นักท่องเที่ยวเฮ! กรมอุทยานฯประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชม

วันที่ 28 ธันวาคม 2559 นายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ รายงานว่า เช้านี้สภาพอากาศบนยอดดอยยังคงหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ 6 องศาเซลเซียส ที่จุดชมวิวกิ่วแม่ปาน 9 องศาเซลเซียส มีทะเลหมอกยามเช้าสวยงามมาก และในบางจุดดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทยเริ่มบานแล้ว

“เพื่อเป็นการส่งมอบความสุขให้กับชาวไทย อธิบดีกรมอุทยาน สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าเขตอุทยานฯ ทุกแห่งทั่วประเทศเป็นเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2559 – 1 มกราคม 2560 เพื่อให้ประชาชนได้พักผ่อนและเรียนรู้-อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นการสร้างจิตสำนึกรักและหวงแหนทรัพยากรของชาติ” นายรุ่งกล่าว

ด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ รายงานว่า ภาคเหนือเช้านี้อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลงอีก 1-3 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 14-30 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 3-8 องศาเซลเซียส และพยากรณ์ว่าในช่วงวันที่ 27 -31 ธันวาคม 2559 อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 5-7 องศากับมีลมแรง โดยมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง 10-20% ของพื้นที่ ในช่วงวันที่ 30 -31 ธันวาคม 2559 อุณหภูมิต่ำสุด 11-17 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-29 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 2-9 องศาเซลเซียส กับมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ ส่วนในช่วงวันที่ 1-2 มกราคม 2560 อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-3 องศา อุณหภูมิต่ำสุด 14-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-30 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-12 องศาเซลเซียส

วันที่ 28 ธันวาคม 2559 ชาวบ้านแห่ไปชม ต้นกล้วยออกเครือลูกกลางลำต้นที่บ้านหลังหนึ่งใน บ้านโคกกลัน หมู่ 7 ต.ปราสาททนง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เพื่อไปชมต้นกล้วยแปลก เพื่อขอโชคลาภ โดยนายสำเภาว์ ทรงวาจา อายุ 63 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้าน กำลังยืนเล่าความเป็นมาของต้นกล้วยให้ชาวบ้านที่สนใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ

นายสำเภาว์ เล่าว่า พื้นที่บ้าน 3 ไร่ ปลูกสร้างบ้านพัก พร้อมขุดสระน้ำ ส่วนบริเวนริมรั้วปลูกต้นกล้วยน้ำว้า ปลูกฟักทอง แตงโม ต่อมาได้บริจาคที่ดินบริเวนหน้าบ้านให้ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างระบบประปาน้ำบาดาล จึงได้พบต้นกล้วยใกล้จุดสร้างประปาแห่งนี้ ออกเครือลูกกลางลำต้น เหตุการณ์ครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องแปลกในพื้นที่ หลังชาวบ้านทราบข่าวต่างพากันเข้าแวะเยี่ยมชมต้นกล้วย เพื่อขอโชค ลาภ และขอพรปีใหม่ 2560

วันที่ 29 ธันวาคม 2559 สภาพอากาศในจังหวัดนครพนมได้หนาวเย็นอีกระรอก อุณหภูมิลดลงประมาณ 2 -3 องศาเซลเซียส จากการตรวจวัดอุณหภูมิของสถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม พบว่ามีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุดที่ประมาณ 9 – 10 องศาเซลเซียส สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่ ประสบปัญหาภัยหนาว โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ที่มีโอกาสเสี่ยงเจ็บป่วยจากสภาพอากาศหนาวเย็น

ส่วนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ติดเทือกเขาภูพาน ในพื้นที่ อ.นาแก จ.นครพนม รวมถึง พื้นที่อำเภอชายแดนติดกำลำแม่น้ำโขง มี อ.บ้านแพง อ.ท่าอุเทน อ.เมือง และ อ.ธาตุพนม ถือว่าได้รับผลกระทบหนักสุด เพราะจะมีอุณหภูมิต่ำกว่าอำเภออื่น จากพื้นที่ 12 อำเภอ และมีลมกระโชกแรง ต้องอาศัยก่อไฟผิงคลายหนาว เพราะเครื่องนุ่งห่มกันหนาวไม่สามารถต้านความหนาวเย็นได้ และไม่เพียงชาวบ้านเท่านั้นที่ประสบปัญหาภัยหนาว ยังมีสัตว์เลี้ยงการเกษตร วัว ควาย ที่ต้องก่อไฟสร้างความอบอุ่นในโรงเรือน ป้องกันการเจ็บป่วยเกิดโรคระบาด

