นอกจากนี้ ในส่วนของโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐขณะนี้ได้จัดหา

ร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ จำนวน 28,705 ร้านค้า ทั่วประเทศ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ยอดขายกว่า 30,000 ล้านบาท ปัจจุบัน ร้านธงฟ้าประชารัฐที่ติดตั้งเครื่อง EDC ไปแล้ว 30,000 ร้านค้า ครอบคลุม 7,500 ตำบลทั่วประเทศ ทั้งนี้ จะติดตั้งให้ครบ 4 หมื่นร้านค้า ภายในเดือนมิ.ย. 2561 นอกจากนั้น ในเร็วๆ นี้ กระทรวงฯ ได้กำหนดให้มีการเพิ่มสัดส่วนสินค้าชุมชนในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐด้วย โดยจะให้ผู้ถือบัตรสามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าได้หลากหลายมากขึ้น เช่น ร้านค้าในตลาดสด ร้านขายผัก เขียงหมู ร้านก๋วยเตี๋ยว ผ่านแอปพลิเคชั่น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมธงฟ้าราคาประหยัด ลด 20-40% รวม 1,800 ครั้ง ทั่วประเทศ ลดค่าครองชีพประชาชน จำนวน 1.3 ล้านคน ลดค่าครองชีพได้ จำนวน 113 ล้านบาท มูลค่าจำหน่าย 300 ล้านบาท โครงการสร้างธุรกิจและสร้างงานให้แก่ผู้มีรายได้น้อย อาทิ โครงการแฟรนไชส์สำหรับผู้มีรายได้น้อย โดยนำเสนอแฟรนไชส์ที่มีมูลค่า 10,000-50,000 บาท

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับทิศทางการทำงานในอนาคตของกระทรวงพาณิชย์ จะยังเดินหน้า นโยบายเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านโครงการต่างๆ เช่น ตลาดชุมชน ร้านธงฟ้าประชารัฐ ปัจจุบัน 28,705 ร้านค้า จะขยายเป็น 100,000 ร้านค้า ภายใน 3 ปี รวมทั้งดูแลค่าครองชีพและยกระดับราคาสินค้าเกษตร บ่มเพาะคนตัวเล็กและคนด้อยโอกาส ให้เข้าถึงการทำธุรกิจหรือการทำมาค้าขายให้มากขึ้น เช่น การสนับสนุนให้สามารถใช้ QR Code ในร้านค้าที่หลากหลาย และภายในปี 2562 ตั้งเป้า ให้ “MOC Biz Club ช่วยยกระดับ Micro SMEs จังหวัดละ 100 ราย” ซึ่งจะส่งผลให้มี Micro SMEs ที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้น 7,700 ราย ทั่วประเทศ สำหรับ Franchise สร้างอาชีพ ด้วยการจับคู่ Franchise กับผู้มีรายได้น้อย ตั้งเป้าสร้างอาชีพได้ 20,000 ราย ภายในปีนี้

ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจยุคใหม่ อาทิ การค้าออนไลน์ ด้วยการยกระดับ Thaitrade.com ซึ่งเป็น National E-Marketplace Platform ของไทยให้ก้าวสู่การเป็น Platform ชั้นนำระดับสากล โดยมี เป้าหมายการค้าออนไลน์ ผ่าน Thaitrade.com ขยายตัว เป็น 1 หมื่นล้านบาท ภายใน 3 ปี จากปัจจุบัน 5 พันล้านบาท และตั้งเป้าการส่งออกปี 2561 เติบโต 8% เป็นอย่างน้อย

การปฏิรูปกระทรวงฯ เพื่อรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยมีเป้าหมายอนาคตให้เป็น “E-Service ทั้งระบบ” ภายในปี 2562 และสนับสนุนให้ “EoDB ติด TOP 20” ภายใน 3 ปี (จาก อันดับที่ 26 ในปัจจุบัน) รวมทั้งยกระดับและปรับภารกิจกรม โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เน้น e-Commerce กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เน้น Service (ธุรกิจบริการ) และให้ความสำคัญในการพัฒนา Big Data เพื่อใช้พลังข้อมูลในการบริหารนโยบายและขับเคลื่อนภารกิจของกระทรวง

