นอกจากนี้ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีการวางแผนใช้น้ำจาก 4 เขื่อนหลัก

เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวม 5,950 ล้านลบ.ม. โดยสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝน 3,754 ล้าน ลบ.ม. การเพาะปลูกข้าวนาปรัง ณ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ มีการเพาะปลูกในลุ่มน้ำจ้าพระยาทั้งสิ้น 5.30 ล้านไร่ มากกว่าแผนที่วางไว้ 2.63 ล้านไร่ ปัจจุบันใช้น้ำไปแล้ว 4,230 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 71% ของแผนจัดสรรน้ำฯ ที่วางไว้ มากกว่าแผนที่วางไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน 185 ล้าน ลบ.ม. จึงคาดการณ์ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จะมีปริมาณน้ำคงเหลือใน 4 เขื่อนหลักใช้การได้ประมาณ 4,463 ล้าน ลบ.ม. มากกว่าแผนงานเดิมที่วางไว้ประมาณ 700 ล้าน ลบ.ม.

ทีมสำรวจทางชีววิทยาที่เดินทางเข้าไปสำรวจพื้นที่ป่าบริเวณแนวเทือกเขากาตตะวันตกของอินเดีย ในช่วงระยะเวลา 5 ปี ภายใต้การนำของ เอส.ดี. บิจู นักชีววิทยาจากห้องปฏิบัติการซิสเตเมติคแล็บ ในสังกัดภาควิชานิเวศวิทยาศึกษา ของมหาวิทยาลัยนิวเดลี ประเทศอินเดีย ค้นพบ “กบกลางคืน” สายพันธุ์ใหม่อีก 7 ชนิด โดย 4 สายพันธุ์ ในจำนวนที่พบใหม่ดังกล่าวนี้ ถือเป็นกบชนิดที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก เท่าที่มีการค้นพบกันมา เล็กขนาดนั่งบนปลายเล็บหัวแม่มือได้สบายๆ

กบกลางคืน เมื่อรวมกับสายพันธุ์ที่ค้นพบใหม่นี้แล้ว มีจำนวนทั้งหมด 35 สายพันธุ์ จัดอยู่ในวงศ์ Nyctibatrachus สายพันธุ์ใหม่ที่พบว่าเป็นกบที่เล็กที่สุดในโลก ประกอบด้วย Nyctibatrachus manalari, N. pulivijayani, N. robinmoorei and N. sabarimalai เมื่อโตเต็มที่วัดขนาดได้ระหว่าง 12.2 มิลลิเมตร ถึง 15.4 มิลลิเมตร เล็กกว่ากบจิ๋วที่เคยพบมาแล้วซึ่งวัดขนาดตัวได้ 18 มิลลิเมตร ซึ่งถึงแม้จะมีอยู่เป็นจำนวนมากในพื้นที่สำรวจ แต่ยังไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อนจนถึงขณะนี้ เนื่องจากมีขนาดตัวเล็กมาก และส่งเสียงร้องไม่เหมือนกบทั่วไป แต่กับเหมือนเสียงแมลงมากกว่า

พื้นที่บริเวณเทือกเขากาตตะวันตกของอินเดีย ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เป็นแนวเทือกเขาที่ทอดตัวตามแนวชายฝั่งด้านตะวันตกของอินเดีย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด ราว 140,000 ตารางกิโลเมตร

พื้นที่มรดกโลกแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์และพืชนับพันชนิดที่ถูกระบุว่า กำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคามในพื้นที่อื่นๆ ของโลก นอกจากนั้นในพื้นที่นี้ยังมีอีก 145 สปีชีส์ ที่ถูกจัดให้เป็นสัตว์หรือพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ และอีก 51 สปีชีส์ ที่จัดอยู่ในสถานะเสี่ยงสูญพันธุ์ในระดับวิกฤต

