นอกจากนี้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและป้องกันปัญหาสินค้าล้นตลาด

ภายใต้ยุทธศาสตร์ผลไม้ครบวงจร กรมการค้าภายในได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการรับซื้อผลไม้ ฤดูการผลิตปี 2561 กับห้างค้าปลีกชั้นนำ ได้แก่ Tops Market /The Mall/ Big C /Tesco Lotus /Makro และตลาดไท มีปริมาณซื้อขาย 330,000 ตัน มูลค่ารวม 20,000 ล้านบาท อีกทั้งยังทำข้อตกลงความร่วมมือกับบริษัท อาลีบาบา กรุ๊ป เพื่อส่งเสริมสินค้าเกษตรและนวัตกรรมเกษตรไทย เจาะตลาดจีน แบบส่งตรงถึงมือผู้บริโภค (B2C) ผ่านเว็บไซต์พรีเมียม Tmall.com ที่มีกลุ่มลูกค้ากว่า 650 ล้านคน โดยสินค้าผลไม้จะเปิดเป็นแคมเปญตามฤดูกาล และใช้ช่องทาง super market ของ Tmall กว่า 2,000 แห่งทั่วสาธารณรัฐประชาชนจีนในการโปรโมต

นายฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับการเปิดโครงการนำร่องจำหน่ายทุเรียนหมอนทองล่วงหน้า (Pre-Order) มีคำสั่งซื้อล่วงหน้ากว่า 70,000 คำสั่งซื้อ ปริมาณ 130,000 ลูก หรือ 350 ตัน (ราคาขายเฉลี่ย 200 บาท/กก.) คิดเป็นเงิน 70 ล้านบาท และจะขยายผลไปยังผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น ลำไย

“ชาติศิริ” ชี้อาเซียนแกร่งฝ่าสมรภูมิการค้าโลกได้ จีดีพียังโตดี เลขาฯอาเซียนเผยอีก 5 ปีผงาดขึ้นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลก ผลพวงมุ่งดิจิทัลช่วยขับเคลื่อน เตรียมแผนพัฒนาทุนมนุษย์ ตั้งมหาวิทยาลัยไซเบอร์ข้ามพรมแดน ย้ำ “อีอีซี” ของไทยสร้างอุตสาหกรรมอนาคตดันมูลค่าเพิ่ม

นายดะโต๊ะ ปาดูกา ลิม จ๊อก ฮอย เลขาธิการอาเซียน เปิดเผยในงานสัมมนาประจำปี AEC Business Forum 2018 หัวข้อ “Rising City, Rising Business” ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ จัดโดยธนาคารกรุงเทพ ว่า อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) อาเซียนในปี 2560 อยู่ที่ประมาณ 2.77 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตประมาณ 5.3% หากในอีก 5 ปีอาเซียนยังขยายตัวในระดับนี้ อาเซียนจะมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลกภายในกลางศตวรรษนี้

ปัจจัยสำคัญหนึ่งคือเศรษฐกิจดิจิทัลช่วยขับเคลื่อนการเติบโต โดยขณะนี้ข้อตกลงอาเซียนเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซอยู่ระหว่างการเจรจา ถ้าแล้วเสร็จจะอำนวยสะดวกให้ธุรกิจและการค้าของอาเซียนได้ดี “ทรัพย์สินทางปัญญามีส่วนสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยอาเซียนมีการปรับปรุงเรื่องการยื่นขอสิทธิบัตร รวมทั้งจะมีการพัฒนาทุนมนุษย์ มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยไซเบอร์เพื่อสร้างการศึกษาข้ามพรมแดน และที่ขาดไม่ได้คือ การป้องกันภัยและความมั่นคงทางไซเบอร์ ซึ่งอาเซียนอยู่ระหว่างการพัฒนาอาเซียนไซเบอร์เซ็นเตอร์ด้วย” นายดะโต๊ะ ปาดูกา กล่าว

