นอกจากนี้ ตอนมะปรางออกช่อ อาจจะเจอปัญหาเพลี้ยไฟ

หรือหนอนลงมาทำลายช่อ ส่งผลให้ไม่ติดลูก ดังนั้น ต้องหมั่นดูแลช่อ ซึ่งช่วง 7-10 วัน ถือเป็นอันตราย ต้องสังเกตอย่างละเอียด หากเกิดปัญหาที่ว่าต้องใช้สารเคมีเข้าช่วย จะใช้พวกสารชีวภาพไม่ได้ผล อย่างไรก็ดี สามารถปรึกษาร้านขายปุ๋ยเคมีได้เลย เพราะใช้สารเคมีประเภทเดียวกับมะม่วง อย่างไรก็ตาม การใช้สารเคมีกำจัดต้องใช้อย่างมีเหตุผล และรู้ระยะเวลาปลอดภัย

ส่วนเรื่องที่มีเกษตรกรและผู้คนทั่วไป ซื้อกิ่งพันธุ์ มะปราง-มะยงชิด จากนครนายก แล้วไปปลูกตามพื้นที่ต่างๆ นั้น ดาบนวย บอกว่า อย่างไรเสียรสชาติและคุณภาพก็คงไม่อร่อยเหมือนปลูกที่นครนายกแน่นอน เพราะอากาศและดินแตกต่างกัน เนื่องจากตำบลดงละคร มีระดับน้ำใต้ดินต่ำกว่า 10 เมตร นั่นเอง

สนใจไปชมสวนนพรัตน์ของ ดาบนวย (ร.ต.ต. อำนวย หงษ์ทอง) หรือซื้อกิ่งพันธุ์ มะยงชิด-มะปรางหวาน ติดต่อได้ที่ โทร. (081) 762-4082 หรือ (093) 113-2694

จังหวัดจันทบุรีมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสมในการเพาะปลูก จึงมีผลผลิตทางการเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีคุณภาพนานาชนิดเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และที่เป็นต้องการของผู้บริโภค เช่น ทุเรียน เงาะ สละ เป็นต้น ประกอบกับจันทบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่ได้รับการส่งเสริมให้เป็น 1 ใน 12 เมืองต้องห้าม…พลาด ตามสโลแกน “สวนสวรรค์ร้อยพันธุ์ผลไม้ จ.จันทบุรี” ภายใต้แนวคิดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

การท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดจันทบุรีจึงถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการบูรณาการการท่องเที่ยวเข้ากับการเป็นศูนย์กลางผลไม้คุณภาพ ที่สามารถเพิ่มรายได้มาสู่เกษตรกรชาวสวนผลไม้ โดยอาศัยการจัดการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือสำคัญ บนฐานอัตลักษณและวัฒนธรรมของทองถิ่นที่นําไปสูการยกระดับคุณคา และสร้างมูลคาเพิ่มแก่ผลผลิตทางการเกษตรในจังหวัดจันทบุรี แต่การดำเนินการที่ผ่านมายังประสบปัญหาหลายด้าน อาทิ ผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ ทำให้ไม่สามารถควบคุมคุณภาพและปริมาณของผลผลิตได้ ความไม่แน่นอนของจำนวนนักท่องเที่ยว ขาดการพัฒนาในด้านการให้บริการ และขาดการบริหารจัดการที่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงสนับสนุนทุนวิจัยเรื่อง“การบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดจันทบุรี” โดยมี ผศ.ธงชัย ศรีเบญจโชติ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เป็นผู้อำนวยการแผนงาน เพื่อศึกษาทั้งด้านอุปสงค์ ได้แก่ ความต้องการตลาดในมุมมองของนักท่องเที่ยวและบริษัทนำเที่ยว ควบคู่กับด้านอุปทาน ได้แก่ ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และรูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอแนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้แก่เกษตรกรชาวสวนผลไม้ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตร และภาคีผู้เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่การยกระดับการให้บริการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในจังหวัดจันทบุรี

จากการวิจัยทางด้านอุปสงค์ พบว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์ในการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดจันทบุรีเพื่อรับประทานผลไม้ แต่รับรู้คุณค่าของการท่องเที่ยวต่ำกว่าที่คาดหวังไว้ ขณะที่ด้านอุปทานพบว่าศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวในภาพรวมผ่านเกณฑ์มาตรฐานตามที่กรมการท่องเที่ยวกำหนดไว้ แต่มี 2 ด้านที่ต้องปรับปรุง คือ ศักยภาพการบริหารจัดการ และการให้บริการ โดยมีรูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดจันทบุรีมี 3 รูปแบบ ได้แก่ การจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม การจัดการพื้นที่ และการเรียนรู้วิถีเกษตร

แนวทางในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดจันทบุรี พบว่ามีคุณค่า 6 ด้าน ได้แก่ ปอดตะวันออก เมืองผลไม้ ความหลากหลายทางธรรมชาติ ความเป็นกันเอง เรื่องราว/ความเป็นมา และการเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งนำมาสร้างความแตกต่างของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดจันทบุรีกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอื่น ๆ โดยการออกแบบรูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดจันทบุรี ชื่อว่า DEE Model ซึ่งเป็นต้นแบบในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว

แบ่งเป็น 3 โมเดล ได้แก่ 1. Design for Niche (สนุกดี) 2. Explore by Zoning (หลากหลายดี) 3. Enlighten from Experience (เรียนรู้ดี) และร่วมกันกำหนดมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดจันทบุรีขึ้น เพื่อให้การจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจังหวัดจันทบุรีเป็นไปในแนวทางเดียวกันและมีคุณค่าตามที่ได้กำหนดไว้ รวมถึงมีศักยภาพพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ แตกต่างจากที่อื่น สร้างเรื่องราวที่เกิดจากความรู้ ภูมิปัญญา และประสบการณ์ของเกษตรกรเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยว การจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรต้องเน้นให้มีกิจกรรมท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี มีการเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในจังหวัดจันทบุรี ประสานและสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในการพัฒนาให้การจัดการท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนหนึ่งของผลผลิตที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ DEE Model คู่มือมาตรฐานการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของจันทบุรี และคู่มือการจัดทำบัญชีสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตรประเภทสวนผลไม้ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้นำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว นอกจากนี้นักวิจัย สกว.ยังได้นำเสนอ DEE Model ในเวทีสัมมนาเชิงปฏิบัติการเพิ่มทักษะเกษตรกรในการจัดทำแผนบริหารจัดการการท่องเที่ยววิถีเกษตร โดยร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี และมีความร่วมมือกับหลักสูตรการท่องเที่ยว

มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และผู้ประกอบการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดจันทบุรีในการจัดอบรมมัคคุเทศก์น้อย เพื่อเตรียมความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวปี 2560 และนำผลการวิจัยไปต่อยอดในกิจกรรม “พัฒนาแอพพลิเคชั่นบนฐานข้อมูลออนไลน์เพื่อการท่องเที่ยว” โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ 1.2 ล้านบาท ตามแผนปฏิบัติราชการประจำปี พ.ศ. 2561 ของจังหวัดจันทบุรี และเพื่อให้การท่องเที่ยวของจังหวัดจันทบุรีมีความโดดเด่น และสะท้อนความเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดจันทบุรี คณะผู้วิจัยจึงมีแผนในการทำวิจัยเพื่อศึกษาการจัดการการท่องเที่ยวอัญมณีรูปแบบจันทบุรีต่อไป

จากนี้ไปเกษตรกรและนักวิจัยต้องมาคิดหาแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงการเตรียมวัตถุดิบ ศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวและการจัดระบบเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างต่อเนื่องและเพียงพอ ทั้งนี้ความแตกต่างของการท่องเที่ยวเชิงเกษตรจังหวัดจันทบุรีจากจังหวัดอื่น ๆ อยู่ที่เสน่ห์ของสวนผลไม้ขนาดเล็กที่เกษตรกร ไม่ใช่ธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ อัธยาศัยไมตรีของเกษตรกร คุณภาพของผลผลิต ที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เกิดความประทับใจและบอกเล่ากันปากต่อปาก เราจึงต้องจัดการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับวิถีชาวบ้าน ไม่ต้องไปสู้กับทุนใหญ่ เพราะลูกค้าคนละกลุ่มกัน นอกจากนี้บุฟเฟ่ต์ผลไม้แล้วเรายังมีกิจกรรมชาวบ้านให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ เช่น การผสมพันธุ์เกสรดอกสละ ทดลองสานใบระกำแบบหลังคามุงแฝก

