นอกจากนี้ บัวหิมะ (เสวี่ยเหลียนกว่อ) ยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพร

ในการควบคุมปรับปรุงของเหลวในเลือด ลดน้ำตาล ไขมันและคอเลสเตอรอลในเลือด เป็นการป้องกันและเยี่ยวยาอาการของโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานที่ได้ผล ชัดเจน บัวหิมะ (เสวี่ยเหลียนกว่อ) ยังมีส่วนประกอบของน้ำตาล สูงสุดในบรรดาพืชทั้งหมด ช่วยการทำงานของระบบขับถ่ายในกระเพาะ ลำไส้ และทางเดินปัสสาวะได้ดี ช่วยย่อยอาหาร ช่วยระบายท้อง ป้องกันท้องเสีย ป้องกันการเกิดผลึกก้อนนิ่ว และป้องกันการเกิดมะเร็งจากสารพิษ สารก่อ มะเร็งร้าย ป้องกันการเกิดสิวฝ้าบนใบหน้า เป็นอาหารบำรุงสุขภาพความงามของร่างกายที่ดี

รสชาติของบัวหิมะ (เสวี่ยเหลียนกว่อ) คล้ายคลึงกับผลสาลี่ ที่มีเปลือกบาง กรอบ รสออกหวาน ฉ่ำน้ำ นอกเหนือจากการกินสดแล้ว ยังสามารถนำไปปรุงให้สุกในรูปแบบของน้ำซุป ตุ๋นกับเนื้อ นำไปผัดก็ให้รสชาติอร่อยที่แตกต่างเฉพาะตัว และยังมีการนำไปแปรรูปเป็นเครื่องดื่ม เติมผสมกับไอศกรีม เครื่องดื่มและชา แปรรูปบรรจุเป็นอาหารกระป๋อง นับเป็นพืชอาหารบำรุงสุขภาพเสริมความงามชนิดใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ผู้เขียนเคยเดินทางไปเที่ยวในคุนหมิง ประเทศจีน ซึ่งอยู่ทางใต้ของจีนใกล้กับพม่า ไกด์พาเข้าไปยังสถานพยาบาลที่มีการโชว์คุณภาของครีมบัวหิมะ

โดยผู้สาธิตใช้มือจับโซ่เผาไฟแดงๆ จากนั้นจึงทาด้วยครีมที่ผลิตจากบัวหิมะ พบว่าไม่ทิ้งร่องรอยของบาดแผลไว้เลย อันนั้นเป็นการสาธิตและโชว์ ซึ่งเราไม่ทราบว่าเขามีเทคนิคอะไรพิเศษนอกเหนือจากคุณภาพของครีมหรือเปล่า แต่พี่สาวของผู้เขียนได้ซื้อครีมดังกล่าวมาด้วย และได้ใช้ประโยชน์เมื่อคนรู้จักบ้านอยู่ใกล้กันเกิดอุบัติเหตุโดนไฟไหม้ที่ แขน พี่สาว ได้ใช้ครีมบัวหิมะทาให้ พบว่า หายปวดแสบปวดร้อน ทันทีและทาต่อเนื่องกัน ปรากฏว่าไม่เป็นแผลเป็นเลยแม้แต่น้อย ในที่นี้ไม่ได้โฆษณาขายครีมเพราะไม่ได้มีโอกาสเดินทางไปคุนหมิงอีก

ในตลาดแถบภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงราย พะเยา เชียงใหม่ มีจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 35 บาทเท่านั้น โดยนำเข้ามาจากประเทศจีน ผ่านท่าเรือในจังหวัดเชียงราย หากสนใจลองสอบถามคนรู้จัก หรือญาติมิตร ที่อยู่ทางแถบเชียงราย พะเยา หรือเชียงใหม่ดู ให้ซื้อไปฝากหรือจะขึ้นมาเที่ยวชมและชิมก็ได้ โดยเฉพาะในช่วงนี้เป็นฤดูกาลท่องเที่ยวมาสัมผัสไอหนาวไล่จับเมฆบนยอดดอย พร้อมรับประทานบัวหิมะที่เขาล่ำลือ ในด้านคุณค่าทางอาหารและยาว่าเยี่ยมยอด ก็ไม่เสียหลายนะครับ ขอกระซิบหน่อยว่า ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม เป็นช่วงที่บัวหิมะหวาน อร่อยที่สุด