นายดะโต๊ะ ปาดูกา กล่าวว่า เศรษฐกิจดิจิทัลต้องได้รับการสนับสนุนจากนโยบายระดับประเทศ ซึ่งประเทศต่างๆ มีการปรับตัวและเดินหน้ามากขึ้น เช่น อินโดนีเซียมีการพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0 มาเลเซียมีการพัฒนาเขตการค้าดิจิทัล ขณะที่ไทยพัฒนาโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น นอกจากนี้อาเซียนกำลังพัฒนาแนวทางการให้บริการการเงินดิจิทัลและระบบการชำระเงินร่วมกัน โดยมี 4 ประเทศที่มีศูนย์ทดสอบนวัตกรรมทางการเงิน (เรกูราทอรี่แซนบ็อกซ์) แล้ว

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะมีความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวของประเทศเศรษฐกิจหลัก รวมทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นในตลาดเกิดใหม่อื่นๆ แต่อาเซียนยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว คาดว่าภายใน 10 ปี จีดีพีของอาเซียนจะขยายตัวถึง 4.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังเชื่อมต่อกับจีนและอินเดียซึ่งเป็นตลาดใหญ่อันดับ 1 ของโลกและเป็นอันดับสองของโลก จึงมีความสนใจเข้ามาลงทุนในอาเซียนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีอาเซียนมีเขตเศรษฐกิจพิเศษกว่า 1,600 เขต หนึ่งในนั้นคือ อีอีซี ซึ่งจะเป็นประตูสู่ภูมิภาคและดึงดูดการลงทุนมูลค่าสูงเข้ามาในภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลดีต่อซัพพลายเชนต่างๆ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคืออาเซียนกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในงานจัดการประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ (World Tapioca Conference 2018) ในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ ที่ไทยเป็นเจ้าภาพจะมีการหารือระหว่างไทยกับกัมพูชา ลาว เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศผู้ค้ามันสำปะหลังรายใหญ่ของโลกและมีส่วนแบ่งในตลาดโลกรวมกว่า 80% เพื่อร่วมมือในการรักษาเสถียรภาพและพยุงราคามันโลก ป้องกันปัญหาการตัดราคากันเองและถูกกดราคาจากประเทศนำเข้า พร้อมกับหารือจีน ซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลกที่มีส่วนแบ่งนำเข้า 70-80% ของปริมาณผลผลิตมันสดจากประเทศผู้ส่งออก 278 ล้านตัน และมีส่งออกทั่วโลก 43.7 ล้านตัน ในปี 2560

นายอดุลย์ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มราคามันโลกยังสูงต่อเนื่อง จากความต้องการในตลาดโลกมีต่อเนื่อง ทำให้ราคาส่งออกมันเส้นอยู่ที่ตันละ 252 เหรียญสหรัฐ เพิ่มจาก 170 เหรียญสหรัฐ ในปี 2560 และ แป้งมันตันละ ราคา 540 เหรียญสหรัฐ จาก 360 เหรียญสหรัฐ จึงทำให้การส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังของไทย 4 เดือนแรกปีนี้ ที่มีปริมาณ 3.6 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน 8% แต่มูลค่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 26% มีรายได้ 1,178 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนราคามันสดในประเทศอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 2.95-3.20 บาท หรือเพิ่มขึ้น 85% โดยปี 2561 ตั้งเป้าส่งออกปริมาณ 10.6 ล้านตัน มูลค่า 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท และมีผลผลิตหัวมันสดออกสู่ตลาด 28-30 ล้านตัน ซึ่งแผนงานในปีงบประมาณ 2562 จะผลักดันส่งออกไปตลาดใหม่จากเดิมตลาดหลักกว่า 80% คือ จีน และร่วมมมือกับพื้นที่เพาะปลูกวางแผนระบายสินค้าล่วงหน้า

