นอกจากนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้สนับสนุน

งบประมาณให้จังหวัดบึงกาฬใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน เช่น “บ้านนาคำแคน” ทางผ่านเข้าสู่วัดเจติยาศรีวิหาร (วัดภูทอก) สำนักงานท่องเที่ยวจังหวัดได้แนะนำให้ชาวบ้านหันมาพัฒนาสมุนไพร “ลูกประคบ” สินค้าเด่นของชุมชน เป็นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการ ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (สปา)

“หนองเลิง” ในเขตพื้นที่อำเภอพรเจริญ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่โดดเด่นในเรื่อง “ทะเลบัวแดง” บานสะพรั่งอยู่เต็มเนื้อที่ 500 ไร่ ที่ผ่านมาชาวบ้านสันติสุขซึ่งอยู่ติดกับหนองเลิง จะนำสินค้าในชุมชนออกมาวางขายให้นักท่องเที่ยว ในช่วงฤดูการท่องเที่ยวชมบัวแดงเท่านั้น ขณะนี้ทางจังหวัดได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปช่วยพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนดังกล่าวตลอดทั้งปี เช่น จัดกิจกรรมล่องแพชมทิวทัศน์ตามลำน้ำ เป็นต้น

ในระยะยาว จังหวัดบึงกาฬวางเป้าหมายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืนควบคู่กับการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และส่งเสริมการค้าชายแดนระหว่างจังหวัดบึงกาฬ กับ 3 ประเทศ (ไทย-สปป.ลาว-เวียดนาม) รวมทั้งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่าง บึงกาฬ กับ 9 จังหวัด (หนองคาย-สกลนคร-นครพนม-เมืองวินห์-เมืองฮาติงของเวียดนาม-คำม่วน-เชียงขวาน-แขวงบอลิคำไซ ของ สปป.ลาว)

ยุทธศาสตร์ “การเกษตรก้าวหน้า”

ในอดีต เกษตรกรจังหวัดบึงกาฬปลูกผลไม้เป็นรายได้เสริม แต่ผลกระทบจากวิกฤตราคายางตกต่ำในช่วง 2 ปีหลัง เกษตรกรบางรายได้ตัดโค่นต้นยางมาปลูกไม้ผลเป็นรายได้หลักเพิ่มมากขึ้น เช่น การขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนในพื้นที่บึงโขงหลง เกษตรกรปลูกทุเรียน 8 ไร่ ก็ได้ผลผลิตคุณภาพดี สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรในพื้นที่ข้างเคียงหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน จังหวัดบึงกาฬสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกไม้ผลเป็นพืชทางเลือก เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้เกษตรกรปลูกไม้ผลแซมในสวนยางพารา

ผลไม้ของจังหวัดบึงกาฬมีคุณภาพดี รสชาติเยี่ยม เช่น “มังคุด” ปลูกแพร่หลายในพื้นที่อำเภอบึงโขงหลง และอำเภอปากคาด “เงาะ” ก็ปลูกมากในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ เงาะบึงกาฬมีรสชาติหวาน กรอบ เนื้อแห้ง รสชาติอร่อยกว่าเงาะโรงเรียนจากสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2560 อุตรดิตถ์ ลำปาง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกสับปะรดชื่อดังของประเทศ เจอปัญหาขายผลผลิตได้ราคาถูก แต่ “สับปะรด” ของอำเภอชัยพร มีรสชาติอร่อยและไม่เจอปัญหาราคาตก เพราะเป็นผลไม้ที่มีคุณภาพดี ขายได้ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท

นอกจากนี้ เกษตรกรยังนิยมปลูกลองกอง กล้วยหอมทอง ในพื้นที่เขตอำเภอเมืองบึงกาฬ และอำเภอปากคาด “สะละ” เป็นไม้ผลตัวใหม่ที่เริ่มปลูกในจังหวัดบึงกาฬ สะละที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬมีรสชาติอร่อยกว่าสะละที่มาจากท้องถิ่นอื่น เนื่องจากจังหวัดบึงกาฬได้เปรียบในเรื่องสภาพภูมิศาสตร์ ดินดี น้ำดี สามารถปลูกผลไม้ได้นานาชนิด ในระยะยาวคาดว่า “ผลไม้” จะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดและเป็นที่รู้จักของผู้บริโภคในฐานะ “บึงกาฬ…เมืองผลไม้คุณภาพดีนานาชนิด มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี”

