นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้าเกาะหลีเป๊ะ-เกาะไข่ คาดเงิน

วันที่ 24 ธันวาคม 2559 แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลใน จ.สตูล อย่างเกาะหลีเป๊ะ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ นักท่องเที่ยวหลั่งไหลลงท่องเที่ยวสัมผัสความงดงาม ยังเกาะหลีเป๊ะ และเกาะไข่ ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตากันอย่างคึกคัก ในขณะที่ด้านตำรวจภูธรจังหวัดสตูล ได้เตรียมความพร้อมในการรักษาความปลอดภัย ในช่วงวันหยุดยาวต้อนรับเทศกาลคริสมาส และส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว และรักษาความสงบเรียบร้อย ทั้งในชีวิตและทรัพย์สิน รองรับการหลั่งไหลเข้ามาในจังหวัดและการเดินทางทั้งทางบก และทางทะเล

พล.ต.ต.ทัตธงสักก์ ภู่พันธ์สีห์ ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สตูล กล่าวว่า ในห้วงนี้ตำรวจภูธร จ.สตูล ได้เข้าแผนกวาดล้าง สิ่งผิดกฎหมาย อาชญากรรม คดีค้างเก่า ทั้งในประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์ และอำนวยความสะดวกพร้อมเข้มงวด การบังคับใช้กฎหมายจราจร เพื่อลดความสูญเสีย และอุบัติเหตุในห้วงที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ แม้ที่ผ่านมาจะพบสถิติอุบัติเหตุในถนนสายรองมากกว่า แต่เพื่อความไม่ประมาท จะมีการเข้มงวดทุกเส้นทางในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งถนนบนเกาะหลีเป๊ะด้วย ส่วนมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อยจะบูรณการกำลังตำรวจ ทหาร และอาสาสมัครรักษาดินแดน ทั้งบนบกและบนเกาะในการดูแลชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยว ได้พักผ่อนใน จ.สตูล ในห้วงวันหยุดได้อย่างมีความสุข

นายปณพล ชีวะเสรีชล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตะรุเตา ได้คาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวปีนี้ มีนักท่องเที่ยวเพิ่มเทียบกับปีที่แล้ว กว่า 20,000 คน คาดมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท ในธุรกิจการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง ในด้านการท่องเที่ยว หาซื้อของฝาก ที่พัก อาหารทะเล โดยสัดส่วนนักท่องเที่ยวเป็นชาวไทยและชาวต่างชาติในปริมาณใกล้เคียงกัน พฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินั้น จะเดินทางมาพักค้างคืนที่เกาะหลีเป๊ะ จังหวัดสตูล เพียงหนึ่งคืน แล้วจะย้ายมาค้างแรมที่บ้านพักของอุทยานแห่งชาติตะรุเตา เนื่องจากต้องการลดค่าใช้จ่ายเพื่อใช้เวลาท่องเที่ยวได้นานขึ้น และต้องการความเงียบสงบ อีกทั้งยังจะได้ศึกษาเส้นทางบนเกาะตะรุเตาที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ

วันที่ 24 ธันวาคม 2559 เมื่อเวลา 06.00 น. บรรยากาศที่แก่นมะกรูด หรือโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ ต.แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ตามแนวพระราชดำริ สถานที่ท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาวขึ้นชื่ออีกหนึ่งที่ใกล้กรุงเทพ ด้วยระยะทางไม่ถึง 300 กิโลเมตร

โดยตั้งแต่ช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคม ได้มีประชาชนและนักท่องเที่ยวพาครอบครัวและคณะเดินทางมาเที่ยวชมสัมผัสบรรยากาศหนาวเย็นบนเขาอย่างคึกคักในช่วงวันหยุด เพื่อรับอากาศหนาวเย็น12 – 15 องศา ไปพร้อมกับชมดอกไม้เมืองหนาว หลากหลายชนิดที่ถูกเพาะพันธุ์จัดเรียงไว้อย่างสวยงาม ซึ่งขณะนี้กำลังเริ่มออกดอกบานสะพรั่งเต็มที่แทบทุกแปลงโดยเฉพาะ ดอกลิลลี่โอเรียลตัล ที่สวนพฤษชาติ กม.ที่ 33 ลิลลี่ลองจิฟอรั่ม และดอกแกลดดิโอลัส ที่บริเวณศูนย์ชาวเขา ที่บริเวณศูนย์ชาวเขา กม.ที่ 20

