นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกมาจากออเดอร์ GtoG จากอินโดนีเซีย

ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ และศรีลังกา ประกอบกับรัฐบาลไม่มีสต๊อกข้าวสารจากโครงการรับจำนำแล้ว ก็ส่งผลดีต่อการส่งออก อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงค่าเงินบาทที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันในการส่งออก

“ตลาดข้าวถุงในประเทศมีแนวโน้มเติบโตได้ประมาณ 20% จากปีก่อน เพราะได้รับผลดีจากนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อฐานราก อาทิ ธงฟ้า ไทยนิยมยั่งยืน คาดว่าจะช่วยผลักดันให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหรือมากกว่า ตราฉัตรมุ่งเน้นแข่งขันในเรื่องของคุณภาพ ไม่เน้นแข่งราคา โดยยังเป็นลูกค้าตลาดบนเป็นหลัก”

อินเดีย ชูนโยบาย New India เคาะมาตรการใหม่ 100 เรื่อง เสริมจุดแข็ง ดึงดูดนักลงทุนไทย “พาณิชย์” เดินหน้าสร้าง strategic partnership กระจายความเสี่ยงหลังสงครามการค้า ด้านเอกชนไทยแห่ลงทุนต่อเนื่อง
นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยเดินหน้าจัดทำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ (strategic partnership) ระหว่างไทยและอินเดีย เพื่อขยายการค้าการลงทุน รวมถึงป้องกันความเสี่ยงจากภาวะการค้าที่ตึงเครียดจากสงครามการค้า โดยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจไทยออกไปลงทุนในอินเดียเพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้มากขึ้น

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ กล่าวบรรยายพิเศษ ในงานสัมมนา “India : Your Destiny, Your New Destination” ว่า ปัจจุบัน ประธานาธิบดีอินเดียได้ให้ความสำคัญกับนโยบาย New India เป็นอย่างมาก โดยได้มีการออกมาตรการใหม่ๆ 100 มาตรการ เน้นนโยบายหลัก Make in India เพื่อปฏิรูปและผลักดันให้อินเดียเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุน เป็นแหล่งผลิตสินค้า และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก

ทั้งนี้ ปัจจุบัน จีดีพี อินเดีย และมีมูลค่าการค้าเติบโตเป็น อันดับ 5 ของโลก ทั้งยังเร่งพัฒนาเมืองเป้าหมาย 100 เมือง ในอินเดียให้กลายเป็นสมาร์ทซิตี้ให้ได้ โดยต้องการเห็นเป็นรูปธรรมภายในปี 2025 โดยมีเป้าหมายเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงไทย เพื่อสร้างการพัฒนาประเทศให้เติบโตขึ้น

“อินเดีย มีมาตรการดึงดูดทั้งเรื่องของภาษี เปิดให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้ 100% ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก และมุ่งส่งเสริม 25 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ต้องการให้เข้ามาลงทุน เช่น ด้านพลังงาน รถยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ การเงิน ไบโอเทค รวมไปถึงสุขภาพ”
อินเดีย เป็นแหล่งผลิตและส่งออกสินค้าติดอันดับต้นๆ ของโลก เช่น เพชร ข้าว วัคซีน เป็นต้น มีจุดแข็งเหมาะกับการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน เพราะมีจำนวนแรงงานมากถึง 1,000 ล้านคน ใน ปี 2020

อีกทั้งยังเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ เป็นแหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรทางทะเลที่พร้อมให้กับผู้ที่สนใจเข้าไปทำธุรกิจ การลงทุน นอกจากนี้ ยังเป็นตลาดการค้าที่สำคัญ เพราะในอนาคตคนชั้นกลางในอินเดียจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทำให้มีความต้องการสินค้ามากขึ้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็น อันดับที่ 7 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชีย โดย 57% ของ GDP มาจากภาคบริการ ในปี 2560 ไทย-อินเดีย มีมูลค่าการค้า 10,385.57 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 34% โดยไทยส่งออกมูลค่า 6,486.55 ล้านเหรียญสหรัฐ และการนำเข้าจากอินเดีย 3,899.02 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนการลงทุนระหว่างไทย-อินเดีย มีมูลค่า 13,010 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการลงทุนของไทยในอินเดีย 8,144 ล้านเหรียญสหรัฐ และอินเดียลงทุนในไทย 4,865.27 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยปัจจุบันมีนักลงทุนไทยได้เข้าไปลงทุนในหลากหลายธุรกิจ เช่น เจริญโภคภัณฑ์อาหาร, ไทยยูเนี่ยนกรุ๊ป, ดัชมิลล์ และ เอสซีจี เทรดดิ้ง เป็นต้น

นายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า นับจากเข้าไปลงทุนในอินเดีย เมื่อ ปี 2000 ถึงปัจจุบัน มีการขยายโรงงานการผลิตมากขึ้น สามารถครองส่วนแบ่งตลาดในอินเดียกว่า 60% มูลค่ารายได้เติบโตกว่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายจีระวุฒิ เล้าวงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ (โรงงาน) บริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด ผู้ผลิตถังแก๊สขายใน 70 ประเทศ ทั่วโลก เปิดเผยว่า บริษัทเริ่มศึกษาและทำตลาดอินเดียได้ 2 ปี แต่เดิมบริษัทมีผู้นำเข้าจากอินเดียอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ได้ทำการศึกษาและโอกาสทางการค้าในอินเดียมากขึ้น เนื่องจากยังเห็นโอกาสอีกมาก และก็ได้ขอรับรองมาตรฐานของสินค้าด้วย เพื่อสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในอินเดีย โดยเชื่อว่าอินเดียยังเป็นตลาดที่จะสร้างโอกาสและรายได้ให้กับบริษัท เนื่องจากเป็นตลาดที่ใหญ่มีประชากรจำนวนมาก

สศก. เผยผลการส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์เพื่อปรับเปลี่ยนพื้นที่นาไม่เหมาะสม เกษตรกรตอบรับเต็มที่ ได้รับการสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิต สินเชื่อค่าก่อสร้างโรงเรือน และค่าจัดซื้อพ่อแม่พันธุ์ รวมทั้งส่งเสริมการปลูกพืชอาหารสัตว์ ช่วยลดรายจ่ายค่าอาหารสัตว์ได้ 24,124 บาท/ราย/ปี และจำหน่ายผลผลิตอาหารสัตว์และมูลสัตว์ที่เหลือ สร้างรายได้เฉลี่ย รายละ 5,778 บาท/ปี

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ทำนาไม่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงปศุสัตว์ โดยการส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ โคเนื้อ และแพะ รวม 55 จังหวัด ในรูปแบบของกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ซึ่งมีการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อการเลี้ยงกระบือ กลุ่มละไม่เกิน 3 ล้านบาท โคเนื้อ 4 ล้านบาท และแพะ 2.5 ล้านบาท โดยเป็นค่าจัดสร้างโรงเรือนเลี้ยงโคเนื้อและกระบือ รายละ 50,000 บาท และแพะ รายละ 100,000 บาท

ค่าจัดซื้อพ่อแม่พันธุ์กระบือ รายละ 5 ตัว ตัวละไม่เกิน 50,000 บาท โคเนื้อ รายละ 5 ตัว ตัวละไม่เกิน 65,000 บาท และแพะ รายละ 32 ตัว (ตัวผู้ 2 ตัว ตัวละ 6,000 บาท และตัวเมีย 30 ตัว ตัวละ 4,000 บาท) ซึ่งวงเงินสินเชื่อ ธ.ก.ส. ให้กลุ่มเกษตรกรในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี (เรียกเก็บจากกลุ่มเกษตรกร ในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 2 ต่อปี และรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยให้ ธ.ก.ส. ร้อยละ 3 ต่อปี) ระยะเวลาการชำระเงินกู้ ไม่เกิน 6 ปี นับแต่วันกู้ นอกจากนี้ ยังได้รับเงินสนับสนุนฟรีเป็นค่าจัดเตรียมแปลงหญ้าและระบบน้ำ ไร่ละ 4,000 บาท ด้วย

ในการนี้ สศก. ได้ลงพื้นที่ติดตามเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่ปี 2560 ในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ และสระแก้ว ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 พบว่า ส่วนใหญ่เกษตรกรรับทราบข้อมูลโครงการผ่านเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอและผู้ใหญ่บ้าน/กำนัน/อบต. โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 80 เคยมีประสบการณ์การเลี้ยงกระบือ โคเนื้อ และแพะ เฉลี่ย 12 ปี อีกร้อยละ 20 ไม่เคยมีประสบการณ์การเลี้ยงมาก่อน