จากการลงพื้นที่ติดตามงานวิจัยของ ดร.จันทรวิภา ธนะโสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านการวิจัยมุ่งเป้า ณ ชุมชนรักเขาบายศรี ต.เขาบายศรี อ.ท่าใหม่ โดยมีนางนงลักษณ์ มณีรัตน์ ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชมสวน พร้อมจัดบุฟเฟ่ต์ผลไม้ให้คณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และนักวิจัย สกว. ได้ชิม กล่าวว่า ขณะนี้ผลไม้เพิ่งเริ่มออกผลผลิต จะออกเต็มที่และเริ่มเปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วไปเข้าชมสวนได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไป ราคา 300 บาท/คน ปกตินักท่องเที่ยวมีทั้งคนไทยและต่างชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวจีนนิยมบริโภคทุเรียนและมังคุด นอกจากนี้บุฟเฟ่ต์แล้วยังสามารถซื้อผลไม้กลับไปได้ โดยอิงราคากับตลาดกลางจังหวัดจันทบุรี ทั้งนี้ตนยินดีที่จะเข้าร่วมโครงการพัฒนาแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรกับ สกว. เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มต่อไป เพราะการทำบุฟเฟ่ต์ผลไม้บางปีก็ไม่คุ้ม ถ้านักท่องเที่ยวมาเยอะก็จะเหนื่อยเพราะช่วยกันทำในครอบครัว

ด้านนายวิทูรัช ศรีนาม ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี กล่าวถึงการพัฒนา “จันทบุรี 4.0” ว่าจันทบุรีมีความโดดเด่นหลายด้านที่นับเป็นจุดเริ่มและปัจจัยพื้นฐานของความพร้อมที่จะผลักดันไปสู่การเป็นจังหวัด 4.0 โดยแนวทางการพัฒนาที่ควรจะไปด้วยกัน ได้แก่ เมืองเกษตร/เมืองแห่งผลไม้ และเมืองอัญมณี แม้ปัจจุบันทรัพยากรและวัตถุดิบจะร่อยหรอลงไปมาก แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือ ความรู้ความสามารถของชาวจันทบุรีที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและมีประสบการณ์ยาวนานนับตั้งก่อร่างสร้างตัวจนใครก็สู้ไม่ได้ จึงต้องรักษามาตรฐานให้คงไว้ด้วยความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและการดำเนินการที่ดี ผู้ว่าราชการจังหวัดมีหน้าที่อำนวยการให้การทำงานของส่วนราชการต่าง ๆ ดำเนินไปได้ตามระเบียบแบบแผน และปัญหาของชาวบ้านได้รับการแก้ไข สามารถดำรงชีพได้อย่างปกติสุข ดูแลให้เกิดความยุติธรรม ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำ

“โชคดีที่จันทบุรีมีจุดแข็งแตกต่างจากจังหวัดที่สามารถพัฒนาโดยแนวทางธรรมชาติดั้งเดิมที่เรามีความเข้มแข็งอยู่มากในทุกภาคส่วน เกษตรกรมีความรู้ความสามารถและแสวงหาความรู้ตลอดเวลา โดยมีภาควิชาการช่วยเหลือสนับสนุน ต่อยอดจากภูมิปัญญาเดิมให้เกิดเป็นแบบอย่างที่ดีต่อคนรุ่นใหม่ที่จะสามารถนำไปใช้ได้ทันที หรือพัฒนาอาชีพของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น”

ปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่มีพื้นที่การเกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน ไม่มีไฟฟ้าที่จะเอื้ออำนวยต่อการสูบน้ำในการเพาะปลูกพืช จึงมักทำการเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน และบ่อยครั้งต้องประสบปัญหาพืชขาดน้ำ และบางรายเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า เพราะไม่สามารถจัดหาน้ำมาใช้เพาะปลูกพืชได้ แต่มีเกษตรกรรายหนึ่งที่ใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงเครื่องสูบน้ำแบบสะพายให้เป็นเครื่องสูบน้ำปลูกพืชผัก ทำรายได้ในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี อย่างเช่น

คุณวิไล นาลา อยู่บ้านเลขที่ 356 หมู่ที่ 9 บ้านนาดี ตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น โทร. (090) 586-0378 คุณวิไล-คุณพรรณี นาลา สองสามีภรรยา ให้ข้อมูลว่า มีอาชีพทำนา ในฤดูฝนทำนาปี ส่วนฤดูแล้งหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็ปลูกพืชผักอายุสั้นหลายชนิด เช่น ข้าวโพดข้าวเหนียว แตงร้าน แตงกวา แตงไทย แตงโม ถั่วฝักยาว เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็ย้ายไปปลูกแปลงใหม่ต่อไปเรื่อย เป็นการนำปุ๋ยไปใส่นาอีกทางหนึ่งด้วย สามารถทำรายได้ให้แก่ครอบครัว วันละ 200-300 บาท โดยสูบน้ำจากสระน้ำที่ขุดไว้ จำนวน 2 บ่อ