นอกจากนี้ ยังมีสตอเบอรรี่และมัลเบอรรี่ ที่เริ่มออกผลสดๆจากแปลงให้ได้ทานเต็มที่ในเร็วๆนี้ ทำให้ในช่วงทุกวันหยุด เสาร์ – อาทิตย์ บนแก่นมะกรูดจะคึกคักเป็นพิเศษ ส่งผลให้ผลไม้ พืชผัก และสินค้าพื้นเมืองของชาวกระเหรี่ยงจะขายดี และมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นทุกสัปดาห์ ซึ่งคาดว่าวัดหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาจองที่พักและขึ้นเที่ยวชมบนแก่นมะกรูดกันจำนวนมากอีกด้วย

อุตุฯเตือน 27-30 ธันวาคม ยอดดอยอุณหภูมิลดลงอีก 3-5 องศาเซลเซียส ระวังอากาศแปรปรวน-มีฝน

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศในตัวเมืองเชียงใหม่ยังคงหนาวเย็น อุณหภูมิลดลงเหลือ 18 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะบนยอดดอยอินทนนท์ นายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯ ระบุว่า นักท่องเที่ยวแน่นกว่าทุกวัน คาดว่าเป็นเพราะตรงกับวันคริสต์มาส ทำให้มีประชาชนจากหลายพื้นที่เดินทางขึ้นมาท่องเที่ยวกันมาก ซึ่งเช้านี้อุณหภูมิอุ่นขึ้น โดยบริเวณยอดดอยต่ำสุด 7 องศาเซลเซียส จุดชมวิวกิ่วแม่ปาน 9 องศาเซลเซียส และหน้าที่ทำการฯ 12 องศาเซลเซียส ยังอยู่ในเกณฑ์หนาวเย็น และมีทะเลหมอกสวยๆ ให้ชม

ทางด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือรายงานว่า ภาคเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว มีหมอกในตอนเช้า และหมอกหนาในบางพื้นที่ 15-33 องศาเซลเซียส ยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด 8-12 องศาเซลเซียส

และในช่วงวันที่ 27-30 ธันวาคม 2559 ภาคเหนือจะมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศา โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 13-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-31 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 2-10 องศาเซลเซียส กับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ขอให้นักท่องเที่ยวเตรียมตัวรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงลงอย่างรวดเร็วไว้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 25 ธ.ค. ว่า ที่จังหวัดเลยบริเวณยอดภูอากาศยังหนาวจัด ความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนอีกระลอกหนี่งจะแผ่เสริมลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ประเทศไทยหนาวเย็นอย่างต่อเหนื่อง อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส มีลมแรง อุณหภูมิวันนี้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงวัดได้ 12.0 องศา อุทยานแห่งชาติภูเรือ 11.0 องศา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง 10.0 องศา

นายสมบัติ พิมพ์ประสิทธิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าวว่า เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดสัปดาห์ เมื่อวานนี้ (24 ธ.ค.) มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวยอดภูกระดึงประมาณ 1,700 คน นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปจะชอบอาอาศที่ยังหนาวอยู่บนยอดภูกระดึง และจะไปที่น้ำตกเพ็ญพบ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากฐานที่พักวังกวาง ซึ่งขณะนี้ต้นเมเปิลบริเวณดังกล่าวต่างผลัดใบเป็นสีแดงสวยงาม บางต้นผลัดใบทั้งต้น ตามพื้นจะมีใบเมเปิ้ลตกกระจายเกลื่อนพื้นดินและโขดหินดูสวยงาม

