นอกจากนี้ ยังพบว่าการใส่ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-วันทั้งสองแบบ

ทำให้ผลผลิตข้าวโพดหวานพันธุ์ไฮ-บริกซ์ 3 ของทั้งสองแปลงทดลองมีความหวานได้มาตรฐาน ตามมาตรฐาน มกษ. 1512-2554 (8-18 °brix) และยังช่วยเพิ่มปริมาณแบคทีเรียทั้งสามสกุลที่อยู่ในปุ๋ยชีวภาพทั้งสองแบบ ซึ่งแบคทีเรียทั้งสามสกุลมีประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจน ชี้ให้เห็นว่าการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์สามารถช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจนลงได้ และยังช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตข้าวโพดได้อีกด้วย และเพื่อให้ได้ผลที่ชัดเจนมากขึ้นจึงมีการศึกษาเพิ่มเติมในระยะยาวรวมทั้งการศึกษาเพิ่มเติมในข้าวโพดหวานสายพันธุ์อื่นด้วย ดร.กัลยกร กล่าว

ศึกษาวิจัยการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ ในพื้นที่ สวพ. 1-8

ดร. กัลยกร บอกว่า กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน ยังได้ทำการศึกษาวิจัยการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ ทั้ง 3 ชนิด คือ ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-วัน ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทู และปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี ในพื้นที่ สวพ. เขตที่ 1-6 ซึ่งพื้นที่เพาะปลูกหลักส่วนใหญ่จะเป็นพืชไร่หรือพืชล้มลุก เช่น ข้าว ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง พืชผักและพืชสมุนไพร จึงสามารถทำการศึกษาวิจัยการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ทั้ง 3 ชนิด

ส่วนในพื้นที่ สวพ .7-8 ซึ่งเป็นพื้นที่ภาคใต้นั้น เกษตรกรมีการเพาะปลูกพืชไร่และทำนาน้อย จึงศึกษาเฉพาะปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-วัน สำหรับข้าวโพด พืชผักและพืชสมุนไพร และศึกษาการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทู สำหรับผลิตข้าวเท่านั้น

ความแตกต่างของปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ทั้ง 3 ชนิด

ดร.กัลยกร อธิบายว่า ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-วัน ประกอบด้วย แบคทีเรีย 3 สกุล แยกมาจากรากหญ้าแฝกและข้าวโพด เหมาะสำหรับข้าวโพด ข้าวฟ่าง พืชผัก พืชสมุนไพร ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทู ประกอบด้วย แบคทีเรีย 2 สกุล แยกมาจากรากข้าวหอมมะลิ 105 เหมาะสำหรับข้าวทุกสายพันธุ์ ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี ประกอบด้วย แบคทีเรีย 2 สกุล แยกมาจากรากอ้อยสายพันธุ์บราซิล เหมาะสำหรับอ้อย มันสำปะหลัง และสับปะรด

ดร.กัลยกร บอกว่า การที่กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน ทำการศึกษาวิจัย การใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ ร่วมกับปุ๋ยเคมี เพื่อช่วยให้เกษตรกรลดการใช้ปุ๋ยเคมีลงเท่ากับเป็นการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร รวมถึงการแนะนำให้เกษตรกรรู้จักการใช้ปุ๋ยเคมีในอัตราแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดินที่เหมาะกับการปลูกพืชแต่ละชนิด

การใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ ให้ประโยชน์แก่เกษตรกร ดังนี้

ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีอย่างน้อย 25 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับเป็นการลดต้นทุนการผลิตลง
ช่วยเพิ่มผลผลิตอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร วิธีการใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ให้ตรงกับพืช การใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-วัน

1. คลุกเมล็ดก่อนปลูก ใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-วัน จำนวน 1 ถุง (500 กรัม) ผสมน้ำให้ข้นแล้วนำเมล็ดข้าวโพด 3-4 กิโลกรัม หรือเมล็ดข้าวฟ่าง 2-3 กิโลกรัม คลุกเคล้าจนเนื้อปุ๋ยเคลือบติดเมล็ด แล้วนำไปปลูกทันที

