นอกจากนี้ ส้มกายังมีสรรพคุณเด่น คือ ช่วยให้เจริญอาหาร

ช่วยในการขับถ่าย มีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันโรคหวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน รักษาเหงือก คุณค่าทางอาหารให้แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม วิตามินซี ที่ผ่านมา เกษตรกรนิยมปลูกส้มกากันมากในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และสมุทรสาคร

รศ.ดร. ระวี เสรฐภักดี ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรกำแพงแสน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านส้มและมะนาว เล่าว่า ส้มกาหรือส้มตรา มี 2 พันธุ์ คือ “เม้งลิ้วเช้ง” ที่มีลักษณะพิเศษ คือ มีตราวงกลมที่ปลายผล ผิวผลเป็นสาแหรก หรือเป็นริ้ว มีแหล่งปลูกที่จังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร ราชบุรี และ “ส้มเช้ง” มีลักษณะพิเศษ คือ ผิวผลเรียบ ไม่มีสาแหรก และมีตราวงกลมที่ปลายผล

ย้อนกลับมาชมสวนส้มกาของสวนแห่งนี้กันต่อ ลุงสมนึกเล่าว่า ตอนแรกลุงตัดสินใจปลูกลิ้นจี่ แต่ ผลผลิตเสียหายเยอะ จึงตัดสินใจโค่นต้นลิ้นจี่ทิ้ง และหันมาปลูก “ส้มกา” แทนต้นส้มกาปลูกและขยายพันธุ์โดยใช้กิ่งตอน

ลุงปลูกส้มกาโดยคัดเลือกพื้นที่ที่ระบายน้ำได้ดี เจาะหลุมลึกพอประมาณ และนำกิ่งตอนลงปลูก ในระยะห่าง 4-5 เมตร ให้น้ำในระบบสปริงเกลอร์ ให้หมุนกระจายรอบโคนต้น ทุกๆ 5 วัน เปิดให้น้ำนานประมาณ 30 นาที ต่อครั้ง

เมื่อต้นส้มกาอายุ 3 ปีจะเริ่มให้ผลผลิต โดยส้มกา แต่ละต้นจะให้ผลผลิตประมาณ 400-500 กิโลกรัม ต่อปี ลุงจะขายส่งให้แม่ค้าที่กรุงเทพฯ ในราคากิโลกรัมละ 80 บาท ส่วนราคาขายปลีกในท้องตลาดทั่วไปประมาณ 110 บาท ต่อกิโลกรัม

ลุงสมนึกยืนยันว่า ส้มกาขายได้ราคาดีกว่าส้มทั่วไป และเป็นที่ต้องการของแม่ค้าในตลาดค้าส่งขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตลาดศรีเมือง ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดไท

ที่ผ่านมา มีเกษตรกรจำนวนมากสนใจอยากปลูกส้มกา แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่มีแหล่งน้ำสมบูรณ์เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของต้นส้มกา ลุงบอกว่า เคล็ดลับสำคัญที่สวนส้มกาแห่งนี้ มีผลผลิตที่ดีตรงกับความต้องการของตลาดก็คือ ดูแลให้น้ำอย่างเต็มที่

ที่นี่ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องขับดันน้ำอย่างแรง ใช้ท่อส่งน้ำขนาด 8.5 นิ้ว สามารถให้น้ำบำรุงต้นส้มกาประมาณ 30-40 วันต่อปี ลุงสมนึกบอกว่า ที่ผ่านมา ผมแจกจ่ายกิ่งพันธุ์ส้มกาให้แก่ผู้สนใจนำไปทดลองปลูกแต่ไม่มีใครปลูกได้สำเร็จ มีเกษตรกรรายหนึ่งนำไปปลูกที่ราชบุรี แต่ปลูกไม่สำเร็จเพราะเป็นพื้นที่อับและขาดแคลนน้ำ