ที่จังหวัดเลยบริเวณยอดภูอากาศยังหนาวจัด ความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีนอีกระลอกหนี่งจะแผ่เสริมลงมาปกคลุม ประเทศไทยตอนบน ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ประเทศไทยหนาวเย็นอย่างต่อเหนื่อง อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส มีลมแรง อุณหภูมิวันนี้ที่อุทยานแห่งชาติภูกระดึงวัดได้ 12.0 องศา อุทยานแห่งชาติภูเรือ 11.0 องศา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง 10.0 องศา

นายสมบัติ พิมพ์ประสิทธิ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูกระดึง กล่าวว่า เนื่องจากเป็นช่วงวันหยุดสัปดาห์ เมื่อวานนี้ (24 ธ.ค.) มีนักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวยอดภูกระดึงประมาณ 1,700 คน นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปจะชอบอาอาศที่ยังหนาวอยู่บนยอดภูกระดึง และจะไปที่น้ำตกเพ็ญพบ ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากฐานที่พักวังกวาง ซึ่งขณะนี้ต้นเมเปิลบริเวณดังกล่าวต่างผลัดใบเป็นสีแดงสวยงาม บางต้นผลัดใบทั้งต้น ตามพื้นจะมีใบเมเปิ้ลตกกระจายเกลื่อนพื้นดินและโขดหินดูสวยงาม

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เต่าดาวอินเดีย ที่มีลวดลายทั่วกระดองเป็นแฉกคล้ายรูปดาวกระจาย และ เต่าดาวรัศมี หรือ เต่าเรคิเอต้า เต่าที่มีกระดองสวยเหมือนแฉกดาว กว่า 60 ตัวได้หายไปจากสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเดือน มิถุนายน 2559 เต่ายูนิฟอร่า ซึ่งเป็นเต่าบกที่หายากที่สุดในโลก มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศมาดากัสการ์ และอยู่ในทะเบียนแนบท้าย 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตสและมีมูลค่าสูงมาก จำนวน 6 ตัว และเต่าดาวรัศมีหรือเต่าเรคิเอต้า จำนวน 72 ตัว ก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวยอมรับว่า มีเต่าหายไปจากสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระจริง โดยได้รับรายงานจากนายเผด็จ ลายทอง หัวหน้าสถานีเพาะพันธุ์นกน้ำบางพระ ว่า มีเต่าดาวอินเดีย จำนวน 62 ตัว มูลค่าตัวละ 1- 2 พันบาท รวม 98,000 บาทและเต่าดาวรัศมีหรือเต่าเรคิเอต้า ที่ปัจจุบันถูกจัดอยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากถูกล่าอย่างหนัก จำนวน 3 ตัว มูลค่าตัวละ 2 หมื่นบาทเศษ รวม 60,000 บาท ทั้ง 2 ชนิด รวมมูลค่าแล้วประมาณ 1.58 แสนบาทเศษ ได้หายไปจากสถานีฯ เมื่อช่วงเวลาประมาณ ตี 3 เศษ ของวันที่ 24 ธันวาคม ที่ผ่านมา โดยจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบว่า มีคนร้าย 2 คน สวมไอ้โม่งคลุมหน้าและใส่ถุงมือ ได้เข้าไปขโมยเต่าดาวอินเดียและเต่าดาวรัศมี ออกไปจากสถานี ขณะนี้ เจ้าหน้าที่สถานีฯ ได้เข้าแจ้งความที่ สภ.ศรีราชา แล้ว เบื้องต้นเจ้าหน้าตำรวจสันนิฐานว่าน่าจะเป็นฝีมือของคนในสถานีเพาะเลี้ยงฯ เอง