2. ใช้รองก้นหลุมก่อนปลูก ใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-วัน จำนวน 1 ถุง (500 กรัม) ละลายน้ำสะอาด 20 ลิตร ราดกองปุ๋ยที่หมักสมบูรณ์แล้วประมาณ 250 กิโลกรัม ปรับความชื้นในกองปุ๋ยหมักให้ได้ประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์โดยน้ำหนัก คลุกเคล้าให้เข้ากัน บ่มไว้ 1 สัปดาห์ ใช้รองก้นหลุมก่อนปลูก อัตรา 250 กิโลกรัมต่อไร่

การใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทู

1. คลุกเมล็ดก่อนปลูก ใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทู จำนวน 1 ถุง (500 กรัม) ใส่น้ำสะอาดผสมให้ข้นเหนียว ใส่เมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 10-15 กิโลกรัม คลุกเคล้าจนเนื้อปุ๋ยเป็นสีดำเคลือบติดผิวเปลือกเมล็ดแล้วจึงนำไปปลูก

2. ใช้ร่วมกับปุ๋ยหมัก นำปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทู จำนวน 1 ถุง (500 กรัม) ผสมกับปุ๋ยหมักประมาณ 250 กิโลกรัม หว่านลงไปในแปลงปลูกข้าว อัตรา 250 กิโลกรัมต่อไร่

การใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี ในอ้อย

1. พ่นลงบนท่อนพันธุ์ ใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี ละลายกับน้ำสะอาดในอัตราส่วนปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี 1 กิโลกรัม (2 ถุง) ต่อน้ำ 100 ลิตร ฉีดพ่นเป็นฝอยลงบนท่อนพันธุ์อ้อยให้ทั่วนำไปปลูกแล้วกลบทับด้วยดินทันที

2. ใช้ร่วมกับปุ๋ยหมัก นำปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี จำนวน 1 ถุง (500 กรัม) ผสมกับปุ๋ยหมัก 250 กิโลกรัม หว่านลงในแปลงอ้อยก่อนปลูกอัตรา 250 กิโลกรัมต่อไร่

การใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี ในมันสำปะหลัง

1. แช่ท่อนพันธุ์ โดยใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี ละลายน้ำสะอาดในอัตราส่วน 1 : 20 หรือใช้ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี 1 กิโลกรัม (2 ถุง) ต่อน้ำ 20 ลิตร นำท่อนพันธุ์มันสำปะหลังลงไปแช่ 5-30 นาที แล้วนำไปปลูกทันที

2. ใช้ร่วมกับปุ๋ยหมัก นำปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์-ทรี 1 ถุง (500 กรัม) ผสมกับปุ๋ยหมัก 250 กิโลกรัม หว่านลงในแปลงมันสำปะหลังก่อนปลูก อัตรา 250 กิโลกรัมต่อไร่

เกษตรกรสนใจสามารถสอบถามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ปุ๋ยชีวภาพพีจีพีอาร์ ประโยชน์และวิธีการใช้ได้ในส่วนภูมิภาค ได้ที่ ศวพ.ลำปาง สวพ.2 พิษณุโลก ศวพ.กาฬสินธุ์ สวพ.4 อุบลราชธานี สวพ.5 ชัยนาท ศวพ.ระยอง ศปผ.ขอนแก่น และกลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตร ในบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพมหานคร โทร. 02-579-7522

พนักงานบริษัทหนุ่มวัย 34 ปี ในพื้นที่บ้านสันขะเจ๊าะ หมู่ที่ 14 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ใช้เวลาว่างหลังเลิกงานประจำปลูกขึ้นฉ่ายลอยฟ้าไฮโดรโปนิกส์แบบน้ำไหล ซึ่งเป็นผักสมุนไพรที่มีกลิ่นหอม นิยมใช้ในการปรุงอาหารเพิ่มความหอมของน้ำซุป สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัว 8,000-10,000 บาท ต่อเดือน โดยผักที่ปลูกนั้นจะเน้นใช้สารชีวภาพ จนเป็นที่ต้องการของตลาด ขึ้นฉ่ายเป็นผักที่มีกลิ่นหอม นิยมนำมาทำน้ำซุป แกงจืด