ที่อำเภอทองผาภูมิ มักเกิดลมพายุอยู่บ่อยครั้ง ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ระยะที่ฝนตกใหม่ๆ มักเกิดลมพายุพัดค่อนข้างรุนแรง ทำให้กิ่งไม้หักหรือต้นไม้โค่นล้ม ลุงสมนึกปลูกต้นปาล์มน้ำมันประมาณ 200 ต้น ทแยงฟันปลาสลับกับต้นส้มกา จำนวน 600 ต้น ในระยะห่างประมาณ 6 วา เพื่อเป็นแนวกำแพงกั้นลมให้กับต้นส้มกา

ลุงสมนึกเริ่มต้นดูแลสวนในระบบเกษตรอินทรีย์หลายปีก่อน ปรากฎว่า ไม้ผลนานาชนิดภายในสวนก็มีอัตราเจริญเติบโตที่ดีวันดีขึ้น มีนกและแมลงภายในสวนเพิ่มมากขึ้น เพราะสวนแห่งนี้ ปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลตามธรรมชาตินั่นเอง อาการป่วยต่างๆ ที่เคยรุมเร้าก็หายไปหมด ลุงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมากขึ้น จึงแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนเกษตรกรที่รู้จักหันมาดูแลสวนผลไม้ในเชิงเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น

ลุงบอกว่า หลังจากหยุดใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีแค่ 2 ปี ปรากฎว่า ผลผลิตภายในสวนมีคุณภาพดีขึ้น สังเกตได้จากรสชาติความอร่อยเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ แต่ควบคุมปริมาณผลผลิตไม่ได้

ในแต่ละวัน ลุงจะตื่นตอนแต่เช้าตรู่ เพื่อทำงานตัดหญ้าเองทั้งหมด โดยไม่พึ่งพาแรงงานจากภายนอก พืชแต่ละชนิด เมื่อถึงช่วงฤดูจึงค่อยเข้าไปดูแลตัดแต่งกิ่งหรือให้ปุ๋ย ดังนั้น พื้นที่สวน 40 ไร่ ใช้แรงงานลุงและลูกน้องอีก 2 คน ทำงานได้อย่างสบายๆ

ช่วงเก็บเกี่ยวก็จะว่าจ้างแรงงานรายวันหลายคนหน่อย อาศัยหลักการบริหารจัดการที่มีต้นทุนต่ำไม่ถึงแสนบาท แต่สามารถเก็บผลผลิตออกขายกว่า 5 แสนบาท ต่อปี

ทุกวันนี้ลุงมีความสุขกับการทำงานในสวนแห่งนี้ เพราะการดูแลสวนแบบเกษตรอินทรีย์ มีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ ไม้ผลมีลำต้นสูงใหญ่ ต้องเสียต้นทุนค่านั่งร้านในการเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่บ้าง แต่ลุงถือว่าคุ้มค่ากับผลตอบที่ได้รับแล้ว เพราะสุขภาพคนปลูกและผู้บริโภคก็ปลอดภัยเท่าๆ กัน

พริก ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสูง และเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศตลอดทั้งปี ทำให้การปลูกพริกเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าจับตามอง หากใครมีพื้นที่อยู่แล้วแต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกปลูกพริกสายพันธุ์ใดดี ก็ขอแนะนำให้ลองพิจารณา “พริกประดับ” ให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกในใจคุณ

เพราะปัจจุบันคนไทยหันมานิยมปลูกต้นไม้ในบ้าน คอนโดฯ อาคารสำนักงานกันมากขึ้น โดยสินค้าขายดีคือ ต้นไม้ที่มีขนาดเล็ก เช่น พริกประดับ ซึ่งขายราคาไม่แพง ปลูกดูแลง่าย ทำให้ยอดขายพริกประดับเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี

ประกอบกับการแต่งสวนในสไตล์ผักสวนครัว กำลังได้รับความนิยมในวงกว้าง เพราะไม่ได้แค่การแต่งสวนที่สวยงามจากพืช ผักแล้ว ยังได้กินผลผลิตที่ออกมาด้วย ซึ่ง “พริกประดับ” จึงกลายเป็นหนึ่งในสินค้าทางเลือกของคนไทยที่ชื่นชอบการแต่งสวน