ในช่วง 10 ปีหลังมานี้ มีนักวิทยาศาสตร์ค้นพบสัตว์และพืชสายพันธุ์ใหม่มากถึง 103 สายพันธุ์ จากพื้นที่ป่าแห่งนี้ รวมทั้งกบอินเดียนเพอร์เพิล หรือกบม่วงอินเดีย ซึ่งมีแต่เฉพาะในพื้นที่ป่าแห่งนี้ ไม่มีในที่อื่นใดในโลก และยังถือเป็นกบพันธุ์เดียวที่สืบทอดสายพันธุ์มาจากยุคจูราสสิคโดยตรง เอส.ดี. บิจู ระบุว่า อนาคตของกบกลางคืนที่เทือกเขากาตตะวันตกยังไม่แน่นอน ทั้งนี้ เนื่องจากกบในพื้นที่ดังกล่าว 32 เปอร์เซ็นต์ ตกอยู่ในสภาพถูกคุกคามจนอาจทำให้สูญพันธุ์ได้ นอกจากนั้น จากจำนวนกบที่พบใหม่ 7 ชนิด นั้น มี 5 สายพันธุ์ ที่อยู่ในสภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของมนุษย์

และจำเป็นต้องให้ความสำคัญสูงสุด เพื่อดำเนินการอนุรักษ์ในทันทีอีกด้วย น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเยี่ยมชมการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี ภายใต้หัวข้อ “การขับเคลื่อนเมล็ดพันธุ์พืชไทยสู่สากล” ช่วงวันที่ 3 – 7 มีนาคม 2560 ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่เชียงใหม่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ว่า เป็นการจัดงานเพื่อแสดงพันธุ์พืชทั้งพืชผัก พืชไร่ และไม้ดอกไม้ประดับ ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงเผยแพร่ผลงานของกรมวิชาการเกษตรด้านพันธุ์พืช เทคโนโลยีการผลิต เพื่อให้เกษตรกร ภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากพันธุ์พืชต่าง ๆ แสดงถึงความพร้อมในการอำนวยความสะดวก และการให้บริการตรวจรับรองคุณภาพ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนนำประเทศไทยสู่ความเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ระดับสากล

กิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การจัดแสดงผลงานด้านพันธุ์พืชของกรมวิชาการเกษตรต่างๆ พร้อมแสดงตัวอย่างจริงของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา อาทิ นิทรรศการเกี่ยวกับภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์รองรับประชาคมอาเซียน (Seed Hub) นิทรรศการเกี่ยวกับพันธุ์พืชดีเด่น เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์และส่วนขยายพันธุ์ เทคโนโลยีการปลูกพืชในโรงเรือน สารกำจัดศัตรูพืช รวมถึงเทคโนโลยีทางด้านเครื่องจักรกล นิทรรศการเกี่ยวกับพันธุ์พืชดีเด่น เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์รวมถึงส่วนขยายพันธุ์ และการสาธิตการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรจากหน่วยงานต่าง ๆ

น.ส.ชุติมา กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้กำหนดให้ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานการเกษตรสู่ความยั่งยืน และ เข้มงวดดำเนินการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ในปี 2558 ประเทศไทยส่งออกเมล็ดพันธุ์เป็นอันดับ 1 ของอาเซียน และอันดับที่ 15 ของโลก มีปริมาณส่งออก 31,109 ตัน มูลค่า 5,050 ล้านบาท เมล็ดพันธุ์ 63% มาจากกลุ่มเมล็ดพันธุ์ผัก และอีก 37% เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยส่งออกเมล็ดพันธุ์ 100 ประเทศทั่วโลก มีตลาดส่งออก 22 – 35% อยู่ในกลุ่มประเทศอาเซียน