แต่เนื่องจากที่นาของตนเองไม่มีระบบชลประทาน ไม่มีไฟฟ้า แต่จำเป็นต้องใช้น้ำ จึงคิดหาวิธีทุ่นแรงในการรดน้ำแทนการตักรด โดยใช้เครื่องตัดหญ้าแบบสะพายที่มีอยู่ มาดัดแปลงเป็นเครื่องสูบน้ำ โดยเปลี่ยนชุดใบตัดหญ้าออกแล้วใช้ชุดหัวปั๊มน้ำเข้ามาสวมแทน แล้วต่อสายยางออกไปยังแปลงเพาะปลูกพืช เวลาใช้งานนำส่วนของเครื่องยนต์อยู่บนคันบ่อ จากนั้นติดเครื่องยนต์ตามปกติ แล้วนำส่วนหัวปั๊มจุ่มลงน้ำ เครื่องก็จะสูบน้ำไปยังแปลงผัก จะฉีดรดหรือปล่อยไปตามร่องหรือตามผิวดินก็ได้ สามารถรดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แพ้เครื่องสูบน้ำทั่วไป น้ำมันก็ไม่เปลือง คุ้มค่า สำหรับหัวปั๊มนั้นหาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องมือช่างการเกษตรทั่วไป ซึ่งตนซื้อมาในราคา 650 บาท

จะเห็นว่าการดัดแปลงเครื่องตัดหญ้าแบบสะพาย ซึ่งเกษตรกรมีอยู่แล้วแทบทุกครัวเรือนให้เป็นเครื่องสูบน้ำเพิ่มขึ้นมาอีกเครื่องหนึ่งด้วยราคาแสนประหยัด เป็นภูมิปัญญาที่น่าสนับสนุนนำมาใช้ในไร่นาอย่างกว้างขวาง เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพทางการเกษตร ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดแคลน และเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพทางการผลิตของเกษตรกรด้วย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ คุณวิไล นาลา โทร. (090) 586-0378

คุณสันทัด ไทรทอง อยู่ที่บ้านเลขที่ 20/1 หมู่ที่ 9 ตำบลสระสี่เหลี่ยม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี เล่าให้ฟังว่า สำเร็จการศึกษาสาขาวิชาพืชสวน จากคณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อปี 2555 จึงได้เริ่มทำงานเกี่ยวกับงานด้านการจัดสวนอยู่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ต่อมาเริ่มอิ่มตัวกับงานทางด้านนี้จึงได้ลาออกมาอยู่บ้านพื้นทำงานทางด้านการเกษตร

“ช่วงที่เราทำงานบริษัทรู้สึกเหมือนไม่ค่อยมีอิสระ และยิ่งอยู่ในเมืองหลวงด้วยแล้ว ผมก็ว่ามันดูวุ่นวาย ชอบอยู่แบบธรรมชาติบ้านเกิดมากกว่า เลยคิดที่อยากจะกลับมาทำมาหากินในพื้นที่ว่างของที่บ้าน เพราะรู้สึกว่าเราสามารถเป็นนายตัวเองได้ จึงตัดสินใจลาออกมา และใช้พื้นที่ว่างที่เรามีอยู่มาทำเป็นอาชีพสร้างเงิน” คุณสันทัด เล่าถึงที่มา

เมื่อตกลงปลงใจที่จะกลับมาอยู่บ้านแล้ว คุณสันทัด บอกว่า ได้มองหาพืชที่จะทำเงินให้กับเขาสามารถมีรายได้เพื่อเป็นค่าใช้จ่าย จึงตัดสินใจเลือกปลูกมะลิ เพราะเป็นพรรณไม้ที่สามารถผลิตดอกและนำไปขายได้ โดยที่ชุมชนในย่านนี้มีแต่แปลงที่ปลูกดอกดาวเรือง ส่วนแปลงที่ปลูกดอกมะลิยังมีค่อนข้างน้อย

ซึ่งมะลิที่เขาปลูกมีประมาณ 2,000 ต้น คุณสันทัด บอกว่า ใช้เนื้อที่ทั้งหมด 1 ไร่ โดยติดต่อขอซื้อกิ่งพันธุ์ที่โตสมบูรณ์ดีแล้วมาปลูก ให้มีระยะห่าง 50 x 50 เซนติเมตร ลองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกผสมกับมูลไก่

“พอปลูกเสร็จก็รดน้ำเช้าเย็น ดูแลไปประมาณ 2-3 เดือน มะลิที่ปลูกก็จะเริ่มให้ดอก เราก็สามารถเก็บขายได้ ซึ่งระหว่างที่เก็บดอกขายหมดแล้ว ต้องคอยหมั่นตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ต้นมะลิแตกกิ่งใหม่ เสร็จแล้วก็ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นเป็นสูตรเสมอ 16-16-16 ผสมกับปุ๋ยคอก ทุก 1 เดือนครั้ง” คุณสันทัด บอกถึงวิธีการดูแล