ต้นพริกประดับ มีลักษณะเป็นไม้ทรงพุ่มเตี้ย และแน่นเต็มไปด้วยเม็ดพริกและใบ ที่ดูสวยงาม เวลาติดดอกออกผลจะมีหลากหลายสีสันที่จัดจ้านภายในต้นเดียว ทั้งสีเขียว สีแดง สีส้ม สีเหลือง สีม่วง ดูสวยงามน่ามอง แถมผลพริกก็สามารถนำไปปรุงรสในเมนูอาหารสุดโปรดได้เป็นอย่างดี เกษตรกรจำนวนมากจึงนิยมปลูกต้นพริกประดับเป็นอาชีพเพราะเป็นสินค้าขายดีทุกฤดูกาล

ที่นี้เราลองมาไล่เรียงกันดูสักหน่อยว่า ทุกวันนี้ มีพริกประดับ ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไปมีอะไรกันบ้าง เริ่มจาก “พริกประดับสีม่วง” นิยมปลูกประดับเพื่อความสวยงาม และรสชาติเผ็ดเหมือนพริกขี้หนู สามารถรับประทานสดหรือนำไปปรุงรสอาหารได้ ต้นพริกประดับสีม่วงมีสีสันสวยงาม เมล็ดอ่อนจะมีสีม่วง หลังจากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีครีม สีเหลือง สีส้ม เมื่อแก่จัด จะมีสีแดง

“พริกแม็กซิกัน” พริกชนิดนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เมื่อสวนสุขฆะโตพันธุ์ไม้ ร้านไม้ดอกไม้ประดับจากจังหวัดสงขลาได้นำพริกเม็กซิกันมาเปิดตัวในงานบ้านและสวน 2012 ก็ได้รับความสนใจ ในกลุ่มผู้ชื่นชอบการตกแต่งสวน เพราะมีรูปทรงสวยสีสันสดใส ออกผลจำนวนมากจนเต็มต้น พริกชนิดนี้มีอายุประมาณ 1- 2 ปี ช่วงแรกผลพริกจะมีสีเขียวก่อนจากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง สีส้ม สีม่วง เมื่อออกผลใหม่ พริกเม็ดเดิมร่วงหล่นไป สามารถนำไปปรุงอาหารได้ แต่ต้องระวังสักหน่อยเพราะเป็นพริกที่มีความเผ็ดร้อนมาก ไม่ถูกปากคนไทยที่กลัวรสเผ็ด

“พริกสิงคโปร์” ผลของพริกนั้นมีลักษณะเป็นผลกลมๆ มีความเผ็ด แต่ไม่มากนักสีสันน่ากิน ด้วยความสวยและเผ็ดแล้ว คนไทยสนใจปลูก “พริกสิงคโปร์” เป็นไม้ประดับเพื่อเพิ่มความสวยงามในสวนและอาคารบ้านเรือนอีกด้วย

“พริกรูปหัวใจ” เด่นสะดุดตาในเรื่องทรงผลรูปหัวใจ มีสีสันสวยงาม มีขนาดความยาวผล 5-7 ซม. เหมาะสำหรับปลูกเพื่อรับประทานและประดับตกแต่งบ้านเรือน เกิดจากการพัฒนาสายพันธุ์ของ อีสท์ เวสท์ ซีด หรือ “ ศรแดง ” พริกรูปหัวใจมีผลผลิตต่อต้นสูง ผลชี้ออกด้านนอก ทรงพุ่มสามารถเก็บผลผลิตได้ง่าย ลำต้นแข็งแรง ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ คุณภาพผลดี เก็บไว้ได้นาน ทนต่อการขนส่งทางไกล พริกรูปหัวใจสามารถบริโภคได้ทั้งสดและแห้ง