คุณพรชัย คำมี หนุ่มวัย 34 ปี อยู่บ้านสันขะเจ๊าะ หมู่ที่ 14 ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา นำผู้สื่อข่าวเข้าดูแปลงปลูกขึ้นฉ่ายลอยฟ้าไฮโดรโปนิกแบบน้ำไหลที่ปลูกไว้ในพื้นที่หน้าบ้านของตนเอง โดยเริ่มต้นขั้นตอนจากการซื้อเมล็ดพันธุ์ที่มีขายทั่วไปตามท้องตลาด นำมาเพาะเมล็ดพันธุ์ในที่ร่ม

และอนุบาลผักจนถึงนำมาปลูกในขั้นตอนระบบน้ำไหลวนบนท่อพีวีซีกว่า 2,000 หลุม โดยทำการบริหารจัดการตามขั้นตอนการปลูกการบำรุงรักษา จนสามารถทำให้ขึ้นฉ่ายที่ปลูกไว้โตได้อย่างรวดเร็วและสวยงาม รวมทั้งเป็นที่ต้องการของตลาด

แต่ละวันก็จะสามารถผลัดเปลี่ยนเก็บผลผลิตได้ทุกวันจนสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี มีพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่หมุนเวียนกันมาซื้อ โดยตนเองจะขายกำละ 10 บาท ถ้าชั่งขายในราคากิโลกรัมละ 35-40 บาท ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ตนเองได้ทำการปลูกขึ้นฉ่ายเป็นระยะเวลาประมาณ 1 ปีแล้ว เนื่องจากขึ้นฉ่ายของตนเองนั้นจะมีความสวยงาม และเป็นที่ต้องการของตลาด และตนเองก็จะขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันเป็นที่ต้องการของลูกค้าเนื่องจากผักมีความสวยงาม สร้างรายได้เสริมให้กับครอบครัวตกเดือนละ 8,000-10,000 บาทเลยทีเดียว “น้ำ” เป็นปัญหาปวดหัวตลอดกาลของชาวนา ราคาข้าวที่ถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ใครๆ ก็อยากทำนาปรังในฤดูแล้งนี้ แต่น้ำชลประทานที่มีจำกัดไม่พอแบ่งปันให้ทั่วถึง พอถึงนาปีชาวนาส่วนใหญ่ที่ทำนาน้ำฝน (พื้นที่ 3 ใน 4 ของพื้นที่นาทั้งประเทศ) ก็มักจะประสบปัญหาขาดน้ำเมื่อฝนทิ้งช่วง

การปลูกข้าวโดยไม่ขังน้ำ (ฝรั่งเรียกว่า ข้าวแอโรบิก ไทยขอเรียกว่า ข้าวไร่ทันสมัย หรือข้าวไร่ไฮเทค) น่าจะเป็นทางออกได้ทางหนึ่ง สำหรับชาวนาที่มีปัญหาเรื่องน้ำ และจะช่วยให้ประเทศไทยผลิตข้าวได้มากขึ้นจากน้ำที่มีอยู่จำกัด โดยการใช้น้ำน้อยลง สำหรับการผลิตข้าวแต่ละไร่และแต่ละกิโลกรัม ข้าวไร่ ไม่ใช่ของใหม่สำหรับคนไทย การทำไร่โดยการถางและเผา ปลูกข้าวไร่ ปลูกถั่ว และปลูกงา พริก มะเขือ ฟัก แฟง ไปด้วย ฯลฯ เป็นระบบการเพาะปลูกเพื่อยังชีพที่สำคัญระบบหนึ่งในอดีต

แต่ได้ลดความสำคัญลงเมื่อมีการปลูกพืชไร่เชิงการค้า เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อย เพิ่มมากขึ้น มาถึงในปัจจุบันการปลูกข้าวไร่ด้วยระบบดั้งเดิมนี้ ยังพอมีเหลืออยู่ในที่สูง และที่ยังให้ผลผลิตดีต้องการระยะเวลาหมุนเวียนอย่างน้อยถึง 7 ปี แต่การปลูกข้าวไร่ทันสมัยที่กล่าวถึงนี้ มีความแตกต่างตรงที่เป็นระบบเพาะปลูกสมัยใหม่ ที่มีการดูแลรักษาและให้ปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย น้ำ อย่างพอเพียงทั่วถึง มีการกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะวัชพืชเป็นอย่างดี ซึ่งเป็นระบบที่มีการเพาะปลูกเชิงการค้าอย่างได้ผลมาแล้วนับสิบๆ ล้านไร่ ในประเทศบราซิลและจีนทางเหนือ และแตกต่างจากการทำนาสวนตรงที่ไม่มีการทำเทือก ไม่มีความพยายามขังน้ำในกระทงนา แต่ให้น้ำพอดินชุ่มเหมือนพืชไร่อื่นที่ไม่ใช่ข้าว