“ปาล์มน้ำมัน” เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามอง เพราะเนื้อที่ปลูกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างเนื่องถึง 5 หมื่นไร่แล้ว เนื่องจากจังหวัดบึงกาฬเป็นแหล่งพื้นที่ชุ่มน้ำ มีปริมาณน้ำฝนตกโดยเฉลี่ย 2,500 มิลลิเมตร/ปี ซึ่งเป็นปริมาณฝนที่สูงมาก ใกล้เคียงกับปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ภาคใต้ ที่เรียกว่า “ฝน 8 แดด 4” เพราะฉะนั้นจังหวัดบึงกาฬปลูกปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจได้อย่างสบายๆ พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คาดว่าปาล์มน้ำมันจะเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ที่สำคัญของจังหวัดบึงกาฬในอนาคต

ยุทธศาสตร์ “การเกษตรก้าวหน้า” ของจังหวัดบึงกาฬ นอกจากส่งเสริมการปลูกไม้ผลเพื่อเป็นพืชทางเลือกใหม่ของเกษตรกรแล้ว ยังมุ่งพัฒนาจังหวัดบึงกาฬให้เป็น “กรีนซิตี้” หรือ “เมืองเกษตรสีเขียว” เป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งผลิตสินค้าอาหารปลอดภัย และเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงนิเวศ ใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมปลูกพืชผักอินทรีย์ในลักษณะเกษตรแปลงใหญ่ ลดการใช้สารเคมีในการเพาะปลูก ปัจจุบัน นโยบายกรีนซิตี้ของจังหวัดบึงกาฬ กลายเป็นจุดขายดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสูงวัยชาวญี่ปุ่น มาพักผ่อนท่องเที่ยวในจังหวัดบึงกาฬได้นานนับเดือน

งานวันยางพาราเเละกาชาดบึงกาฬ 2561

การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬ 2560 นับว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจของทุกฝ่าย เพราะเชื่อมโยงธุรกิจการค้ายางพาราของไทยสู่ตลาดสากลมากขึ้น โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ (อบจ.บึงกาฬ) เป็นตัวแทนชาวสวนยางเซ็นสัญญาความร่วมมือ (MOU) เชื่อมสัมพันธ์การค้าและการลงทุนกับอินเดีย

ส่วนการจัดงานยางพาราบึงกาฬ 2561 คาดว่า อบจ.บึงกาฬ จะมีโอกาสเซ็นสัญญาความร่วมมือกับพันธมิตรอีกหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะช่วยขยายฐานลูกค้าส่งออกผลิตภัณฑ์หมอนยางและที่นอนยางพาราของชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬจำกัดเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกัน คาดหวังว่าการจัดงานปีนี้เป็นเวทีเชื่อมสัมพันธ์ทางการค้าในรูปแบบเมืองคู่มิตร ระหว่างจังหวัดบึงกาฬ กับเมืองชิงเต่าของจีน ให้ขยายตัวเพิ่มมากขึ้นในระยะยาว

การจัดงานวันยางพาราในปีนี้ ทางจังหวัดมุ่งนำเสนอนวัตกรรมใหม่สำหรับยางพารา ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ “ประเทศไทย 4.0” ของรัฐบาล โดยนำหมอนยางพารา ล้อรถยนต์ ฯลฯ มาจัดโชว์ในลักษณะกราฟแสดงการเติบโตของอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อให้เกษตรกรตระหนักถึงคุณค่าและโอกาสทางการตลาดของผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพารา

เป้าหมายการจัดงานวันยางพาราบึงกาฬในปีนี้ มุ่งตอกย้ำบทบาทสำคัญของจังหวัดบึงกาฬ ในฐานะศูนย์กลางการผลิต-การค้ายางพาราที่สำคัญของภาคอีสาน รวมทั้งเป็นเวทีกลางสำหรับการเจรจาการค้าระหว่างเกษตรกร พ่อค้า นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ ผู้เข้าชมงานจะได้เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ด้านยางพาราจากสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