“พริกซุปเปอร์ฮอท 4 สี” เป็นพันธุ์พริกอีกชนิดของศรแดง จุดเด่นสำคัญของพริกพันธุ์นี้คือ มีสีสันสวยงาม เพราะผลมีถึง 4 สี คือ สีเขียว ส้ม เหลือง แดง สามารถปลูกเพื่อรับประทานและประดับตกแต่ง พริกมีความยาว 6-8 ซม. ผลผลิตต่อต้นสูง ให้ผลสม่ำเสมอ ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม 120-130 วัน ผลชี้ออกนอกทรงพุ่ม สามารถเก็บผลผลิตได้ง่าย คุณภาพผลดี เก็บไว้ได้นาน ทนทานต่อการขนส่งทางไกล สามารถนำมาบรรจุถุงจำหน่ายได้หลายๆ สี จะช่วยดึงดูดความสนใจจากลูกค้าได้เป็นอย่างดี

พริกประดับ ปลูกดูแลง่าย

เกษตรกรหลายรายนิยมปลูกพริกประดับในช่วงเดือนกรกฎาคม เพื่อให้มีผลผลิตออกขายในช่วงปลายฤดูฝน ทั้งนี้ต้นพริกประดับส่วนใหญ่จะทนทานต่อภาวะฝนตกได้ดี การปลูกพริกประดับว่า เริ่มจากนำเมล็ดพันธุ์พริกมาเพาะลงในถาดหลุม จะใช้เวลาประมาณ 7 วันจึงผลิใบออกมาเป็นต้นกล้า ให้เพาะเลี้ยงในถาดหลุมต่อไปจนอายุ 25 วัน จึงค่อยย้ายต้นกล้าพริกมาปลูกในกระถาง ขนาด 8 นิ้ว ที่ใช้เครื่องปลูกประกอบไปด้วย ขุยมะพร้าว 3 ส่วน ดิน 2 ส่วน ผสมกันแล้วนำใส่กระถางปลูก ให้เกษตรกรเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 75 วัน หรือสองเดือนครึ่งจึงขายต้นพริกประดับเข้าสู่ตลาด

หากต้องการให้ต้นพริกประดับเติบโตสวยงามตามธรรมชาติ แนะนำให้ใช้ปุ๋ยที่ไม่มีค่าเป็นกรด เรียกว่า ปุ๋ยด่าง นั่นเอง เพราะต้นพริกที่ปลูกในกระถางดิน จะมีค่าความเค็มอยู่แล้ว หากใส่ปุ๋ยเคมีเข้าไปยิ่งจะทำให้ต้นพริกเกิดอาการโทรมลงไปอีก

ทั้งนี้ เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยด่างในช่วงที่ย้ายต้นกล้าได้สักประมาณ 10 วัน จึงค่อยใส่ปุ๋ยด่าง โดยใส่ในอัตรา 1 ช้อนชา ต่อ 1 กระถาง หลังจากนั้นให้น้ำทุกเช้าเย็น ส่วนช่วงฤดูหนาว ควรให้น้ำเพียงครั้งเดียวในตอนเช้า โดยรดน้ำแค่พอชุ่มต้นเท่านั้น

เพลี้ยไฟ แมลงตัวร้าย

ในช่วงที่ต้นพริกประดับแตกใบอ่อน มักมีปัญหาเพลี้ยไฟรบกวน สามารถป้องกันได้โดยฉีดยาในช่วงยามเย็น ที่ไร้เงาแดด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเพลี้ยไฟในสวน เพราะหากต้นพริกประดับถูกเพลี้ยไฟเข้าทำลายแล้ว จะแก้ไขไม่ได้ เพราะต้นพริก มีลักษณะใบหงิกงอ ไม่สวย นอกจากนี้ เพลี้ยไฟยังเข้าทำลายฝักอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ป้องกันได้ยาก หากเด็ดใบทิ้ง ต้นก็จะไม่สวย ใบไม่งาม ไม่น่าซื้อ ไม่น่ามอง