ผลผลิตต่อไร่ของข้าวไร่ทันสมัยเทียบกับข้าวนาสวนที่มีน้ำขังตลอดเวลา มีรายงานจากการศึกษาในประเทศฟิลิปปินส์ว่า ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ข้าวไร่ทันสมัย ให้ผลผลิต 800-1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ในขณะที่เมื่อปลูกเป็นข้าวนาสวน ข้าวพันธุ์เดียวกันให้ผลผลิต 1,000-1,300 กิโลกรัม ต่อไร่

แต่ข้อได้เปรียบของข้าวไร่ทันสมัยอยู่ที่น้ำ ที่ประหยัดได้ต่อไร่ ทำให้ปลูกข้าวได้ในพื้นที่มากกว่า

ฤดูฝนปีไหนฝนดี ข้าวไร่ทันสมัย อาจต้องการน้ำชลประทานเสริมเพียง 1-2 ครั้ง ในช่วงวิกฤติ น้ำชลประทานที่ต้องใช้ในการขังน้ำในกระทงนาเพื่อปลูกข้าวนาสวน 1 ไร่ ในฤดูนาปี อาจพอเพียงปลูกข้าวไร่ทันสมัยได้ 5-10 ไร่

แม้ในฤดูแล้งที่ฝนตกเพียงเล็กน้อยหรือแทบไม่มีฝนเลย น้ำที่ใช้ทำนาปรัง 1 ไร่ จะพอเพียงปลูกข้าวไร่ทันสมัย ได้ 3-4 ไร่

ชาวนาที่มีค่าน้ำมันหรือค่าไฟฟ้าสำหรับสูบน้ำเข้านาสวนได้เพียงไร่เดียว ก็จะปลูกข้าวไร่ทันสมัยได้ 5-10 ไร่ ในฤดูนาปี และได้ 3-4 ไร่ ในฤดูนาปรัง น้ำที่ประหยัดได้จริงจะแตกต่างกันตามพื้นที่และฤดูกาล ขึ้นอยู่กับปริมาณฝน ชนิดดินที่อุ้มน้ำได้มากน้อยต่างกัน ลักษณะสภาพแวดล้อมทางอุณหภูมิและความชื้นที่กำหนดควบคุมการใช้น้ำของต้นข้าว

การปลูกข้าวไร่ทันสมัย มีศักยภาพที่เด่นชัดสำหรับชาวนาในเขตนาน้ำฝน แต่แม้ในเขตชลประทาน การปลูกข้าวไร่ทันสมัยจะช่วยเพิ่มพื้นที่รับน้ำเพื่อปลูกข้าวได้เป็นอีกหลายเท่าตัว จากการทำนาสวน

ข้อควรระวัง-ปัญหา ในการปลูกข้าวไร่ทันสมัย
อย่าลืมว่าการทำนาสวนด้วยการขังน้ำไว้ในกระทงนา เป็นระบบที่มีการพัฒนาระบบนิเวศมาเพื่อแก้ปัญหาหลายอย่างเกี่ยวกับการเพาะปลูก เมื่อเปลี่ยนไปเป็นการปลูกข้าวโดยไม่ขังน้ำ ปัญหาเหล่านั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขโดยอีกทางหนึ่ง ปัญหาดังกล่าวนี้มี 3 กลุ่ม คือ