เกษตรกรที่ร่วมโครงการ มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามเป้าหมายโครงการ เฉลี่ยรายละ 5 ไร่ โดยเกษตรกรได้รวมกลุ่ม จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อขอรับการสนับสนุนสินเชื่อในภาพรวม เฉลี่ยกลุ่มละ 1,814,138 บาท (กลุ่มผู้เลี้ยงกระบือได้รับเงินสนับสนุนเฉลี่ย 2,168,185 บาท/กลุ่ม ผู้เลี้ยงโคเนื้อ 1,873,412 บาท/กลุ่ม และกลุ่มผู้เลี้ยงแพะ 1,220,063 บาท/กลุ่ม)

เกษตรกร ร้อยละ 83 จัดซื้อพ่อแม่พันธุ์จากพ่อค้าในจังหวัดและหมู่บ้านที่ตั้งกลุ่ม รองลงมา ร้อยละ 10 ซื้อจากพ่อค้าในจังหวัดต่างๆ เช่น จังหวัดสุรินทร์ และกาญจนบุรี นอกนั้นซื้อจากนายหน้าญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้าน

เกษตรกรได้รับการส่งเสริมให้ผลิตอาหารสัตว์ เช่น ปลูกหญ้าเนเปียร์และหญ้าแพงโกล่า เฉลี่ยรายละ 33 ตัน/ปี นำใช้เป็นอาหารสัตว์ในฟาร์มของตนเองเฉลี่ย 32 ตัน ส่งผลให้ช่วยลดรายจ่ายค่าอาหารสัตว์ได้มูลค่า 24,124 บาท/ราย/ปี โดยในส่วนของมูลสัตว์ เกษตรกรมีการนำไปใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย ส่วนใหญ่ร้อยละ 77 นำไปใช้เป็นปุ๋ยในแปลงเกษตรของตนเอง เช่น นาข้าว แปลงพืชผักพืชไร่ รองลงมาจำหน่ายเป็นมูลแห้ง และนำไปทำปุ๋ยหมัก รวมทั้งนำไปทำเป็นเชื้อเพลิง อีกทั้ง มีการจำหน่ายผลผลิตอาหารสัตว์และมูลสัตว์ที่เหลือจากการนำไปใช้ สามารถสร้างรายได้แก่เกษตรกร เฉลี่ยรายละ 5,778 บาท/ปี

ทั้งนี้ เกษตรกรมีความพึงพอใจต่อภาพรวมโครงการระดับมาก อย่างไรก็ตาม เกษตรกร ยังคงต้องการให้ภาครัฐจัดหาตลาดรองรับผลผลิตปศุสัตว์ที่มีการส่งเสริม สนับสนุนแหล่งน้ำสำหรับเลี้ยงปศุสัตว์ เช่น บ่อบาดาล หรือสระน้ำขนาดเล็ก และจัดให้มีการอบรมความรู้ สนับสนุนสินเชื่อและสนับสนุนเครื่องหั่นสับพืชอาหารสัตว์ ตลอดจนติดตามให้คำแนะนำในการเลี้ยงปศุสัตว์อย่างต่อเนื่อง

วันที่ 23 เม.ย. นายวิชวุทย์ จินโต ผู้ว่าฯ สุราษฎร์ธานี พาชมความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ในพื้นที่ บ้านสวนกล้วย หมู่ที่ 17 ต.บ้านส้อง อ.เวียงสระ เพื่อไปพบกับต้นทุเรียนยักษ์อายุกว่า 100 ปี ของ นายสุวัฒน์ ดาวเรือง ประธานเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนบ้านส้อง อ.เวียงสระ โดยนายสุวัฒน์ กล่าวว่า เดิมพื้นที่ดังกล่าวเป็นของ นายภาสิทธิ์ นายทุนชาวคอมมิวนิสต์ในอดีต และได้จัดสรรให้ลูกหลานก่อนกันพื้นที่ในส่วนของทุเรียนไว้ จำนวน 2 ไร่