คุณบุญลือ สุขเกษม อยู่บ้านเลขที่ 5/2 หมู่ที่ 2 ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เกษตรกรเจ้าของสวนบุญบันดาล สวนที่โด่งดังและถือเป็นมืออาชีพเรื่องการทำไม้ผลแปลกมานาน

คุณบุญลือ เล่าว่า “สวนเรามีไม้ผลแปลกๆ ที่ทำชื่อเสียงอยู่หลายชนิดด้วยกัน เช่น มะม่วงบุญบันดาล ทับทิมแดงมารวย ที่นำเข้ามาจากประเทศอินเดีย ส้มโอแดงเวียดนาม มะกอกยักษ์อินโด ลำไยสีชมพู และอื่นๆ”

ล่าสุด คุณบุญลือ มีไม้ใหม่คาดว่าจะตีตลาดได้ คือ “มะไฟพันธุ์ทองสยาม” จุดเด่นคือ รสชาติหวาน ลูกใหญ่ ปลูกง่าย ติดผลดก ออกลูกทะวาย ผิดจากมะไฟทั่วไป

มะไฟหวานพันธุ์ทองสยาม เป็นมะไฟสายพันธุ์ไทยแท้ๆ ค้นพบโดย คุณบุญลือ นำเมล็ดจากจังหวัดระยองมาเพาะ ปรากฏว่าเมื่อผลผลิตออกมา ลองเก็บมาชิมพบว่า มะไฟสายพันธุ์นี้ ลูกใหญ่ รสชาติหวาน วัดได้ 19-20 บริกซ์ เป็นพันธุ์ที่กลายจากเมล็ดแล้วคัดมา ซึ่งต่างจากมะไฟทั่วไปที่มีรสเปรี้ยวนำ มีรสชาติหวานเล็กน้อย และมีขนาดผลเล็ก

เกษตรกรส่วนใหญ่โค่นทิ้ง แต่ สวนบุญบันดาล มองเห็นโอกาสทำเงิน

ปัจจุบัน สวนบุญบันดาล ปลูกมะไฟทองสยามไว้มากกว่า 300 ต้น ซึ่งต้นแม่มีอายุกว่า 7 ปี โดยทั่วไปหากพูดถึงมะไฟคนจะต้องเบ้หน้า เพราะมะไฟขึ้นชื่อเรื่องความเปรี้ยว ไม่เป็นที่นิยมของตลาด จึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่โค่นทิ้งไปปลูกพืชอย่างอื่นกันหมด แต่คุณบุญลือคิดว่า มะไฟพันธุ์ทองสยาม มีข้อดีต่างไปจากมะไฟพันธุ์ทั่วไป จึงคิดว่าในอนาคตจะกลายเป็นผลไม้เศรษฐกิจทำเงินให้ตัวเองได้

“คนไม่นิยมปลูก แต่ผมปลูก เพราะผมคิดว่าต่อไปนี้คนจะรู้จักมะไฟน้อย คนโค่นทิ้งกันหมด ถ้าพูดถึงมะไฟจะนึกถึงแค่ความเปรี้ยวอย่างเดียว จะไม่มีใครพูดถึงความหวานเลย ผมจึงหันมาพัฒนามะไฟ เพราะมะไฟปลูกดูแลจัดการง่าย และมะไฟของเราหวาน คิดว่าน่าจะเปิดตลาดได้”

“พิสูจน์ได้จากลูกค้าที่เคยมาเยี่ยมชมที่สวน บางรายสามีมาเห็นต้นมะไฟของผมแล้วจะซื้อไปปลูก แต่ภรรยาไม่ให้ซื้อเพราะคิดว่าจะเปรี้ยว แต่เมื่อภรรยาได้ชิมผลเท่านั้นแหละ ภรรยาเอ่ยปากขอซื้อต้นพันธุ์ก่อนสามีซะอีก”

มะไฟทองสยาม รสชาติหวาน ลูกใหญ่ ปลูกง่าย ออกลูกทะวาย

มะไฟ เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตเร็ว สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ในประเทศไทย