เมื่อวันที่ 6 มี.ค.2560 เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์พื้นที่การเกษตรในการเพราะปลูกข้าวนาปรัง โดยส่วนใหญ่ในพื้นที่ อ.หนองฉาง อ.ทัพทัน และ อ.ลานสัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการทำนากันมากที่สุด ซึ่งในขณะนี้พื้นที่นาข้าวของเกษตรกรที่ทำการปลูกข้าวนาปรังไว้ในช่วงที่ผ่านมานั้น เริ่มทยอยเหี่ยวแห้งลง เช่นในพื้นที่ ต.หนองนางนวล อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ต้นข้าวทยอยใบไหม้และยืนต้นตาย เนื่องจากประสบกับปัญหาโรคบั่วข้าวไม่ออกรวง ประกอบกับในส่วนพื้นที่ท้ายน้ำยังไม่ได้รับน้ำที่ถูกปล่อยส่งลงมาจึงทำให้ต้นข้าวได้รับความเสียหายเช่นกัน ทำให้การทำนาปรังปีนี้เกษตรกรที่ทำนาปรังต่างได้รับความเสียหายจากการทำนาเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากรวมความเสียหายจากการทำนาของทั้ง 3 อำเภอแล้วคาดว่าไม่ต่ำกว่า 5,000 ไร่

ซึ่งสรุปข้อมูลการเพาะปลูกนาปรัง ประจำปี 59/60 นั้นมีเกษตรกรทำการปลูกข้าวในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อ.ลานสัก อ.หนองฉาง และ อ.ทัพทัน รวมแล้วกว่า 37,000 ไร่ จากพื้นที่การทำนาจริงถึง 132,691 ไร่ ซึ่งถือว่าในปีนี้มีการลดปริมาณการทำนาลงมากเนื่องจากส่วนใหญ่ยังคงหวั่นกับราคาข้าวและปัญหาน้ำทางการเกษตรและเริ่มมีการปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชไร่อย่างเช่นถั่วและอ้อยแทน

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 ชู สับปะรดบ้านคา อีกหนึ่งของดีสร้างชื่อเสียงเมืองราชบุรี กับแนวทางการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่ของเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในพื้นที่ตามนโยบายรัฐบาล สู่การวางระบบการผลิตและการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ บนพื้นที่โครงการ 1,014 ไร่

นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สับปะรดบ้านคา นับว่ามีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ถือเป็นของดีจังหวัดราชบุรีที่มีชื่อเสียง และเป็นที่ต้องการของตลาด โดยอำเภอบ้านคา สามารถปลูกสับปะรดได้ตลอดทั้งปี และทำรายได้ให้เกษตรกรอย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดในพื้นที่ เพื่อให้เป็นพื้นที่แปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐบาล โดยมีการวางระบบการผลิตและการบริหารจัดการในแนวทางเดียวกัน ซึ่งเป็นการประหยัดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ในการนี้ สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) ได้ลงพื้นที่ติดตามโครงการโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ สับปะรด ที่อำเภอบ้านคา ซึ่งมีพื้นที่จำนวน 1,014 ไร่ สมาชิกจำนวน 82 ราย ทำการผลิตสับปะรดผลสด โดยเกษตรกรได้รับการส่งเสริมอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการการผลิตตามเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานที่กำหนด ผลผลิตสูงคุ้มค่าต่อการลงทุน มีการวางแผนการผลิตและการตลาด โดยเกษตรกรในกลุ่มมีการทำข้อตกลงซื้อขายกับ ห้างเทสโก้ โลตัส จำนวน 50 ราย พื้นที่กว่า 500 ไร่

สับปะรดบ้านคา คือ สับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย รสหวานฉ่ำ ไม่กัดลิ้น กลิ่นหอม เนื้อละเอียด หนานิ่ม มีตาผลค่อนข้างตื้น เมื่อปอกเปลือกแล้วตาผลจะติดออกไปกับเปลือก ส่วนใหญ่มีการปลูกในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจอมบึง อำเภอปากท่า อำเภอสวนผึ้ง และอำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศใกล้เคียงกัน จัดอยู่ในพื้นที่ภูเขาสูงและพื้นที่ราบสูง มีฝนตกชุกในช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,000 – 1,250 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 13 – 38 องศาเซลเซียส ลักษณะดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี ความเป็นกรด – ด่างของดิน 4.5 – 5.5 ซึ่งจากสภาพภูมิอากาศดังกล่าว ส่งผลให้การปลูกสับปะรดได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ เป็นเอกลักษณ์มีความแต่งต่างจากสับปะรดแหล่งอื่น