น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า ผลงานด้านการค้าระหว่างประเทศ การส่งออกเริ่มฟื้นตัว โดยในช่วง 4 เดือน แรกของปี 2561 ขยายตัวละ 11.5% (มูลค่ารวม 81,780 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวสูงสุดในรอบ 7 ปี ผ่านการเร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก ทั้งตลาดเฉพาะกลุ่ม และตลาดเมืองรอง เน้นการส่งเสริมสินค้ารายคลัสเตอร์ มีผู้ประกอบการกลุ่มเป้าหมายได้รับการส่งเสริมไปขยายตลาด 2,850 ราย เกิดมูลค่าการสั่งซื้อ ประมาณ 47,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดเชียงรายว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เปิดเผยในการเปิดโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร และอุตสาหกรรมเกษตรเชิงนวัตกรรมปีงบประมาณ 2561 ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานอุตสาหกรรม จ.เชียงราย โดยมีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและผู้ประกอบธุรกิจอาหารและอุตสาหกรรมการเกษตรในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน เข้าร่วม ณ โรงแรมเวียงอินทร์ ริเวอร์ไซต์ รีสอร์ท จ.เชียงราย ว่า ในปัจจุบันพืชภาคเหนือมีพืชเศรษฐกิจที่มีอนาคตดีหลายอย่าง โดยเฉพาะเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องและที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง คือ “ข้าว”

ซึ่งพบว่า ภาคเหนือ มีข้าวกึ่งข้าวเหนียวคุณภาพดีมาก หากทำบรรจุภัณฑ์ดีและรักษาคุณภาพ มีแนวโน้มไปในตลาดดีแน่นอน ส่วนเรื่องชาและกาแฟนั้นถือว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะ เพราะชาให้คุณภาพดีเมื่ออยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 500 เมตร ขึ้นไป และกาแฟ ตั้งแต่ 1,200 เมตร ขึ้นไป ทำให้เชียงรายมีพืชเศรษฐกิจออกสู่ตลาดได้อย่างมีคุณภาพและมีความเป็นเอกลักษณ์

นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องพัฒนาให้มากคือ การสร้างบรรจุภัณฑ์ที่ชวนให้ซื้อ ซึ่งโครงการนี้สามารถช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการได้ดี และสิ่งสำคัญอีกประการคือ การเป็นอาหารปลอดภัยที่ทาง จ.เชียงราย สนับสนุนมาโดยตลอด เนื่องจากในปัจจุบันสู้สินค้าอุตสหากรรมขนาดใหญ่ไม่ได้ ส่วนอุตสาหกรรมขนาดกลาง เช่น ผ้า ฯลฯ ก็ต้องสู้กับประเทศใหม่ๆ เช่น บังกลาเทศ กัมพูชา หรือในแอฟริกา ฯลฯ ที่มีต้นทุนต่ำกว่าไม่ได้ แต่สิ่งที่ประเทศไทยมีแต่ประเทศอื่นไม่มีคือ“อาหาร สมุนไพร และการบริการ” ซึ่งคนไทยสามารถทำได้ดีมาก มีเกษตรกรกว่า 60% แต่มีมูลค่าจากผลผลิตเพียงแค่ 20-30% ดังนั้น จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาเพื่อนำเอกลักษณ์เฉพาะนี้ไปสู่การพัฒนาเพื่อสู้ในตลาดโลกต่อไป

นางกฤษนันท์ ทะวิชัย อุตสาหกรรม จ.เชียงราย กล่าวว่า โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการเพื่อให้สามารถขยายโอกาสด้านตลาดได้อย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ให้เป็นที่ยอมรับหรือทัดเทียมกับนานาประเทศ นอกจากนี้ ยังเพื่อสร้างเครือข่ายในภาคเหนือตอนบน 2 คือเชียงราย พะเยา แพร่ และน่าน ให้มีความเข้มแข็งอีกด้วย