เช่นเดียวกับเรือนจำกลาง จ.นครพนม ที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศหนาวเย็น นายเดชา แจ่มจันทร์ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ได้เพิ่มมาตรการในการดูแล ผู้ต้องขังภายในเรือนจำ ไม่ให้เกิดปัญหาการเจ็บป่วย ตั้งแต่เรื่องความเป็นอยู่ ไปถึงการรับประทานอาหาร ที่สะอาด ปลอดภัย นอกจากนี้ยังได้นำ ผู้ต้องขัง ในแดนขังต่างๆ ร่วมกิจกรรมออกกำลังกาย เต้นแอโรบิคประกอบดนตรี เล่นท่ากายบริหารแบบโยคะ ทุกเช้า และเย็น เพื่อสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย และมีสุขภาพแข็งแรง ป้องกันการเจ็บป่วย ในช่วงสภาพอากาศหนาวเย็น พร้อมนำเครื่องนุ่งห่มกันหนาวเข้าไปแจกจ่ายให้การดูแลช่วยเหลือ ตามหลักมนุษยธรรม

นอกจากนี้ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.นครพนม ได้ประกาศเตือนให้ประชาชนหมั่นดูแลสุขภาพ สร้างความอบอุ่นให้ร่างกายป้องกันการเจ็บป่วย เนื่องจากในช่วงนี้สภาพอากาศยังมีแนวโน้มหนาวเย็นต่อเนื่อง และระมัดระวังเรื่องอัคคีภัย

“อุตสาหกรรมเม็ดมะม่วงหิมพานต์” ของเวียดนาม ถือเป็นหนึ่งสินค้า “เกษตร” ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า ทำให้เม็ดมะม่วงหิมพานต์กลายเป็น “พืชเศรษฐกิจ” สำคัญของประเทศที่มียอดส่งออกมากเป็นอันดับต้น ๆ รองจากข้าว ยางพารา และกาแฟ

ไซ่ง่อน ไทมส์ รายงานข้อมูลสมาคมผู้ผลิตเม็ดมะม่วงหิมพานต์ของเวียดนาม (Vinacas) ระบุว่า ระหว่างปี 2549-2558 เวียดนามเป็นผู้นำเข้าผลมะม่วงหิมพานต์ที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ส่งออกเม็ดมะม่วงหิมพานต์อันดับ 1 ของโลกตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2558 เวียดนามส่งออกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ถึง 330,000 ตัน ไปยัง 80 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นมูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสหรัฐ จีน และประเทศยุโรป เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ

นายดั๋ง หว่าง ยาง เลขาธิการสมาคมมะม่วงหิมพานต์เวียดนาม กล่าวว่า เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็น 1 ใน 2 สินค้าเกษตร ที่มีการเพิ่มขึ้นทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า และยอดส่งออกของเวียดนามคิดเป็น 50% ของมูลค่าส่งออกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ทั่วโลก

ปัจจุบันเวียดนามมีพื้นที่ปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ ประมาณ 450,000 เฮกตาร์ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ แต่พื้นที่เขตเพาะปลูกยังไม่เพียงพอต่อดีมานด์ของตลาดทั่วโลก ซึ่งเวียดนามจำเป็นต้องนำเข้าผลมะม่วงหิมพานต์ดิบกว่า 700,000 ตัน ส่วนใหญ่มาจากทวีปแอฟริกา เพื่อตอบสนองเป้าหมายการแปรรูปสินค้าที่ 1.2 ล้านตันต่อปี ซึ่งคาดว่าจะบรรลุผลภายในปี 2563

แม้ว่ารัฐบาลเวียดนามมีความพยายามเพิ่มผลผลิตภายในประเทศเพื่อลดพึ่งพาการนำเข้า และมีแผนการวางแผนขยายการปลูกเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ไปในกัมพูชา และ สปป.ลาว เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่ง และควบคุมคุณภาพเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ให้สม่ำเสมอ ทว่าความกดดันอย่างหนักจาก “คู่แข่ง” อย่างจีน และอินเดีย ที่ประกาศแผนการย้ายฐานการแปรรูปเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ไปใกล้แหล่งวัตถุดิบในแอฟริกา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต้องการล้มแชมป์ผู้ส่งออกเบอร์หนึ่งโลก ทำให้เวียดนามเริ่มมีการเคลื่อนไหวมากขึ้นเช่นกัน

