นักวิจัยทีดีอาร์ไอให้ข้อมูลว่า ภาพอนาคตเศรษฐกิจไทยในปี 2535

หรือประมาณ 20 ปีข้างหน้า สรุปได้ว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยที่เป็นไปได้มากที่สุดอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.73 –3.85 ต่อปี อัตราเจริญเติบโตของผลิตภาพแรงงานในแต่ละสาขา ภาคเกษตรร้อยละ 2.53 –2.80 ต่อปี ภาคอุตสาหกรรม ร้อยละ 3.74 – 4.08 ต่อปี ภาคขนส่ง ร้อยละ 3.36 –3.49 ต่อปี ภาคบริการ ร้อยละ 4.28 – 4.57ต่อปี อัตราการเปลี่ยนแปลงของแรงงานรายสาขา ภาคเกษตร ลดลงร้อยละ 0.99 –1.25 ต่อปี ภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.11 –1.48 ต่อปี ภาคขนส่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.72 –2.16 ต่อปี ภาคบริการ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.04 –3.85 ต่อปี โดยแรงงานต่างด้าว จะสามารถเข้ามาทดแทนแรงงานไทยได้เพียงร้อยละ 50 –54 เท่านั้น

ดร.วิชสิณี วิบูลผลประเสริฐ นักวิจัยทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงผลวิจัยด้านพลังงานว่า ในปี 2035 คาดการณ์ว่าประเทศไทยใช้พลังงานโดยรวม เพิ่มขึ้นระหว่างร้อยละ 0.5 –5 ต่อปี สัดส่วนการใช้พลังงานในแต่ละสาขาเศรษฐกิจ แตกต่างจากปัจจุบันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การใช้พลังงานในทุกสาขาเศรษฐกิจจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่แตกต่างกัน

ดร.อุชุก ด้วงบุตรศรี นักวิจัยจาก ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า อีก 20 ปีข้างหน้า ที่ดินเกษตรจะลดลงอย่างรวดเร็วภายหลังจาก การยกเลิกโครงการจำนำสินค้าเกษตรและประกันรายได้เกษตรกร จากนั้นจึงค่อยๆปรับตัวสูงขึ้น โดยที่ดินเกษตรจะลดลงจาก 138 ล้านไร่ (ในปี 2557) เหลือ 122-132 ล้านไร่ ภายใน 20 ปีข้างหน้า หรือลดลงร้อยละ 11.59 – 4.35 ขนาดฟาร์มเฉลี่ยอาจใหญ่ขึ้น การใช้ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยจะขยายตัวสูงสุด

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณทีดีอาร์ไอ ให้ข้อมูลภาพอนาคตประเด็นน้ำของประเทศว่า ปี 2035 ความต้องการน้ำโดยรวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสาเหตุหลักคือ 1. การเติบโตของตัวเมือง 2. การขยายตัวทางเศรษฐกิจ 3.การใช้น้ำต่อหัวในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพ หรือเทศบาลนคร มีแนวโน้มลดลง 4. จำนวนประชากรมีแนวโน้มเติบโตช้าลง แต่ยังไม่เห็นผลภายในปี 2035

ทั้งนี้นโยบายบริหารเพื่อแก้ปัญหาความต้องการน้ำมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ว่า ควรมีนโยบายจัดเก็บค่าบำรุงรักษาคลองชลประทาน หลังจากนั้นควรศึกษาแนวทางการจัดเก็บค่าน้ำ แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการคิดค่าน้ำดิบ จากการประปาภูมิภาคและการประปานครหลวงนโยบายสนับสนุนกลุ่มผู้ใช้น้ำ แลกเปลี่ยนสิทธิ์ในการใช้น้ำสนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำ ระดับครัวเรือน เกษตร เอกชน และรัฐการแก้ปัญหาคุณภาพน้ำ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำดี นอกจากนี้ควรมีการเก็บภาษีมลพิษในน้ำ และภาษีการนำเข้าสารเคมีการเกษตร