การป้องกันแมลงศัตรูพืชจะหมั่นฉีดพ่นด้วยน้ำส้มควันไม้ เพื่อไล่แมลงอาทิตย์ละ 1 ครั้ง โดยช่วงที่ต้องดูแลเป็นพิเศษคือช่วงหน้าฝน ในเรื่องของตลาดส่งขายดอกมะลิ คุณสันทัด เล่าว่า จะไปติดต่อกับร้านที่ร้อยพวงมาลัยขาย เพราะดอกมะลิถือว่าเป็นดอกไม้ที่มีราคาขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด ช่วงที่ต้องการดอกมะลิมากที่สุดจะเป็นช่วงก่อนวันพระ 1 วัน ซึ่งใน 1 เดือน เขาสามารถเก็บมะลิขายได้แบบเต็มที่ถึง 4 ครั้ง และส่วนดอกที่ออกมาแบบเล็กน้อยไม่ตรงช่วงวันพระ ก็จะส่งขายให้กับแม่ค้ารายย่อยที่มาติดต่อซื้อ

“ดอกมะลิถือว่าราคาไม่แน่นอน อย่างต่ำสุดช่วงที่ดอกออกเยอะๆ สามารถขายได้กิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งช่วงหน้าเทศกาลมะลิจะต้องใช้ในจำนวนที่เยอะมาก อย่างช่วงหน้าหนาวต้นมะลิจะออกดอกไม่มาก ราคาก็จะสูงตามไปด้วยอยู่ที่กิโลกรัมละ 800-1,000 กว่าบาทก็มี ราคาขึ้นลงเป็นช่วงๆ เราก็สามารถบังคับให้ออกดอกในช่วงที่ราคาแพงได้ จึงถือว่าเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งพื้นที่ว่างตรงอื่นผมก็ปลูกผักสวนครัวด้วย เป็นการหารายได้เสริมอีกทาง” คุณสันทัด กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะทำอาชีพทางด้านการเกษตร คุณสันทัด บอกว่า ไม่มีอะไรยากเพียงศึกษาหาข้อมูลสิ่งที่อยากจะทำ แต่สิ่งที่เป็นเรื่องสำคัญที่สุด คือ ต้องมีใจรัก เท่านี้ไม่ว่าจะเจอปัญหาหรืออุปสรรคใดๆ ก็สามารถผ่าฟันและไปสู่ความสำเร็จได้แน่นอน

ในปี พ.ศ. 2560 จังหวัดสมุทรสงคราม ไม่มีผลผลิตลิ้นจี่ออกมา และไม่มีการจัดงานวันลิ้นจี่เช่นกัน จังหวัดสมุทรสงครามว่างเว้นจากการจัดงานวันลิ้นจี่ติดต่อกันมาแล้วถึง 3 ปี ด้วยเหตุที่ไม่มีผลลิ้นจี่ออกมาจำหน่าย

งานวันลิ้นจี่จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นที่สนใจของนักชิมนักท่องเที่ยวอย่างมาก อาจเป็นเพราะมีรสชาติต่างจากลิ้นจี่ทางภาคเหนือและอยู่ใกล้กรุงเทพฯ การเดินทางสะดวกสบาย สามารถเดินทางไปกลับได้ในวันเดียว ลิ้นจี่เป็นผลไม้เสี่ยงทายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์และไสยศาสตร์ใดๆ ดังนั้น จึงไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะไม่สามารถมาช่วยได้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ อะไรก็มาช่วยไม่ได้กับความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ ปีใดฟ้าฝนเป็นใจปีนั้นก็จะมีลิ้นจี่ออกมา

เพราะความไม่แน่นอนของการออกดอกติดผลของลิ้นจี่ ทำให้เจ้าของสวนลิ้นจี่บางสวนต้องโค่นต้นลิ้นจี่ลง เพราะมันไม่คุ้มกันกับการรอที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ในแต่ละปี บางสวนหันมาปลูกส้มโอขาวใหญ่ที่ให้ผลผลิตตลอดปีราคาดี มีรายได้ต่อเนื่องทั้งปี ในอดีตจังหวัดสมุทรสงครามเคยมีพื้นที่ปลูกประมาณ 20,000 ไร่ ปัจจุบัน เหลือพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ ประมาณ 7,500 ไร่ ปลูกกันทั้ง 3 อำเภอ คือ อำเภอเมือง อำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที เมื่อปีใดมีลิ้นจี่ออกมามากพอก็จะมีการจัดงานวันลิ้นจี่ในปีนั้น