เวียดนาม นิวส์ รายงานว่า ในการประชุมเชิงปฏิบัติการของสถานทูตเวียดนาม ในประเทศโมซัมบิก นาย IlidioAfonso Jose Bande ผู้อำนวยการสถาบันเมล็ดมะม่วงหิมพานต์แห่งชาติโมซัมบิก (INCAJU) กล่าวว่า เทคโนโลยีของเวียดนามตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกจนถึงการแปรรูปผลมะม่วงหิมพานต์ เป็นอุตสาหกรรมที่ประเทศในแถบแอฟริกาให้ความสนใจอย่างมาก ที่ผ่านมาเวียดนามถูกจับตาจากหลายประเทศ เช่น อินเดีย บราซิล และหลาย ๆ ประเทศในทวีปแอฟริกา และเมื่อ 10 ปีก่อนมีทีมวิจัยจากประเทศอินเดีย ไนจีเรีย โมซัมบิก แทนซาเนีย และไอวอรีโคสต์ เดินทางไปที่เวียดนาม เพื่อศึกษาเทคโนโลยีการเพาะปลูก แต่ช่วงเวลานั้นรัฐบาลยังไม่เปิดรับต่างชาติมากนัก

“ปัจจุบันเวียดนามให้ความสำคัญกับความร่วมมือนอกภูมิภาคมากขึ้นและในฐานะที่โมซัมบิกเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกวัตถุดิบผลมะม่วงหิมพานต์ของเวียดนามและสูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับที่รัฐบาลโมซัมบิกพยายามผลักดันการเพาะปลูกและแปรรูปเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ให้เป็นพืชเศรษฐกิจเพื่อการส่งออกที่สำคัญของประเทศ การหารือแนวทางความช่วยเหลือระหว่างกันจึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย”

“โมซัมบิก”เคยขึ้นชื่อว่าเป็นผู้ส่งออกเม็ดมะม่วงหิมพานต์สูงที่สุดของทวีปแอฟริกาและขึ้นเป็นแชมป์ผู้ส่งออกเบอร์หนึ่งของโลก เมื่อหลายทศวรรษก่อน ความสูญเสียที่มาจากยุคไล่ล่าอาณานิคมจากโปรตุเกสและฝรั่งเศส เป็นเหตุให้รัฐบาลโมซัมบิกพยายามฟื้นการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศหลังได้รับเอกราชการที่รัฐบาลโมซัมบิกพยายามฟื้นชีพพืชเศรษฐกิจอย่างเม็ดมะม่วงหิมพานต์อีกครั้งโดยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีทุกขั้นตอนจากเวียดนามนับเป็นความร่วมมือที่น่าจับตามอง นักวิเคราะห์ท้องถิ่นในเวียดนามมองว่า “แทนที่เราจะมองว่าโมซัมบิก เป็นคู่แข่งของเวียดนาม หากเรามีการเจรจาที่ดี การร่วมกันพัฒนาสินค้าเกษตรนี้ภายใต้ผลประโยชน์ที่เท่าเทียม จะเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดกว่า”

ทั้งนี้ การย้ายฐานการผลิตและแปรรูปไปยังทวีปแอฟริกา ถือเป็นกลยุทธ์การเอาตัวรอด เพราะการย้ายฐานเท่ากับเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเวียดนาม อีกทั้งโมซัมบิกและหลาย ๆ ประเทศในแถบแอฟริกา ยังอยู่ในอาณาบริเวณที่ใกล้กับประเทศยุโรปมากกว่า ซึ่งเป็นตลาดหลักการส่งออกของเวียดนามในเวลานี้

น่าสนใจว่าเพียง 15 ปีเท่านั้น ที่เวียดนามสามารถขึ้นแท่นเป็นผู้ส่งออกเม็ดมะม่วงหิมพานต์เบอร์หนึ่งของโลก แซงหน้าอินเดียและจีนได้ สะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์เชิงลึกและเทคนิคขั้นสูงในการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว และการแปรรูปผลมะม่วงหิมพานต์