ศัตรูพืช
ธาตุอาหารในดินและการดูดธาตุอาหาร
พันธุ์ข้าว และวิธีการเพาะปลูกที่เหมาะสม ซึ่งกลุ่มวิจัย “ทรัพยากรพันธุกรรมและธาตุอาหารพืช” ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำโดย ศ.ดร. เบญจวรรณ ฤกษ์เกษม เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ได้รับทุนสนับสนุนการสร้างกลุ่มวิจัยเพื่อมุ่งสร้างความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับข้าวไทย เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาระบบการปลูกข้าวแบบประหยัดน้ำนี้ต่อไป
1. ศัตรูพืช ทั้งการทำเทือกและการขังน้ำ เป็นวิธีการกำจัดควบคุมวัชพืช ไส้เดือนฝอย และแมลงศัตรูในดินที่ได้ผล ศัตรูพืชเหล่านี้เป็นปัญหาใหญ่ของข้าวไร่ทันสมัย มีรายงานจากประเทศบราซิลว่า ข้าวไร่ทันสมัยที่ปลูกซ้ำที่ทุกปีเป็นเวลา 5 ปี ให้ผลผลิตเพียง 186 กิโลกรัม ต่อไร่ ถ้าปลูกสลับกับถั่วเหลืองปีเว้นปี ได้ผลผลิต 412 กิโลกรัม ต่อไร่ และเมื่อปลูกเป็นปีที่ 4 หลังจากปลูกถั่วเหลืองมาแล้ว 3 ปี เว้นปี ข้าวไร่ทันสมัย ให้ผลผลิตถึง 692 กิโลกรัม ต่อไร่ การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ได้ผลสำหรับหลายคนอาจเลือกใช้ และมีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้โตเร็วกว่าวัชพืช และทนทานต่อการเข้าทำลายของไส้เดือนฝอย กลุ่มวิจัยฯ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ค้นพบพันธุ์ข้าวไร่พื้นเมืองที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของวัชพืชได้ในระดับหนึ่ง และกำลังทำการศึกษา ระบบการปลูกพืช และการใช้พืชคลุมดิน/ปุ๋ยพืชสด เพื่อลดการสะสมของศัตรูพืชในแปลงข้าวไร่ทันสมัย

2. ธาตุอาหาร และการจัดการปุ๋ย ในสภาพทางเคมีและกายภาพของดินที่แตกต่าง ดินที่ไม่ขังน้ำจะมีธาตุอาหารสำคัญ โดยเฉพาะฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำได้น้อยลง ต้นข้าวดูดไปใช้ได้ยากขึ้น การจัดการปุ๋ยในระบบข้าวไร่ทันสมัย จึงจำเป็นต้องประณีตแม่นยำกว่าการทำนาสวน การศึกษากลไกควบคุมระบบการปรับตัวของรากข้าวและสมรรถนะในการดูดธาตุอาหารของข้าวต่างพันธุ์โดยกลุ่มวิจัยฯ จะช่วยให้การปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับสภาพดินไม่ขังน้ำได้ดีขึ้น และจัดระเบียบการใส่ปุ๋ยให้ได้ประโยชน์มากที่สุดและมีการสูญเสียน้อยที่สุด ในยามที่ปุ๋ยแพงอย่างนี้ ฝ่ายพืชคลุมดินของกลุ่มวิจัยฯ จึงให้ความสนใจพืชตระกูลถั่วเป็นพิเศษ นอกจากจะช่วยควบคุมศัตรูพืชดังกล่าวข้างต้นแล้ว พืชคลุมดินตระกูลถั่วยังจะช่วยประหยัดค่าปุ๋ยได้ด้วยไนโตรเจนที่ตรึงจากอากาศ (เท่ากับปุ๋ยยูเรีย 1 ลูก-50 กิโลกรัม-หรือมากกว่า ในพื้นที่ 1 ไร่)

3. พันธุ์ข้าวและวิธีการเพาะปลูก เป็นต้นว่า จะใช้ข้าวพันธุ์ใดปลูก จะหยอดเมล็ดอย่างไร อัตราเมล็ดที่ปลูกกี่กิโลกรัม ต่อไร่ เตรียมดินอย่างไร จะไถหรือไม่ไถ ฯลฯ คงต้องมีการพัฒนาขึ้นมาให้เหมาะสมสำหรับแต่ละพื้นที่และโอกาส และไม่อาจนำเทคโนโลยีที่มีอยู่สำหรับข้าวนาสวนไปใช้กับข้าวไร่ทันสมัยได้เลยในทันที ในประเทศอื่น เช่น จีน และบราซิล มีความพยายามปรับปรุงพันธุ์ข้าวไร่ทันสมัยขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่การศึกษาในเบื้องต้นของกลุ่มวิจัยฯ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้พบว่า ข้าวพันธุ์หลัก เช่น ขาวดอกมะลิ 105 กข 6 ชัยนาท 1 สุพรรณบุรี 1 สามารถสร้างราก ดูดธาตุอาหาร และเจริญเติบโตได้ในสภาพ “แอโรบิก” ดีไม่แพ้ข้าวไร่พันธุ์แนะนำ เช่น พันธุ์ อาร์ 258 น้ำรู ซิวแม่จัน