เดิมทีนั้นกล่าวกันว่า การจัดงานวันลิ้นจี่ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2510 จากการรวมตัวกันของชาวสวนในตำบลแควอ้อม ตำบลเหมืองใหม่ ของอำเภออัมพวา ชาวสวนจากตำบลบางสะแก ตำบลบางกุ้ง ของอำเภอบางคนที มาจัดที่บริเวณวัดบางเกาะเทพศักดิ์ อำเภออัมพวา เป็นการจัดเพื่อให้ชาวสวนได้มีโอกาสมาพบปะกันและสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในท้องถิ่น ซึ่งยังไม่ใช่เป็นการจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

การจัดงานวันลิ้นจี่อย่างเป็นทางการเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2512 ที่วัดอินทราราม ตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ในครั้งนั้นมี นายสุดใจ กรรณเลขา นายอำเภออัมพวา เป็นเจ้าภาพการจัดงาน นายธวัชชัย เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม มาเป็นประธานเปิดงาน งานนี้เกิดขึ้นจากการรวมตัวของเกษตรกรชาวสวนผู้ปลูกลิ้นจี่ในตำบลเหมืองใหม่และตำบลที่ติดต่อกัน โดยมี กำนันสวัสดิ์ เพ็งอุดม เป็นแกนนำคนสำคัญในการชักชวนชาวสวนลิ้นจี่ ประมาณ 70-80 คน ตั้งเป็นกลุ่มชาวสวนลิ้นจี่ นำผลลิ้นจี่พันธุ์ต่างๆ มาร่วมงาน ต่อในปี พ.ศ. 2514 ได้รวมเอางานวันเกษตรกรมารวมกับงานวันลิ้นจี่ จัดขึ้นที่วัดบางสะแก อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม

กำนันสวัสดิ์ เพ็งอุดม อดีตกำนันตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ผู้บุกเบิกการปรับเปลี่ยนวิถีชาวสวนในอดีต มาสู่การทำสวนผลไม้ กำนันสวัสดิ์ได้รวบรวมเกษตรกรที่สนใจรวมกลุ่มกันตั้งเป็น “กลุ่มเกษตรกรทำสวนลิ้นจี่” มีกำนันเป็นประธาน ในปี พ.ศ. 2510 กำนันสวัสดิ์ ร่วมมือกับทางกสิกรรมจังหวัด (ปัจจุบันเป็นเกษตรจังหวัด) ทำแปลงสาธิตผลไม้ ได้โค่นต้นมะพร้าวลงจำนวนหนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยมีใครกล้าเสี่ยงกัน เพราะมะพร้าวเป็นพืชหลักทำรายได้ เพื่อเปลี่ยนเป็นแปลงสาธิตลิ้นจี่แปลงแรกของจังหวัด บนพื้นที่สวนของกำนัน โดยใช้ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม (หอมลำเจียก) เป็นหลัก เนื่องจากเป็นพันธุ์เบา ให้ผลดก ตกผลง่าย

ปัจจุบัน แปลงสาธิตแห่งนี้ ทายาทยังคงดูแลรักษาไว้ และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชม

แม้ว่าลิ้นจี่เป็นพืชเสี่ยงดวง ไม่สามารถให้การรับรองได้ว่าจะให้ผลผลิตทุกปี แต่ยังมีอีกหลายสวนที่รอความหวังว่าจะได้ลิ้นจี่ในปีต่อไป ลิ้นจี่ค่อม หรือ “อีค่อม” เป็นพันธุ์ที่ปลูกมากที่สุดในจังหวัดสมุทรสงคราม

ลิ้นจี่พันธุ์ค่อม หรือ “อีค่อม” เชื่อว่ามีการปลูกกันมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2340 ในท้องที่ตำบลบางสะแก อำเภอบางคนที และตำบลเหมืองใหม่ อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม แต่ไม่สามารถหาสถานที่ตำแหน่งของต้นลิ้นจี่ที่มีอายุ 200 ปีนี้ อยู่ในสวนของใคร เพื่อใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้

การแพร่กระจายพันธุ์ของลิ้นจี่ค่อมนั้นเริ่มขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2509 โดย คุณศิริ เล็กสุวรรณ เป็นผู้นำกิ่งตอนลิ้นจี่พันธุ์ค่อมจาก พระครูสมุทรวรกิจ (หริ่ม ขจรผล) วัดบางเกาะเทพศักดิ์ อำเภออัมพวา ไปปลูก หลังจากนั้นได้ขยายพันธุ์กระจายไปทั่วจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งกิ่งตอนลิ้นจี่วัดบางเกาะเทพศักดิ์นี้ก็มาจากต้นที่ปลูกไว้เมื่อ ปี พ.ศ. 2397 เป็นต้นที่มีอยู่จริง ต้นลิ้นจี่พันธุ์ค่อมที่อายุเกือบ 200 ปี อยู่หมู่ที่ 5 ตำบลแควอ้อม อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