มะไฟทองสยาม ออกผลทะวาย 1 ปี ออกลูก 3 ครั้ง ให้ผลดก 60-70 กิโลกรัม ต่อต้น ถ้าเป็นพันธุ์ทั่วไป จะออกลูกเพียงปีละครั้ง เป็นพันธุ์เบา ปลูกนาน 2 ปี ให้ผลผลิต หรือท่านใดอยากจะซื้อไปลองปลูกแต่มีพื้นที่จำกัด ท่านสามารถปลูกในกระถางได้ ไม่มีปัญหา

วิธีปลูก

“มะไฟ เป็นพืชที่ดูแลง่าย ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง และทาบกิ่ง โรคยังไม่เคยเจอ ที่เจอคือ หนอนกินใบธรรมดา มะไฟปลูกระบบชิดได้ เพราะมะไฟออกลูกใต้ต้น โคนต้น ไม่ใช่ออกที่ยอด ถ้าออกที่ยอดต้องใช้แสงเยอะ”

ขุดหลุม…50×50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างต้น 3×3 เมตร

การปลูก…ปลูกแค่เสมอหลุม จะไม่ปลูกต่ำกว่าหลุมมาก เพราะไม้จะไม่โต ปลูกเสร็จให้รดน้ำ ที่สวนจะไม่รองก้นหลุม เพราะรากอยู่ในถุงรากจะน้อยอยู่ พืชไม่ต้องการกินอะไรมาก แค่ดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ยให้บ้างนิดๆ หน่อยๆ

ปุ๋ย…ใส่ปุ๋ยคอกเป็นหลัก ตัดแต่งกิ่ง แต่มะไฟตัดแต่งมากก็ไม่ดี เพราะมะไฟออกลูกตามโคนต้น และกิ่ง เพราะฉะนั้นเวลาตัดแต่งต้องเน้นให้กิ่งเยอะนิดนึง ให้เล็มกิ่งที่เล็กเพื่อให้ต้นโปร่ง หลังเก็บเกี่ยวเสร็จให้ใส่ปุ๋ยมูลนกกระทาฟื้นฟูต้น

ระบบน้ำ…เป็นระบบสายยาง วาล์วปีกผีเสื้อ เมื่อเริ่มแทงช่อ เริ่มมีปุ่ม ให้เริ่มพรมน้ำเพื่อให้แตกช่อได้เต็มที่ ช่วงระยะออกดอกต้องเริ่มให้น้ำเลย ให้ปริมาณพอสมควร แต่ช่วงระยะเริ่มผสมติดแล้วให้น้ำเต็มที่ มะไฟต้องการน้ำ งดน้ำไม่ได้ ถ้าให้น้ำน้อยเกินไปมะไฟจะฝ่อไม่มีเมล็ด หากปลูกต้นเดียวให้ตักรด

แนะนำสำหรับท่านที่ซื้อไปปลูกในกระถาง

สำหรับทางบ้านที่ซื้อไปปลูก สามารถปลูกในกระถางไซซ์ 25-30 นิ้ว ใส่ดินตามปกติเหมือนปลูกพืชทั่วไป เวลารดน้ำให้ดูที่กระถาง ถ้ากระถางยังเปียกอยู่ก็ไม่ต้องรด ถ้าปลูกลงดินไม่ต้องกำหนดว่า 3 หรือ 5 วัน จะรดหนึ่งครั้ง ให้ดูที่ดิน ถ้าดินยังชื้นอยู่ก็ไม่ต้องรด ดินแห้งค่อยรดใหม่

มะไฟทองสยาม อนาคตการตลาดสดใส

ปัจจุบัน มะไฟทองสยาม ยังไม่มีการจำหน่ายผล ถ้าอยากลองชิมหรือสนใจกิ่งพันธุ์ต้องเดินทางไปที่ สวนบุญบันดาลเท่านั้น แต่ภายในปีหน้าคาดว่าจะมีจำหน่ายตามท้องตลาดบ้าง สาเหตุเนื่องจากรสชาติที่นิ่ง และได้เรียนรู้สังเกตการณ์มานานกว่า 10 ปี จึงมั่นใจว่า มะไฟทองสยาม น่าจะเป็นที่ถูกใจของผู้บริโภค และคาดว่าจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตาในอนาคต

กำหนดการวางขาย คุณบุญลือ คาดว่าจะวางตลาดปีหน้า ปีนี้ความพร้อมค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องรสชาติ และความชอบของลูกค้าที่เคยมาที่สวน ราคาขายจะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 50-80 บาท ถือว่าไม่แพงสำหรับมะไฟสายพันธุ์ใหม่ ข้อดีมีหลายอย่าง เป็นพันธุ์เบา ออกลูกง่าย รสชาติดี การดูแลถือว่าน้อยมาก ติดลูกสม่ำเสมอ

ราคาต้นพันธุ์ เริ่มต้นที่ 200-500 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดความสูงของต้น

ขนาดผลใหญ่กว่าเหรีญ 10 บาท ชั่งขาย 18-20 ผล ได้ 1 กิโลกรัม

สำหรับท่านที่สนใจกิ่งพันธุ์ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ คุณบุญลือ สุขเกษม โทร. (086) 618-1453 และ (084) 77264-43 หรือหากไม่สะดวกเดินทางไปชิมที่สวน เชิญท่านมาที่งานเกษตรมหัศจรรย์

“เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี ตั้งแต่ก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ำแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ

เศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง เศรษฐกิจที่สามารถอุ้มชูตัวเองได้ ให้มีความพอเพียงกับตัวเอง อยู่ได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ตนเองและผู้อื่น ซึ่งต้องสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของตนเองให้ดีเสียก่อน มีความพอกินพอใช้ สามารถพึ่งพาตนเองได้ ย่อมสามารถสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับตนเอง และสร้างฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย

วันนี้ จะพาท่านผู้อ่านไปสัมผัสกับบรรยากาศอันสดชื่น เย็นสบายๆ ภายในบริเวณทุ่งนา (นาข้าว) ซึ่งแปรสภาพเป็นไร่นาสวนผสม ของ คุณคำปน จันทร์ชนะ อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 4 หมู่ที่ 10 ตำบลเซเป็ด อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันประกอบอาชีพรับราชการ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านนาเดื่อ ตำบลเซเป็ด อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี

คุณคำปน เป็นคุณหมอนักสู้ผู้มีอุดมการณ์แน่วแน่ ทั้งด้านการปฏิบัติงาน และการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 จนสามารถเป็นนักบริหารที่ดี มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ไม่มีหนี้สินทั้งในและนอกระบบ แถมมีเงินฝากอีกก้อนโต พอที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสบาย

คุณคำปน เล่าถึงความเป็นมาในการพลิกผืนดินอันแห้งแล้งให้อุดมสมบูรณ์และเขียวชอุ่มตลอดปี มีรายได้ตลอดเวลา ว่าตนมีที่ดินอยู่ 10 ไร่ ซึ่งเดิมทีก็ทำนาปลูกข้าวอย่างเดียว ทำไปทำมาก็ทำท่าจะแย่ เพราะไม่ก่อให้เกิดรายได้ เนื่องจากว่าปลูกข้าวเอาไว้กินเท่านั้น ต่อมาจึงได้ปรึกษากับ คุณบานเย็น จันทร์ชนะ ผู้เป็นภรรยา ที่มีอาชีพรับราชการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเซเป็ด อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี ว่า ควรจะหันมาทำไร่นาสวนผสม เพื่อจะได้มีรายได้เสริมขึ้นมาอีกทางหนึ่ง เพื่อเป็นตัวอย่างและแนวทางที่ดีแก่ประชาชนในพื้นที่อีกด้วย และสามารถดูแลและลงมือทำได้นอกเวลาราชการ นอกจากนี้ ยังจะมีผลผลิตทั้งพืช ผัก ผลไม้ เอาไว้รับประทานเอง อันเป็นการลดรายจ่ายได้เป็นอย่างดี