ทั้งนี้ สับปะรดบ้านคา ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) ตามประกาศกรมทรัพย์สินทางปัญญา โดยเกษตรกรในกลุ่มอยู่ระหว่างการดำเนินการขอขึ้นทะเบียนสมาชิกเกษตรกรผู้เพาะปลูกต่อไป หากเกษตรกรและผู้สนใจต้องการข้อมูลการผลิตและการตลาดสับปะรดบ้านคาในพื้นที่จังหวัดราชบุรี สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 โทร. 032 337 954 หรือ อีเมล zone10@oae.go.th

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เตรียมเสนอ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำแผนยกระดับองค์การสะพานปลา (อสป.) เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อของบประมาณปรับปรุง หลังแผนพัฒนา อสป. เสร็จในเดือนมีนาคม 2560 อสป. มีท่าเรือ จำนวน 14 แห่งทั่วประเทศ จะยกระดับตลาดสะพานปลากลางเมือง (Fish market) รูปแบบเหมือนตลาดปลาที่ประเทศญี่ปุ่น

ทั้งเร่งพัฒนาท่าเทียบเรือประมงของจังหวัดภูเก็ต ให้ขึ้นเป็นศูนย์กลางนำเข้า-ส่งออกทูน่า (ฮับทูน่า) ของอาเซียน เนื่องจากประเทศในอาเซียนมองว่าไทยมีศักยภาพมากที่สุด เนื่องจากนำเข้าและส่งออกทูน่า อันดับ 1 ของโลก

“ไทยถือว่ามีความเข้มแข็งเรื่องอุตสาหกรรมประมง เป็นผู้ส่งออกสินค้าประมง อันดับ 1 ของโลก อาทิ การเป็นผู้นำส่งออกทูน่า อันดับ 1 ของโลก จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาท่าเรือและเชื่อมสัมพันธ์กับอาเซียนยกระดับท่าเรือของ อสป. สำหรับการท่องเที่ยว โมเดลเดียวกับญี่ปุ่น อสป. เป็นกลไกสำคัญของห่วงโซ่การผลิตสินค้าประมง” นางสาวชุติมา กล่าว

กยท. ชู ตลาดกลางยางพารา ผู้ขายได้ราคาเป็นธรรม ผู้ซื้อได้สินค้ามีคุณภาพมาตรฐาน

พร้อม เตรียมแนวทางพัฒนาตลาดยางกลางยางพาราเชื่อมโยงสู่ตลาดระดับสากล การยางแห่งประเทศไทยชูตลาดกลางยางพารา เป็นตลาดซื้อขายยางที่มีระบบมาตรฐาน ทั้งการกำหนดราคารับซื้อยางด้วยความเป็นธรรม และคุณภาพสินค้าซึ่งผู้ซื้อยางในตลาดมั่นใจในการกระบวนการคัดแยกคุณภาพยาง พร้อมเตรียมวางแนวทางพัฒนาตลาดเชื่อมโยงเข้ากับตลาด RRM เพื่อยกระดับตลาดกลางยางพาราสู่สากล