ทั้งนี้ในช่วงท้ายของการเสวนา มีการอภิปรายโดยผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วย ผศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตน วราหะ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมให้ความเห็นด้านที่ดิน ศ.ดร.พลายพล คุ้มทรัพย์ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมให้ความเห็นด้านพลังงาน ผศ.ดร.สุทัศน์ วีสกุล จากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) ร่วมให้ความเห็นด้านน้ำ โดยมี รศ.ดร.ชนาธิป ผาริโน ผอ.ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ สกว. เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา กล่าวว่า “ยางพารา” ถือเป็นพืชที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่ปลูกยางพาราประมาณ 22 ล้านไร่ และสามารถผลิตยางธรรมชาติได้ 4.4 ล้านตัน โดยผลผลิตดังกล่าว ได้สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรชาวสวนยางที่มีอยู่ประมาณ 1.6 ล้านครัวเรือน เป็นมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท ก่อให้เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 200,000 คน และในแต่ละปี “ยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ยาง” สามารถสร้างรายได้จากการส่งออกให้กับประเทศไม่น้อยกว่า 400,000 ล้านบาท

แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดจะเห็นว่า อุตสาหกรรมยางพารามีปัญหาหลายประการ ได้แก่ ยางพาราเป็นสินค้าที่ต้องพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก โดยยางพาราที่ผลิตได้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ยางจากโรงงานที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยเพียงแค่ 14% เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 86% ถูกส่งออกในรูปของยางที่เป็นวัตถุดิบ และด้วยเหตุที่โครงสร้างตลาดยางพาราเป็นแบบผู้ซื้อน้อยราย ในขณะที่มีผู้ขายจำนวนมาก ส่งผลทำให้ผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าผู้ขาย ในขณะเดียวกันราคายางพาราที่ซื้อขายกันในตลาดโลกยังถูกกำหนดจากตลาดซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งกว่า 90% เป็นการเก็งกำไร ส่งผลทำให้ราคายางพารามีความผันผวนค่อนข้างมาก นอกจากนั้น ราคายางพารายังได้รับผลกระทบจากราคายางสังเคราะห์ซึ่งเป็นสินค้าที่ใช้ทดแทนยางธรรมชาติ โดยเมื่อราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นวัตถุดิบตั้งต้นของยางสังเคราะห์ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำเช่นในปัจจุบัน จึงมีผลทำให้ราคายางสังเคราะห์ปรับตัวลดลงตามไปด้วย ทำให้ผู้ผลิตหันไปใช้ยางสังเคราะห์แทนยางธรรมชาติเพื่อลดต้นทุน และในท้ายที่สุด ก็ส่งผลทำให้ราคายางธรรมชาติประสบกับภาวะตกต่ำ จนทำให้เกษตรกรชาวสวนยางเดือดร้อน และออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากปัญหาเรื่องราคาตกต่ำแล้ว การผลิตยางพาราของไทยยังมีต้นทุนสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ส่งผลให้จำเป็นต้องตั้งราคาขายสูงกว่าคู่แข่ง ทำให้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน ในขณะเดียวกัน ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีพื้นที่สวนยางส่วนหนึ่งที่อยู่ในเขตป่าสงวน ทำให้ประเทศผู้ซื้อ โดยเฉพาะสหภาพยุโรป และประเทศญี่ปุ่นกำหนดมาตรการ กีดกันการค้าในรูปแบบของการออกมาตรฐานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรฐาน FSC และ PEFC ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน

โดยประเทศผู้ซื้อตั้งเงื่อนไขว่าจะซื้อผลิตภัณฑ์ไม้ยางพาราจากสวนยางที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันส่วนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้จำกัดอยู่แค่ไม้ยางพารา แต่หากเมื่อใดที่มาตรการดังกล่าวขยายผลไปถึงยางแปรรูป จะทำให้อุตสาหกรรมยางพาราของไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจนถึงขั้นเป็นอัมพาตได้ นอกจากนั้นปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานกรีดยาง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ ก็ถือว่าเป็นปัญหาท้าทายที่จำเป็นต้องรีบแก้ไขอย่างเร่งด่วน