นายอดุลย์ กล่าวว่า สำหรับการประชุมมันสำปะหลังนานาชาติ ครั้งที่ 5 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 มิถุนายนนี้ ที่โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ภายใต้แนวคิด “คุณเห็น “มัน” หรือเปล่า?” มหัศจรรย์มันสำปะหลังเปลี่ยนโลก หรือ Can You See The MAGIC? TAPIOCA : THE MAGIC PLANT FOR A SUSTAINABLE FUTURE เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในด้านคุณภาพและมาตรฐานระดับโลก และแสดงศักยภาพในการเป็นผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก ซึ่งกรมได้เชิญผู้ซื้อ ผู้ใช้ ผู้นำเข้า ผู้เชี่ยวชาญ ในอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง เกษตรกร และผู้บริหารหน่วยงานรัฐบาลจากประเทศจีน อาเซียน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินเดีย ไต้หวัน สหภาพยุโรป (อียู) ตั้งเป้าผู้เข้าชม 1,000-1,500 คน ซึ่งกิจกรรมจัดประชุมเพื่อระดมความเห็นเกี่ยวกับทิศทาง การผลิตและการค้าโชว์เทคโนโลยีและนวัตกรรมการเพาะปลูกเพื่อนำมาใช้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง รวมถึงโอกาสการ ส่งออกของโลก

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต รายงานถึงการสำรวจตลาดกระเทียมดำในเยอรมนี ว่า แนวโน้มเติบโตมาก ร้านจำหน่ายกระเทียมดำและผลิตภัณฑ์ที่ใช้กระเทียมดำเป็นส่วนประกอบเพิ่มรวดเร็ว ผลจากการเผยแพร่งานวิจัยของแพทย์ทางอายุรกรรม มหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก ระบุว่ากระเทียมดำอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ วิตามินซี ซีลีเนียม และโพแทสเซียม มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติดีกว่ากระเทียมสด ช่วยลดไขมันในเลือด ลดความดันเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา รักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ต่อต้านโรคภูมิแพ้ ลดปริมาณคอเลสเตอรอล และความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เป็นต้น จึงเป็นโอกาสดีของผู้ส่งออกไทย ควรเน้นกระเทียมดำที่เป็นออร์แกนิคเพื่อสร้างจุดขายและเพิ่มมูลค่าสินค้า

สำหรับโอกาสในการส่งออกของไทย ถ้าให้ดีควรเน้นกระเทียมดำที่เป็นออร์แกนิค เพื่อสร้างจุดขายและเพิ่มมูลค่าสินค้า เพราะตอนนี้ชาวเยอรมันและกลุ่มผู้ที่อาศัยอยู่ในเยอรมนีเป็นจำนวนมาก เช่น ชาวเกาหลี ญี่ปุ่น และจีน หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น และหาซื้อสินค้าที่ปลอดสารพิษปลอดสารเคมีมากขึ้น

หนังสือ “The Art of the deal” เป็นผลงานเขียนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ว่าด้วย หลักการ “กรรโชก ข่มขู่ คุกคาม จนถึงยึดทรัพย์ลูกหนี้” เพื่อให้เจ้าหนี้หรือผู้ที่เหนือกว่าสามารถบรรลุ เป้าหมายที่ต้องการ วันนี้ทรัมป์กำลังใช้หลักการนี้กับประเทศต่างๆ รวมถึงไทย เพื่อให้บรรลุนโยบาย “อเมริกันเฟิร์ส” ที่ตนเองตั้งไว้ โดยเฉพาะเป้าหมายการเปิดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ ด้วยวิธีกรรโชก ข่มขู่ และคุกคาม ผ่านหลากหลายช่องทาง

นับตั้งแต่การกดดันผ่านสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) โดยสภาผู้ผลิตสุกรแห่งชาติ (NPPC) ของสหรัฐ ยื่นคำร้องถึง USTR ให้ตรวจสอบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) ของประเทศไทย โดยอ้างว่าไทยไม่เปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐอย่างเป็นธรรม นำไปสู่การลงลายมือชื่อของ 44 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกา ในจดหมายร้องเรียนที่ส่งถึง นายวีระชัย พลาศัย เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา เพื่อเรียกร้องให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดในการนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐ แลกกับสิทธิพิเศษ GSP กับสินค้าอื่นๆ ของไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐ จนถึงการไม่ยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมรายประเทศให้กับไทยตามที่ไทยร้องขอ เพื่อกดดันอีกทาง