การเคลื่อนไหวนี้บ่งชี้ชัดเจนว่า เวียดนาม ประเทศที่เคยพึ่งพารายได้หลักจาก “ข้าวและยางพารา” แต่เนื่องจากที่ผ่านมา เวียดนามเป็นประเทศเดียวที่ประสบภาวะภัยแล้งและน้ำท่วมบ่อยที่สุด ทำให้ “เม็ดมะม่วงหิมพานต์” ได้กลายมาเป็นอุตสาหกรรมตัวชูโรงเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเวียดนามในทันที

นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ประเทศไทยมักประสบปัญหาภาวะด้านราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ ผลผลิตเกษตรล้นตลาด คุณภาพไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการแข่งขันด้านการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกระบวนการบริหารจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการแปรรูปผลผลิตเกษตร นับว่ามีความสำคัญที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรได้ ประกอบกับปัจจุบันกรมส่งเสริมการเกษตรมีกลุ่มเกษตรกร สถาบันเกษตรกร ตลอดจนวิสาหกิจชุมชน จำนวนมากที่ต้องดูแล

ซึ่งกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้มีการแปรรูปผลผลิตเกษตร และจำหน่ายในตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ แต่ก็ยังพบว่า สินค้าและผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีคุณภาพที่แตกต่างกัน เนื่องจากเกษตรกรขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิต การพัฒนามาตรฐานสินค้า ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ รวมทั้งการผลิตสินค้ามีความคล้ายคลึงกันเป็นจำนวนมาก ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้เน้นให้มีการส่งเสริมและสนับสนุนความรู้ ความเข้าใจในศักยภาพด้านบริหารจัดการและการเพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปผลผลิตเกษตร เพื่อยกระดับสินค้าชุมชนให้สามารถเข้าสู่ตลาดเพื่อการแข่งขันได้ ตามนโยบายของกรมฯ ที่มุ่งส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้เป็น Smart Product คือ ผลผลิตทางการเกษตรมีคุณภาพ ได้มาตรฐานตรงกับความต้องการของตลาด และมีความพร้อมที่จะแข่งขันได้ในตลาดโลก

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้กำหนดจัดทำโครงการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ในด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรขึ้น ระหว่างวันที่ 21 – 23 ธันวาคม 2559 ณ โรงแรม ดิ ไอเดิล เรสซิเดนซ์ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี โดยระดมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบงานด้านการแปรรูปสินค้าเกษตรระดับเขต ระดับอำเภอ และส่วนกลาง จำนวน 190 คน เข้ามาเพื่อเสริมสร้างความรู้ และพัฒนาศักยภาพการดำเนินงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูป การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ การพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรแปรรูป รวมทั้งการส่งเสริมการตลาด ตลอดจนได้เรียนรู้ประสบการณ์ในการทำงานด้านการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปสำหรับวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน เนื่องจากมีการดำเนินงานใกล้ชิดกับวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนั้น จึงควรติดอาวุธทางปัญญาให้กับเจ้าหน้าที่ทุกระดับให้สามารถดำเนินโครงการได้บรรลุเป้าหมายที่กรมฯ ตั้งไว้ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนต่อไปในอนาคต

สำหรับหัวข้อและประเด็นต่าง ๆ ที่นำถ่ายทอดความรู้ในครั้งนี้ ประกอบด้วย มาตรฐานสินค้าเกษตรที่ต้องรู้ โดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.), การตรวจประเมินมาตรฐาน GMP/Primary GMP โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข, ความเข้าใจวิสาหกิจชุมชน โดยผู้อำนวยการกองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร, การสร้างจุดขายสินค้าเกษตรแปรรูปสู่เวทีโลก โดยบริษัทยอดคอร์ปอเรชั่น จำกัด, วิสาหกิจชุมชนกับการปรับตัวสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) และการตลาดสินค้าเกษตรแปรรูปแนวใหม่ โดยผู้แทนจากสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย เป็นต้น