พริกประดับที่ปลูกในกระถางจะขายดีในช่วงปลายฝนต้นหนาว เพราะต้นพริกประดับกำลังเจริญเติบโตสวย โดยทั่วไป พริกประดับสีม่วงจะขายดีมาก รองลงมาคือ พริกสีเหลือง ส้ม แดง พริกงาขาวดกมาก พริกอินโด ตุ้มม่วง ใหญ่ เล็ก พริกกะเหรี่ยง ก็ขายดี เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกพริกประดับเพื่อเจาะตลาดขายส่ง โดยพริกประดับขนาดกระถาง 8 นิ้ว ขายส่งในราคาตั้งแต่ 40-60 บาท ส่วนพริกอินโดกระถางใหญ่สามารถจำหน่ายได้ในราคาหลักร้อยจนถึงหลักพันบาท ส่วนมากลูกค้ามักต้องการสินค้า ตุ้มใหญ่สีสันสวยงาม ลักษณะผลกลมๆ มีหลากสี ทั้งสีส้ม สีแดง สีเหลือง จำหน่ายในราคาไม่แพง

ลูกค้าส่วนใหญ่ในพื้นที่ภาคกลาง ภาคใต้ เช่น ระนอง สุราษฎธานี ชุมพร ฯลฯ นิยมเลือกซื้อพริกประดับ ประเภท พริกตุ้ม หรือที่เรียกว่า พริกอินโด มากที่สุด เพราะเป็นพริกประดับที่มีรูปทรงสวยงาม หลากสีสันภายในต้นเดียวกัน ส่วนลูกค้าแถบพื้นที่ภาคตะวันออก กลับนิยมซื้อ “พริกงาช้าง” และ“พริกกะเหรี่ยง” ที่ปลูกในกระถางเพื่อนำไปใช้ประดับตกแต่งสวนและอาคารบ้านเรือน เนื่องจากพริกกลุ่มนี้จะมีลักษณะแผ่ใบสวยงาม แถมเมล็ดพริกยังมีลักษณะอ้วนๆ ป้อมๆ สะดุดตาผู้คนอีกด้วย

ธุรกิจสมุนไพรและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ที่เคยสร้างรายได้สะพัดวันละแสน หลังเจอปัญหาวิกฤตทางการเมือง ปี 2554 สินค้าขายไม่ออก ขาดทุนสะสมจนกลายเป็นหนี้ก้อนโต แต่ “ศุภธิดา ศรีชารัตน์” ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรค เธอปรับตัวสู้ชีวิตใหม่อีกครั้ง โดยน้อมนำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต จนสามารถปลดหนี้เงินล้านได้สำเร็จภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี

ศุภธิดา เกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร ในหมู่บ้านหนองกอง หมู่ที่ 3 อำเภอโดด อำเภอโพธิ์ศรีสุวรรณ จังหวัดศรีสะเกษ เธอเห็นพ่อแม่ทำนามาตลอดชีวิตแต่ไม่รวยสักที หลังเรียนจบมัธยมจึงตัดสินใจไปทำธุรกิจค้าขายที่กรุงเทพฯ โดยเปิดร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ที่ห้างเซ็นทรัล สาขาบางนา และที่อิมพีเรียล สำโรง ระยะแรกธุรกิจเติบโตดีมาก สร้างรายได้สูงถึงวัน 100,000- 200,000 บาท

แต่การใช้ชีวิตในสังคมเมืองหลวงมีภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ทั้งค่ากินอยู่ ค่าเช่าที่ ค่าจ้างคนงาน ฯลฯ หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วแทบไม่เหลือผลกำไร ต่อมาเกิดวิกฤตทางการเมือง สินค้าขายไม่ดี เกิดหนี้สินก้อนโตกว่าล้านบาท ช่วงปลายปี 2554 เธอจึงตัดสินใจกลับบ้านเกิดตามคำขอร้องของแม่