กระทั่งล่าสุดสหรัฐเดินเกมส์อีกครั้งผ่าน USTR ที่จะเดินทางเยือนไทยในเดือนกรกฏาคมนี้ เพื่อจี้ไทยให้เปิดนำเข้าหมูสหรัฐ พร้อมข่มขู่จะตัด GSP ของไทยหากไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้

ความพยายามทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่าสหรัฐสามารถทำทุกอย่างได้เพียงเพื่อประโยชน์ของประเทศตน และสมาคมผู้เลี้ยงหมูสหรัฐก็คิดถึงแต่ข้อได้เปรียบของตัวเอง โดยมองข้ามความล่มสลายของอุตสาหกรรมหมูในประเทศเป้าหมาย ขณะที่ตัวเองนั้นเหนือกว่าทุกทาง โดยเฉพาะต้นทุนการเลี้ยงหมูของสหรัฐที่ต่ำเพียง 32 บาทต่อกิโลกรัม เพราะสหรัฐเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์รายใหญ่ของโลกทั้งถั่วเหลืองและข้าวสาลี ที่สำคัญการเลี้ยงหมูของสหรัฐนั้นอนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดง-แรคโตพามีน (Ractopamine) ได้อย่างเสรี สารตัวนี้คือ “อาวุธสำคัญ” ที่ทำให้ต้นทุนการเลี้ยงหมูของสหรัฐชนะขาดทุกประเทศ เพราะสารนี้จะทำให้หมูมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยที่กินอาหารน้อยลง หมูที่ใช้สารนี้จะโตเร็วขึ้น 4 วัน โดยใช้อาหารน้อยลงเกือบ 20 กิโลกรัม

ขณะที่การเลี้ยงหมูของไทยห้ามไม่ให้มีการใช้สารเร่งเนื้อแดงอย่างเด็ดขาด โดยออกกฎหมายควบคุมมานานกว่า 16 ปี ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2545 และประกาศกระทรวง สาธารณสุข พ.ศ. 2546 ล่าสุดกรมปศุสัตว์ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาการใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสัตว์ เพื่อปราบปรามการลักลอบใช้สารอันตรายให้หมดไปจากประเทศไทย

ที่สำคัญสหรัฐคงหลงลืมไปแล้วว่าไทยช่วยเศรษฐกิจประเทศเขาอยู่มากโข โดยในปี 2560 ที่ผ่านมาไทย นำเข้าสินค้าจากสหรัฐมีมูลค่ามากถึง 473,917 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึง 10.89% ในจำนวน นี้คือการนำเข้ากากถั่วเหลืองและข้าวสาลีมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์และกลายมาเป็นต้นทุนในการเลี้ยงสัตว์

เมื่อต้นทุนการผลิตกว่า 70% มาจากอาหารสัตว์ และการเลี้ยงหมูของไทยไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดงเป็นทางลัดเหมือนสหรัฐ จึงไม่น่าแปลกใจที่การผลิตหมูของไทยจะมีต้นทุนพุ่งไปถึง 64 บาท ต่อกิโลกรัม ตามตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงกว่าสหรัฐ ถึงกว่า 1 เท่าตัว

เมื่อดูในประเด็นที่ไทยนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากสหรัฐมาใช้ จะเห็นได้ชัดเจนว่าที่ผ่านมาสหรัฐได้ประโยชน์จากไทยมาตลอด จากการที่ไทยเป็นลูกค้าของสหรัฐมากว่ากึ่งศตวรรษ แต่สหรัฐกลับคิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว ด้วยอยากผลักดันเศษชิ้นส่วนที่เป็นขยะเหลือที่คนอเมริกันไม่กิน ทั้งหัว ขา เครื่องในหมู มาทิ้งในบ้านเราหวังโกยเงินเข้าประเทศ