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานกรณี ครม.อนุมัติให้พื้นที่ อ.เวียงป่าเป้า อ.แม่สาย และ อ.เทิง จ.เชียงราย เป็นพื้นที่สามารถปลูกต้นกัญชงได้เพื่อทำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และปลูกเพื่ออุตสาหกรรมเช่นการประดิษฐ์ถักทอเป็นประเป๋าหรือสิ่งของต่างๆ โดยโรงงานยาสูบจะเป็นผู้รับซื้อผลิตภัณฑ์จากต้นกัญชงที่เกษตรกรในพื้นที่ที่ระบุไว้โดยตรงว่าหลายภาคส่วนใหญ่พื้นที่ให้การขานรับนโยบายพร้อมที่จะปฎิบัติตามเนื่องจากเห็นว่าจะมีประโยชน์ต่อประชาชน

โดยนายวิวัฒน์ แจ้ง กระจ่าง นายอำเภอเวียงป่าเป้า กล่าวว่าพื้นที่เวียงป่าเป้าเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมเป็นเป็นสันเขาจึงมีอากาสเย็นซึ่งต้นกัญชงเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งขณะนี้ทางโครงการหลวงอย่างน้อย 3 แห่งกำลังมีการเพาะพันธุ์ต้นกล้าเพื่อส่งเสริมการปลูก หลังมีการอนุมัติให้เพาะปลูกได้จะมีการหารือกับทางโครงการหลวงว่าพื้นที่ไหนเหมาสมที่จะปลุกได้บ้าง ซึ่งทางอำเภอจะมีการสำรวจศักยภาพของชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านหรือตำบลใดปลุกได้บ้างก็จะทำการส่งเสริม โดยมีการจัดรวมเป็นข้อมูลพื้นที่ก่อน เพราะกำลังได้รับการอนุมัติให้ปลูกแต่เชื่อว่าจะเป็นอาชีพเสริมรายได้ให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี

ขณะที่นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่าในพื้นที่จังหวัดเชียงรายมีการเพาะปลูกต้นกัญชงในหลายพื้นที่แต่ยังเป็นการทดลองปลูกเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นในพื้นที่โครงการหลวง เพราะพื้นที่ทั่วไปไม่อนุญาตให้เพาะปลูกได้ ซึ่งพื้นที่ 3 อำเภอที่ได้รับอนุมัติถือว่ามีความเหมาะสม และกัญชงทราบว่าเป็นพืชที่สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชนืและสร้างรายได้หลายรูปแบบ ซึ่งจะได้มีการส่งเสริมตอนนี้ยังควบคุมพื้นที่ไว้ก่อน ส่วนจะปลูกอย่างไรจะได้ให้ทางอำเภอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจาณาตามความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง

วันที่ 29 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นทำให้ดอกไม้เมืองหนาวเริ่มเบ่งบาน โดยเฉพาะบริเวณสวนตุงและโคมนครเชียงราย ซึ่งทางเทศบาลนครเชียงรายได้นำดอกไม้เมืองหนาวนานาพันธุ์กว่า 100 ชนิด นับล้านดอกมาประดับตกแต่งบริเวณโดยรอบอย่างสวยงามบนเนื้อที่กว่า 8 ไร่ โดยเฉพาะดอกทิวลิปซึ่งนำมาปลูกไว้กว่า 50,000 ต้น สีสันสวยงามตระการตา โดยนายวันชัย จงสุทธนามณี นายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงราย พร้อมด้วย นางรัตนา จงสุทธนามณี ประธานที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเทศบาลนครเชียงราย แถลงถึงความพร้อมของการจัดงานเชียงรายดอกไม้งามครั้งที่13 ดอกไม้ถวายพ่อ โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2559-31 มกราคม 2560

นายวันชัยกล่าวว่า ขณะนี้พร้อมแล้วที่จะให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความสวยงามของดอกไม้เมืองหนาวที่กำลังบานรับอากาศที่หนาวเย็น ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมความสวยงามของดอกไม้ได้ฟรีคตลอดทั้งงาน การจัดงานในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด ดอกไม้ถวายพ่อ สถิตในดวงใจนิจนิรันดร์ เพื่อรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และยังมีการจัดนิทรรศการและการแสดงเฉลิมพระเกียรติฯ