นายสุวัฒน์ กล่าวต่อว่า ต่อมาเจ้าของเดิมดูแลไม่ไหว จึงได้ขายให้ตนเอง ในราคา 4,500 บาท เมื่อ ปี พ.ศ. 2531 และได้ซื้อพื้นที่โดยรอบที่เป็นสวนยางพารา รวมเนื้อที่ 30 กว่าไร่ โดยไม่ได้ปรับพื้นที่หรือทำอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากตนเองตั้งใจจะอนุรักษ์พื้นที่ดังกล่าวไว้เป็นป่าต้นน้ำซึ่งมีสำคัญต่อชีวิต ส่วนต้นทุเรียนอายุกว่า 100 ปีนั้น มีขนาดสูงประมาณ 80 เมตร เส้นรอบวงวัดได้ประมาณ 8.20 เมตร ให้ผลผลิตสูงสุดที่ 4,500 ลูก น้อยสุดที่ 1,000 ลูก

นายสุวัฒน์ กล่าวอีกว่า เมื่อซื้อมาปลูกในปีแรกได้ผลผลิต 4,000 ลูก ขายได้ลูกละ 10 บาท และปัจจุบันมีผู้ที่สนใจจับจองเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีเนื้อ หอม หวาน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สามารถขายได้ในราคาลูกละ 50 บาท พร้อมเข้าร่วมกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตร พาชื่นชมต้นทุเรียนยักษ์ซึ่งอยู่ในพื้นที่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ท่าน้ำวังหินด้วย และปีนี้จะเริ่มได้ชิมรสชาติความอร่อย ในเดือน กรกฎาคมนี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่เครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนตำบลบ้านส้อง เบอร์โทรศัพท์ 091-825-4710

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ “พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่ วันที่ 24-27 เมษายน 2561)” ฉบับที่ 6 ลงวันที่ 23 เมษายน 2561 ระบุว่า

ในช่วง วันที่ 24-27 เมษายน 2561 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง กับมีฟ้าผ่าและลูกเห็บตกบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย โดยมีผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้

ในวันที่ 24 เมษายน 2561
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดอุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ในช่วงวันที่ 25 เมษายน 2561

ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : จังหวัดเลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ยโสธร อำนาจเจริญและอุบลราชธานี

ภาคกลาง : จังหวัดนครสวรรค์ สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา

ภาคตะวันออก : จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด ในช่วงวันที่ 26 เมษายน 2561

ภาคเหนือ : จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ นายกฤษฎา บุญราช รมว. เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ราคาไข่ไก่ปรับตัวสูงขึ้นแล้ว อยู่ที่ฟองละ 2.80 บาท จากช่วงเดือนมี.ค. 2561 ราคาตกต่ำไปถึง 2.10 บาท/ฟอง หรือราคาเพิ่ม 0.70 บาท/ฟอง หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 0.33% ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ภาครัฐได้รับความร่วมมือจากเอกชนในการลดกำลังการผลิตไข่ไก่ลง ประกอบกับการที่ผู้ประกอบการค้าปลีก อาทิ บิ๊กซี เทสโก้โลตัส เป็นต้น ให้ความร่วมมือให้หยุดการส่งเสริมการขาย โดยการทำโปรโมชั่น ซื้อไข่ไก่ราคาแพงและนำมาทำโปรโมชั่นขายในราคาถูกนั้น เพื่อดันราคาไข่ให้สูงขึ้นได้ ขณะนี้ทางเอกชนได้หยุดโปรโมชั่นและปรับราคาไข่ไก่ให้เป็นไปตามกลไกตลาดแล้ว

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้กระทรวงเกษตรฯ หารือกับผู้ประกอบการอาหารสัตว์ เพื่อลดต้นทุนอาหารสัตว์ ขณะนี้ได้มีการจัดคณะกรรมการร่วมกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสมาคมผู้ประกอบอาหารสัตว์ เรียบร้อยแล้ว เพื่อหาวิธีการลดต้นทุนในการเลี้ยงไก่ไข่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง

นายอภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ปัจจุบัน การควบคุมปริมาณนำเข้าและปริมาณเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศถูกควบคุมปริมาณตามคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (เอ้กบอร์ด) แต่จากนี้ไปกระทรวงพาณิชย์จะออกประกาศควบคุมการนำเข้าปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ โดยใช้ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การส่งออกไปนอก และการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2522 ควบคุมปริมาณนำเข้าและปริมาณเลี้ยงไก่ไขในประเทศแทน