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบัน กยท. มีสำนักงานตลาดกลางยางพารา จำนวน 6 แห่ง ดำเนินการตามยุทธศาสตร์พัฒนายางพารา พ.ศ. 2552 -2556 กลยุทธ์พัฒนาระบบตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันให้บริการตลาดซื้อขายยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันในระบบตลาดปัจจุบัน (Spot Market) และตลาดข้อตกลงส่งมอบจริง (Forward Market) ถือเป็นตลาดที่รวมผู้ขายเป็นจำนวนมากทำการซื้อขายยางหลายชนิดก็ได้ มีกฎระเบียบชัดเจนสำหรับผู้ซื้อ และผู้ขายต้องปฏิบัติตาม ส่วนตลาดกลางยางพาราระดับภูมิภาค (RRM) เป็นตลาดที่ลักษณะใกล้เคียงกับตลาดปลายทาง (Terminal) ซึ่งสินค้าในตลาด RRM ต้องเป็นสินค้ายางสำเร็จ มีการอัดเป็นก้อน หรือทำเป็นยางรมควันอัดก้อน พร้อมที่จะส่งสินค้าไปสู่ท่าเรือเมื่อมีการสั่งซื้อและทำสัญญาร่วมกัน ปัจจุบัน กยท. ได้ดำเนินการเชื่อมโยงตลาดท้องถิ่น และตลาดกลางยางพาราซึ่งเป็นตลาดค้าขายระหว่างเกษตรกร สถาบันเกษตรกร และกลุ่มผู้ผลิต บริษัทผู้ส่งออกหรือแปรรูปเพื่อส่งออก ซึ่งจะสามารถทำการค้ากับบริษัทผู้ซื้อยางรายใหญ่ในต่างประเทศโดยตรง เช่น บริษัทล้อยางรายใหญ่ของโลก จึงเป็นการเชื่อมโยงให้เห็นว่าผลผลิตยางที่ออกมาจะต้องมีทางออกสู่ตลาดที่ชัดเจน

ดังนั้น แนวทางพัฒนาตลาดยางกลางยางพารา โดยการเชื่อมโยงตลาดกลางยางพาราเข้ากับตลาด RRM ซึ่งเป็นแนวทางที่ประเทศไทยทำร่วมกันกับอีก 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้มีการประชุมร่วมกันเพื่อปรับปรุงแนวทางในการปฏิบัติ โดยตลาด RRM เป็นตลาดรูปแบบ spot trading เป็นตลาดซื้อขายจริงและส่งมอบจริง ตลาดแรกของโลก สินค้าที่จะเพิ่มเติมลงในในระบบซื้อขายตลาด RRM นอกเหนือจากยางแท่ง และยางแผ่น คือ น้ำยาง เพราะน้ำยางจะสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้จริง และสะท้อนตัวราคาได้ในอนาคต ซึ่งเป็นผลดีต่อเกษตรกรอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ตลาดกลางยางพาราจะต้องดำเนินการรับซื้อยางแผ่นรมควันอัดก้อนหรือยางลูกขุนด้วย นอกเหนือไปจากการรับซื้อยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันอย่างในปัจจุบัน หรืออาจเป็นการส่งยางในตลาดกลางไปยังโรงรมใกล้เคียงเพื่ออัดก้อนเป็นยางลูกขุนก็จะสามารถเข้าไปเป็นสินค้าในตลาดปลายทาง(Terminal) อย่างตลาด RRM ได้ นอกเหนือไปจากนี้ กยท. ยังมีบทบาทในการส่งเสริมสนับสนุนให้กลุ่มสหกรณ์หรือสถาบันเกษตรกรที่มีโรงงานรมควันและอัดก้อนเป็นยางลูกขุนผ่านมาตรฐาน GMP เพื่อให้สามารถนำยางเข้าไปขายในระบบตลาด RRM ได้

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 มีนาคมนี้ จะมีงานใหญ่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงาน งานครั้งนี้จะมีการเปิดตัว หรือคิกออฟตลาดชุมชน และร้านชุมชนที่มีที่มีศักยภาพ 19,000 แห่งทั่วประเทศ โดยจะเริ่มต้นจากตลาดในหมู่บ้านที่มีศักยภาพก่อน 1,500 แห่ง ในเฟสแรก ให้เป็นตลาดชุมชน ซึ่งจะใช้งบประมาณจากกองทุนหมู่บ้าน ประมาณ 15,000 ล้านบาท ในการพัฒนาตลาด ส่งผลให้เศรษฐกิจฐานรากได้รับการพัฒนาและขับเคลื่อน ตามนโยบาย Local economy ด้วยการใช้ตลาดเป็นตัวนำและเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว เพื่อให้เกิดการซื้อขายมีเงินหมุนเวียนในชุมชนซึ่งมีภาคีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมด้วย 50 ราย

