5 บาท หากแยกลงถุงดำต้นละ 10 บาท