รองอธิบดีกรมอุทยานฯ กล่าวต่อว่า การขโมยเต่าจากสถานีฯ ครั้งนี้ ไม่ทราบวัตถุประสงค์ว่าคนร้ายต้องการอะไร เพราะน่าแปลกใจตรงที่ว่าทำไมคนร้ายไม่ขโมยเต่ายูนิฟอร่า ที่ยังเหลืออยู่ในสถานีอีก 1 ตัว เพราะมีราคาถึงตัวละ 1-2 ล้านบาทออกไป แต่กลับขโมยเต่าดาวอินเดีย ที่มีราคาแค่ตัวละ 1-2 พันบาทเท่านั้น ที่สำคัญ การขโมยเต่าไปตรงกับช่วงวันคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ คือ วันที่ 26 ธันวาคม เพียงวันเดียว ดังนั้น การที่คนร้ายมาลักลอบขโมยเต่าครั้งนี้ อาจต้องการเบี่ยงเบนประเด็นการสืบสวนของตำรวจในคดีเก่าที่เต่าหายไปเกือบ 80 ตัวเมื่อช่วงเดือน มิถุนายน ที่ผ่านมาหรือไม่ เพราะขณะนี้ผลการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเต่าหายเมื่อเดือน มิถุนายน 2559 ที่กรมอุทยานฯ ตั้งขึ้นมาได้สรุปผลออกมาแล้วและส่งถึงอธิบดีกรมอุทยานฯ แล้ว โดยคนร้ายพยายามทำให้เชื่อว่าผู้ที่ขโมยเต่าไปเป็นคนละกลุ่มกัน ขณะเดียวกันก็ต้องการดิสเครดิตกรมอุทยานฯ ด้วย

ราคาข้าวที่ตกต่ำ มีต้นทุนการผลิตสูง หรือการเป็นหนี้ ล้วนเป็นปัญหาเรื้อรังของชาวนาไทย ทั้งๆที่เคยเป็นประเทศที่ส่งออกข้าวเป็นอันดับ 1 ของโลก ชาวนาซึ่งเป็นประชากรหลักของประเทศยังคงมีฐานะยากจนอยู่เมื่อเทียบกับชาวนาญี่ปุ่น ที่แม้จะมีพื้นที่ทำนาน้อยกว่าแต่กลับมีฐานะความเป็นอยู่ดีกว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกษตรกรญี่ปุ่นมีความเป็นอยู่ที่ดี เกิดจากมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็งและมีการใช้นวัตกรรมในระบบการผลิต ปัจจุบันหลายภาคส่วนของไทย ได้พยายามเสนอแนวทางแก้ปัญหาข้าวราคาตกต่ำโดยการรับซื้อขายข้าวทางออนไลน์ การระดมทุน การเปิดจุดบริการรับซื้อข้าวจากชาวนา เป็นต้น วิธีการเหล่านี้แม้จะแสดงให้เห็นถึงความมีน้ำใจของคนไทย แต่ยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ยั่งยืน ดังนั้นการสร้างความเข้มแข็งให้ชาวนาจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน การรวมกลุ่มที่เข้มแข็งของชาวนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบสหกรณ์ที่มีการบริหารการเงินที่เหมาะสม มีการสร้างโรงสีชุมชน มีการจัดสรรเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ใช้ในชุมชน มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น การปลูกแบบเปียกสลับแห้ง การทำเกษตรอินทรีย์ การใช้ปุ๋ยสั่งตัด และนวัตกรรมเพื่อแปรรูปหรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าข้าว ฯลฯ จะทำให้ชาวนาสามารถวางแผนและจัดการการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถลดต้นทุนการผลิต ขายสินค้าอื่นๆที่ไม่ได้อยู่ในรูปข้าวสดเพียงอย่างเดียว มีรายได้เพิ่มมากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดยโครงการกิจกรรมการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย จึงจัดประชุมเวที TRF Forum เรื่อง “การแก้ปัญหาเรื่องข้าวอย่างยั่งยืน : สหกรณ์และนวัตกรรมคือทางออก” ณ โรงแรมเดอะสุโกศล เพื่อนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องข้าวอย่างยั่งยืนในเชิงนโยบายแก่กระทรวง ทบวง กรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายในเวทีเสวนาดังกล่าวช่วงที่ 1 “การรวมกลุ่มและสหกรณ์…หนึ่งในทางออกของชาวนา” นายบุญเกิด ผจก.สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จ.ร้อยเอ็ด ได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่สหกรณ์การเกษตรต้องเผชิญ ว่า

“ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมาราคาข้าวตกต่ำอย่างถึงขีดสุด โครงการที่รัฐช่วยชาวนา ขายข้าวออนไลน์ เป็นการทำให้ผู้ผลิตพบกับผู้บริโภคโดยตรงและเป็นช่องทางการตลาดให้กับสหกรณ์ ทั้งนี้การจัดตั้งสหกรณ์ก่อให้เกิดการร่วมด้วยช่วยกันของพันธมิตร แต่ต้องมีความรู้เข้าไปหนุนเสริม และมีการสร้างแบรนด์ในสินค้าข้าว โดยหากรัฐอยากให้สหกรณ์ช่วยเหลือชาวนาเต็มศักยภาพ สหกรณ์จะต้องมีอุกรณ์ในการดำเนินการที่พร้อมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโรงสี คน ทุน โรงอบ ฉางเก็บข้าวเลือก ฯลฯ””

ด้าน ผอ.เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ข้าวสัจธรรมอำนาจเจริญ นายอดุลย์ โคลนพันธุ์ กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาข้าวล้นตลาดว่า “ทางกลุ่มเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน ข้าวสัจธรรมอำนาจเจริญ จะขายก่อนแล้วค่อยปลูกหมายความว่า ไปรับออร์เดอร์จากลูกค้ามาก่อนแล้วค่อยวางแผนว่าจะปลูกข้าวแต่ละประเภท จำนวนเท่าไหร่ โดยเราแบ่งกลุ่มลูกค้าข้าวในประเทศเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ตลาดล่าง ลูกค้าที่เป็นกลุ่มแรงงาน สนใจสินค้าราคาถูก เน้นปริมาณ 2.ตลาดกลาง ลูกค้าคนทั่วไปที่สามารถซื้อข้าวได้ในราคา ปานกลางและยอมรับในคุณภาพข้าวปานกลาง 3.ตลาดสูง ลูกค้าที่ต้องการบริโภคข้าวคุณภาพสูง เกรดพรีเมี่ยม ไม่เกี่ยงเรื่องราคา ปัจจุบันเครือข่าววิสาหกิจของเราประกอบด้วย 21 วิสาหกิจชุมชน มีสมาชิก 3,500 ราย ผลิตข้าวได้ประมาณ 1,500 ตัน/ปี บนพื้นที่ประมาณ 9,000 ไร่ เคล็ดลับในการ พาวิสาหกิชุมชนให้อยู่รอดคือต้องรู้ว่าเราจะขายให้ใคร

มีการกระจายความเสี่ยงโดยการหาลูกค้า หลายๆที่ ปัจจุบันข้าวสัจธรรมอำนาจเจริญ ส่งข้าวไปในแหล่งที่รับซื้อประจำทั้งในส่วนของที่สถานที่จัดประชุมอย่างไบเทคและอิมแพค เมืองทองธานี โรงแรม 6 ที่ ร้านซิสเลอร์ และตลาดส่งออก ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะไปถึงตลาดส่งออกได้คือการทำมาตรฐานทั้งในส่วนของ ตรามาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ IFOAM และตรามาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์สหภาพยุโรป (EU) แต่สำหรับมาตรฐานระบบเกษตรอินทรีย์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ – มกอช. (National Bureau of Agricultural Commodity and Food Standards – ACFS) หรือ Organic Thailand ทั้งลูกค้าต่างประเทศและลูกค้าไทย ยังไม่เชื่อมั่นเท่ามาตรฐานของต่างประเทศ