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า หากปัญหาและความท้าทายที่กล่าวมาไม่ได้รับการแก้ไขจะทำให้อุตสาหกรรมยางพาราของไทยต้องย่ำอยู่กับที่ โดยเมื่อใดที่มีปัญหาราคายางตกต่ำเกษตรกรก็จะออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งในท้ายที่สุดรัฐบาลก็จะต้องออกมาตรการต่างๆ ออกมาเยียวยา และด้วยเหตุที่มาตรการดังกล่าวไม่สามารถแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างได้ ทำให้งบประมาณที่รัฐบาลใช้ในการเยียวยาปัญหายางพาราไม่เกิดประโยชน์ เหมือนเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาที่จะต้องมีการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) เพื่อแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้างโดยเพิ่มการใช้ยางภายในประเทศ พร้อมกับลดการส่งออกยางวัตถุดิบ เพื่อวางรากฐานให้อุตสาหกรรมยางพาราของไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ดร. ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะทำงานและเลขานุการ กล่าวว่า ร่างยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี ได้กำหนดวิสัยทัศน์เอาไว้ว่า “เป็นผู้นำของโลกในด้านการผลิตและการส่งออกยางธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์ยาง และผลิตภัณฑ์ไม้ยางพารา” โดยร่างยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย 5 ประเด็นยุทธศาสตร์ 19 กลยุทธ์ย่อย โดยประเด็นยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ประเด็นนั้น ประกอบด้วย (1) การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง (2) การเพิ่มประสิทธิภาพ และการยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน (3) การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (4) การพัฒนาตลาด และช่องทางการจัดจำหน่าย และ (5) การพัฒนาปัจจัยสนับสนุน

ขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไป คือ การจัดทำประชาพิจารณ์ร่างยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี ซึ่งได้กำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 12 กันยายน 2560 เวลา 9.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมกันตัง การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ถนนบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ โดยหลังจากจัดทำประชาพิจารณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว คณะทำงานฯ จะนำความคิดเห็นที่ได้ไปปรับปรุง “ร่างยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี” ให้เป็น “ยุทธศาสตร์ยางพาราระยะ 20 ปี” ที่สมบูรณ์ ก่อนที่จะนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ยางพารา และกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ต่อไป

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดสัมมนานำเสนอผลงานวิทยานิพนธ์นักศึกษาภายใต้โครงการสร้างภาคีในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท-เอก ประจำปี 2560 นำเสนอความก้าวหน้าผลงานวิทยานิพนธ์ แลกเปลี่ยนความรู้ ข้อคิดเห็นเชิงวิชาการ พัฒนางานวิจัยให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น สร้างนักวิจัยคุณภาพรุ่นใหม่ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 คาดช่วยรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน โดยมี เนางฉันทรา พูนศิริ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. เป็นประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2560 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้น กรุงเทพ

นางฉันทรา พูนศิริ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ชี้แจงว่า โครงการสร้างภาคีบัณฑิตในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท-เอก ระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กับ สถาบันการศึกษา ได้ดำเนินโครงการตั้งแต่ ปี 2548 ถึงปัจจุบัน โดยดำเนินงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็นสมาชิกของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. ประกอบด้วย 30 มหาวิทยาลัย และร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาแห่งอื่นๆ ทั่วประเทศ อีก 5 มหาวิทยาลัย (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์, มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย, มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์)

มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตบัณฑิตด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ด้วยการรับนักศึกษาเข้ามาทำวิทยานิพนธ์ร่วมกับนักวิชาการของ วว. ที่มีประสบการณ์ในการวิจัย ความรู้ความเชี่ยวชาญ ในการให้คำปรึกษาแนะนำและเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมจากหน่วยงานต่างๆ ของ วว. ได้แก่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติวัสดุ ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย และศูนย์ทดสอบมาตรฐานระบบขนส่งทางราง เป็นต้น ซึ่งสามารถให้คำปรึกษาแนะนำแก่นักศึกษาได้เป็นอย่างดี