โดยกิจกรรมในโครงการจะมี 6 กิจกรรม คือกิจกรรมสร้างเครือข่ายให้กลุ่มเป้าหมาย จังหวัดละ 20 คนรวมทั้งหมด 100 ราย กิจกรรมอบรมและประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ การจัดทำตราสินค้าเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ ข้าว ชา และกาแฟ ให้มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน และการสร้างศักยภาพด้านการตลาดหลังกิจกรรมจะมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ให้มีศักยภาพไม่ต่ำกว่า 40 ผลิตภัณฑ์

นางกฤษนันท์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมศึกษาดูงาน กิจกรรมแข่งขันในหัวข้อ “IdeaProducts” กิจกรรมจัดแสดงสินค้า และกิจกรรมพบปะระหว่างสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการ โครงการเริ่มตั้งแต่ เดือน พ.ค.-ก.ย.นี้ รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 5 เดือน สำหรับกิจกรรมที่โรงแรมฯ ครั้งนี้เป็นกิจกรรมอบรมและประชุมเชิงปฏิบัติการ ซึ่งจะดำเนินการ ตั้งแต่ วันที่ 12-15 มิ.ย. โดยมีอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชาชีพ ภาครัฐ และภาคเอกชน ไปถ่ายทอดองค์ความรู้ด้วย

การซื้อทุเรียน เป็นปัญหา ความหนักใจ เป็นข้อกังวล และห่วงใยอย่างยิ่ง สำหรับผู้บริโภคทุเรียน เกษตรอุตรดิตถ์ แนะนำ การสังเกตทุเรียนที่สุกแก่ ที่ผู้บริโภคจะเลือกซื้อทุเรียนที่สุกแก่ พร้อมรับประทานได้แล้ว

นายอดุลย์ศักดิ์ ไชยราช หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ แนะนำว่า การเลือกซื้อทุเรียนไปรับประทานของประชาชน มักจะพบปัญหาในการเลือกทุเรียนให้ได้ทุเรียนที่แก่จัด หรือแก่พอเหมาะกับการนำไปรับประทานได้ บางครั้งผู้ซื้อ ซื้อไปแล้วต้องผิดหวัง “กินไม่ได้” หรือไม่ก็ “ไม่ได้กิน” เพราะทุเรียนยังไม่แก่ เป็นที่ผิดหวังและเสียความรู้สึกเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าซื้อไปฝากคนที่รักเคารพนับถือ ยิ่งจะเกิดความเสียหายหนักยิ่งขึ้น จึงขอแนะนำ การสังเกตทุเรียนแก่ไว้ ดังนี้

1.ชาวสวนต้องนับอายุผลทุเรียน ตั้งแต่ดอกบาน จนถึงวันเก็บเกี่ยว พันธุ์หมอนทอง ประมาณ 120-135 วัน พันธุ์กระดุม 90-100 วัน พันธุ์ชะนี 105-110 วัน

2 .การปล่อยทุเรียนร่วง ปกติดอกทุเรียนแต่ละรุ่นในต้นเดียวกัน จะบานไม่พร้อมกัน แต่จะแตกต่างกันไม่เกิน 10 วัน เมื่อมีผลแก่สุก และร่วง จะเป็นสัญญาณว่า ทุเรียนบนต้นนั้นเริ่มแก่ สามารถเก็บเกี่ยวมาให้รับประทานได้