ต้นลิ้นจี่พันธุ์ค่อมที่อายุเกือบ 200 ปีนี้ เป็นต้นลิ้นจี่ค่อมที่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จมาทอดพระเนตร เมื่อ วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2530 ลิ้นจี่ต้นนี้ได้ปลูกไว้เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2397 ใกล้กับวัดบางเกาะเทพศักดิ์ เป็นสวนของ ยายพลู สนธิสุวรรณ ขณะนั้น (วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2530) ยายพลู มีอายุ 74 ปี ได้มีโอกาสเข้าเฝ้า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่พลับพลาที่ทางจังหวัดจัดสร้างถวายเพื่อประทับ

ในครั้งนั้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จมาโดยเรือยนต์ของกรมเจ้าท่า จากท่าน้ำอุทยาน ร. 2 เมื่อถึงวัดบางเกาะเทพศักดิ์เสด็จขึ้นที่ท่าเรือวัดบางเกาะเทพศักดิ์ เวลาประมาณ 15 นาฬิกา ท่านพระครูปิยะธรรมากร เจ้าอาวาสวัดบางเกาะเทพศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มแม่บ้าน และราษฎรรอเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้กราบนมัสการหลวงพ่อเพชรมงคลอุดมโชค พระประธานในพระอุโบสถและทรงสนทนากับพระครูปิยะธรรมากรเจ้าอาวาสเป็นเวลาร่วมชั่วโมง ต่อจากนั้นทรงพระดำเนินมายังต้นลิ้นจี่อายุร่วม 200 ปี ระยะทางจากวัดบางเกาะเทพศักดิ์ห่างกันประมาณ 500 เมตร ถนนเป็นเพียงทางเท้าใช้เดินตามร่องสวน พระครูปิยะธรรมากร ได้เดินตามในขบวนเสด็จด้วย

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงประทับอยู่ที่พลับพลาทอดพระเนตรต้นลิ้นจี่ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ลิ้นจี่ไม่มีผล พลับพลาอยู่ตรงกันข้ามกับต้นลิ้นจี่ และทรงซักถามเกี่ยวกับต้นลิ้นจี่ ใช้เวลาประทับอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมงจึงเสด็จกลับ เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ในการเสด็จครั้งนั้นมีนักศึกษาต่างชาติตามเสด็จมาด้วยประมาณ 100 คน โดยใช้เรือยนต์ข้ามฟากลำใหญ่ของแสงวณิช

ซึ่งในขณะนั้นเส้นทางจากวัดไปถึงสวนลิ้นจี่เป็นทางเท้าพื้นดินไม่เรียบ พระครูปิยะธรรมากร ได้มอบเงิน 20,000 บาท ให้กับทางกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และลูกบ้าน ไปจัดซื้อดินลูกรังและให้รถเกรดมาเกรดให้เรียบเป็นถนนเริ่มจากวัดบางแคกลาง จนเป็นถนนเดินได้สะดวกขึ้น ต่อมาทางองค์การบริหารส่วนตำบลแควอ้อมได้งบประมาณมาราดยางถนน ได้จัดป้ายหินบอกถึงการเสด็จ และสร้างพลับพลาหลังใหม่แทนพลับพลาหลังเดิม

ต้นลิ้นจี่อายุร่วม 200 ปี ต้นนี้ นายติ มีแก้วกุญชร มีอาชีพรับจ้างจารหนังสือขอม อยู่ที่ตรอกจันทน์ เขตยานนาวา กรุงเทพฯ ได้นำเมล็ดลิ้นจี่จากประเทศจีนมาปลูกบนพื้นที่แห่งนี้ เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2394 นายติ มีแก้วกุญชร เป็นญาติพี่น้องกันกับ ยายพลู สนธิสุวรรณ ลิ้นจี่ปลูกก่อนยายพลูเกิด 59 ปี ต่อมายายพลูได้เป็นผู้สืบทอดสวนนี้

และเมื่อยายพลู สนธิสุวรรณ ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2548 ขณะอายุได้ 92 ปี สวนลิ้นจี่จึงตกทอดมาเป็นของ นางพราว เฮงประเสริฐ ซึ่งเป็นน้องสาวของ ยายพลู สนธิสุวรรณ เนื่องจาก ยายพลู สนธิสุวรรณ ไม่มีครอบครัว ปัจจุบัน นางพราว เฮงประเสริฐ อายุได้ 94 ปี (พ.ศ. 2560) ไม่สามารถดูแลสวนลิ้นจี่ได้มานานแล้ว จึงมอบให้ นายจิรศักดิ์ เฮงประเสริฐ (อายุ 61 ปี) บุตรชาย เป็นผู้ดูแลสวน ต้นลิ้นจี่มีความสูงประมาณ 12 เมตรเคยสูงกว่านั้นต้องตัดส่วนยอดออกไปบ้าง เพื่อความสะดวกในการดูแลรักษา ความกว้างประมาณคนโอบได้