นายปรีชา กิจถาวร นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ ย้ำเรื่องนี้ว่าเกษตรกรเลี้ยงหมูไม่มีทางยอมให้หมูสหรัฐมาย่ำยีอย่างเด็ดขาด เพราะหากหมูมะกันเข้ามาดั๊มพ์ตลาดไทยได้ก็เท่ากับ “หายนะ” ที่จะเกิดขึ้นไม่เฉพาะกับคนเลี้ยงหมูเท่านั้น แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ “คนไทยทั้งประเทศ” ที่ต้องเสี่ยงกับอันตรายจากสารเร่งเนื้อแดงที่แฝงมาด้วย หากมีเนื้อหมูส่งเข้ามาจริงแล้วถูกนำมาขายปะปนกับหมูไทยในตลาดสดทั่วไป ซึ่งผู้บริโภคไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเนื้อหมูชื้นส่วนไหนที่เป็นของสหรัฐ ส่วนไหนเป็นหมูไทย นั่นเท่ากับความเสี่ยงแบบ 100% ที่คนไทยไม่มีสิทธิ์หลีกเลี่ยง

“เกษตรกรผู้ผลิตไทยอยากให้สหรัฐเห็นใจกันบ้าง เมื่อเกษตรกรไทยช่วยเศรษฐกิจสหรัฐแล้ว สหรัฐเองก็ไม่ควรรังแกเกษตรกรไทยด้วยการบีบบังคับให้ต้องนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐมาดั๊มพ์ตลาดทำลายหมูไทยอีก โดยที่ศักยภาพในการแข่งขันนั้นมัน “คนละชั้น” ด้วยต้นทุนที่ถูกกว่าไทยถึงครึ่งหนึ่งเช่นนี้ ขอให้รัฐบาลไทยโดยเฉพาะผู้เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รับฟังความทุกข์ร้อนของเกษตรกรและคำนึงถึงชีวิตคนไทยเป็นอันดับแรก อย่ายอมให้หมูสหรัฐเข้ามาทำร้ายคนไทยได้” ปรีชา กล่าว

ยิ่งไปกว่านั้นต้องไม่ลืมว่าเกษตรกรไทยเมื่อเทียบกับเกษตรกรสหรัฐแล้ว เรายังเป็นรองเขาอยู่มาก โดยเฉพาะในแง่ของสถานะทางเศรษฐกิจ พูดง่ายๆ คือ “เกษตรกรเรายังยากจนกว่าเขามาก” วันนี้ที่รัฐบาลไทยพยายามช่วยเหลือให้ประชาชนไทยก้าวผ่านคำว่า “ยากจน” แต่ขนาดเกษตรกรที่เป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ รัฐบาลยังไม่คิดจะช่วยเหลือ แถมยังมีท่าทีว่าจะ “อ่อนข้อ” ให้เขาเสียอีก อย่างนี้แล้วจะช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศได้อย่างไร

คำร้องขอสุดท้ายที่ผู้เลี้ยงหมูฝากไว้คือ “ขอให้รัฐบาลทบทวนให้ดี” ว่าจะยอมให้หมูสหรัฐเข้ามาทำลายหมูไทยและสุขภาพคนไทยจริงหรือ? รัฐบาลจะทนมองเห็นความล่มสลายของอุตสาหกรรมหมูและซัพพลายที่เกี่ยวข้องทั้งระบบที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจชาติปีละกว่า 373,000 ล้านบาทได้หรือ? และจะทนเห็นเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อย รายกลาง และรายใหญ่ ทั้ง 195,000 ราย ต้องล้มหายตายจาก และทนเห็นผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ไปถึงเกษตรกรผู้ปลูกพืชทั้งส่วนของรำ ข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภาคอาหารสัตว์ และเวชภัณฑ์สัตว์ไทย รวมกันกว่า 2 แสนราย ต้องเจ๊งไปตามๆ กันจริงหรือ? หรือต้องรอให้เห็นม็อบคนเลี้ยงหมูกว่าพันคนขนหัวหมูไปประท้วงหน้าทำเนียบรัฐบาลเหมือนเมื่อปี 2556 อีกครั้ง รัฐบาลถึงจะหันมามองเห็นปัญหาว่าลุกลามใหญ่โตจนเกินแก้แล้ว