สังเกตก้านผลทุเรียน จะแข็ง มีสีเข้มขึ้น สัมผัสรู้สึกสากมือ บริเวณปากปลิงจะบวมโต เห็นรอยต่อชัดเจน ถ้าจับก้านผลแกว่ง จะรู้สึกก้านผลมีสปริงมากขึ้น
สังเกตหนาม ปลายหนามจะแห้ง สีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย หนามกางออก ร่องหนามห่าง เมื่อบีบหนามเข้าหากัน จะรู้สึกมีสปริง
สังเกตรอยแยกระหว่างพู เมื่อทุเรียนแก่จัด จะเห็นรอยแยกบนพูชัดเจน ยกเว้น ทุเรียนพันธุ์ก้านยาว
ใช้วิธีเคาะเปลือกผล ทุเรียนแก่จัดเสียงจะดังโปร่งๆ หนัก-เบาแตกต่างกัน ขึ้นกับพันธุ์
การชิมปลิง เมื่อตัดขั้วผล หรือปลิงของผลทุเรียนที่แก่จัด จะพบว่ามีน้ำใส ไม่ข้นเหนียวเหมือนทุเรียนอ่อน เมื่อชิมดูจะมีรสหวาน
ดูสีเนื้อ จะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีเหลืองอ่อน หรือเหลืองเข้ม ตามลักษณะของแต่ละพันธุ์ และความแก่
วิธีนักเลง 5 ด. “ดู”สังเกตสภาพผลทั่วไป “ดม”กลิ่นหอมทุเรียน “ดูด”การชิมน้ำใสๆที่ปลิงขั้วผล “ดีด”นิ้วดีดหรือไม้เคาะฟังเสียงแน่นหรือโปร่ง ที่ชัดที่สุดคือ“แด…” แกะกินเนื้อดูก็รู้ว่าสุกแก่กินได้ หรือไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานในวันนี้ (14 มิ.ย.61) ว่า นายสัตวแพทย์ธนวัฒน์ พันธุ์สนิท ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช นายโสภณ พรหมแก้ว นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรเพื่อการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช ด่านกักกันสัตว์นครศรีธรรมราช พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดสารวัตรปศุสัตว์ เข้าสุ่มตรวจปัสสาวะสุกรกว่า 10 ตัว ที่มารอเข้าโรงฆ่าสัตว์ ณ โรงฆ่าสัตว์ เทศบาลนครศรีธรรมราช ทั้งนี้เพื่อสุ่มตรวจสารตกค้าง สารเร่งเนื้อแดงในสุกร ก่อนสู่ตลาดจำหน่ายแก่ผู้บริโภค

นายสัตวแพทย์ธนวัฒน์ พันธุ์สนิท ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การสุ่มตรวจสารเร่งเนื้อแดงในสุกร เป็นแผนงานสำคัญตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ ให้ได้มาตรฐาน ผู้บริโภคปลอดภัย โดยเฉพาะการควบคุมการใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งเป็นสารต้องห้ามใช้ในกระบวนการผลิตสุกร เนื่องจากเป็นสารในกลุ่มเบต้าอะโกรนิสต์ ที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ตาม พ.ร.บ. ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์

โดยจังหวัดนครศรีธรรมราช มีแผนออกปฏิบัติงานเข้าตรวจในฟาร์มเลี้ยงสุกรและโรงฆ่าสัตว์ ซึ่งในพื้นที่มีฟาร์มเลี้ยงสุกรที่ได้รับการรับรองเป็นฟาร์มสุกรปลอดสารเร่งเนื้อแดงแล้ว ประมาณ 80 ฟาร์ม และนอกจากมาตรการตรวจสอบต้นทางและปลายทางแล้ว สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรเพื่อการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่จะไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยงสุกร 100% ในพื้นที่ด้วย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เข้าตรวจสอบและจับกุมผู้ประกอบการฆ่าสุกร จำนวน 2 ราย พร้อมซากสุกร จำนวน 6 ตัว พื้นที่ ต.เสาเภา อ.สิชล และดำเนินคดีในข้อหาประกอบการฆ่าสัตว์โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการฆ่าสัตว์และจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2535 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และฆ่าสัตว์โดยมิได้แจ้งชนิด เบื้องต้นได้แจ้งความดำเนินคดีทั้ง 2 ราย แล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงตลอดเดือนมิถุนายน 2561 นี้ สำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ป่าหุ่ง อ.พาน จ.เชียงราย ได้เปิดรับซื้อผลผลิตสับปะรดจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 2 บาท ตามโครงการช่วยเหลือเกษตรกรของ อบต.ป่าหุ่ง ซึ่งพบว่ามีเกษตรกรนำผลผลิตไปจำหน่ายให้กับ อบต.อย่างคับคั่งตลอดทั้งวัน โดยส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ปัตตาเวีย ที่ให้รสชาติหวานฉ่ำและปลูกกันมากในพื้นที่ โดยหลังจากทาง อบต.ป่าหุ่ง ได้รับซื้อแล้วก็จะนำไปจำหน่ายให้กับหน่วยงาน องค์กร และภาคเอกชนต่างๆ ในราคากิโลกรัมละเพียง 1 บาท หรือขาดทุน 1 บาท