“พิธีเปิดได้มีการจัดตั้งขบวนอัญเชิญพระพุทธศักดิ์สิทธิ์จำนวน 9 องค์ จากวัดพระธาตุ 9 จอมอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของจังหวัดเชียงรายที่เคยมีคำกล่าวไว้ว่า มาเชียงรายต้องได้ไหว้พระธาตุ 9 จอมเพื่อความเป็นสิริมงคล และที่สำคัญจะเป็นการใส่บาตรดอกไม้สดเป็นครั้งแรกของจังหวัดเชียงราย โดยมีพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง จำนวน 99 รูป ออกเดินรับบิณฑบาตตั้งแต่สี่แยกหนองสี่แจ่งผ่านสวนตุงฯไปจนถึงสี่แยกศาลจังหวัดเชียงราย” นายวันชัยกล่าว

วันที่ 28 ธันวาคม 2559 ฝูงนกยาง ไม่ทราบชนิด จำนวน นับ 1,000 ตัว ต่างบินมาหาปลา หอบ ปู บริเวณท้องนา ถนนสายแม่สอด ตำบลแม่สอด– บ้านค้างภิบาล ตำบลพระธาตุผาแดง อ.แม่สอด สร้างความสนใจให้กับผู้คนสัญจรไปมาตามเส้นทางบริเวณดังกล่าว โดยนกฝูงดังกล่าว น่าจะอพยพมาจากถิ่นอื่นๆ และไปสมทบกับนกประจำท้องถิ่น โดยนกฝูงดังกล่า ได้มาในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะช่วงเช้าๆ เย็นๆ จะเริ่มบินมายังกลางทุ่งนา ขึ้นลงตลอดทั้งวัน ซึ่งฝูงนกดังกล่าว ไม่มีใครไปทำร้าย และเจ้าของไร่นา ก็ไม่ทำร้าย เนื่องจากได้เก็บผลผลิตทางการเกษตรไปแล้ว จึงไม่ค่อยแตกตื่นผู้คนเท่าใด ทั้งนี้ยังไม่ทราบชัดเจนว่าเป็นนกยางชนิดไหน เพราะนกยางมีหลายชนิด บางครั้งก็บินมาจากหลายประเทศเข้ามาในพื้นที่

ปลายปีช่วงเวลาดีๆ อย่างนี้ ถนนทุกสายแทบจะมุ่งสู่เมืองเหนือ พาตัวเองไปสัมผัสลมหนาว ไปอยู่กลางสายหมอก ไปตามล่าหาแม่คะนิ้ง

“เชียงราย” เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่ต้องรับศึกหนักโดยเฉพาะในห้วงเวลาเช่นนี้ นอกจากความสวยสดงดงามของสีสันไม้ดอกที่แข่งกันบานสะพรั่งอวดโฉม รวมทั้งป่าทั้งป่าที่เริ่มจะกลายเป็นสีชมพูด้วยดอกนางพญาเสือโคร่ง

ที่อำเภอเวียงแก่น หน่วยจัดการต้นน้ำหงาว-งาว สถานที่ซึ่งดอกนางพญาเสือโคร่งพร้อมใจกันสยายกลีบสีชมพูหวานในช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคม ยังมีทะเลหมอกให้นักท่องเที่ยวได้เก็บภาพมาอวดกันแบบไม่มีใครยอมใคร

นอกจาก “ดอยผาตั้ง”, “ภูชี้ฟ้า”, “ภูชี้ดาว” ล่าสุดสถานที่ท่องเที่ยวน้องใหม่ในตระกูล “ภูชี้” เพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา…

“ภูชี้เดือน” เริ่มจะเนื้อหอม มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเก็บภาพก่อนใคร ด้วยจุดเด่นของทัศนียภาพที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

“ภูชี้เดือน” โดยสถานะและที่ตั้งถือว่าเป็นภูแฝดกับ “ภูชี้ดาว” เพราะแม้ทางขึ้นจะอยู่แยกจากกัน คือภูชี้ดาว ทางขึ้นจะอยู่ที่บ้านร่มโพธิ์เงิน ส่วนภูชี้เดือน อยู่ทางบ้านร่มฟ้าหลวง (ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย) แต่จากภูชี้ดาวมีเส้นทางเดินเชื่อมต่อไปยังภูชี้เดือนได้เช่นกัน โดยระยะทางห่างกันราว 800 เมตร

เราวางแผนไว้ตีห้าเศษล้อหมุน เพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้น อาศัยที่เป็นคนในพื้นที่และชำนาญเส้นทาง ด้วยพาหนะโฟร์วีลค่อยๆ ไต่ภู จากหมู่บ้านร่มฟ้าหลวง ระยะทางประมาณ 3 กม. บางจุดเป็นโค้งหักศอก