โดยส่วนตัวมองว่าแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ดำเนินการ ยังไม่สามารถแก้ปัญหาของชาวนาได้อย่างแท้จริง ตัวชาวนาและสหกรณ์จึงต้องพึ่งพาตัวเองก่อน และไม่อยากให้ผู้ไม่ประสงค์ดีใช้คำว่า “การช่วยเหลือชาวนา” มาเป็นตัวประกันในการหาผลประโยชน์เข้าตนเอง นอกจากนี้ทางเรายังคิดกลยุทธ์ที่สามารถจำหน่ายข้าวได้ทั้งข้าวสวยและข้าวหัก โดยการเจรจากับโรงแรมต่างๆ ว่าจะส่งข้าวกิโลกรัมละ 40 บาท ถ้ามีการผสมข้าวหักลงไปในอัตรา 80 : 20 จะจัดส่งในราคา 35 บาท เป็นต้น ซึ่งคุณภาพของข้าวหักนั้นมีความแตกต่างจากข้าวธรรมดาเพียงเล็กน้อย ลูกค้าจึงพึงพอใจในราคาจำหน่ายที่ถูกลงและทางเราก็จำหน่ายข้าวได้หมดแม้จะเป็นข้าวหักก็ตาม”

ทั้งนี้ รศ.จุฑาทิพย์ ภัทราวาท ผอ.สถาบันวิชาการด้านสหกรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวถึงข้อเสนอสำหรับสิ่งที่รัฐที่ควรทำและไม่ควรทำ “สิ่งที่ควรทำได้แก่ 1.การจัด โซนนิ่ง เพื่อจำแนกพื้นที่ทำนาตามคุณภาพ เช่น พื้นที่นาน้าฝน พื้นที่นาแล้ง ฯลฯ เพื่อการวางแผน ส่งเสริมการทำนาให้เหมาะสมกับบริบท ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบชลประทาน การจัดรูปที่ดิน การพัฒนาที่ดิน การส่งเสริมการเชื่อมโยงโซ่คุณค่า เป็นต้น 2.การส่งเสริมการรวมกลุ่มชาวนา อาจเป็นในรูปของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือ เป็นสมาชิกสหกรณ์ ทั้งนี้ ย่อมขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ในขนาดธุรกิจ และสมรรถนะของชาวนาในการบริหารจัดการกลุ่ม

เพื่อการเป็นองค์การพึ่งพาตนเองในอนาคต steelexcel.com ซึ่งต้องมีหน่วยงานพี่เลี้ยงไปช่วยยกระดับสมรรถนะเกษตรกรในเรื่องของการผลิต และการเชื่อมโยงธุรกิจ ของกลุ่มเพื่อสร้างอานาจการต่อรองด้านราคา และการเชื่อมโยงเครือข่ายในการเข้าถึงตลาด เช่น กรณีตัวอย่าง เครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจข้าวหอมมะลิอานาจเจริญ 3.นโยบายสาหรับการแก้ปัญหาเชิงระบบด้วยการใช้นวัตกรรมการยกระดับมูลค่าเพิ่ม ผ่านกลไกการจัดการโซ่คุณค่าในธุรกิจของกลุ่มและสถาบันเกษตรกร ซึ่งตัวแบบที่เป็นแนวปฏิบัติที่ดี ได้แก่ กลุ่มธุรกิจเชิงคุณค่าสามพรานที่กำลังเชื่อมโยงเครือข่ายผู้บริโภคกับเครือข่ายผู้ผลิต 4.นโยบายการจัดการความรู้ที่เข้าถึงเกษตรกรและสร้างความเข้าใจในเรื่องของโครงสร้างการผลิต การตลาด การทำไร่นาสวนผสมเพื่อลดความเสี่ยงจากอาชีพทำนา ช่วยให้มีรายได้เสริมอีกทั้งยังจะ ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน ตัวอย่างสำหรับการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม เช่น หลักสูตรชาวนามืออาชีพที่มีสาระการเรียนรู้ที่นาไปสู่การปรับทัศนคติในการทำนา