นายกฤษณะ แก้วดี นายก อบต.ป่าหุ่ง จ.เชียงราย กล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่มีการปลูกสับปะรดเป็นจำนวนมาก ดังนั้นทาง อบต.ป่าหุ่ง จึงได้ดำเนินการตามที่ข้อบัญญัติกำหนด โดยจัดการงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรภายในวงเงินประมาณ 200,000 บาท โดยการรับซื้อจากเกษตรกรในราคาที่พอจะช่วยเหลือได้บ้าง คาดว่าจะสามารถช่วยเหลือได้เป็นระยะเวลาอีกประมาณ 1 เดือน ซึ่งนอกเหนือจากการที่เจ้าหน้าที่ติดต่อประสานเพื่อจำหน่ายแล้ว ผู้ที่สนใจหรือหน่วยงานองค์กรใดที่ต้องการสับปะรด ก็สามารถรับซื้อเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ที่ อบต.ป่าหุ่ง

นายเกษม ชายเดช ชาวสวนบ้านงิ้วเฒ่า ต.ป่าหุ่ง จ.เชียงราย กล่าวว่า ตนปลูกบนที่ดินประมาณ 15-20 ไร่ และปีนี้ประสบปัญหาหนัก เพราะผลผลิตไม่มีตลาดรองรับ ทำให้ยากลำบากมาก เพราะราคาที่จะทำให้ชาวสวนอยู่ได้คือ กิโลกรัมละประมาณ 5-10 บาท กระนั้นจากการที่ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยเหลือด้วยการรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 2 บาท ก็ถือว่าช่วยได้บ้าง โดยเฉพาะทำให้ไม่ต้องปล่อยผลผลิตทิ้งให้เน่าเสียโดยเปล่าประโยชน์

รายงานข่าวจาก อบต.ป่าหุ่ง แจ้งว่า ปัจจุบันพื้นที่ ต.ป่าหุ่ง มีการปลูกสับปะรดรวมกันจำนวน 603 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูกจำนวน 111 ราย และคาดว่าในปี 2561 นี้จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดประมาณ 1,018 ตัน ซึ่งตามโครงการรับซื้อของ อบต.ป่าหุ่ง ดังกล่าว พบว่าได้มีเกษตรกรนำผลผลิตไปจำหน่ายรวมกันแล้วประมาณ 8,000 กิโลกรัม โดยส่วนใหญ่ระบุว่าราคาที่จำหน่ายให้กิโลกรัมละ 2 บาท ก็ยังถือว่าเป็นราคาที่ต่ำสำหรับเกษตรกร แต่มีความจำเป็นที่จะนำมาจำหน่าย เพราะไม่มีตลาดรองรั บหรือราคารับซื้อภายนอกต่ำกว่านี้