หลังกลับมาอยู่บ้าน เธอช่วยพ่อแม่ทำเกษตรผสมผสาน เริ่มจากเลี้ยงหมู 10 ตัว ได้ผลกำไรดีเธอจึงลงทุนซื้อหมูมาเลี้ยงเพิ่มอีก 40-50 ตัว ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 3-4 เดือน จึงจับหมูขาย แต่อาชีพเลี้ยงหมู มีรายได้ไม่แน่นอน เพราะราคาหมูปรับตัวขึ้นลงตามภาวะตลาดตลอดเวลา แต่ต้นทุนอาหารสัตว์แพงขึ้นทุกวัน หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว เธอขาดทุนจากการเลี้ยงหมูเกือบ 5 หมื่นบาท

“อาชีพเพาะเห็ด” สร้างผลกำไรงาม

ปี 2555 ศุภธิดา ไปเรียนรู้เรื่องการทำเห็ดฟางจากเพื่อนรายหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา เธอควักเงินก้อนแรก 5 พันบาท เพื่อลงทุนเพาะเห็ดฟางกองเตี้ย จำนวน 8 แปลง ในแปลงนาของครอบครัว เมื่อเก็บผลผลิตออกขาย และหักต้นทุนการผลิตแล้ว ยังเหลือผลกำไร 10,000 บาท ถือว่า คุ้มค่ากับการลงทุน เธอจึงตัดสินใจทำอาชีพเพาะเห็ดฟางอย่างเต็มตัว

เนื่องจากอาชีพการเพาะเห็ดฟาง ใช้เงินลงทุนน้อย หักค่าใช้จ่าย เหลือผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ แถมได้ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มในแปลงนาอีกต่างหาก เธอจึงร่วมมือกับชาวบ้านในชุมชน จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ชื่อว่า “สวนเห็ดบ้านลุงจอม” โดยเธอรับหน้าที่เป็นประธานกลุ่มฯ เธอและสมาชิกกลุ่มจะลงมือเพาะเลี้ยงเห็ดฟางกองเตี้ยบริเวณทุ่งนา หลังสิ้นสุดฤดูทำนา

ทางกลุ่มฯ จะใช้เศษฟางข้าวที่เหลือจากการทํานา เป็นวัสดุในการเพาะเห็ดฟาง โดยทั่วไป พื้นที่ 1 ไร่ จะมีเศษฟางข้าวประมาณ 3,000 กิโลกรัม สามารถนำมาเพาะเห็ดฟางได้ถึง 300 กิโลกรัม ทางกลุ่มเก็บเห็ดฟางออกขายได้ในราคา กิโลกรัมละ 50-90 บาท สร้างรายได้เข้ากลุ่มไม่ต่ำกว่า 15,000-27,000 บาท

พอเข้าฤดูทำนา เธอไม่สามารถเพาะเห็ดฟางกองเตี้ยในแปลงนาได้อีก จึงตัดสินใจสร้างโรงเรือนเพาะเห็ดที่บ้านแทน โดยโรงเรือนแห่งนี้ ใช้ถัง 200 ลิตร เป็นอุปกรณ์สำหรับต้มน้ำเพื่อทำไอน้ำ ใช้ไม้ฟืนต้มน้ำ เฉลี่ยวันละ 500 กิโลกรัม ต้องเผาฟืนต้มน้ำทั้งวันทั้งคืน ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง

สำนักงานพลังงานจังหวัดศรีสะเกษ จึงเข้ามาช่วยสร้างเตาประหยัดพลังงานรูปแบบใหม่ ที่ประหยัดพลังงานจากเดิมที่เคยเผาฟืนตลอด 24 ชั่วโมง ก็เหลือแค่ 12 ชั่วโมง ช่วยประหยัดไม้ฟืนได้มากขึ้น โดยใช้เพียงวันละ 100 ก.ก.เท่านั้น ประหยัดเวลาและต้นทุน ทำให้เหลือผลกำไรมากขึ้น เธอแบ่งเวลาว่างไปสมัครเรียนกับ กศน. เพื่อนำความรู้มาใช้พัฒนาอาชีพและรับหน้าที่เป็นวิทยากรอบรมความรู้เรื่องการเพาะเห็ด ให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วไป