แม้วันนี้ราคายางพาราจะอ่อนตัวลง แต่ตัวเลขพื้นที่ปลูกยางพาราโดยรวมของจังหวัดไม่ได้ลดลง การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬในปีนี้ ทางจังหวัดเตรียมจัดมุมนิทรรศการให้ความรู้เรื่องการปลูกไม้ผลเป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่แก่เกษตรกรชาวสวนยางด้วย เพื่อส่งเสริมการปลูกไม้ผลเป็นพืชทางเลือกใหม่ ช่วยเพิ่มรายได้และเสริมคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง เช่น ปลูกสับปะรดในสวนยาง ฯลฯ

ผมคาดหวังว่า การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬในปีนี้ จะเสริมสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับชาวจังหวัดบึงกาฬเพิ่มมากขึ้น เช่นเดียวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน จากแนวคิดศาสตร์พระราชาควบคู่กับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวธรรมชาติเชิงนิเวศ จะช่วยสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้กับจังหวัดบึงกาฬในอนาคต

เมื่อวันที่ 18 ม.ค. นายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เผยว่า เช้าวันนี้อากาศบนดอยอินทนนท์ ที่ยอดดอยวัดได้ 4 องศา ที่บริเวณกิ่วแม่ปานก็วัดได้ 4 องศา อากาศหนาวเย็น เกิดเหมยขาบเกาะตามดอกไม้และยอดหญ้าข้างทางบริเวณ ก.ม.42-44 และบริเวณหน้าหน่วยพิทักษ์ฯสวยมากมาก นักท่องเที่ยวได้สัมผัสเหมยขาบและบันทึกภาพกันตามจุดต่างๆทั่วบริเวณ วันนี้อากาศเปิดนักท่องเที่ยวได้ชมทะเลหมอกหมอก พระอาทิตย์ยามเช้า เหมยขาบ และเดินชมศึกษาธรรมชาติและ เที่ยวชมดอกซากุระเมืองไทย หรือดอกพญาเสือโคร่ง ที่กำลังเบ่งบานอย่างเต็มที่สวยงามอย่างมากในเขตอุทยานดอยอินทนนท์

ด้านนายวรพจน์ คุณาวิวัฒนางกูร เจ้าหน้าที่เวรพยากรณ์อากาศศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ได้รายงานมาว่า บริเวณความกดอากาศสูงกำลังอ่อนลงปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือมีอากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาบางพื้นที่

ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง ในการสัญจรผ่านบริเวณ ที่มีหมอกไว้ด้วย จังหวัดเชียงใหม่ อากาศค่อนข้างหนาวถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ 18 องศา อุณหภูมิสูงสุด 30 องศา สำหรับบริเวณเทือกเขาและยอดดอยอากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6-13 องศา ลมตะวันออกเฉียงเหลือ ความเร็ว 10-25 กิโลเมตร/ชั่วโมง

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้เชิญผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ ประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีที่กระทรวงเกษตรอินโดนีเซียได้ออกตารางการนำเข้าสินค้าพืชสวนปี 2561 กำหนดพืชสวนที่สามารถนำเข้าอินโดนีเซียได้ในเดือนต่างๆ จะต้องไม่ตรงกับฤดูกาลผลไม้ของอินโดนีเซีย ส่งผลให้อินโดนีเซียห้ามนำเข้าลำไยในเดือนก.ค.และส.ค. ซึ่งตรงกับช่วงที่ไทยมีผลผลิตลำไยออกมาก และอินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว

ซึ่งที่ประชุมฯ ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นถึงแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศจะเร่งหยิบยกข้อกังวลของไทยขึ้นหารือกับอินโดนีเซียในโอกาสต่างๆ เพื่อขอให้อินโดนีเซียพิจารณาทบทวนมาตรการเหล่านี้

ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมกันพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรไทยเพื่อรับมือปัญหาลำไยที่อาจล้นตลาดในช่วงเดือนที่อินโดนีเซียห้ามนำเข้าดังกล่าว ทั้งการประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยได้ทราบข้อมูลเพื่อเตรียมการปรับตัว สนับสนุนให้เกิดการแปรรูปลำไยในหลากหลายรูปแบบ จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นการบริโภคลำไยในประเทศ ส่งเสริมให้เกษตรกรนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาปรับปรุงคุณภาพและผลิตลำไยนอกฤดูกาล และเจรจาขยายตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพเพื่อระบายลำไยไทย เป็นต้น

ทั้งนี้ อินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกลำไยที่สำคัญของไทยรองจากจีน และอินโดนีเซียนำเข้าลำไยสดจากไทยเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี โดยในปี 2559 ไทยส่งออกลำไยไปอินโดนีเซียเป็นจำนวน 54.69 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 50.44 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับในช่วง 11 เดือนของปี 2560 (ม.ค.-พ.ย.) ไทยส่งออกลำไยไปอินโดนีเซียเป็นจำนวน 88.40 ล้านกิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 75.74 ล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับอินโดนีเซียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 6 ของไทยในโลก และอันดับที่ 3 ของไทยในกลุ่มอาเซียน รองจากมาเลเซีย และสิงคโปร์ ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (2555-2559) การค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณปีละ 16,781.4 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับในช่วง 11 เดือนของปี 2560 (ม.ค.-พ.ย.) การค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย มีมูลค่าการค้ารวม 14,930.51 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกสินค้าไปอินโดนีเซียมีมูลค่า 8,174.35 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าสินค้าจากอินโดนีเซียมีมูลค่า 6,756.16 ล้านเหรียญสหรัฐ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 มกราคม 2561) เวลา 13.30 น. บริเวณชายหาดปากเมง ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง หอการค้าจังหวัดตรัง ได้จัดแถลงข่าวการจัดงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทร 2018 โดยมีนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง เป็นประธานงานแถลงข่าว พร้อมด้วยนายพิชัย มะนะสุทธิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง นางพิชญ์สินี ทัศน์นิยม ผู้ช่วยผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตรัง นายศุภศักดิ์ ศรีหมาน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตรัง และนายณรงค์ คงเอียด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ร่วมแถลงข่าว

นายพิชัย มะนะสุทธิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า จังหวัดตรัง สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดตรัง องค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง เทศบาลนครตรัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หอการค้าจังหวัดตรัง ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน กำหนดจัดงาน “พิธีวิวาห์ใต้สมุทร 2018 : Trang Underwater Wedding Ceremony 2018” ระหว่างวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในระดับนานาชาติ และเผยแพร่พิธีแต่งงานตามประเพณีไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายไปทั่วโลก พิธีวิวาห์ใต้สมุทรเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลแห่งความรัก และได้ดำเนินการต่อเนื่องมาทุกปี โดยในปีนี้เป็นปีที่ 22

ซึ่งกิจกรรมของงานปีนี้ เริ่มต้นด้วยคู่บ่าวสาวเดินทางไปท่องเที่ยวสถานที่สำคัญในจังหวัดตรัง โดยใน อ.เมือง ได้แก่ บริเวณหอนาฬิกา น้ำพุพะยูน จวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง วัดกะพังสุรินทร์ และวัดตันตยาภิรม อ.กันตัง ได้แก่ สถานีรถไฟกันตัง และพิพิธภัณฑ์บ้านพระยารัษฎาฯ อ.สิเกา ได้แก่ ลานพะยูน และบริเวณชายหาดที่สวยงาม ขณะที่ อ.ห้วยยอด ได้แก่ วังเทพธาโร และเขาหัวแตก นอกจากเยี่ยมชมสถานที่แล้ว ยังมีการบันทึกภาพเพื่อนำไปเผยแพร่ตามสื่อต่าง ๆ ด้วย