ทั้งนี้ พ.ร.บ. นี้ จะกำหนดการนำเข้าปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) จากเดิม 5,500 ตัว เหลือปีละ 4,500 ตัว และพ่อแม่ไก่ไข่พันธุ์ (PS) จากเดิม 550,000 ตัว เหลือปีละ 500,000 ตัว ซึ่งจะทำให้มีปริมาณไข่ไก่พอดีกับการบริโภคในประเทศ ที่ปัจจุบันมีความต้องการบริโภคอยู่ 15,000 ล้านฟอง ต่อปี หรือ 41 ล้านฟอง ต่อวัน

อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์ จะผลักดันโดยการส่งออกไข่ไก่เป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความสมดุลปริมาณไข่ไก่ในประเทศไม่ให้เกิดภาวะล้นตลาด แต่สิ่งที่จะต้องทำคือ การลดต้นทุนการเลี้ยงไก่ไข่ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนแต่ละภูมิภาคใกล้เคียงกัน เฉลี่ยอยู่ที่ 2.80 บาท ต่อฟอง ซึ่งเท่ากับราคาไข่ไก่ที่เกษตรกรขายได้ แต่ถ้าราคาต้นทุนเลี้ยงไก่ไข่ถูกลง ก็จะสามารถส่งออกไข่ไก่สดได้มากขึ้น

“ขณะนี้ปริมาณไข่ไก่ในประเทศถูกควบคุมด้วยราคา เพราะถ้าราคาต่ำ ผู้เลี้ยงไก่ไข่ก็รีบปลดแม่ไก่ยืนกรง แต่ถ้าราคาสูงก็ยังไม่รีบปลด ซึ่งเป็นกลไกของมัน แต่ถ้ามันเกินความต้องการมาก ก็ต้องส่งออกไปยังต่างประเทศเพื่อให้ปริมาณไข่ไก่ในประเทศสมดุล โดยปีหนึ่งอาจส่งออก 20 ล้านฟอง”

โรคหัวใจ เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตทั่วโลก จำนวนผู้เสียชีวิตและป่วยโรคหัวใจมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี

สำหรับในประเทศไทย ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555-2559 ระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจกว่า 54,530 คน เฉลี่ยวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คน อีกทั้งยังเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตของคนไทยเป็นอันดับที่สองรองจากโรคมะเร็ง

โรคหัวใจ สามารถป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เพราะโรคหัวใจเป็นผลมาจากโรคอื่นๆ ที่เกิดจากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของเรา เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด และความอ้วน

นายแพทย์วิวัฒน์ แสงเลิศศิลปชัย จากศูนย์หัวใจโรงพยาบาล บีเอ็นเอช กล่าวว่า การที่อวัยวะทุกส่วนของร่างกายจะทำหน้าที่ได้ดีนั้น หัวใจต้องสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอโดยไม่สะดุด ดังนั้น หากหัวใจไม่แข็งแรง การทำงานของระบบอื่นๆ ในร่างกายก็จะสะดุดตามไปด้วย เรียกได้ว่าหัวใจเป็นศูนย์กลางของระบบอวัยวะอื่นๆ ในร่างกายทั้งหมด

นายแพทย์วิวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า หนึ่งในสาเหตุการเกิดโรคหัวใจคือ การรับประทานอาหาร การรู้จักเลือกรับประทานอาหารเป็นเรื่องสำคัญมาก ถ้ารับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายสมดุล ไม่อ้วนหรือผอมจนเกินไป จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ

รวมถึงโรคหัวใจด้วย เพราะโรคหัวใจเกิดจากภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และความอ้วน ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง แต่จะไม่รับประทานไขมันเลยก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะร่างกายจะขาดพลังงาน

“ใน 1 วัน ควรรับประทานไขมัน 15-30% จากปริมาณแคลอรีทั้งหมด และควรเป็นไขมันดี หรือไขมันประเภทไม่อิ่มตัวมากกว่าครึ่งของปริมาณไขมันที่บริโภคทั้งหมด เพราะไขมันดีมีคุณสมบัติลด

ไขมันไม่ดีในเลือด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ อาหารที่อุดมไปด้วยไขมันดี ได้แก่ น้ำมันมะกอก ปลาแซลมอน อะโวกาโด และถั่ววอลนัต เป็นต้น” คุณหมอบอก