“…ที่ผ่านมาโครงการ ฯ ประสบความสำเร็จด้วยดีตลอดมา ดังจะเห็นได้จากจำนวนนักศึกษาที่ร่วมโครงการฯ จำนวน 381 คน ประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาโท 327 คน และระดับปริญญาเอก 54 คน โดยมีนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท จำนวน 227 คน ปริญญาเอก 26 คน รวม 253 คน นับเป็นความสำเร็จร่วมกันระหว่าง วว. กับหน่วยงานพันธมิตรทางการศึกษาที่ร่วมกันสร้างและผลผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ ให้นำความรู้ความสามารถมาใช้พัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ไทย และสร้างผลผลิตและผลลัพธ์อันเป็นประโยชน์แก่ประเทศ เตรียมความพร้อมในการเข้าไปทำงานและช่วยภาคอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี นับเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยเติมเต็มความต้องการของภาคธุรกิจในการวิจัยและพัฒนา และดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อขับเคลื่อนประเทศให้เข้าสู่วิสัยทัศน์เชิงนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายไว้” รองผู้ว่าการ วว. กล่าวเพิ่มเติม

สำหรับกิจกรรมการนำเสนอผลงานของนักศึกษาโครงการฯประจำปี 2560 นี้ ประกอบด้วยการเสวนา Internet of Thing : บทบาทต่อการวิจัยและพัฒนาในยุค Thailand 4.0 โดยมีวิทยากรรับเชิญ ได้แก่ นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ ผอ.สำนักยุทธศาสตร์และนโยบายการลงทุน รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดร.กิตติ สุขุตมตันติ รองประธานสภาอุตสาหกรรม ดร.ชินาวุธ ชินะประยูร ผอ.ด้านธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ กลุ่มยุทธศาสตร์เศรษฐกิจฐานราก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (สวทน.) พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม

รวมทั้งการนำเสนอผลงานของนักศึกษาในโครงการฯ จำนวน 21 เรื่อง โดยนักศึกษาจะได้มีโอกาสนำเสนอผลงาน และรายงานความก้าวหน้าของวิทยานิพนธ์ แลกเปลี่ยนความรู้ ข้อคิดเห็นเชิงวิชาการกับคณาจารย์ และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อพัฒนางานวิจัยให้มีคุณภาพมากขึ้น ตลอดจนแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ และในส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาและนักวิชาการ วว. ก็จะได้มีโอกาสรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อนำกลับไปปรับปรุงพัฒนางานวิจัยต่อไป

วิศวกร หรือ วิชาชีพวิศวกรรม เป็นวิชาชีพที่ต้องมีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และจรรยาบรรณ เนื่องจากเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในทรัพย์สินและกระบวนการผลิต ซึ่งปัจจุบันตลาดแรงงาน มีความต้องการวิศวกรปีละกว่า 5 หมื่นรายต่อปี โดยมีสาขาที่มีความต้องการมากที่สุด 3 สาขา ได้แก่ 1.สาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2.สาขาวิศวกรรมโยธา และ 3.สาขาวิศวกรรมเครื่องกลและยานยนต์ แต่ปัจจุบันสถาบันการศึกษาต่างๆ สามารถผลิตบุคลากรออกมารองรับได้เพียง 60% หรือประมาณ 3 หมื่นรายต่อปี ทั่วประเทศ เนื่องจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีนิคมอุตสาหกรรมถึง 5 แห่ง และยังมีความต้องการวิศวกรเป็นจำนวนมาก

จากปัญหาและความต้องการตลาดแรงงานด้านวิศวกร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ จึงได้จัดการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ขึ้นที่ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต

ผศ.ไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยได้เปิดสอนหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิตและมหาบัณฑิต คือศูนย์นนทบุรีและศูนย์สุพรรณบุรี โดยในปีพ.ศ. 2560 ได้ขยายพื้นที่เปิดการเรียนการสอนเพิ่มที่ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา ซึ่งก่อนจะเปิดสอนได้สำรวจความต้องการของตลาดแรงงาน และสถานประกอบการนิคมอุตสาหกรรมหลัก ๆ 5 แห่ง พบว่ามีความต้องการวิศวกรอีกเป็นจำนวนมาก ประกอบกับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเป็นเมืองอุตสาหกรรม