นพ.สุวิช ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) ที่ 12 จ.สงขลา กล่าวว่า โรคมือ เท้า ปาก พบบ่อยในทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีผู้ป่วยตลอดทั้งปี แต่ช่วงที่พบมีผู้ป่วยด้วยโรคมือ เท้า ปาก มากที่สุดคือ ช่วงฤดูฝน ทำให้ประชาชนทางภาคใต้มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคนี้มากกว่าภาคอื่นๆ เนื่องจากมีฤดูฝนยาวนาน ทั้งนี้ ตั้งแต่ วันที่ 1 มกราคม-18 มิถุนายน 2561 พบผู้ป่วย โรคมือ เท้า ปาก ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง 691 ราย จังหวัดที่มีผู้ป่วยสูงสุดคือ จ.สงขลา 194 ราย รองลงมา จ.นราธิวาส 122 ราย จ.พัทลุง 97 ราย จ.สตูล 95 ราย จ.ตรัง 68 ราย จ.ยะลา 59 ราย และ จ.ปัตตานี 56 ราย ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต

“โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากการได้รับเชื้อไวรัสเข้าไปทางปากโดยตรง จากการติดมากับมือหรือของเล่นที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก น้ำจากตุ่มพองและแผลหรืออุจจาระของผู้ป่วย อาการเริ่มด้วยไข้ อ่อนเพลีย เจ็บปากและเบื่ออาหาร จากนั้นมีแผลอักเสบที่ลิ้น เหงือก และกระพุ้งแก้ม เกิดผื่นแดง การป้องกัน ด้วยการล้างมือด้วยน้ำและสบู่หรือใช้เจลล้างมือทุกครั้งก่อน-หลัง รับประทานอาหารและหลังขับถ่าย การเล่นของเล่น” นพ. สุวิช กล่าว

บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ได้จัดการประกวดแข่งขันทำอาหารจากขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ ในโครงการ Farmhouse Cooking Contest “เมนูดี ชีวิตปัง” รอบคัดเลือก ซึ่งจัดขึ้นที่ มติชน อคาเดมี เพื่อเฟ้นหา 10 ทีมสุดท้าย ที่จะได้เข้าไปแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ไบเทค บางนา

ซึ่งการแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และบุคคลทั่วไปที่มีความคิดสร้างสรรค์ ต้องการหาประสบการณ์บนเวทีการแข่งขัน เพื่อสร้างความแตกต่างและต้องการหาเงินทุน โดยมีเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท โดยรูปแบบการแข่งขันเป็นทีม ทีมละไม่เกิน 2 คน ทำเมนูอาหารจานพิเศษโดยใช้ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ชนิดแผ่นแบบใดก็ได้ เป็นวัตถุดิบหลักในการทำอาหาร ประเภทใดก็ได้ทั้งคาวและหวาน 1 เมนู

สำหรับบรรยากาศการแข่งขันรอบคัดเลือกในวันนี้เป็นไปอย่างเข้มข้น ทันทีที่พิธีกรประกาศเริ่มจับเวลา ผู้เข้าแข่งขันเกือบ 30 ทีม ใช้เวลาในการรังสรรค์เมนูอาหารที่มีขนมปังฟาร์มเฮ้าส์เป็นส่วนประกอบกันอย่างเต็มที่ โดยใช้เวลา 45 นาที ของการแข่งขัน หลังจากนั้น ให้กรรมการทั้ง 3 คน ได้แก่ เชฟจารึก ศรีอรุณ, เชฟสุรศักดิ์ คงสวัสดิ์ หรือ เชฟน้อย และกรรมการจาก บริษัท เพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด (มหาชน) ชิมเพื่อลงคะแนน