เจ้าบ้าน พ.ต.ท.กิตติคุณ ช่างเขียน ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนอาชีวศึกษาเชียงราย-พะเยา เล่าให้ฟังระหว่างพาขึ้นไปยังลานชมวิวด้านบน พร้อมกับชี้ระหว่างทางว่า “ตรงนี้ตอนปี 2507 เป็นเส้นทางที่ไทยกับสหประชาชาติตอนข้ามไปช่วยลาวรบกับคอมมิวนิสต์ ใช้รถถังวิ่งผ่านเส้นนี้ ครั้งนั้นพื้นที่บริเวณยังเป็นสีแดงจัด” …กระทั่งมาจอด ณ ลานชมวิว ซึ่งจุดนี้เป็นลานกว้างสามารถกางเต็นท์พักค้างได้ แต่ต้องนำอุปกรณ์มาเอง มีห้องน้ำห้องท่าให้ใช้บริการ รวมทั้งเริ่มมีพ่อค้าแม่ค้ามาตั้งแผงให้บริการบะหมี่ถ้วย กาแฟเครื่องดื่มร้อนๆ

แต่ถ้าต้องการเห็นทะเลหมอกชัดๆ ต้องเดินเท้าขึ้นไปอีก 100 เมตร ท่ามกลางไอหมอกที่โอบล้อมด้านบนของยอดภูยังมีหลุมหลบภัยให้เห็นอยู่ 2 จุด เป็นหลักฐานที่ทิ้งรอยไว้ว่าบนนี้เมื่อก่อนเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญในสงครามปฏิวัติดอยยาวดอยผาหม่น และเป็นเส้นทางที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ข้ามฟากมาจากลาว

โดยมี “สันเขา” เป็นเส้นแบ่งพรมแดนระหว่างไทย-ลาว ผลพวงจากการทำแผนที่ปันแดนของฝรั่งเศส ฉะนั้นฐานบังเกอร์เก่าคอมมิวนิสต์ ปี พ.ศ.2510-2524 ณ ตรงจุดที่มีป้าย “จุดชมทะเลหมอกภูชี้เดือน” ซึ่งกำกับว่า สูง 1,742 เมตรจากระดับน้ำทะเล บริเวณนี้ตามพิกัดคือ พื้นที่ของประเทศลาว

ถ้าหมุนเข็มนาฬิกาทวนกลับไปเมื่อ 50-60 ปีก่อน ณ จุดที่เรากำลังยืนชื่นชมทัศนียภาพท่ามกลางสายหมอก เฝ้ารอเก็บภาพแสงแรกของวันที่จะปรากฏขึ้นตรงหน้า ณ เหลี่ยมเขาจุดใดจุดหนึ่ง ที่ตรงนี้คือที่ที่ทหารไทยเฝ้าระวังการรุกคืบของกองกำลังฝ่ายตรงข้ามในวันที่พื้นที่แถบนี้ยังเป็นสีแดงจัด

อดีตฐานปฏิบัติการสีแดง

บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1020 จาก อ.เทิง สู่ อ.เชียงของ จ.เชียงราย ฟากฝั่งซ้ายมือมองเห็นดอยหลวงโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ในเขต อ.เชียงแสน ส่วนขวามือ ถนนเลียบไหล่เขา ติดขอบทางคือ “ดอยยาว” ตรงสันดอยถัดไปขนานกับดอยยาว คือ “ดอยผาหม่น” สันเขาตรงนี้ถือเป็นเส้นแบ่งแดนระหว่างไทย-ลาว

ดอยยาว ดอยผาหม่น aussierulesinternational.com เป็นสันดอยทอดตัวจาก อ.เชียงของ จ.เชียงราย สู่ จ.พะเยาและน่าน เชื่อมโยงกับสันดอยอื่นไปจนถึง จ.เพชรบูรณ์ พิษณุโลก โดยมีทิวเขาติดต่อกัน พื้นที่เหล่านี้เป็นเขตปฏิบัติงานปฏิวัติของกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ท.ป.ท.) ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พ.ค.ท.) สามารถเดินทางข้ามไปมาตามตะเข็บชายแดนได้สะดวกและยังใช้ประเทศลาวเป็นแหล่งพักพิงได้