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดหนองคายว่า จากการที่มีฝนตกต่อเนื่องทั้งในจังหวัดหนองคายและอุดรธานี ทำให้ปริมาณน้ำในลำห้วยหลวง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาขนาดใหญ่ของแม่น้ำโขง มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ขณะนี้โครงการห้วยหลวง จึงได้มีการเปิดประตูระบายน้ำทั้งหมด 3 บาน หลังจากที่เดิมที่มีการเปิดประตูน้ำเพียงประตูเดียว เพื่อให้การระบายน้ำในลำห้วยหลวงลงในแม่น้ำโขงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะล้นฝั่งเข้าไปท่วมพื้นที่การเกษตรทั้งในจังหวัดหนองคายและอุดรธานีกว่า 3 หมื่นไร่ ที่อยู่ติดกับลำห้วย อีกทั้งเป็นการพร่องน้ำในลำห้วยให้สามารถรองรับน้ำฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องในช่วงนี้

นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้เตรียมการติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 10 เครื่อง ไว้ที่ริมตลิ่งของลำห้วยหลวง ทั้ง 2 ข้างเหนือประตูระบายน้ำ เพื่อใช้สูบน้ำในลำห้วยหลวงลงในแม่น้ำโขง หากน้ำในแม่น้ำโขงหนุนสูงจนต้องปิดประตูระบายน้ำ

อย่างไรก็ตาม สำหรับระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านจังหวัดหนองคาย ล่าสุดวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย กรมทรัพยากรน้ำ อยู่ที่ระดับ 4.36 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 7.84 เมตร ถือว่ายังมีระดับไม่สูงนัก การระบายน้ำจากลำน้ำสาขาลงแม่น้ำโขงยังระบายลงได้อย่างสะดวก

“เกาะสีชัง” เที่ยวง่ายใกล้เมือง ธรรมชาติครบครัน โดยฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” เอาใจสายซัมเมอร์พาออกเรือล่องทะเลสัมผัสผืนน้ำสีครามอันกว้างใหญ่ไพศาล สักการะศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชาวเกาะสีชังให้ความเคารพนับถือ ใครไปใครมาก็ต้องพากันแวะเวียนมากราบไหว้ ซึ่งศาลเจ้าพ่อเขาใหญ่แห่งนี้มีรถรางให้บริการ เรียกได้ว่าเอาใจนักท่องเที่ยวกันสุดๆ ไปเลย

จากนั้นไปสัมผัสหาดทรายเม็ดละเอียด ขาวสะอาดตา ที่หาดถ้ำเขาพัง เรียกได้ว่าทะเลสวยน้ำใส ช่วงเย็นมีร้านอาหารมาเปิดให้บริการอย่างล้นหลาม เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่ดีงามเลยก็ว่าได้ จากนั้นไปชมบรรยากาศธรรมชาติบริเวณช่องเขาขาด ลักษณะเป็นช่องเขาขาดออกจากกัน ตั้งอยู่ด้านหลังเกาะ ในอดีตเคยเป็นที่ตั้งพลับพลาของ รัชกาลที่ 5 สามารถชมวิวได้ทั้งเกาะ เป็นบริเวณที่โรแมนติกสุดๆ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยที่สุดบนเกาะสีชังเลยก็ว่าได้

สัมผัสความงดงามใกล้กรุง กับฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” ณ เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี พบกันวันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน 2561 เวลา 16.30 น. ว่ากันว่า “ข้าวเหนียวมะม่วง”นั้น เป็นจานโปรด ที่คนจีนชอบมากพอๆ กับทุเรียนเมืองไทย แต่แปลกเขายังกินข้าวเหนียวกับทุเรียนไม่เป็น กินแต่ทุเรียนเฉยๆ ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียนยิ่งไม่รู้จักเลย ฝรั่งก็ชอบข้าวเหนียวมะม่วงมากเหมือนกัน อย่างที่อเมริกา เขาหุงข้าวเหนียวมูนไว้ แล้วแบ่งเป็นส่วนๆ พอดี 1 จาน ห่อด้วยพลาสติกแร็พเข้าช่องแข็งไว้ พอใครสั่ง ก็เอาออกมาเวฟทั้งอย่างนั้น แกะใส่จาน ราดหัวกะทิแช่เย็น กับมะม่วงของเม็กซิโกซึ่งไม่ช้ำง่ายแบบมะม่วงไทย จานหนึ่ง 200-300 บาท ที่จีนไม่รู้ว่าขายกี่บาท