และพบว่าข้าวนาสวนบางพันธุ์เมื่อปลูกในดินไม่ขังน้ำสลับกับขังน้ำยังจะให้ผลผลิตสูงกว่าเมื่อขังน้ำตลอดเวลาเสียอีก ดังนั้น ในขั้นต้นจึงน่าจะใช้ข้าวนาสวนพันธุ์มาตรฐานเหล่านี้ทดลองปลูกแบบข้าวไร่ทันสมัยได้ และเมื่อระบบมีการพัฒนามากขึ้นก็คงจะมีการปรับปรุงพันธุ์ข้าวไร่ทันสมัยโดยเฉพาะ ในยุคที่การทำนามีพัฒนาการใช้เครื่องจักรมากขึ้น การปลูกข้าวไร่ทันสมัยนับว่ามีความเหมาะสมกับการเพาะปลูกสมัยใหม่เป็นอย่างยิ่ง ในประเทศบราซิลเกษตรกรรายหนึ่งอาจจะปลูกข้าวไร่นับหมื่นถึงแสนไร่ ด้วยเครื่องจักรตลอดทุกขั้นตอนของการดำเนินการ ซึ่งดูไม่ต่างไปจากการทำนาปัจจุบัน ในบางท้องที่ของภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ที่ใช้เครื่องจักรตั้งแต่ต้นจนจบ การปลูกข้าวไร่ทันสมัยก็น่าจะพัฒนาระบบการเพาะปลูกที่ประหยัดแรงงานและใช้เครื่องจักรได้มากขึ้นเช่นเดียวกัน

ข้าวแอโรบิก-ข้าวไร่ทันสมัย หรือข้าวไร่ไฮเทค เป็นโอกาสดีสำหรับชาวนาไทยที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำเพื่อผลิตข้าวให้ได้มากขึ้น และเป็นโอกาสดีของประเทศไทยที่จะเพิ่มผลผลิตข้าวเพื่อบริโภคและส่งออก โดยไม่ต้องรอการลงทุนมหาศาลเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำหรือระบบชลประทาน

กลุ่มวิจัยฯ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เน้นการศึกษาทางวิชาการที่จะเป็นพื้นฐานสนับสนุนพัฒนาระบบการปลูกข้าวไร่ทันสมัย และกำลังจะเริ่มนำเอาความรู้ที่มีอยู่มาประกอบเป็นแปลงทดลองเชิงสาธิตเพื่อเป็นต้นแบบของการปลูกข้าวแบบประหยัดน้ำและพลังงาน และคงต้องอาศัยชาวนาผู้เชี่ยวชาญ (Expert rice farmers) ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่จะดัดแปลงวิธีการปลูกให้เหมาะสมกับดิน น้ำ ศัตรู เฉพาะท้องถิ่น

หลายคนเชื่อว่า หากต้องการปลูกพืชไร่ ไม้ผลให้ประสบความสำเร็จ ต้องเช็กสภาพดิน น้ำ ว่ามีจุดเด่น จุดด้อย ที่ต้องปรับปรุงแก้ไขก่อนลงมือปลูกหรือไม่ สำหรับการปลูกองุ่นเชิงการค้า แค่เช็กสภาพดินและน้ำ อาจยังไม่เพียงพอ แนะนำว่า ควรเช็กกระแสลมด้วยว่า เป็นอุปสรรคต่อการปลูกองุ่นหรือไม่

ก่อนหน้านี้ องุ่นเขียวพันธุ์ดั้งเดิมของไทย เคยปลูกมากในพื้นที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี แต่ระยะหลังเกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นเกือบหมด เพราะเจอปัญหาโรคแมลงรุมเร้า รวมทั้งสภาพดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะ “กระแสลม” ที่ไม่เอื้อต่อการเติบโตของต้นองุ่น พื้นที่ปลูกองุ่นในอำเภอดำเนินสะดวก มักเจอปัญหา “ลมไซฮวง” ซึ่งเป็นลมร้อนที่พัดมาจากทะเลทางตะวันตกในช่วงฤดูร้อนของทุกปี ทำให้ดอกองุ่นที่กำลังบาน ร่วงลงหมด หรือต้นองุ่นมีลูกอ่อน ก็จะมีอาการผลร่วงเกลี้ยงต้น ทำให้ต้นองุ่นโทรม