สำหรับ “ภูชี้เดือน” เป็นเพียงหนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติการ พื้นที่แถบนี้นับแต่ดอยผาตั้ง ภูชี้ดาว และภูชี้ฟ้า ล้วนอยู่บนพื้นที่ที่มีการสู้รบกันมายาวนาน เมื่อครั้งมีการขยายพื้นที่ของลัทธิคอมมิวนิสต์

ครูใหญ่โรงเรียน ตชด.อาชีวศึกษาเชียงราย-พะเยา เล่าว่า เมื่อก่อนที่นี่เป็นพื้นที่ที่ทหารไทยอยู่ ประมาณปี 2506-2507 ทางลาวคุกรุ่นมากเพราะการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามาตั้งแต่ พ.ศ.2480 หลังปฏิวัติประชาชนจีน ลัทธิคาร์ลมาร์กซ์จากรัสเซียเข้ามาจีน จีนหลังจากปฏิวัติสำเร็จ วางแผนจะแผ่ขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยลุกลามมาที่เวียดนาม ที่ลาว ครั้งนั้นที่ลาวมีการรบสู้ แบ่งกันเป็นลาวขวา-ลาวซ้าย ทางอเมริกาเกรงว่าจะเข้ามาที่เอเชีย เพราะตนเองมีผลประโยชน์ที่เอเชีย จึงส่งกำลังเข้ามารบ ตอนนั้นผมยังเด็กๆ เครื่องบินจะขึ้นมากันพรึบพรับ

“ตรงนี้เดิมที (ก่อนปี 2517/2518) ยังไม่มีจีนฮ่อที่ผาตั้ง จะเป็นชาวเขาเผ่าม้งทำมาหากิน เมื่อก่อนไม่มีรถ ชาวบ้านก็จะเดินไปบ้านหงาว ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่ เอาวัวเอาควายลงไปขาย”

“ตอนยังไม่เป็นคอมฯ เราก็อยู่สุขสบาย แต่ตอนหลังสู้ไม่ไหวก็ถอยลงมา ตชด.เข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการที่บ้านห้วยคุ ปี 2508 แล้วสร้างโรงเรียน ตชด.ขึ้นสอนเด็กในปี 2509 แต่ตั้งได้แค่ 2 ปี ต้องยุบเลิกไป ชาวบ้านส่วนหนึ่งไม่อยากเป็น ผกค.หรือลงมาอยู่ที่บ้านกิ่วกาญจน์ ที่ห่วงทำกินและทรัพย์สินวัวควายก็กลายเป็น ผกค.หนีเข้าป่าต่อสู้กับรัฐบาล

“สถานการณ์ปี 2511 ต้องบอกว่ารุนแรงมาก ผกค.ตีฐาน ตชด.และโรงเรียน ตชด.แตก ครู ตชด.พลีชีพ 2 นาย และ ตชด.ที่ยิงต่อสู้ ผกค.เสียชีวิตอีก 15 นาย รวมทั้งหมด 17 นาย จนกระทั่ง 2511-2512 เสียงปืนแตกที่นครพนม ผกค.ก็พรึบเต็มพื้นที่”

พ.ต.ท.กิตติคุณเล่าให้ฟัง และว่า “พ่อเล่ากั๋ว” ชาวม้ง ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานชมรมยาสมุนไพรพื้นบ้าน และเป็นแกนนำเกษตรกรที่ปลูกกาแฟอินทรีย์รักษ์ป่าที่ภูชี้ฟ้า-ผาตั้ง ไม่ได้เป็น ผกค. แต่ก็พยายามชักจูงให้คนในป่าหนีออกมาอยู่ในหมู่บ้าน จนปี 2517/2518 แกไปทำงานกับเจ้านายผม คือ พ.ต.ท.ซ้อน ผ่องฉวี เป็นรอง ผกก.ตชด.เขต 5 ทำงานในทางลับเพื่อให้ ผกค.มอบตัว จนกระทั่งนโยบาย 66/23 ออกมาตอนที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี พ่อเล่ากั๋วก็เร่งพาพี่น้องชาวบ้านออกมามอบตัวใน ปี 2525 แล้วย้ายหมู่บ้านลงมาอยู่ข้างล่างใกล้ถนนยุทธศาสตร์ติดลำน้ำงาวและลำน้ำหงาว