โอกาสนี้ จึงมีสูตร “ข้าวหเนียวมูน” ทำขาย มาฝากสำหรับคนที่อยากนำไปต่อยอดเป็นอาชีพ เริ่มต้นจาก สัดส่วนของการมูนข้าวเหนียว ก็ไม่มีอะไรมาก ข้าวเหนียวเขี้ยวงู 1 กิโลกรัม ใช้หัวกะทิข้นๆ 800 กรัม (เกือบ 1 กิโลกรัม) ใส่น้ำตาลทรายในกะทิ 300 กรัม เกลือป่นสักครึ่งช้อนชา

ส่วนการหุงข้าวเหนียวให้เม็ดสวย ต้องหุงด้วยหวดแบบหุงข้าวเหนียวของอีสาน นึ่งวิธีอื่นเม็ดไม่สวย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเป็นเม็ดรีๆ ยาวๆ เม็ดต้องไม่หัก สีออกมาทางขาว แปลว่าค่อนข้างใหม่ สีเหลืองจะเก่า ถ้าเป็นข้าวใหม่แช่ข้าวเหนียวแค่ 1 ชั่วโมงพอ ก่อนแช่ขัดด้วยสารส้มให้เม็ดขาว แช่แล้วล้างน้ำให้หมดขุ่น นึ่งข้าวเหนียวในหวด ใส่ใบเตยหอมไปด้วยสัก 2 ใบ หุง 20 นาที กระดกข้าวเหนียวกลับข้างนึ่งต่ออีก 10 นาที

ระหว่างนั้นผสมน้ำกะทิตั้งไฟให้เดือด รอเย็นหน่อย พอดีกับข้าวเหนียวสุก เทใส่อ่าง ราดน้ำกะทิคลุกให้ทั่ว ตอนนี้ดูมันจะแฉะๆ แต่ตั้งทิ้งไว้สัก 20 นาที ข้าวเหนียวจะดูเป็นเงาสวยงาม โดยไม่ต้องทาน้ำมัน และมันมาก ย้ำว่าต้องเป็นกะทิสดคั้นขาว และขอคั้นแบบใส่น้ำน้อยๆ จึงจะมูนข้าวเหนียวได้อร่อยสู้กับเจ้าดังๆ ได้ ตอนมูนข้าวเหนียว บางตำราบอกให้ปิดฝา บางตำราบอกให้เปิดฝา ผมสังเกตแล้วเปิดฝาข้าวเหนียวจะแห้งเร็วกว่าแบบปิดฝา

หุงข้าวเหนียวหลายๆ สีให้แช่ข้าวเหนียวกับสีที่ต้องการก่อนหุง เช่น สีขมิ้น เอาขมิ้นผงละลายน้ำ สีใบเตย ปั่นใบเตยกับน้ำแล้วกรอง อาจต้องเติมสีเขียวใบเตยนิดหนึ่ง เพราะสีใบเตยธรรมชาติค่อนข้างคล้ำ สีน้ำเงินหรือสีม่วงดอกอัญชัน ใช้ดอกอัญชันขยำน้ำน้อยๆ ได้สีน้ำเงิน บีบมะนาวเป็นสีม่วง
อีกข้าวเหนียวหนึ่งเป็นข้าวเหนียวดำ แช่ข้าวเหนียวดำในน้ำแยกไว้ ต้องแช่นานกว่าข้าวเหนียวขาว อย่างต่ำ 2 ชั่วโมง พอจะหุงค่อยใส่ข้าวเหนียวดำปนไปกับข้าวเหนียวขาวประมาณ 30-40% ออกมามันดำเอง หุงข้าวเหนียวดำล้วนจะกรุบๆ เกิน

ส่วน หน้ากะทิ เอาหัวกะทิ 1 ถ้วย ผสมเกลือ 1/2 ช้อนชา แป้งข้าวเจ้า 2 ช้อนชา ใบเตย 2 ใบ ต้มคนจนข้น