ปัจจุบัน พื้นที่อำเภอมวกเหล็ก ได้เปรียบในเรื่องสภาพอากาศเย็นตลอดทั้งปี แต่มีจุดอ่อนสำคัญคือ ปัญหาลมแรง ต้องลงทุนสร้างเสาร้านองุ่นให้มีความแข็งแรงคงทน โดยใช้เสาปูน เหล็กแป๊บ เป็นโครงสร้างหลักในการก่อสร้าง หลังทำเสาร้านองุ่นเสร็จก็ต้องขึงเชือกเหมือนกับสวนองุ่นทั่วไป ที่นี่ปลูกองุ่นในระยะห่าง ต้นละ 1.20 เมตร ดูแลจัดการผลผลิตอย่างใกล้ชิด ทำให้ผลผลิตส่วนใหญ่ที่เข้าสู่ตลาดเป็นสินค้าเกรดเอ ขายได้ราคาดี

ภายหลังการเก็บเกี่ยวในแต่ละครั้ง จะปล่อยให้ต้นองุ่นพักตัวระยะหนึ่ง ประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ต้นองุ่นได้สร้างอาหารสะสมไว้ในต้น เพื่อใช้สำหรับออกดอกในครั้งต่อไป ในช่วงที่ต้นองุ่นพักตัว ไม่ต้องดูแลมากนัก แค่ให้น้ำเป็นครั้งคราวเพื่อไม่ให้ดินแห้งจนเกินไป จากนั้นจึงค่อยตัดแต่งกิ่งรอบใหม่

เนื่องจากอำเภอมวกเหล็ก มีสภาพอากาศดีมาก ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและแมลง จะใช้สารเคมีเท่าที่จำเป็น โดยพิจารณาจากภาวะอากาศเป็นหลัก เมื่อสภาพอากาศเย็น เสี่ยงต่อการเกิดเพลี้ยไฟ และราน้ำค้าง ก็จะเริ่มใช้ยา หากเจอปัญหาเพลี้ยไฟจะฉีดพ่นยาฟอรั่ม น้ำหนัก 15 กรัม/น้ำ 1 ปี๊บ ส่วนปัญหา ราน้ำค้างมักเจอในช่วงที่ดอกองุ่นกำลังบาน และมีปัญหาราเข้าช่อ จะใช้วิธีฉีดยากันราน้ำค้างล่วงหน้า ประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

สวนองุ่นโดยทั่วไปจะนิยมให้ปุ๋ย-ฮอร์โมน 2 ตัว เพื่อเร่งการเติบโตของผลองุ่น แต่คุณแจ๊สทุ่มทุนใช้ปุ๋ยและฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตถึง 5 ตัว พร้อมกัน โดยเริ่มจาก ให้ปุ๋ย สูตร 16-16-16 เพื่อช่วยขยายลูกองุ่นให้มีผลโต และเติมปุ๋ย สูตร 13-13-21 เพื่อช่วยเพิ่มความหวาน โดยเติมปุ๋ยทุกๆ 15 วัน ให้อาหารเสริมที่ผลิตจากสาหร่าย เพื่อช่วยสร้างเปลือก พร้อมเติมแคลเซียม เพื่อช่วยสร้างเนื้อองุ่น และให้อาโทนิค เพื่อช่วยให้ผลองุ่นมีขั้วแข็งแรง และสุดท้ายให้จิบเบอเรลลิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนพืช เพื่อช่วยให้องุ่นมีผลยาว

ช่วงที่ผลองุ่นเริ่มเข้าสี คุณแจ๊ส จะคอยดูแลให้น้ำวันเว้น 3 วัน/ครั้ง เพื่อให้ต้นองุ่นสร้างน้ำตาล น้ำหนักดี และมีสีสวย องุ่นของที่นี่มีคุณภาพดี เกรดเอ ขายได้ราคาดี โดยมีราคาขายส่งกิโลกรัมละ 100 บาท เมื่อพ่อค้ารับผลองุ่นจากสวนแห่งนี้ไปวางขายในตลาดสด องุ่นจะยังคงความสด กรอบ อร่อย นานถึง 5 วัน โดยผลไม่เหี่ยวเฉา หากเก็บไว้ในตู้เย็น จะยังคงคุณภาพดียาวนานนับเดือนเลยทีเดียว