“วันที่ 16 มีนาคมนี้ จะลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อดูพื้นที่และหาข้อสรุปในการจัดตั้งตลาดทุเรียน รองรับนักท่องเที่ยวจีน ว่าจะตั้งพื้นที่ไหนในจังหวัดเชียงใหม่ คาดว่าจะเปิดได้ในเดือนพฤษภาคมนี้ ให้ทันฤดูกาลผลไม้และระยะต่อไปจะเปิดตลาดอาหารทะเล ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี”

สถานการณ์อุทกภัยภาคใต้เริ่มคลี่คลาย หลายพื้นที่ได้เร่งสำรวจความเสียหายของสวนยาง พบสวนยางเสียหายจนไม่สามารถให้ผลผลิตได้กว่า 32,000 ไร่ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ลงพื้นที่มอบเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนกรณีสวนยางประสบภัย ตามระเบียบสวัสดิการชาวสวนยาง มาตรา 49 (5) รายละ 3,000 บาท จำนวนทั้งสิ้น 3,913 ราย เร่งนำร่องมอบให้ชาวสวนยาง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมจับมือทุกภาคส่วน ช่วยเหลือกล้ายาง/เมล็ดพันธุ์พืชแก่พี่น้องชาวสวนยางในพื้นที่

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เป็นระยะเวลานานต่อเนื่องประมาณ 2 เดือนเศษ ทำให้สวนยางภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกยางมากที่สุดได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างกว่า 7 แสนไร่ เกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อนหลายหมื่นครัวเรือน แต่ทั้งนี้ ยางพาราเป็นพืชที่สามารถทนน้ำท่วมขังได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุของต้นยางด้วย ฉะนั้น ในช่วงที่ผ่านมา กยท.ได้เร่งลงพื้นที่สำรวจสวนยางที่ได้รับความเสียหายหลังจากน้ำลด และเข้าสู่สถานการณ์ปกติในทุกพื้นที่ พบว่า มีพื้นที่สวนยางจมน้ำและสวนยางเกิดความเสียหายไม่สามารถให้ผลผลิตได้ในเบื้องต้นประมาณ 32,655 ไร่ และมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อน จำนวน 3,913 ราย ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ จะได้รับเงินสวัสดิการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รายละ 3,000 บาท จากงบประมาณกองทุนพัฒนายางพารา มาตรา 49 (5) สวัสดิการเกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อ ชดเชยรายได้ที่สูญเสีย เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่พี่น้องชาวสวนยาง

ดร.ธีธัช กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับเกษตรกรที่มีสวนยางในระหว่างการส่งเสริมและสนับสนุนปลูกแทน กยท. จะแบ่งการช่วยเหลือสวนยางตามอายุของต้นยาง โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มตั้งแต่ 0-2 ปีครึ่งซึ่งเป็นยางเล็กที่มีโอกาสเสียหายสูง กลุ่มอายุยาง 2 ปีครึ่งถึง 7 ปีคือก่อนเปิดกรีด และกลุ่มที่เปิดกรีดแล้ว ซึ่งกรณีที่สวนยางเปิดกรีดแล้วมีความเสียหาย สามารถขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทนตามหลักเกณฑ์ของ กยท. ไร่ละ 16,000 บาท และในส่วนของกลุ่มยางเล็ก ซึ่งอยู่ระหว่างให้การปลูกแทน กยท. จะดำเนินการเร่งจัดงวดงานเพื่อปลูกใหม่

“กยท. ทุกจังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย จะต้องเร่งดำเนินการตามขั้นตอนการใช้จ่ายเงินสวัสดิการให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางรายละ 3,000 บาท ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และได้แจ้งความเสียหายให้เร็วที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลปิดกรีด พร้อมทั้ง กำชับให้ทุกพื้นที่ให้ความรู้แนวทางการฟื้นฟูสวนยางอย่างถูกวิธีหลังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมแก่เกษตรกรชาวสวนยาง เพื่อให้ต้นยางสามารถให้ผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร” ดร.ธีธัช กล่าวทิ้งท้าย