ใกล้กับต้นลิ้นจี่ค่อมอายุเกือบ 200 ปี สมัคร UFABET มีลิ้นจี่ต้นใหญ่ไล่เลี่ยกันอยู่คู่กันอายุเป็นร้อยปี เป็นลิ้นจี่พันธุ์ไทยโบราณ ชื่อ “ลิ้นจี่ไผ่ใบอ้อ” เป็นพันธุ์ที่มีใบแหลม ติดช่อดอกมาก ช่อดอกใหญ่แต่ติดผลน้อย ผลใหญ่ มีหนามแหลมใหญ่และยาว รสเปรี้ยวอมหวาน เป็นพันธุ์ที่หายากนับวันจะสูญพันธุ์ไป เนื่องจากรสชาติไม่หวาน แต่มีคุณสมบัติอย่างอื่นดีอยู่บ้าง ทางเกษตรอำเภอแนะนำให้เก็บรักษาต้นลิ้นจี่พันธุ์ไทยโบราณไว้ อย่าได้โค่นทิ้ง เพราะมันจะเป็นตัวช่วยล่อผึ้งให้เข้ามาในสวนและช่วยผสมเกสรให้กับลิ้นจี่ทั้งสวนได้ เนื่องจากลิ้นจี่พันธุ์ไทยโบราณดอกมีกลิ่นหอม ช่อดอกใหญ่มากจึงดึงดูดผึ้งได้ดี

นายจิรศักดิ์ มีสวนลิ้นจี่อยู่ 2 ไร่ ทำเป็นสวนยกร่อง มีน้ำไหลเข้าออกตลอด ปลูกลิ้นจี่ได้ 60 ต้น รวมกับต้นที่มีอายุเกือบ 200 ปี ด้วย ปลูกพันธุ์ค่อมและพันธุ์ไทยใหญ่ ก่อนหน้านั้นนายจิรศักดิ์หรือนายเหมียว เป็นช่างซ่อมเครื่องเสียง จบชั้น ม.ศ. 3 (สมัยนั้นเป็น ม.ศ.) จากโรงเรียนสายธรรมจันทร์ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี แล้วไปเรียนฝึกวิชาชีพด้านเครื่องเสียง ออกฝึกงานในกรุงเทพฯ อยู่ 3 ปี จึงกลับมาบ้านแควอ้อม รับจ้างซ่อมเครื่องเสียง เมื่อสายตาไม่ดีจึงมาทุ่มเทกับการทำสวนลิ้นจี่

ซึ่งระหว่างที่รับซ่อมเครื่องเสียง ถ้าไม่มีงานเข้าก็จะเข้าสวนลิ้นจี่ ที่กลางสวนลิ้นจี่มีมะม่วงมันทองเอกโดดเด่นอยู่ 1 ต้น ลำต้นสูงตรง กำลังติดผล เป็นมะม่วงเก่าแก่ที่ปลูกมานานแล้ว นายจิรศักดิ์ ยืนยันว่าเป็นมะม่วงที่อร่อยที่สุดปลูกไว้รับประทานเอง มีมากก็จะแจกไม่ได้ขายใคร ก่อนที่ลิ้นจี่จะออกดอกจะพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เมื่อดอกเริ่มบานจะไม่มีการพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง เพื่อปล่อยให้ผึ้งได้มาช่วยผสมเกสร แต่เมื่อติดผลเริ่มโตเท่าหัวไม้ขีดจึงพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง (พวกเซฟวิน) อีกครั้ง และใช้ฮอร์โมนน้ำพวกสาหร่ายฉีดพ่น จนกระทั่งผลใหญ่ออกเป็นสีส้มหรือที่ชาวสวนเรียกว่า สีหัวกิ้งก่า จะพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงเป็นครั้งสุดท้าย การใส่ปุ๋ยบำรุงต้นลิ้นจี่ ใส่ปุ๋ย สูตร 16-16-16 ต้นละ 1 กิโลกรัม ต้นใหญ่อาจใส่ 3 กิโลกรัม ผสมกับการใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยขี้ค้างคาว (ราคาปุ๋ย กระสอบละ 650 บาท) การกำจัดหญ้าใช้เครื่องตัดหญ้า หญ้าน้อยก็จะใช้มีดดาย