การปรับกระบวนทัศน์และการเพิ่มพูนความรู้ทักษะ. 5 การบูรณาการการทำงานในรูปของความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชน ที่ต้องเน้นชาวนา เป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง โดยมีกลไกการติดตามประเมินผลมิให้เกษตรกร ถูกเอาเปรียบ และภาษีตกไปเป็นประโยชน์ของพ่อค้า 6.ควรจัดให้มีหลักสูตรฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เป็น Smart Officers เพื่อยกระดับสมรรถนะในทิศทางดังกล่าวข้างต้น ซึ่งมีความรู้ภาพใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ โครงสร้างการผลิต การตลาดข้าว การจัดการโซ่คุณค่า มีทักษะเกี่ยวกับเรื่องการวางแผนกลยุทธ์ และการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติในการบรรลุเป้าหมาย 7. กำหนดประเด็น “การสร้างโซ่คุณค่าข้าวไทย” ที่มุ่งเน้น การวางแผนให้เกิดความสมดุล ระหว่างอุปสงค์อุปทานข้าวไทยทั้งระบบและมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเริ่มจากการสร้างระบบฐานข้อมูล ชาวนา ตามระบบโซนนิ่ง และขับเคลื่อนโดยใช้ใช้กลไกการจัดการโซ่อุปทานที่มีผู้ประกอบการต่างๆเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจ

โดยรัฐจะใช้มาตรการและนโยบายสนับสนุน เช่น การลดหย่อนภาษีแก่ผู้ประกอบการ โรงสี ผู้ส่งออก และโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากข้าว การรณรงค์ให้คนในชุมชนบริโภคข้าวที่ผลิตในชุมชน การรณรงค์ให้คนในหน่วยงานรัฐ และบริษัท มีกลไกการอุดหนุนข้าวจากชาวนาและสถาบันเกษตรกร โดยตรง เป็นต้น สำหรับสิ่งที่รัฐไม่ควรทำ คือ 1.จัดสรรงบประมาณ การช่วยเหลือชาวนาที่เป็นโครงการเร่งด่วน เพราะงบประมาณส่วนใหญ่ จะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับจัดโชว์ผลงานที่เป็นตัวแบบและแนวปฏิบัติที่ดีมากกว่าการนาไปใช้แก้ปัญหาอย่างจริงจัง 2.โครงการตามนโยบายรัฐที่ขึ้นมาจัดการเรื่องแก้ปัญหาข้าวค้างสต็อก ตัวอย่างเช่น โครงการกระจายข้าว ซึ่งทำอยู่

ในปัจจุบันก่อให้เกิดผลกระทบ ทำให้ราคาข้าวในฤดูกาลใหม่ตกต่ำ ทั้งนี้การแก้ปัญหาเรื่องข้าวและชาวนา อาจต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ กรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่น สำหรับนโยบายการลดพื้นที่ปลูกข้าวให้ไปปลูกพืชทดแทนได้สำเร็จนั้น ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งทศวรรษ โดยตัวละครหลัก ประกอบด้วย รัฐบาล หน่วยงานรัฐทุกระดับ หน่วยวิจัยทุกระดับ ขบวนการ สหกรณ์ และที่สำคัญคือ ผู้บริโภคซึ่งจะเป็นตัวละครสำคัญ อันเนื่องมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า “ตลาดเป็นตัว กำหนดการผลิต” นั่นเอง รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล รอง ผอ.ด้านการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์และรักษาการ ผอ.ฝ่าย ชุมชนและสังคม สกว. ในฐานะผู้ดำเนินรายการ กล่าวเสริมว่า “จากการบรรยายของวิทยากร ทำให้มองเห็นความพยายามร่วมกันที่จะทำให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผู้บริโภคได้รับประทานข้าวที่ปลอดภัย ทั้งนี้จากในกรณีของประเทศญี่ปุ่นจะพบว่า ให้ความสำคัญกับเรื่องของของ “การทำตลาด” มาเป็นอันดับแรก”