เมื่อคิดได้เช่นนี้ จึงเริ่มปรับที่นา แล้วแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ เพื่อขุดสระเลี้ยงปลา จำนวน 2 บ่อ (เป็นการเลี้ยงโดยธรรมชาติ) และแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกไม้ผล จำพวก กล้วยน้ำว้า มะม่วง มะละกอ มะขามหวาน มะพร้าวน้ำหอม และปลูกผักอีกหลายชนิด ส่วนพื้นที่สำหรับทำนาก็เหลือไว้เพียงเล็กน้อย แบบว่าทำนาแค่พอกิน ไม่ได้ทำเพื่อขาย ส่วนผลผลิตบางอย่าง เช่น จำพวกผัก ผลไม้ และปลา จะมีนำออกขายบ้าง เพราะมีพ่อค้ามาขอซื้อถึงที่ ซึ่งได้ขายในราคาถูกกว่าท้องตลาดมาก เพราะไม่ได้มุ่งผลกำไร ที่ทำลงไปเพื่อให้ตนเองพออยู่พอกิน และเอาฝากญาติพี่น้อง ตลอดจนเพื่อนๆ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าตนจะไม่เน้นเรื่องกำไรในแต่ละปี แต่ก็ยังมีรายได้จากการขายผลผลิตในไร่นาสวนผสมเป็นเงินไม่ใช่น้อย

คุณคำปน เล่าต่อว่า การทำไร่นาสวนผสมของตนก็จะเน้นไปที่การใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือประเภทปุ๋ยชีวภาพเพื่อที่จะได้ปลอดสารพิษ ชีวิตของผู้ผลิตและผู้บริโภค ตลอดจนสิ่งแวดล้อมจะได้แข็งแรงและยั่งยืน พูดง่ายๆ ก็คือ ตนเน้นการทำเกษตรแบบยั่งยืน ซึ่งเป็นการเกษตรที่เกื้อกูลกันทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยคำนึงถึงระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ จึงอยากฝากบอกเกษตรกรด้วยว่า ให้ทำการเกษตรโดยยึดหลักพอเพียง ยึดหลักการผลิตที่เหมาะสมกับระบบนิเวศ โดยใช้ทรัพยากรการผลิตอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ ไม่ก่อให้เกิดผลเสียทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อสภาพแวดล้อม เพื่อให้ชีวิตคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมทั่วไป ดำรงอยู่ได้ยาวนานจนถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน สืบไป

ในตอนท้าย คุณคำปน ขอฝากเกร็ดความรู้เรื่องปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพในการทำเกษตรธรรมชาติด้วยว่า เนื่องจากเราไม่ใช้ปุ๋ยเคมี แต่จะหันมาปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพแทน ซึ่งปุ๋ยเหล่านี้จะให้ทั้งธาตุอาหารหลักและธาตุอาหารรองแก่พืชอย่างครบถ้วนและในปริมาณที่มากพอ จึงใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีในการเพาะปลูกพืชได้ นอกจากนี้ เกษตรกรที่คิดจะทำไร่นาสวนผสมหรือทำการเกษตรแบบธรรมชาติ ต้องรู้จักการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีเกษตรธรรมชาติอีกด้วย อย่าลืมว่า การที่จะฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติในไร่ในนาที่ผ่านการใช้สารเคมีในรูปแบบต่างๆ มาอย่างมาก และเป็นเวลานานให้กลับคืนมาอุดมสมบูรณ์แบบธรรมชาติ เป็นเรื่องที่พี่น้องชาวนาสามารถทำได้ แต่อาจจะใช้เวลาหลายปี หากสนใจในเรื่องนี้ ก็สามารถมาปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากตนได้

สำหรับการป้องกันและกำจัดวัชพืช ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น ใช้วิธีการถอน ใช้จอบถาง ใช้วิธีการไถพรวน ใช้วัสดุคลุมดิน ซึ่งเป็นการปกคลุมผิวดินช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ และเป็นการเพิ่มอินทรียวัตถุให้กับดินอีกด้วย และปลูกพืชคลุมดิน เช่น การปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมดินในสวนไม้ผล การปลูกพืชต่างๆ เช่น ผัก ไม้ดอก สมุนไพร แซมในสวนไม้ผล เป็นต้น ส่วนการป้องกันและกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช ก็สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น การป้องกันและกำจัดโดยวิธีกล เช่น การใช้มือจับแมลงมาทำลาย การใช้มุ้งตาข่าย การใช้กับดักแสงไฟ การใช้กับดักกาวเหนียว เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมาย แล้วแต่เกษตรกรจะเลือกนำมาปฏิบัติหรือนำมาใช้

นับได้ว่า คุณคำปน จันทร์ชนะ เป็นข้าราชการตัวอย่างอีกคนหนึ่งที่วางตัวและปฏิบัติตนอยู่ในทางสายกลาง ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเป็นผู้ที่ยึดหลักประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่าย ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม เพื่อให้เกิดรายได้เพิ่มพูนในครัวเรือนของตน และหากเกษตรกรท่านใด หรือหน่วยงานใดต้องการศึกษาดูงาน หมอคำปน บอกว่า ยินดีฮับต้อน และพร้อมที่จะนึ่งข้าวเหนียวร้อนๆ นึ่งผัก นึ่งปลาร้อนๆ จิ้มแจ่วปลาร้า และปลาเผา รวมทั้งต้มปลาสดๆ รสแซ่บๆ แล้วลงท้ายด้วยเมนูผลไม้ เช่น มะพร้าวน้ำหอม หรือผลไม้สดๆ ตามฤดูกาล ชนิดที่ว่า ไม่อิ่มห้ามกลับ

12 เรื่อง น่ารู้ เกี่ยวกับมะม่วง – มะม่วง เป็นผลไม้ที่คนไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ในประเทศไทยมีมะม่วงหลากหลายพันธุ์ และเราก็นิยมนำผลไม้ชนิดนี้มากินทั้งแบบดิบ สุก และแบบแปรรูป อีกทั้งยังใช้ทำได้ทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน

บีบีซี ชวนอ่านเรื่องน่ารู้ 12 ประการ เกี่ยวกับผลไม้เมืองร้อนชนิดนี้ ที่คุณรู้จักมายาวนาน แต่อาจยังไม่ทราบเกี่ยวกับมัน ในโลกมีมะม่วงหลายร้อยชนิด บางชนิดมีอยู่เฉพาะในบางภูมิภาค บางชนิดมีรสชาติหวานมัน บางชนิดมีรสเปรี้ยว และบางชนิดมีรสชาติคล้ายสับปะรด
ส่วนใครชอบกินมะม่วงสุก ควรลิ้มลองมะม่วงพันธุ์ต่างๆ และหนึ่งในนั้นคือ มะม่วง “อัลฟองโซ” (Alphonso) ซึ่งผลสุกมีรสชาติหอมหวานจนชาวอินเดียยกให้เป็น “ราชาแห่งผลไม้”

3 ประเทศที่จัดให้มะม่วงเป็นผลไม้ประจำชาติ ได้แก่ ปากีสถาน อินเดีย และฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ บังกลาเทศยังจัดให้มะม่วงเป็นต้นไม้ประจำชาติด้วย

เชื่อว่า mango ซึ่งเป็นคำเรียกมะม่วงในภาษาอังกฤษนั้น กลายมาจากคำในภาษาทมิฬ “mankay” และคำว่า “mangga” ในภาษาเกรละ

ตอนที่พ่อค้าชาวโปรตุเกสเข้าไปค้าขายทางภาคใต้ของอินเดีย พวกเขาได้ปรับคำดังกล่าว เป็น “manga” แต่เป็นชาวอังกฤษที่เข้าไปค้าขายทางภาคใต้ของอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 15 และ 16 ที่ให้กำเนิด คำว่า mango

ผลผลิตมะม่วงส่วนใหญ่คือ พันธุ์ “ทอมมี แอตกินส์” (Tommy Atkins) ซึ่งถูกเพาะพันธุ์ขึ้นในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ ความโดดเด่นของมะม่วงพันธุ์นี้คือ โตเร็ว มีลูกใหญ่ สีเหลืองสวย ทนทานต่อโรคเชื้อรา ไม่ช้ำง่าย และคงความสดได้นาน จึงได้รับความนิยมนำไปวางขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ ทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ข้อด้อยของมะม่วงพันธุ์นี้คือ เนื้อมีเสี้ยนมากเมื่อสุก และรสชาติไม่เข้มข้นเท่ามะม่วงพันธุ์น้ำดอกไม้ที่คนไทยนิยมกินกัน บรรดาซูเปอร์มาร์เก็ตรับซื้อมะม่วงจากดินแดนเขตร้อนทั่วโลกที่มีผลผลิตเวียนกันออกมาตลอดทั้งปี เริ่มตั้งแต่ช่วงต้นปีที่เปรู ตามด้วยประเทศแถบแอฟริกาตะวันตก จากนั้นก็เป็นอิสราเอลและอียิปต์ ในช่วงไตรมาสที่สามของปี และตามด้วยบราซิล

แต่ละปีอินเดียมีผลผลิตมะม่วงกว่า 18 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณเกือบ 40% ของผลผลิตมะม่วงทั้งโลก แต่สัดส่วนการส่งออกมะม่วงสู่ตลาดโลกของอินเดียกลับมีไม่ถึง 1% เพราะคนอินเดียบริโภคผลผลิตมะม่วงส่วนใหญ่ของประเทศ

ส่วนประเทศผู้ส่งออกมะม่วงรายใหญ่ของโลก ได้แก่ จีน และไทย

7. การเพาะปลูกมะม่วงครั้งแรกของโลก เกิดขึ้นในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อกว่า 5,000 ปีก่อน

เชื่อกันว่ามะม่วงป่าเกิดขึ้นที่เชิงเขาหิมาลัยในอินเดีย และที่เมียนมา แต่การเพาะปลูกมะม่วงครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อราว 5,000 ปีที่แล้ว ทางตอนใต้ของอินเดีย เมียนมา และหมู่เกาะในทะเลอันดามัน

8. มะม่วงเดินทางไปทั่วโลก มะม่วงมีต้นกำเนิดในเอเชีย แต่ปัจจุบันมีการปลูกมะม่วงอย่างแพร่หลายทั่วโลก

พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่า มีการปลูกมะม่วงในทวีปแอฟริกาครั้งแรกในศตวรรษที่ 10 ต่อมาช่วงศตวรรษที่ 14 อิเบน บัตตูตา นักเดินทางและปราชญ์ชาวโมร็อกโก ได้เขียนบันทึกว่าได้เห็นต้นมะม่วงในกรุงโมกาดิชูของโซมาเลีย ซึ่งอยู่บริเวณแหลมแอฟริกา และมีทิศตะวันออกติดกับมหาสมุทรอินเดีย

ในยุคการค้าเครื่องเทศเฟื่องฟูช่วงศตวรรษที่ 15 พ่อค้าชาวยุโรปได้เข้าไปค้าขายในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในจำนวนนี้คือพ่อค้าชาวโปรตุเกสและสเปน พวกเขาต่างติดใจรสชาติอันหอมหวานของมะม่วง ทำให้ภายในศตวรรษที่ 17 ได้มีการนำมะม่วงไปปลูกในดินแดนอาณานิคมของประเทศเหล่านี้ในทวีปอเมริกา

ทุกวันนี้มีการปลูกมะม่วงอย่างแพร่หลายตามหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน บราซิล หรือแม้แต่ในประเทศเขตอบอุ่นแถบเทือกเขาแอนดีส อย่าง เปรู

ส่วน สเปน เป็นประเทศยุโรปแห่งเดียวที่เพาะปลูกมะม่วง โดยปลูกกันในแถบเมืองมาลากาทางภาคใต้ของประเทศ เชื่อกันว่า ต้นมะม่วงเก่าแก่ที่สุดในโลกมีอายุ 300 ปี อยู่ในรัฐมหาราษฏระ ทางภาคกลางของอินเดีย แถมยังคงผลิดอกออกผลมาจนถึงทุกวันนี้

มะม่วง เป็นไม้ผลเมืองร้อน ในวงศ์ Anacardiaceae ซึ่งอยู่ในกลุ่มเดียวกับถั่วพิสตาชีโอและมะม่วงหิมพานต์ โดยเป็นพืชที่มีเปลือกหุ้มเมล็ดแข็ง มะม่วง 1 ถ้วย มีวิตามินซีราว 60 มิลลิกรัม ในสหราชอาณาจักร สำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติ (เอ็นเอชเอส) แนะนำว่าผู้ใหญ่อายุระหว่าง 19-64 ปี จำเป็นต้องได้รับวิตามินซีวันละ 40 มิลลิกรัม ส่วนในสหรัฐฯ ข้อแนะนำดังกล่าวอยู่ที่ 60 มิลลิกรัม

นอกจากนี้ มะม่วง ยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ โพแทสเซียม และโฟเลต (วิตามินบี 9) อีกทั้งยังให้เส้นใยอาหาร ข้อมูลสถิติโลกกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ ระบุว่า มะม่วงหนักที่สุดในโลก มีน้ำหนัก 3.435 กิโลกรัม ยาว 30.48 เซนติเมตร และมีเส้นรอบวง 17.78 เซนติเมตร เกิดจากต้นมะม่วงหน้าบ้านชาวฟิลิปปินส์ครอบครัวหนึ่งเมื่อปี 2009

นครินทรา เป็นพรรณไม้ชนิดใหม่ของโลก ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2552 โดย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ เขาหินปูนบริเวณดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย

กรมวิชาการเกษตร ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเชิญพระนามาภิไธยสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี เป็นชื่อวิทยาศาสตร์ เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่มีพระราชกรณียกิจเกี่ยวข้องด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนาดอยตุง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อพรรณไม้ดังกล่าวว่า “นครินทรา” เมื่อ วันที่ 5 มีนาคม 2554 ซึ่งมีความหมายว่า พรรณไม้ที่เป็นศรีสง่าแด่สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี

“นครินทรา” (Trisepalum sangwaniae) เว็บแทงฟุตบอล species nova อยู่ในวงศ์ชาฤาษี จัดเป็นพืชหายาก และเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย ทั้งนี้ ทั่วโลกมีความหลากหลายของพืชสกุลชาฤาษี จำนวน 25 ชนิด ประเทศไทยนับว่า มีความหลากหลายของพืชสกุลชาฤาษีมากที่สุดในโลก เพราะค้นพบพืชสกุลชาฤาษีในประเทศไทยมากถึง 20 ชนิด

นครินทรา มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 20-60 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มจำนวนมาก ตั้งตรงหรือทอดเอนไปตามพื้นหิน ลำต้นส่วนล่างเป็นเนื้อไม้แข็งมีนวมหุ้ม 10-15 เซนติเมตร กิ่งมีขนาดเล็กเรียว

ใบ เป็นใบเดี่ยว 4-5 คู่ เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก แผ่นใบรูปไข่ กว้าง 6-7.5 เซนติเมตร ยาว 3.5-4.5 เซนติเมตร ปลายมน โคนรูปลิ่ม ขอบหยักมน ก้านใบยาว 1.5-1.8 เซนติเมตร เป็นครีบสอบเรียวเชื่อมต่อมาจากโคนแผ่นใบ ช่อดอกเป็นช่อกระจุก ยาวประมาณ 4 เซนติเมตร เกิดที่ยอดหรือซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ก้านช่อดอก 4-8 เซนติเมตร ใบประดับและใบประดับย่อยรองรับดอกรูปร่างมนกลม

กลีบเลี้ยงสีเขียว โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก 3 แฉกบนติดกัน 2 แฉกล่างแยกกันเป็นอิสระ กลีบดอกรูประฆัง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอดด้านนอก สีขาวอมม่วงอ่อน ด้านในสีขาวที่โคนหลอดสีเขียว ปลายแยกเป็น 5 แฉก สีม่วง รูปไข่กว้าง กว้าง 1-1.2 เซนติเมตร ยาว 0.6-0.7 เซนติเมตร ปลายมนกลม เกสรเพศผู้ 2 อัน ติดอยู่ภายในหลอดกลีบดอก อับเรณูรูปคล้ายสามเหลี่ยมของแต่ละอันมาเชื่อมติดกันตามรอยตะเข็บ เกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน 2 อัน ลดรูปจนมีขนาดเล็ก รังไข่ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ยอดเกสรเพศเมียเป็นแถบรูปลิ้น ผลแบบผลแห้งแตก เมื่อแก่บิดเป็นเกลียว ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก จำนวนมาก

เนื่องจาก นครินทรา เป็นพืชป่าที่พบใหม่และยังไม่เคยมีรายงานการนำไปใช้ประโยชน์ แต่กรมวิชาการเกษตร คาดว่า นครินทรา มีศักยภาพที่จะสามารถพัฒนาไปใช้เป็นไม้ประดับ เพราะมีดอกที่มีความสวยงามหรืออาจพัฒนาเป็นพืชเครื่องดื่มได้ เพราะในชาฤาษีชนิด Trisepalum albidum ซึ่งเป็นพืชในสกุลเดียวกันนั้น มีรายงานว่ายอดอ่อนตากแห้งสามารถนำไปชงดื่มได้เช่นเดียวกับใบชาทั่วไป