ปลดหนี้เงินล้านได้ เพราะยึดหลัก “พอเพียง”

ศุภธิดา กล่าวว่า ปัจจุบัน เธอปลดหนี้เงินล้านได้หมดแล้ว เพราะน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาใช้ในการดำเนินชีวิต สามารถขจัดความยากจนของตัวเอง เธอและครอบครัวดำเนินชีวิตแบบ “พออยู่ พอกิน แลกเปลี่ยน เหลือขาย” ทุกวันนี้ เธอมีรายได้หลักจากอาชีพเพาะเห็ดฟาง และขายวัสดุอุปกรณ์เพาะเห็ด นอกจากนี้ แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งมาทำบ่อเลี้ยงปลา ทั้งปลาหมอเทศ ปลานิลแปลงเพศ และปลาดุก

นอกจากขายปลาเป็นรายได้หลักแล้ว เธอยังมีรายได้เสริมในฐานะตัวแทนจำหน่ายพันธุ์ปลาให้กับฟาร์มปลาแห่งหนึ่งในจังหวัดมหาสารคาม ปัจจุบัน เธอขายพันธุ์ปลาหมอ ขนาด 3-4 เซนติเมตร ในราคาตัวละ 1.50 บาท โดยแนะนำให้เพื่อนบ้านที่รู้จักเลี้ยงปลาหมอ ประมาณ 5 เดือน โดยจับปลาออกขายได้เมื่อเลี้ยงได้น้ำหนักตัว ประมาณ 4-5 ก.ก. ซึ่งปลาชนิดนี้เป็นที่ต้องการของตลาดท้องถิ่นตลอดทั้งปี

ประการต่อมา เธอใช้พื้นที่ว่างที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ปลูกไม้ผลรอบบ้าน เช่น เสาวรส ฟักข้าว มะม่วง แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับเลี้ยงไก่ไข่ ไก่เนื้อ รวมทั้งปลูกพืชผักปลอดสารพิษไว้รอบบ้าน ปลูกกล้วยหอมและกล้วยน้ำว้าปากช่อง 50 ไว้ริมคันนา เพื่อเก็บเครือกล้วยและหน่อพันธุ์ออกขายในราคาต้นละ 50 บาท

เธอใช้ “เฟซบุ๊ก” เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าออกสู่ตลาด ช่วยให้มีฐานลูกค้ากระจายในวงกว้างทั่วประเทศ ขายสินค้าได้มากขึ้น รายได้ก็สูงขึ้น สามารถปลดหนี้เงินล้านได้หมดภายในระยะเวลา 4 ปี

ผลงานของเธอเป็นที่ยอมรับในสังคม วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ จึงส่งผลงานของเธอเข้าประกวดในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ปรากฏว่า ผลงานของเธอได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เธอและครอบครัวเป็นอย่างมาก

ปัจจุบัน เธอเปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้เรื่องการเพาะเห็ดและการทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถแวะเข้าชมกิจการได้ที่บ้านของเธอ หรือพูดคุยกับเธอได้ที่เบอร์โทร. 080-707-4431 รับรองไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 สมัครยูฟ่าเบท ทำให้กระทรวงสาธารณสุข บรรจุรายชื่อ “ฟ้าทะลายโจร” ไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เนื่องจากมีผลการวิจัยยืนยันว่า ฟ้าทะลายโจรมีสารสำคัญ คือ “แอนโดรกราโฟไลด์” ที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อและยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโควิด-19 ได้ ทำให้ฟ้าทะลายโจรกลายเป็นสมุนไพรทางเลือกที่ขายดี เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ราคาซื้อขายฟ้าทะลายโจรตากแห้งปรับตัวสูงขึ้น จากเดิม กิโลกรัมละ 600 บาท เพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละ 900 บาท หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยังคงยืดเยื้อต่อไป คาดว่า ราคาฟ้าทะลายโจรตากแห้งมีโอกาสพุ่งทะลุหลักพันบาทได้ในไม่ช้า