โดยช่วงบ่ายคู่บ่าวสาวจะเข้าร่วมขบวนแห่ต้อนรับจากหน้าโรงแรมธรรมรินทร์ ถนนสถานี ไปตามเส้นทางถนนพระรามหกจนถึงหอนาฬิกา ในขบวนจะประกอบไปด้วย ขบวนกลองยาว ขบวนขันหมาก ขบวนคู่บ่าวสาว และแขกผู้มีเกียรติ พร้อมทั้งวงดุริยางค์จากโรงเรียนต่าง ๆ บรรเลงตลอดเส้นทาง เมื่อขบวนเดินทางถึงหอนาฬิกาจะมีพิธีรดน้ำสังข์ จากนั้นคู่บ่าวสาวจะร่วมงานเลี้ยงต้อนรับและประเพณีกินเหนียว ณ โรงแรมธรรมรินทร์ ธนา สำหรับประเพณีกินเหนียวเป็นประเพณีที่ชาวตรังนิยมจัดขึ้นในคืนก่อนวันมงคลสมรส และได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ขณะที่พิธีรดทรายสังข์และจดทะเบียนสมรสใต้ทะเล จัดขึ้นบริเวณหน้าถ้ำมรกต เกาะมุกด์ อ.กันตัง จ.ตรัง ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงามหนึ่งใน Unseen in Thailand โดยคู่บ่าวสาวจะดำน้ำที่ความลึกประมาณ 7 เมตร โดยในปีนี้นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง พร้อมด้วยนายประชา งามรัตนกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดตรัง และนายพิชัย มะนะสุทธิ์ ประธานหอการค้าจังหวัดตรัง จะร่วมดำน้ำเพื่อเป็นนายทะเบียน ทำหน้าที่จดทะเบียนสมรสใต้ทะเลให้กับคู่บ่าวสาวในครั้งนี้ด้วย หลังจากจดทะเบียนสมรสใต้ทะเลแล้ว คู่บ่าวสาวจะดำน้ำเข้าไปภายในถ้ำมรกตเพื่อชมความสวยงามและบันทึกภาพเป็นที่ระลึก สำหรับในช่วงเย็นจะร่วมงานเลี้ยงแสดงความยินดีบริเวณชายหาดโรงแรมอนันตรา สิเกา ตรัง

ทั้งนี้ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 คู่บ่าวสาวจะเดินทางไปบันทึกภาพยังหาดวิวาห์ใต้สมุทร ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง หลังจากนั้นจะเดินทางไปร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดตรัง ณ ศาลเจ้าไท่หนานไต้เทียนกง และอนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์ และเดินทางไปยังจวนผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของจังหวัดตรัง พร้อมร่วมรับประทานอาหารเที่ยง โดย 12 ชุมชนสีเขียวเที่ยวได้ทั้งปี @ตรัง และชมสินค้า OTOP ของจังหวัดตรัง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานพิธีวิวาห์ใต้สมุทร 2018 จะช่วยประชาสัมพันธ์ความสวยงามและศักยภาพด้านแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดตรังให้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมสอบถามรายละเอียดได้ที่หอการค้าจังหวัดตรัง โทร.075-290181

กำลังซื้อต่างจังหวัดยังซึม สินค้าอุปโภคบริโภคอ่วมหนักแข่งขันกันเดือดแย่งเม็ดเงิน โปรโมชั่นแปลกแหวกใหม่ออกมาเกลื่อนแต่ “ราคา” ยังเป็นหัวใจสำคัญ ยอดขายตลาดบน-กรุงเทพฯ-เมืองท่องเที่ยวไปได้ แต่ต่างจังหวัด-คนจนซึมยาว ชี้เทรนด์ใหม่ออนไลน์แจ้งเกิดสินค้าหน้าใหม่เพียบ

แม้งบภาครัฐที่อัดฉีดลงไปปลุกกำลังซื้อจะดันบรรยากาศจับจ่ายกระเตื้องข้ามปี แต่ภาพรวมของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคยังเหนื่อย “ประชาชาติธุรกิจ” สะท้อนมุมมองกำลังซื้อทั่วประเทศ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดผ่าน 3 ตัวแทนจำหน่ายและกระจายสินค้าที่ครอบคลุมพื้นที่ภูธร