ซึ่งในวันนี้เป็นการแข่งขันในรอบคัดเลือก เพื่อหาผู้เข้ารอบ 10 ทีม มีดังนี้ ทีม TWIN ชื่อเมนู Morning Obento กิ๋นข้าวบ๋อ เป็นอาหารเช้าสำหรับเด็ก ซึ่งมื้อเช้าเป็นสิ่งสำคัญ ใช้ผัก 5 สี เพื่อดึงดูดให้เด็กอยากทาน ใช้ผลิตภัณฑ์ของฟาร์มเฮ้าส์ทั้งแผ่นโดยไม่เหลือทิ้ง

ทีม S&N Home Baking ชื่อเมนู Bread Chesses Cake with Caramel Toast เป็นเจแปนนิสชีสเค้ก นำขนมปังมาบดผสมกับไข่ ผสมชีสเค้กลงไป ส่วนคาราเมลนั้นเป็นความชอบส่วนตัวของเจ้าของเมนู

ทีม มาดาม “ชิน” นามอน ชื่อเมนู พิซซ่าสารพัดหน้า ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ เพราะคนไทยชอบขนมปังหน้าหมู ทานอร่อย แต่ทีมนี้นำขนมปังหน้าหมูมาอบเพื่อตัดเรื่องทอด จัดแบบพิซซ่า ทานกับอาจาด นอกจากนี้ ยังนำผลไม้ไทยมาเป็นวัตถุดิบ คือ ทุเรียน

ทีม สวนดุสิต ชื่อเมนู ฟาร์มเฮ้าส์คัพผักโขมซีฟู้ดคัสตาร์ดต้มยำ ไส้ข้างในผัดกับผักโขม มีกุ้งและปลาหมึก ปรุงรสด้วยพริกไทย ใช้ขนมปังโฮลวีต เกล็ดขนมปังของฟาร์มเฮ้าส์

ทีม Duo ชื่อเมนู On The Roll ใช้ขนมปังโฮลวีตของฟาร์มเฮ้าส์มาทำเป็นโรล ใส่ไส้ผลไม้รวม ทั้งผลไม้สดและแห้ง โรยด้วยอบเชย ทานคู่กับซอสสตรอเบอรี่ ทีม ขวัญฤทัย เมนู โรลร้อนไส้กุ้งมายองเนสรสต้มข่า ใช้ขนมปังโฮลวีตมาทำเป็นโรล ข้างในเป็นไส้กุ้ง ราดด้วยซอสต้มข่า

ทีม ที่บ้านพลอย ชื่อเมนู โอ้โห้นี่หรือปังซ่า เป็นเมนูทานง่าย สามารถนำไปต่อยอดได้ ที่สำคัญทานง่าย ใช้ขนมปังโฮลวีตมาจับจีบดังรูป ทีม Dream Team ชื่อเมนู เมล่อนปังล้าน เป็นเมนูของหวานสอดไส้ขนมหัวล้านแต่เปลี่ยนเป็นแป้งไดฟุกุ ใส่มะพร้าวทึนทึก เป็นเมนูที่ผสมทั้งความเป็นไทยและญี่ปุ่นไว้ในตัว

ทีม ครัว-บาง-กอก-ใหญ่ ชื่อเมนู ปังปั๊บมันม่วง ใช้วัตถุดิบหลักเป็นมันม่วงจากโครงการหลวง ด้วยคอนเซ็ปต์สแน็กสำหรับวัยรุ่น มีแรงบันดาลใจจากกะหรี่ปั๊บ

และทีมที่ 10.ทีม Flower Renger กับเมนู กุ้งโสร่งสะเต๊ะปังโฮลวีต อิงกระแสละครออเจ้า น้ำสะเต๊ะจากอินโดนีเซีย เป็นอาหารผสมระหว่างไทยโบราณกับอินโดฯ นำขนมปังโฮลวีตมาทำเป็นริ้วพันกุ้งแทนเส้นหมี่ของเมนูหมูโสร่ง

สำหรับทีมที่ผ่านเข้ารอบจะร่วมแข่งขันเพื่อตัดสินหาผู้ชนะเลิศอีกครั้ง ในวันอาทิตย์ที่ 1 กรกฎาคม 2561 ที่ไบเทค บางนา เวลา 13.00-16.00 น. ในงาน “สหกรุ๊ปแฟร์” ครั้งที่ 22