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกันมีการเสวนาในหัวข้อ “นวัตกรรม…หนึ่งในทางออกของชาวนา” โดยนายอรุษนวราช เจ้าของ รร.สามพรานริเวอร์ไซด์ จ.นครปฐม กล่าวถึงนวัตกรรมการทำการตลาดข้าว ว่าชาวนาจะดีขึ้นต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด ต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองเป็นนักธุรกิจที่มองตลาดให้เป็นด้วย “สามพรานโมเดล” เป็นการการทำให้ผู้บริโภค ผู้ปลิต ได้ประโยชน์ร่วมกัน ภายในพื้นที่ตลาดสุขใจของโรงแรมมีการทำ Farmer Market ที่ผู้ผลิตจะมาเป็นผู้ขายเอง ด้านช่องทางการตลาดสำหรับเกษตรกรอินทรีย์ โครงการ FARM TO FUNCTIONS ได้เชื่อมเกษตรกรอินทรีย์กับอุตสาหกรรม ส่งข้าวอินทรีย์ให้กับ 6 โรงแรม และ 3 ศูนย์การประชุม ประมาณ 300 ตัน/ปี ตามที่คุณอดุลย์

ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น นอกจากนี้ยังมีการใช้รับรองแบบ PGS หรือ Participatory Guarantee Systems ของเกษตรกรอินทรีย์ใน จ.นครปฐม ที่ IFOAM ให้คำนิยามว่า คือ ระบบประกันคุณภาพในระดับท้องถิ่น ที่ให้การรับรองผู้ผลิตโดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และตั้งอยู่บนฐานของความเชื่อถือ เครือข่ายทางสังคม และการแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งมิได้เพียงทดแทนมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ แต่ยังเป็นการบริหารและพัฒนากลุ่ม เกิดการมีส่วนร่วมในการสร้างระบบรับรอง การรับสมาชิกใหม่ การขายและการตลาด โดยปัจจุบันเกษตรกร จ.นครปฐม จำนวน 11 กลุ่ม อยู่ในระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS และมีเกษตรกรจำนวน 60 ราย ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในปี 2559

ด้าน ผศ.ดร.ศุภกิตต์ สายสุนทร รองหัวหน้าภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวถึง “เครื่องต้นแบบสกัดน้ำมันรำข้าวและข้อจำกัดทางนโยบาย” ว่า “น้ำมันรำข้าวมีคุณค่า ทางโภชนาการสูงกว่า น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง หรือ สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ฯลฯ และหากผลิตได้จะเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้ามาก จากที่ข้าวขายได้ราคากิโลกกรัมละ 7 บาท แต่น้ำมันรำข้าวขายได้แคปซูลละ 350 บาท โดยข้อดีของการสกัดน้ำมันรำข้าวคือ มีต้นทุนในการสกัดต่ำ ใช้เครื่องจักรจำนวนน้อยไม่มีกรรมวิธีการผลิตที่ยุ่งยาก ซับซ้อน สามารถทำเป็นอุตสาหกรรมภายในครอบครัวได้ ผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้สามารถนำไปจำหน่ายเป็นอาหารสัตว์เสริมได้ และเครื่องสามารถนำไปสกัดใช้กับสินค้าเกษตรอื่นๆ แต่ปัญหาที่พบตอนนี้คือเกษตรกรไม่มีองค์ความรู้ว่าน้ำมันรำข้าวมีประโยชน์ ไม่มีการส่งเสริมการผลิต ไม่มีช่องทางการตลาดไม่มีการรับรองมาตรฐาน ไม่มีเงินลงทุน และขาดตัวเครื่อง ซึ่งแต่ละตัวจะมีต้นทุนอยู่ที่เครื่องละประมาณ 80,000 บาท”