นอกจากนี้ ราคาซื้อขายเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรจากเดิมที่ซื้อเป็นกิโลกรัม หรือเฉลี่ยเมล็ดละ 20 สตางค์ ก็ปรับราคาเพิ่มขึ้นเป็นเมล็ดละ 60-80 สตางค์

คุณสมชาย ลาวัณย์วิสุทธิ ประธานกลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรฟ้ากำแพงแสน จังหวัดนครปฐม กล่าวว่า กระแสความต้องการเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจรเพิ่มมากขึ้น จนสินค้าขาดตลาด ทำให้ราคาขายเมล็ดพันธุ์ปรับตัวสูงขึ้นถึงเมล็ดละ 1 บาทแล้ว ส่วนฟ้าทะลายโจรตากแห้งเกรดเอ ที่ส่งขายอุตสาหกรรมยา ก็ปรับราคาสูงขึ้นจากกิโลกรัมละ 600 บาท เป็น 900 บาท (5 สิงหาคม 2564)

“ขณะนี้ ผมรับซื้อฟ้าทะลายโจรตากแห้งจากเกษตรกรเครือข่าย ในราคา 1 ไร่ 1 งานในราคา 700,000 บาท คำนวณต้นทุนก็เฉียดกิโลกรัมละ 900 บาท แม้ไม่ได้กำไรมาก แต่จำเป็นต้องซื้อเพื่อป้อนผลผลิตให้กับลูกค้าที่ทำสัญญาสั่งซื้อไว้ล่วงหน้า” คุณสมชาย กล่าว

อายุ 8 เดือน เปอร์เซ็นต์การงอกเป็นศูนย์

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในวงกว้าง ทำให้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรเป็นที่ต้องการของตลาดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรหน้าใหม่สนใจปลูกฟ้าทะลายโจรเพิ่มมากขึ้น แต่ละวันมีเกษตรกรโทรศัพท์เข้ามาขอซื้อเมล็ดพันธุ์และขอคำแนะนำเรื่องการปลูกฟ้าทะลายโจรกับคุณสมชาย กว่า 100 รายแล้ว

คุณสมชายให้คำแนะนำว่า หากใครสนใจปลูกฟ้าทะลายโจรในขณะนี้ ควรถาม “อายุเมล็ดพันธุ์” กับผู้ขายก่อนเป็นอันดับแรกก่อนตัดสินใจซื้อ เมล็ดพันธุ์ที่เก็บมาใหม่จะมีอัตราการงอกสูงถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนเมล็ดพันธุ์อายุ 6 เดือน อัตราการงอกจะเหลือแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งเก็บไว้นานถึง 8 เดือน อัตราการงอกคือ 0 เปอร์เซ็นต์

“จากประสบการณ์ตรงที่ผมสะสมมาตลอดระยะเวลา 30 กว่าปีที่ปลูกฟ้าทะลายโจร เคยทดลองเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ในตู้เย็น สามารถยืดอายุการงอกได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น ยิ่งเก็บไว้นานอัตราการงอกก็ยิ่งต่ำลง สิ่งที่น่าห่วงคือ พ่อค้าหัวใสบางรายแอบนำเมล็ดพันธุ์เก่าเก็บออกมาขาย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสูญเสียเงินและเวลาไปอย่างน่าเสียดาย ปัญหาเมล็ดพันธุ์ขาดตลาดและมีราคาแพง ทำให้มีพ่อค้าหัวใสใช้วิธีขยายพันธุ์แบบเสียบยอด โดยนำฟ้าทะลายโจรยาวแค่ 10 เซนติเมตร มาเสียบยอดขายให้แก่ผู้สนใจ การขยายพันธุ์ลักษณะนี้ ต้นฟ้าทะลายโจรเติบโตได้ก็จริง แต่ให้ผลผลิตต่ำมาก จึงอยากเตือนเกษตรกรระมัดระวังในเรื่องนี้ไว้ด้วย” คุณสมชาย กล่าว