กำลังซื้อรากหญ้ายังน่าห่วง

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปีนี้น่าจะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการที่ภาครัฐอุดหนุนค่าครองชีพผู้มีรายได้น้อยตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 ซึ่งช่วยให้บรรยากาศการค้าในระดับล่างดีขึ้น ขณะที่ภาคการส่งออกก็มีแนวโน้มขยายตัวดีพร้อม ๆ กับเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัว

ทั้งนี้ กำลังซื้อในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยวยังคงไปได้ ไม่ต่างกันมากนัก แต่ในจังหวัดที่ไม่มีเรื่องการท่องเที่ยวเข้ามาช่วย ไม่มีผลผลิตการเกษตรที่ได้ราคา กำลังซื้อก็จะมีปัญหา คนจนยังลำบากเพราะต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตรสูงแต่ขายได้ราคาต่ำ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ภาครัฐควรเข้ามาดูแล หาทางแก้แบบยั่งยืน

สินค้า FCMG จีนดัมพ์ราคาบุก

ดังนั้น ภาพรวมของตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคปีนี้ยังเหนื่อย การแข่งขันยังร้อนแรง ผู้ผลิตต่างต้องแย่งชิง ฉกฉวยโอกาสให้กับตัวเอง เพราะนอกจากเรื่องกำลังซื้อ ยังเจอความท้าทายจากการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัย วันนี้ไทยมีคนสูงวัยคิดเป็นกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ขณะที่เด็กเกิดน้อยลง ซึ่งหมายถึงการบริโภคโดยรวมของประเทศไม่ได้เพิ่มขึ้น

เมื่อแต่ละบริษัทผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายการเติบโตที่ตั้งไว้ บวกกับการเปิดเสรีการค้าที่ทำให้สินค้าจากต่างประเทศ เช่น ขนมขบเคี้ยวจากจีน ฯลฯ ไหลเข้ามาแข่งกับผู้ประกอบการไทย การแข่งขันในตลาดจึงสูงขึ้น พร้อมกับปริมาณสินค้าที่ล้นเกินความต้องการของผู้บริโภค

นอกจากกลุ่มผู้บริโภคหลักในตลาดจะเปลี่ยนไป เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทำให้ตลาดเปลี่ยนไวยิ่งขึ้น การเติบโตของการซื้อขายออนไลน์ก็เข้ามาแชร์การซื้อขายในช่องทางปกติ ผู้ผลิตจึงต้องปรับตัว พัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาด ทำสินค้าตอบโจทย์คนสูงวัยมากขึ้น ส่วนสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเด็กก็ต้องหาวิธีรับมือ นอกเหนือจากการทำโปรโมชั่นเป็นระยะ ๆ เพื่อช่วงชิงลูกค้าเหมือนที่ผ่านมา ขณะที่เรื่องราคาสินค้าก็ต้องจับตามอง เพราะค่าแรงขั้นต่ำมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้นอีก

บัตรสวัสดิการ ปลุกแรงซื้อสั้น ๆ

ด้านนายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ รองประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด ผู้บริหาร “ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์” ร้านค้าปลีก-ค้าส่งใน จ.อุดรธานี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นแต่กำลังซื้อยังกลับมาไม่เต็มที่ แม้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยกระตุ้นให้คนมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น บรรยากาศดีขึ้นทำให้ธุรกิจพอเคลื่อนตัวไปได้ แต่งบที่รัฐใส่เข้ามาเป็นเพียงเงินหมุน ภาษีที่จัดเก็บเพิ่มขึ้นถูกนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ เงินในระบบจึงไม่เพิ่มขึ้นจริงๆ

สำหรับวงการสินค้าอุปโภคบริโภคปีนี้ ผู้ประกอบการต้องลุยเต็มที่เพื่อทำยอดขายให้เติบโตได้ตามเป้าหมาย หรือเท่ากับปีที่ผ่านมาเป็นอย่างน้อย การแข่งขันรุนแรงแน่นอนเพราะทุกคนต้องหนีตาย ทำโปรโมชั่นเข้ามากระตุ้น อาจเห็นโปรโมชั่นแปลกๆ ออกมา แต่หลัก ๆ แล้วจะยังสู้กันด้วยเรื่องราคา เพราะเป็นกิจกรรมที่เข้าใจง่าย ขณะเดียวกันการออกสินค้าใหม่ที่มีนวัตกรรม แม้ราคาจะสูงกว่าแต่ใช้แล้วคุ้มค่ากว่าในระยะยาวก็ยังมีกลุ่มลูกค้าที่ยอมจ่าย ซึ่งสินค้าเพื่อสุขภาพ สินค้าเพื่อคนสูงวัยก็เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี

อย่างไรก็ตาม มีโอกาสเห็นสินค้าปรับขึ้นราคาจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะที่ก่อนหน้านี้ การปรับขึ้นภาษีเหล้าบุหรี่ ก็ทำให้ราคาสินค้าบางตัวปรับขึ้นไปสูงกว่าราคาในประเทศเพื่อนบ้านมาก ก็สุ่มเสี่ยงให้มีของหนีภาษีเข้ามามากขึ้น เหล่านี้เป็นอีกความท้าทายของตลาดที่ต้องจับตามอง

ตลาดบนยังโต

ขณะที่นายฤทธิกร กะการดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ราชสีมา เอสดีโอ จำกัด ตัวแทนจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในภาคกลาง ตะวันออก อีสาน กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตอนนี้กำลังซื้อในกลุ่มบนยังดีและจะดีต่อเนื่อง สะท้อนผ่านกลุ่มสินค้าพรีเมี่ยมที่ยังไปได้ดีอยู่ ขณะที่ในระดับล่าง หากไม่มีงบฯจากภาครัฐเข้ามาอุดหนุนผ่านบัตรสวัสดิการของผู้มีรายได้น้อยจะค่อนข้างเงียบ เพราะหนี้ครัวเรือนยังสูง ราคาสินค้าเกษตรก็ยังไม่ค่อยดี คนส่วนใหญ่ยังไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย

“ช่วงปลายปีที่ผ่านมาค้าปลีกในต่างจังหวัดได้อานิสงส์จากโครงการบัตรสวัสดิการคนจนค่อนข้างมาก แต่กำลังซื้อในต่างจังหวัดยังน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะพื้นที่ที่ไม่มีการลงทุนจากภาครัฐลงไป”

เน็ตไอดอลดันสินค้าใหม่ ๆ

นอกจากปัจจัยจากสภาพเศรษฐกิจ การเติบโตของการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีสินค้าเกิดใหม่เยอะขึ้นมาก โดยเฉพาะกลุ่มครีมบำรุงผิวและเครื่องสำอาง ซึ่งอิทธิพลจากเน็ตไอดอลที่ช่วยสื่อสารให้สินค้าเหล่านั้นเข้าถึงคนได้กว้างและเร็ว มีสินค้าขายตรงสู่ผู้บริโภคมากขึ้น ก็ได้เข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดจากสินค้าแบรนด์ทั่วไปด้วย

ด้วยสภาวะดังกล่าว ทำให้เจ้าของสินค้าต้องปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ ทำกิจกรรมแบบเดียวกันทั่วทั้งประเทศแบบที่ผ่านมาไม่ได้ ทีมการตลาดต้องทำการบ้านมากขึ้น ลงลึกมากขึ้น เพื่อศึกษาความต้องการของลูกค้า ดูว่าพื้นที่ไหนต้องการอะไร สินค้าตัวไหนขายดี เพราะทุกวันนี้ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้เองมากขึ้น จากที่เคยใช้สินค้าตามเทรนด์คนเมืองก็ตัดสินใจเองมากขึ้น คำว่า กรุงเทพฯคือประเทศไทยใช้ไม่ได้อีกแล้ว

นอกจากนี้ยังต้องให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ให้แข็งแรง จับต้องได้มากกว่าเดิม เช่น ใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ตรงจุด สื่อสารผ่านบล็อกเกอร์เหมาะสมกับสินค้า ฯลฯ มากกว่าทำราคาถูกมาแข่งอย่างเดียว ซึ่งจะเป็นผลดีในระยะยาวเวลาที่ลูกค้ามีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น