ประกาศผลกันไปเรียบร้อยแล้วกับ simpleweightlossplans.com รางวัลสุดยอดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแห่งปี Thailand Green Design Awards 2017 ที่จัดขึ้นโดย สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ผู้ชนะ

นางวารุณี ธนะแพสย์ ผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวถึงการประกวดในครั้งนี้ว่า “โครงการฯ นี้ ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มอบให้สถาบันฯ จัดขึ้นมาเป็นปีที่ 3 โดยมุ่งหวังที่ต้องการให้ Thailand Green Design Awards เป็นเวทีการประกวดระดับประเทศ ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ จากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตผลทางการเกษตร วัสดุธรรมชาติ และเศษวัสดุทางการเกษตรต่างๆ ไปในเชิงพาณิชย์ได้

ในปีนี้มีผู้สนใจไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา นักออกแบบ วิสาหกิจชุมชน ผู้ประกอบการ บริษัทเอกชน และประชาชนทั่วไป ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดใน 4 ประเภท รวมทั้งสิ้น 144 ผลงาน โดยแบ่งออกเป็น ประเภทประหยัดพลังงาน (Energy Saving) 12 ผลงาน, ประเภทการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resources Efficiency) 86 ผลงาน, ประเภทที่ช่วยยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิต (Life Enhancement) 27 ผลงาน และ ประเภทสำหรับสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) 19 ผลงาน

ทำให้แสดงให้เห็นว่ากระแสของการดำเนินธุรกิจสีเขียวนั้น กำลังได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี จนมีคำกล่าวที่ว่า “Green Design” ไม่ได้เป็นแค่แฟชั่น ไม่ได้ผ่านมาแล้วก็ผ่านเลยไป แต่กำลังจะกลายเป็น Green Business ที่จะมาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของโลก” สถาบันผลิตผลเกษตรฯ ขอแสดงความยินดีกับทุกรางวัลในวันนี้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการประกวด Thailand Green Design Awards จะเป็นแรงผลักดันให้ทุกคนหันมาใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ร่วมกันสร้างนวัตกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และเป็นบันไดให้กับทุกผลงานที่เข้าร่วมและได้รับรางวัล มีการพัฒนาต่อยอดในเชิงพาณิชย์ต่อไป” นางวารุณี กล่าว

สำหรับผู้ที่ได้รับรางวัลในการประกวดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม Thailand Green Design Awards 2017 ได้แก่ 1. รางวัลผลงานประเภทประหยัดพลังงาน (Energy Saving)
กลุ่มที่ 1 นักเรียน นิสิต นักศึกษา และสถาบันการศึกษา

ชมเชย ผลงาน ถ่านอัดหุงต้มพร้อมไล่ยุง

ผู้เข้าประกวด นายฉัตรชัย ไร่สงัด นางสาวยาสมี เลาหสกุล

ดร.อธิราชย์ เริงณรงค์ (อาจารย์ที่ปรึกษา)

คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ชมเชย ผลงาน ศึกษาผลกระทบของระบบสุญญากาศที่มีต่อการกลั่นน้ำทิ้งจากครัวเรือน

ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์

ผู้เข้าประกวด นางสาวชนาธิป พิมลพรรณ์ และ นางสาวนลินี แสนเทพ

ดร.อาภา หวังเกียรติ และ อ.สุวัฒน์ พิพิธวณิชธรรม (อาจารย์ที่ปรึกษา)

มหาวิทยาลัยรังสิต กลุ่มที่ 2 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และประชาชนทั่วไป

รองชนะเลิศ ผลงาน เครื่องฆ่าเชื้อช้อนส้อมประหยัดพลังงานสำหรับศูนย์อาหาร

ผู้เข้าประกวด นางสาวฐานิฎฐ์ สุวรรณบุณยกิจ

กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ประกอบการ และบริษัทเอกชน

รองชนะเลิศ ผลงาน ดีไอ สมาร์ท ไวเลส สวิตซ์

2. รางวัลผลงานประเภทการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Efficiency)
กลุ่มที่ 1 นักเรียน นิสิต นักศึกษา และสถาบันการศึกษา