“การปลูกองุ่นให้ประสบความสำเร็จ gfxtr.net มีเคล็ดลับสำคัญ 3 ประการ คือ การตัดแต่งกิ่ง จังหวะตลาด และอากาศ สำหรับการตัดแต่งกิ่งครั้งแรกหรือมีดแรก หากมีการบริหารจัดการที่ดี ก็จะได้เงินทุนคืนทั้งหมด การเก็บเกี่ยวครั้งต่อมาที่เรียกว่า มีด 2-4 ก็ถือว่าเป็นผลกำไรแล้ว เกษตรกรที่เป็นมือเซียนจริงๆ จะต้องคำนวณมีดหนึ่งให้ออก หากโกยทุนในมีดแรกไม่ได้ ไม่ต้องหวังกำไรแล้ว”

กุยช่าย พืชมากประโยชน์ ช่วยเกษตรกรสร้างรายได้สามเด้ง ด้วยเหตุผลที่ลงทุนปลูกเพียงครั้งเดียว เก็บเกี่ยวได้นานกว่าผักใบชนิดอื่นๆ และยังสามารถช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เป็นรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน เก็บขายได้ทั้งดอก ใบ หรือแม้กระทั่งเมื่อต้นโทรมยังสามารถนำมาทำกุยช่ายขาว เก็บขายแบบสร้างรายได้ไม่รู้จบอีกด้วย

คุณบัญชา หนูเล็ก เกษตรกรผู้ปลูกกุยช่ายจังหวัดราชบุรี อยู่บ้านเลขที่ 9/5 หมู่ที่ 7 ตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี เล่าว่า ตนเองประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรมานานกว่า 20 ปี มีการปลูกพืชล้มลุก ผักกินใบ คะน้า ต้นหอม กวางตุ้ง ขึ้นฉ่าย มาก่อน แต่เมื่อปี 2542 มีการปรับเปลี่ยนชนิดผักที่ปลูก จากคะน้า กวางตุ้ง มาปลูกกุยช่ายเป็นพืชหลัก สร้างรายได้แทน ด้วยเหตุผลที่ว่า กุยช่าย เป็นพืชที่คุ้มค่าแก่การลงทุน ปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวได้นาน ถ้าดูแลบริหารจัดการแปลงปลูกดี สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปได้อีกนาน ไม่ต้องเสียเวลาไถดินเตรียมหยอดเมล็ดใหม่บ่อยๆ เหมือนผักใบอีกหลายชนิด

กุยช่าย พืชราคาดี ปลูกไม่ยาก
เก็บขายได้ทั้งดอก ใบ และทำกุยช่ายขาวขายได้อีก
คุณบัญชา เริ่มปลูกกุยช่ายเป็นอาชีพสร้างรายได้มาตั้งแต่ ปี 2542 นับเวลามาจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลานานพอสมควร ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คุณบัญชาได้สะสมประสบการณ์มาครบทุกด้าน ตั้งแต่เรื่องสายพันธุ์ที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตดีเหมาะกับสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย รวมถึงเทคนิคการปลูกและการขายก็มีการวางแผนจัดการได้ไม่แพ้ใคร

คุณบัญชา บอกว่า กุยช่าย ที่นิยมปลูกมีอยู่ 2 พันธุ์ คือพันธุ์พื้นเมือง และพันธุ์ไต้หวัน แต่ในประเทศไทยส่วนใหญ่จะนิยมปลูกเป็นพันธุ์พื้นเมือง เพราะเป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพอากาศในเมืองไทย

“พันธุ์ไต้หวัน ถ้านำมาปลูกในเมืองไทยจะไม่ค่อยทนแดด เพราะแดดเมืองไทยร้อนจัด และไม่ทนต่อการขนส่ง ซึ่งจุดเด่นของทั้ง 2 สายพันธุ์ มีความแตกต่างกัน พันธุ์ไต้หวันจะมีกลิ่นไม่ฉุน ใบจะบาง สีจะไม่เข้ม แต่ถ้าเป็นพันธุ์พื้นเมืองดอกจะดกและมีกลิ่นฉุนเป็นเอกลักษณ์ และทนทานต่อสภาพอากาศร้อนและทนต่อการขนส่ง” คุณบัญชา บอก