วันที่ 18 ม.ค. นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา รองผวจ.สตูล พร้อมนายวิโชค พรหมคงบุตร ผอ.การยางแห่งประเทศไทย จ.สตูล ร่วมกันประกอบพิธีเปิดตลาดเครือข่าย ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ที่ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยาง จ.สตูล ต.ควนโพธิ์ อ.เมือง จ.สตูล

นายจารุวัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันสตูลพื้นที่กรีดยางพารา 1,331,767 ไร่ มีผลผลิต 303,981 กิโลกรัมต่อปี ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรในจังหวัดสตูลส่วนใหญ่ จะเป็นเกษตรกรชาวสวนยางพารา ในกระบวนการรับซื้อยางพาราจากเกษตรกร จะมีพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อไม่มีราคาแน่นอนไม่มีการคัดชั้นยาง อาจทำให้เกษตรกรได้รับราคาที่ไม่ยุติธรรม

เกษตรกรส่วนมากจะส่งขายในรูปของน้ำยางสดให้กับสหกรณ์กองทุนสวนยาง และรวบรวมแปรรูปเป็นยางแผ่นรมควัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบขั้นต้นในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางเช่นแผ่นปูพื้นสนามกีฬา ยางล้อรถยนต์ เป็นต้น

เครือข่ายตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ของการยางแห่งประเทศไทย จะช่วยลดปัญหาด้านราคาจากพ่อค้าคนกลาง มีราคาอ้างอิงชัดเจน ที่ถูกกำหนดโดยตลาดยางพาราแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นการลดปัญหาเนื่องจากตลาดกลางยางพารามีเพียง 6 แห่งทั่วประเทศ ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราที่ต้องการขายยางให้แก่ตลาดกลางยางพาราเข้าถึงได้ยาก

การจัดตั้งตลาดเครือข่ายตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลาขึ้นในวันนี้ จะทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางและสหกรณ์กองทุนส่วนยางได้รับความยุติธรรมในการซื้อขายยางมีราคาอ้างอิงชัดเจนทุกวัน และที่สำคัญทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงตลาดได้ง่าย เนื่องจากตลาดแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้บ้านเกษตรกรผู้ที่ขายยางพารากับตลาดเครือข่ายจะได้รับสิทธิ์ตามราคาที่ประมูลเสมือนหนึ่งเป็นการขายที่ตลาดยางพาราการยางแห่งประเทศไทย

นายวิโชค กล่าวว่า ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2545 สมาชิกแรกตั้งจำนวน 6 สหกรณ์ มีทุนดำเนินงานครั้งแรก 9,000 บาทเศษ ปัจจุบันเป็นปีที่ 15 ของชุมนุมนับตั้งแต่ก่อตั้ง และมีการพัฒนาการเจริญเติบโตตามแผนพัฒนาชุมนุมยาวถึงปัจจุบัน ชุมนุมมีสมาชิกจำนวน 16 สหกรณ์ และสมาชิกสมทบ 2 กลุ่ม มีทุนดำเนินงาน 2,757,200 บาท ให้บริการสมาชิกฯ 7 กิจกรรม คือ

1.รวบรวมยางแผ่นรมควันส่งตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา 2.อัดก้อนยางแผ่นรมควันมาตรฐาน GMP 3. แปรรูปผลิตภัณฑ์แผ่นพื้นสนามกีฬา 4. แปรรูปผลิตภัณฑ์ไม้กวาดน้ำยาง 5.แปรรูปผลิตภัณฑ์รองเท้ายางพารา 6.แปรรูปผลิตภัณฑ์เก้าอี้ยางพารา และ 7. จัดหาสินค้าทางการเกษตรให้แก่สมาชิกฯ

หนึ่งในกิจกรรมหลักของชุมนุมฯคือ การรวบรวมยางแผ่นรมควันจากสมาชิกซึ่งสร้างมูลค่าเป็นจำนวนมากในปีที่ผ่านมา ทำให้การยางแห่งประเทศไทยมองเห็นถึงศักยภาพของชุมนุม และสามารถยกระดับจากการเป็นจุดรวบรวมยางพารารมควัน ให้เป็นตลาดเครือข่ายของตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา ภายใต้ความร่วมมือของชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด ตลาดกลางยางพารา จ.สงขลา และการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดสตูล