นอกจากนี้ ภายในงานมีกิจกรรมเสวนาให้ความความรู้

ภายใต้หัวข้อ “ช่องทางการตลาดในปัจจุบันและทิศทางของโอท็อปในอนาคต” และมีการจัดอบรม หัวข้อเรื่อง “การเพิ่มช่องทางการตลาดจำหน่ายสินค้า” โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมฟังแนวทางการเพิ่มช่องทางการตลาดอย่างหนาแน่น

ขนมทองม้วนเป็นขนมไทยที่ได้รับความนิยม รับประทานง่าย รสชาติดี สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม สะดวก และปลอดภัยต่อการบริโภค ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความหลากหลาย เพิ่มทางเลือก และเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบ ปัจจุบันมีการพัฒนาปรับปรุงขนมทองม้วนให้มีรสชาติที่แปลกใหม่ และมีความหลากหลาย แต่จะทำอย่างไรให้อาหารที่นำมาแปรรูปหรือพัฒนานั้น สะอาด ถูกหลักโภชนาการ และสามารถนำมาบริโภคหรือจำหน่ายได้อย่างปลอดภัย นี่คือประเด็นที่สำคัญยิ่ง

ดร.วิจิตรา เหลียวตระกูล อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) กล่าวว่า การพัฒนาขนมทองม้วน ให้มีความแตกต่างจากขนมทองม้วนทั่วๆ ไป สามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับขนมทองม้วนได้อย่างลงตัว จากการศึกษาอัตราส่วนผสมของขนมทองม้วน ที่มีส่วนผสมดอกไม้กินได้ 3 ชนิด คือ ดอกโสน ดอกอัญชัน และดอกบัวหลวง

เมื่อเทียบกับขนมทองม้วนสูตรควบคุมที่ไม่ผสมดอกไม้ จากการทดสอบทางประสาทสัมผัส 9-Point Hedonic scale ประเมินลักษณะของผลิตภัณฑ์ทางด้านสี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม ผู้ทดสอบชิมจำนวน 30 คน พบว่า ขนมทองม้วนผสมดอกโสน ดอกอัญชัน และดอกบัวหลวง ให้การยอมรับมากที่สุด

ซึ่งขนมทองม้วนที่พัฒนาได้ 100 กรัม ให้พลังงาน 400,50 กิโลแคลอรี มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 79.71 และมีปริมาณโปรตีน และเยื่อใยสูงถึงร้อยละ 10.65 และ 1.50 ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์คุณค่า ทางโภชนาการตามวิธี AOAC (2000) จะเห็นได้ว่าขนมทองม้วนที่มีการพัฒนาใส่สมุนไพรเพื่อเพิ่มกลิ่นและรสชาติให้แปลกใหม่นั้น เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์ นอกจากจะเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการแล้ว ยังดึงดูดให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อขนมทองม้วนได้เป็นอย่างดี และสามารถเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ในอุณหภูมิห้องได้นานขึ้น

ผู้สนใจเรียนรู้การทำทองม้วนเสริมดอกไม้กินได้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดร.วิจิตรา เหลียวตระกูล อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร หมายเลขโทรศัพท์ (092) 765-4788 หรือติดต่อที่ คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ หมายเลขโทรศัพท์ (035) 709-096

คุณสัญชัย เพชรคง อยู่บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 5 ตำบลควนศรี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้นำปลาหมอมาเลี้ยงภายในสวนยางพารา โดยใช้วิธีการเลี้ยงให้อยู่ภายในบ่อผ้าใบ ทำให้ไม่ต้องขุดบ่อ สามารถจัดการในเรื่องของน้ำและระบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ปลาหมอโตดี มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด มีพ่อค้าแม่ค้าจากหลายๆ จังหวัดเข้ามาติดต่อซื้ออยู่เป็นระยะเลยทีเดียว

ผันชีวิตมาทำเกษตร

คุณสัญชัย เล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนได้มีร้านจำหน่ายอุปกรณ์มือถือ ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาดูแลสวนยางในที่ดินของตนเอง เมื่อราคายางพาราตกต่ำลงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ต้องมองหาอาชีพเสริมอย่างอื่นเพื่อเพิ่มรายได้ จึงมองว่าในที่ดินของเขาเองมีแหล่งน้ำที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้มีความคิดที่อยากจะเลี้ยงปลาภายในสวนยางพารา โดยใช้วิธีการเลี้ยงภายในบ่อผ้าใบหรือบ่อพลาสติกแทน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและทำงานเพียงคนเดียวได้

“ผมเป็นคนที่ชอบทานปลาหมอ พอเราคิดว่าจะหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ จึงได้นำปลาหมอพันธุ์ชุมพรเข้ามาทดลองเลี้ยง โดยเราจะไม่เน้นเลี้ยงในบ่อดินเหมือนทั่วไป เพราะการทำแต่ละครั้งต้องจับให้หมดทีเดียวยกบ่อ ซึ่งทำให้ตลาดที่มารับซื้อรองรับได้ไม่หมด เราก็เลยมีแนวความคิดที่จะนำมาเลี้ยงภายในบ่อผ้าใบหรือบ่อพลาสติกแทน มาปรับใช้เข้ากับการเลี้ยงให้เหมาะสมกับการเลี้ยงภายในสวนยางพาราของผมเอง”

ซึ่งกว่าการเลี้ยงจะประสบผลสำเร็จเหมือนเช่นทุกวันนี้ คุณสัญชัย บอกว่า มีทั้งหาข้อมูลต่างๆ จากผู้ที่เลี้ยงประสบผลสำเร็จ และผู้เลี้ยงที่เจอปัญหาอุปสรรคต่างๆ มาทดลองเลี้ยงด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกอยู่ 2 ปี ปลาหมอทุกตัวที่เลี้ยงก็เริ่มให้ผลผลิตที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาดมาจนถึงทุกวันนี้

เนื่องจากต้องการเลี้ยงโดยใช้พื้นที่ที่มีอยู่ในเกิดประโยชน์สูงสุด คุณสัญชัย บอกว่า จึงได้นำปลาหมอมาเลี้ยงอยู่ภายในสวนยางพารา โดยใช้พื้นที่ตรงกลางระหว่างแถวต้นยางพาราที่มีความกว้างถึง 8 เมตร มาสร้างบ่อสำหรับเลี้ยงปลาหมอ โดยบ่อจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 6 เมตร จึงทำให้มีพื้นที่ข้างละ 1 เมตร เดินทำงานได้สะดวก ทั้งกรีดยางและดูแลปลาหมอภายในบ่อ

คุณวันเพ็ญ มานะกุล อาศัยอยู่ที่ตำบลวังม่วง อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี มีความชื่นชอบดอกเข้าพรรษา จึงหาพันธุ์และปล่อยให้ผสมพันธุ์เองตามธรรมชาติจนเกิดเป็นพันธุ์ใหม่ ที่มีดอกลักษณะสวยงามแตกต่างกันไปเป็นพันธุ์ที่มีดอกรูปแบบใหม่ๆ จนสามารถขยายพันธุ์ทำเป็นอาชีพเสริมเกิดรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี

คุณวันเพ็ญ เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยที่เธอยังเด็กอาศัยอยู่ที่อำเภอพระพุทธบาท ได้เห็นพื้นที่แถวนั้นมีการปลูกดอกเข้าพรรษาเป็นจำนวนมาก เรียกง่ายๆ ว่า เติบโตมากับการเห็นดอกเข้าพรรษาตลอดในช่วงวัยเด็ก จึงเกิดความชื่นชอบในดอกไม้ชนิดนี้เป็นชีวิตจิตใจ ทำให้มีการรวบรวมสายพันธุ์นำมาปลูกเพื่อความสวยงามไปพร้อมๆ กับเป็นการอนุรักษ์ไปด้วย

“สมัยที่เราเป็นเด็ก เราก็เห็นไม้ชนิดนี้เป็นประจำ ก็มีความหลงใหลและชอบตั้งแต่ได้พบเห็น ต่อมาเมื่อมีครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่อำเภอวังม่วง เราก็ได้นำดอกเข้าพรรษาที่เราชอบตามมาปลูกที่นี่ด้วย เพราะสมัยหลังๆ มานี่ ดอกเข้าพรรษาที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ เริ่มที่จะค่อยๆ หายไป ทีนี้เราก็มองว่าในเมื่อเราชื่นชอบเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว น่าจะนำมาปลูกและพัฒนาพันธุ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ไปด้วยในตัว” คุณวันเพ็ญ เล่าถึงที่มา

เมื่อดอกเข้าพรรษาที่นำมาปลูกเจริญเติบโตขยายพันธุ์จนมีจำนวนมากแล้ว จากที่ปลูกเพื่อดูเล่นยามว่าง กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว แต่ยังสามารถส่งจำหน่ายแบบทำตลาดออนไลน์ทำเป็นรายได้เสริมให้กับเธอได้อีกด้วย

การปลูกดอกเข้าพรรษาให้ได้ดอกที่สวยมีให้เชยชมเพียงปีละ 1 ครั้งนั้น คุณวันเพ็ญ บอกว่า จะนำไม้มาปลูกบริเวณบ้านที่เป็นพื้นที่ร่มเงาแบบไม่มีแสงแดดร้อนจนเกินไป โดยการปลูกถ้าเป็นการให้ได้สายพันธุ์ใหม่ๆ จะนำเมล็ดที่แก่แล้วมาเพาะและดูแลให้เจริญเติบโตจนได้ดอกใหม่ที่สวย แต่ถ้าต้องการขยายพันธุ์ให้มีจำนวนมาก จะเน้นปลูกลงดินในบริเวณที่กว้างๆ เพื่อให้ไม้ขยายพันธุ์และแตกหน่อเองตามธรรมชาติ

“ถ้าไม้ที่ปลูกจากการเพาะเมล็ดจะใช้เวลาดูแลอย่างน้อยประมาณ 2 ปี ถึงจะออกดอกให้เราได้เห็น ส่วนต้นที่แยกหน่อหรือเหง้า ใช้เวลาประมาณ 1 ปี ก็เจริญเติบโตให้เห็นดอกได้ วัสดุที่ปลูกจะเน้นใช้แกลบดิบผสมกับขี้เถ้าแกลบและดิน ผสมทั้ง 3 อย่างนี้ ผสมกันในอัตราส่วนที่เท่ากัน จากนั้นเมื่อปลูกจนเห็นว่าไม้เจริญเติบโตเต็มที่ จะให้ปุ๋ยออสโมโค้ทสูตรเสมอ 15-15-15 เพื่อเป็นการบำรุงต้นให้สมบูรณ์ก่อนที่จะออกดอกให้เห็น” คุณวันเพ็ญ บอก

ในเรื่องของการดูแลให้น้ำ คุณวันเพ็ญ บอกว่า จะรดน้ำวันละ 1 ครั้ง โดยพื้นที่ที่ปลูกต้องไม่เป็นพื้นที่ที่มีน้ำขัง ซึ่งพื้นที่ปลูกสามารถมีความชื้นได้ แต่ต้องไม่อุ้มน้ำจนเกินไป เพราะจะทำให้เหง้าของไม้เน่าและตายได้

เมื่อดอกเข้าพรรษามีขนาดต้นที่สมบูรณ์แล้ว คุณวันเพ็ญ บอกว่า พอเข้าสู่เดือนพฤษภาคมไม้จะเริ่มเตรียมที่จะออกดอก จากนั้นช่วงที่ออกดอกมากที่สุดจะเป็นช่วงเดือนมิถุนายนไปจนถึงช่วงเทศกาลเข้าพรรษา ก็จะมีดอกเข้าพรรษาจำนวนมากออกมาให้เชยชม เพื่อตัดดอกนำไปขายให้กับผู้มีจิตศรัทธานำไปบูชาพระหรือตักบาตรดอกไม้เป็นประจำทุกปี และเมื่อฤดูฝนกำลังจะหมดไปดอกเข้าพรรษาก็จะมีการพักตัวโดยทิ้งใบมีเพียงเหง้าเท่านั้นที่อยู่ใต้ดิน เมื่อฤดูฝนหน้ามาใหม่ก็จะแตกใบพร้อมกับออกดอกอีกครั้งหมุนเวียนแบบนี้ตลอดทุกปี

ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อขายดอกเข้าพรรษา คุณวันเพ็ญ บอกว่า เนื่องจากเธอเองมีงานประจำที่ต้องทำอยู่ การเพาะพันธุ์ดอกเข้าพรรษาจึงทำเพื่อเป็นอาชีพเสริมรายได้เท่านั้น อีกอย่างไม้ชนิดนี้จะออกดอกเพียงปีละ 1 ครั้ง จึงไม่สามารถทำเป็นงานหลักได้ ดังนั้น จึงเน้นสร้างตลาดแบบขายออนไลน์เป็นหลักและส่งสินค้าทางไปรษณีย์

“ต้องบอกก่อนว่าปัจจุบันนี้ ในเรื่องของชีวิตประจำ เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมาก ดังนั้น เราก็จะนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างเช่น สื่อโซเชียลมีเดีย ที่สามารถถ่ายภาพสินค้าเราลงไปให้ลูกค้าเห็นได้เลย โดยที่ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาหาเราถึงที่จังหวัดสระบุรี พอเรามีลูกไม้ใหม่ๆ หรือพันธุ์ที่ขยายได้จำนวนมากๆ ก็ลงในกลุ่มลูกค้าที่ติดตามเราอยู่ เขาก็จะติดต่อขอซื้อเข้ามา เราก็รับออเดอร์และจัดส่งของให้ลูกค้าไป ก็ถือว่ามีความสะดวกและประหยัดเวลาได้ดี” คุณวันเพ็ญ บอกเรื่องหลักการทำตลาด

โดยราคาขายดอกเข้าพรรษามีให้ลูกค้าได้เลือกซื้อในราคาที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับขนาดของไม้และสีสันของดอกที่แปลกตา ราคาอยู่ที่ 100-300 บาท ต่อกระถาง เมื่อต้องส่งทางไปรษณีย์ก็จะทำการล้างรากให้สะอาดและห่อเป็นอย่างดีส่งให้กับลูกค้าถึงที่บ้าน

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบดอกเข้าพรรษาและต้องการปลูกเพื่อทำเป็นอาชีพเสริม คุณวันเพ็ญ แนะนำว่า สามารถนำมาปลูกทิ้งไว้บริเวณบ้านที่มีพื้นที่แบบร่มเงาไม่ร้อนเกินไป ปล่อยให้ไม้แตกหน่อขยายพันธุ์เองตามธรรมชาติ และเมื่อไม้มีจำนวนที่มากๆ ก็สามารถแยกหน่อใส่กระถางขายได้ แต่ถ้าเป็นช่วงที่ไม้ชนิดนี้ออกดอกมากๆ ก็ยังสามารถตัดดอกส่งขายให้กับร้านดอกไม้ เพื่อทำเป็นรายได้อีกหนึ่งช่องทาง

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวันเพ็ญ มานะกุล หมายเลขโทรศัพท์ (087) 122-8209 กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการจากตัวแทนภาคีเครือข่ายกว่า 120 คน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคเกษตรกร และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย หรือ CESRA และบูรณาการความคิดเห็นแบบมีส่วนร่วมสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการศูนย์เครือข่าย CESRA ในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานที่ประชุม กล่าวว่า ความเป็นมาและความสำคัญของการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยดินแห่งภูมิภาคเอเชีย และแนวทางการขยายศูนย์เครือช่าย CESRA หรือที่เรียกว่า “ศูนย์เซียนดิน” ในระดับพื้นที่ โดยพลักดันให้เป็นศูนย์เรียนรู้ ส่งเสริม ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร พัฒนาที่ดิน ภูมิปัญญาท้องถิ่นตามภูมิสังคม สนับสนุนการวิจัย และขยายผลสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการจัดการทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ได้กล่าวถึงการจัดตั้งสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งประเทศไทย หรือ Thai soil Partnership – TSP ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของ 7 ภาคีเครือข่าย ที่มีความเกี่ยวข้องกับดินในทุกมิติ ประกอบด้วย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคศาสนา ภาคประชาสังคม เกษตรกร และภาคประชาชน เพื่อบูรณาการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการจัดการทรัพยากรดิน การขับเคลื่อนและขยายผลการพัฒนาทรัพยากรดินสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมตามสภาพภูมิสังคม ตลอดจนสนับสนุนและผลักดันกิจกรรมที่เชื่อมโยงสู่การขจัดความอดอยาก หิวโหย ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาที่ยังยืน

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้แนวทางการขับเคลื่อน “ศูนย์เซียนดิน” ผ่านกลไกสมัชชาความร่วมมือทรัพยากรดินแห่งประเทศไทย (TSP) ในการสร้างความตระหนักรู้ พร้อมน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” เพื่อการพัฒนาทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน และผลักดันการขับเคลื่อน 3 ประเด็นหลัก ซึ่งประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญอย่างมาก คือ 1.หยุดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน และมลพิษทางดิน (soil pollution) 2.หยุดการชะล้างพังทลายของดินในพื้นที่ (soil erosion) 3.ส่งเสริมการอนุรักษ์และการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพของดิน (soil biodiversity)

ฤดูกาลที่ร้อนอบอ้าว…แห้งแล้ง ย่างกรายหนีห่างจากเราไป พร้อมๆ กับสายฝนพรำที่คืบคลานเข้ามาแทนที่ ตามธรรมชาติเริ่มเดือนหกฝนก็ตกแล้ว พอพูดถึงฝน…ภาพของกบออกมาเล่นน้ำฝนน่าจะยังอยู่ในจินตนาการของคนเมืองกรุง แต่ถ้าเป็นชาวบ้านแถบอีสาน ป่านนี้คงนอนยิ้มหวานนึกถึงภาพตัวเองออกไปจับอึ่งกับเพื่อนฝูงมาต้ม มาลาบ ไม่ก็หาแหย่ไข่มดแดง

หลังจากฝนตกมากพอ “ผักหวานป่า” ก็จะแตกยอดอ่อน ใบอ่อน ชูช่อเล่นน้ำฝน ณ เวลานี้ คงไม่มีผักใดที่ฮอตฮิตไปกว่า “ผักหวานป่า” อีกแล้ว ราคาก็ช่างดีเหลือหลาย ยิ่งสรรพคุณเกือบไม่ต้องพูดถึงเลย เพราะมีมากมาย คนไทยคนต่างชาติรู้จักกันดี ถ้าเอ่ยถึง ผักหวานป่ากับไข่มดแดง เพราะเป็นอาหารยอดนิยม

ผักหวานป่า จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง และเป็นพืชประจำถิ่นที่นิยมรับประทานในแถบภาคอีสาน สมัยโบราณผักหวานป่าเป็นของมีค่าและราคาแพง ผักหวานป่ามีความสามารถในการขยายพันธุ์ต่ำ จึงทำให้ผักหวานป่าปลูกยากไปด้วย แต่ก็ไม่พ้นความพยายามของมนุษย์ไปได้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ใบ เป็นใบเดี่ยวสลับ เนื้อใบกรอบ ขอบใบเรียบ ปลายใบมน ขนาดใบ 2.5-5.0 เซนติเมตรx6-12 เซนติเมตร ก้านใบสั้นดอก เป็นแบบไม่สมบูรณ์เพศ (imperfect flower) มีทั้งต้นดอกเพศผู้ และต้นดอกเพศเมีย (dioecious) ช่อดอกเกิดบริเวณกิ่งแก่ หรือลำต้น การพัฒนาของช่อดอกประมาณ 6 สัปดาห์

การผสมเกสร (pollination) ของผักหวานป่าเป็นการผสมข้าม เนื่องจากดอกตัวผู้และดอกตัวเมียแยกกันอยู่คนละต้น

ผล เป็นผลเดี่ยว มีรูปไข่ถึงค่อนข้างกลม (ellipsoid to slightly ovoid or obvoid) มีขนาด 2.3-4.0 เซนติเมตรx1.5-2.0 เซนติเมตร ผลอ่อนสีเขียว มีนวลเคลือบโดยรอบ และต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองครีม หรือเหลืองอมส้มเมื่อแกะเปลือก (pericarp) บาง เนื้อมีความฉ่ำน้ำ มีเมล็ดเดียวแบบ drupe การพัฒนาของผลประมาณ 6-8 สัปดาห์
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด เพาะชําราก และตอนกิ่ง

แหล่งที่พบ ป่าเต็งรัง ผักหวานป่าเป็นพืชที่ทนแล้ง ไม่ชอบแดดจัด ไม่ชอบน้ำมาก ชอบที่โล่ง ดินร่วนปนทรายตามธรรมชาติ ขึ้นได้ในดินร่วนปนทรายส่วนที่ใช้เป็นอาหาร ได้แก่ ใบอ่อน ยอดอ่อน ดอก และผลอ่อน นํามาลวก ต้ม นึ่ง คู่กับน้ำพริก หรือปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงส้ม แกงเลียง แกงอ่อม แกงกะทิกับปลาย่าง แกงใส่ไข่มดแดง ผัดน้ำมันหอย ทอดกับไข่

ผักหวานป่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ โดยมีคุณค่าทางอาหาร และมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระสูง (antioxidant capacity) ทั้งการบริโภคสด และการแปรรูปผลผลิตเป็นชาผักหวานป่า รวมทั้งสามารถสกัดเป็นสารออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของโรคพืช เช่น เชื้อ Fusarium oxysporum และ Xanthomonas campestris

สวนผักหวานป่าที่ผู้เขียนจะกล่าวถึงนั้น เป็นของ “นายจันทร์ ปะโพทะกัง” วัย 84 ปี ซึ่งเป็นทั้งปราชญ์ชาวบ้าน และพ่อแห่งชาติ เมื่อปี 2557 ของบ้านโนนตูม อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ได้เริ่มปลูกผักหวานป่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยนำเมล็ดพันธุ์มาจากป่า

วิธีการเพาะก็แบบบ้านๆ

นำเมล็ดผักหวานป่ามาล้างเนื้อเมล็ดออก ผึ่งลมให้แห้ง เพาะบนกองขี้เถ้า รดน้ำให้ชุ่ม คลุมด้วยกระสอบป่านแล้วรดน้ำอีกครั้ง อีกสัปดาห์เมล็ดก็งอกรากยาว 1 เซนติเมตร ถึงนำเมล็ดผักหวานป่าไปปลูกลงดิน ส่วนหนึ่งชำใส่ถุงดำไว้ปลูกซ่อม หลังจากเพาะถ้าต้นสูงสัก 10-20 เซนติเมตร โอกาสรอดจะสูง ซึ่งอาจใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี

พ่อใหญ่จันทร์ เล่าว่า ปีแรกลงต้นผักหวานป่าไว้ประมาณ 50 ต้น และปลูกเพิ่มเรื่อยๆ ปีละประมาณ 50 ต้น ด้วยพื้นที่ที่จำกัดเพียง 1 ไร่ จึงปลูกต้นผักหวานป่าได้ไม่มากนัก ประมาณสามสี่ร้อยต้น และในช่วงปีหลังๆ ก็ไม่มีการปลูกเพิ่ม เป็นเพียงแค่ปลูกซ่อมแซมต้นที่เสียหายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในละแวกนั้นมีพ่อใหญ่จันทร์เท่านั้นที่ปลูกผักหวานป่า

วิธีการปลูกโดยทั่วๆ ไป

1. ปลูกไม้พี่เลี้ยงไว้ใกล้ๆ (ประมาณว่าจะให้รับแดดรำไร) โดยปลูกระหว่างต้น 2 เมตร ระหว่างแถว 2 เมตร

2. ขุดหลุมปลูกให้ลึก ประมาณ 1 ฟุต พรวนดินให้ร่วน ผสมปุ๋ยคอก เอาเมล็ดวางบนปากหลุม เดี๋ยวรากเดินเอง(รากผักหวานป่าเดินเร็วในช่วงแรก)

3. ล้อมด้วยซาแรน 80 เปอร์เซ็นต์ เพื่อพรางแสงให้ต้นกล้าเล็กๆ และเพื่อป้องกันไก่คุ้ยเขี่ย…

พ่อใหญ่จันทร์ บอกว่า ถ้าเอาดินแถวโคนต้นผักหวานเดิม หรือต้นแม่มาใส่รองก้นหลุมบ้าง จะทำให้อัตราการรอดตายสูงขึ้น นอกจากนั้น ท่านยังได้ทดลองปลูกพืชต่างๆ เป็นพี่เลี้ยง ทั้งตะขบ และต้นแค (ขาวและแดง) เพื่อหาคำตอบว่าพืชใดเป็นพี่เลี้ยงได้ดีที่สุด ซึ่งคำตอบก็คือ ตะขบ

ถ้าอยากรู้ว่า ต้นไม้ชนิดใด เป็นพี่เลี้ยงของต้นผักหวานป่าได้ ให้สังเกตดูว่าช่วงหน้าแล้งใบมันร่วงหมดต้นหรือไม่ ถ้าไม่ร่วงจนหมดต้น ก็เป็นพี่เลี้ยงได้ และที่สำคัญพี่เลี้ยงต้องเป็นไม้ใบเล็ก แสงลอดได้พอรำไร พ่อเฒ่าบอกกับผู้เขียนด้วยสีหน้ายิ้มอย่างภูมิใจ

ปัจจุบัน พ่อใหญ่จันทร์ ได้วางมือแล้ว ให้ลูกชายเป็นผู้ดูแลต่อ เพราะตัวเองหมดแรงทำ ตอนนี้ต้นผักหวานป่าสองร้อยกว่าต้นที่เหลืออยู่ก็เพียงพอที่จะออกผลผลิตให้ครอบครัวได้เก็บไปขายที่สหกรณ์ร้านค้าในหมู่บ้านแทบทุกวัน…

การปลูกผักหวานป่า สามารถช่วยให้มันอยู่รอดผ่านแล้งผ่านหนาวจนเติบใหญ่ได้ มันจะโตเร็วสุดคือ ช่วงปลายฝนต้นหนาวไปจนถึงปลายแล้งต้นฝน ยิ่งแล้งยิ่งยอดดก…ยิ่งแล้งยิ่งโตเร็ว

พ่อใหญ่จันทร์ เป็นเกษตรกรที่ไม่เหมือนเกษตรกรคนอื่นในหมู่บ้านที่ทำนาอย่างเดียว ท่านมองไกลไปกว่านั้น ขณะที่ทำนาก็ได้ปลูกมะม่วงบนคันนาไว้หลายสิบต้น พอได้ให้คนกิน ให้นกให้กระรอก มีบ่อเลี้ยงปลาเล็กๆ ปลูกต้นตาล ปลูกไม้ใหญ่บนคันนาไว้ใช้สอย ทำโต๊ะ ทำเก้าอี้ ไม่ว่าจะเป็นยางนา สัก สะเดา มะขามป้อม หรือไม้ยืนต้นอื่นๆ ที่ทางการส่งเสริม

ต้นคูน หรือ ราชพฤกษ์ ที่สวนก็มีปลูกไว้ให้แม่เฒ่าที่มีอายุไล่เลี่ยกันไว้กินกับหมาก เหลือแจกเพื่อนบ้าน ส่วนยางเหียง และยางกราดมีอยู่แล้ว และส่วนหนึ่งได้กันไว้เป็นสวนป่าดั้งเดิม ซึ่งเป็นป่ามะค่าแต้ หากมองดูแล้วรูปแบบการใช้ชีวิตของพ่อใหญ่จันทร์ก็เป็นแบบอย่างของเกษตรผสมผสานที่พ่อหลวงสอนให้เราอยู่ได้แบบพึ่งพาตัวเอง และอยู่อย่างพอเพียง

กว่าจะผ่านพ้นหน้าแล้งไปได้ หัวใจผู้เขียนแทบขาด…ตับแทบจะแตก ต้นไม้หลายต้นก็ยืนต้นตาย เมื่อพระพิรุณมาโปรดถึงขนาดนี้แล้ว จะมัวรอช้าอยู่ทำไม หาเมล็ดผักหวานป่ามาจิ้มลงดินตามวิถีบ้านๆ นี่แหละ ไม่ต้องพึ่งสารเคมี จะได้เก็บผักกินเองได้อย่างสบายใจ แถมมีสุขภาพดีอายุยืนยาวอีกด้วย…ส่วนใครชอบไม้ป่า ผู้เขียนขอแนะนำให้ไป ศูนย์เพาะชำกล้าไม้ทุกๆ จังหวัด เขาเริ่มแจกกล้าไม้กันแล้วนะ

เย็น….ฝนพรำ พร่างพรูสู่พฤกษา
พรมไม้ป่า สดใสในวสันต์
หัวใจเรา ฉ่ำชื่นเช่นดังคืนวัน
ฝันและใฝ่ โลกใหม่ต้องเป็นของเรา…
(บทเพลง : ยิ้มกลางสายฝน คาราวาน)

เอกสารอ้างอิง

ทักษิณ อาชวาคม และคณะ. 2551. ผักหวานป่า พืชกินได้ในป่าสะแกราช. สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ฝ่ายจัดการสถานีวิจัย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) น. 207-208

สงบ เจริญสุข. เอกสารทางวิชาการ เรื่อง การปลูกผักหวานป่า จังหวัดสระบุรี. สํานักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี. กรมส่งเสริมการเกษตร. 42 น.การใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ มากมาย ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีการสื่อสาร ฯลฯ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ดังนั้น ทักษะการเรียนรู้นวัตกรรม ทักษะสารสนเทศ สื่อ เทคโนโลยี ทักษะชีวิตและอาชีพ จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญของการใช้ชีวิตและทำงานในศตวรรษที่ 21 ที่ทุกคนจำเป็นต้องมีติดตัวเพื่อความอยู่รอด

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น จึงสร้าง “UCC Network” ศูนย์กลางกระจายเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยร่วมมือกับเครือข่ายวิจัยอุดมศึกษา 9 แห่ง ดำเนินโครงการ Innovation Hubs เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ ตอบโจทย์ Thailand 4.0 ของรัฐบาล โดยมุ่งสร้างงานวิจัยให้เป็นระบบที่เข้มแข็ง ทั้งโครงสร้างการจัดการ และกำลังคน เกิดการบูรณาการนวัตกรรมงานวิจัย ต่อยอดต้นทุนเดิม (ภูมิปัญญาชาวบ้าน ทรัพยากรธรรมชาติ) สู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์เกิดเป็นนวัตกรรมสินค้าหรือบริการ ที่สร้างรายได้ต่อชุมชนท้องถิ่น สร้างวิสาหกิจเพื่อสังคม ตอบโจทย์รายได้ทางธุรกิจ ควบคู่กับการรับใช้ชุมชนท้องถิ่นไปพร้อมๆ กัน

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.)

นับตั้งแต่ ปี 2560 เป็นต้นมา เครือข่ายวิจัยภาคใต้ตอนบน จัดตั้ง “ศูนย์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคใต้ตอนบน” โดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ทำหน้าที่เป็นแม่ข่ายหลักในการวิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ พังงา และจังหวัดภูเก็ต

ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้กลุ่มเกษตรกร กลุ่มธุรกิจที่พัก โฮมสเตย์ โรงแรม รวมไปถึงกลุ่มวิสาหกิจ ได้เกิดการรวมกลุ่มในการยกระดับการท่องเที่ยวตามมาตรฐานและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด โดยคาดหวังให้กลุ่มเป้าหมาย คือนักศึกษามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่เป็นทายาทเกษตรกร เกษตรกรรุ่นใหม่ที่ต้องการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยการท่องเที่ยว ผู้ประกอบการด้านร้านอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยว กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ได้เข้าใจตลาดของธุรกิจเชิงเกษตร รวมทั้งทิศทางตลาดการท่องเที่ยว แนวทางการพัฒนาพื้นที่เกษตรให้เป็นเกษตรปลอดภัยอย่างยั่งยืน พร้อมกับสร้างเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวในพื้นที่ไปพร้อมๆ กัน