มีโรงงานเป็นจำนวนมาก มีสินค้ามากมายทั้งภาคอุตาสาหกรรม สินค้าทางการเกษตร และการท่องเที่ยวต่าง ๆ และคาดว่าใน 5-10 ข้างหน้า ภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา หรือจังหวัดใกล้เคียงในเขตภาคกลางตอนบน ยังไม่มีสถานศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ จึงเป็นโอกาสดีที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ จะผลิตบุคลากรด้านวิศวกรที่มีคุณภาพเพื่อรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรม และรองรับนักเรียนนักศึกษา ที่มีความต้องการศึกษาต่อทางด้านนี้

ด้าน ผศ.ดร.ประมุข อุณหเลขกะ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับสาขาวิชาที่เปิดนำร่อง มีจำนวน 2 สาขาวิชาด้วยกัน คือ 1) สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า 2) สาขาวิชาวิศวกรรมการผลิต มีแผนการรับสมัคร สาขาวิชาละ 30 คน โดยมุ่งเน้นการเรียนการสอนเพื่อให้นักศึกษาสามารถปฏิบัติได้จริง ทำได้จริง และหลักสูตรยังได้รับการรับรองวิชาชีพจากสภาวิศวกร ฉนั้นนักศึกษาที่เข้ามาศึกษาไม่ต้องกังกลในเรื่องนี้ได้เลย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการผลิตบัณฑิต นักปฏิบัติที่มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่ได้มาตรฐาน และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของบัณฑิตให้เป็นคนดี มีความรู้ รักสู้งาน โดยเฉพาะการมุ่งพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ในด้าน Soft Skills เพื่อเป็นการเสริมสร้างจุดแข็งให้แก่บัณฑิตให้เป็นนักปฏิบัติที่มีความรู้ ทักษะ ประสบการณ์เพียงพอที่จะทำงานได้ทันทีเมื่อสำเร็จการศึกษา มหาวิทยาลัยจึงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการที่จะผลิตบุคลารด้านวิศวกร ที่มีศักยภาพสู่ตลาดแรงงาน และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวไกลในยุค 4.0 นี้

งานเกษตรมหัศจรรย์ ปิดฉากลงอย่างงดงาม ช็อปกระจาย “ พืชกินได้ ไม้ขายดี ” เกษตรกรบุรีรัมย์โชคดีได้ซื้ออินทผลัมไทย Kl1 ในราคาต้นละ 200 บาทหลังรอเวลาเปิดขายนาน 7ชม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยายกาศการจัดงาน “เกษตรมหัศจรรย์ 2560 พืชกินได้ ไม้ขายดี 30 ปีเทคโนโลยีชาวบ้าน” ณ ชั้น 3 SKY HALL เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว ในวันสุดท้ายมีประชาชนเข้าชมงานเฉียดหมื่นคน โดยผู้คนหลั่งไหลเข้าชมงานหนาตาในช่วงเย็น ตั้งแต่เวลา 18.00 – 20.00 น. ซึ่งตรงกับช่วงเวลานาทีทอง เปิดการจำหน่ายผลไม้และต้นไม้ในนิทรรศการ “เกษตรมหัศจรรย์ พืชกินได้ ไม้ขายดี” ที่รวบรวมพันธุ์พืชกว่า 100 ชนิดจากทั่วประเทศ แบ่งเป็น พืชอร่อยที่สุด แพงที่สุด หายากที่สุด พันธุ์พิเศษ ไม้ขายดี ที่ได้รับความนิยมตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ มาให้ชมในงานครั้งนี้

ทั้งนี้ คณะผู้จัดงานตั้งใจให้ผู้เข้าชมงานได้มีโอกาสเลือกซื้อผลไม้ไปบริโภคในราคาถูก และเลือกไม้พันธุ์ดีไปปลูกต่อที่บ้าน จึงกำหนดกติกาให้ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อสินค้าได้คนละ 3 อย่างในระยะเวลา 10 นาที โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้าเลือกซื้อสินค้าได้ครั้งละ 10 คน ปรากฏว่า ผู้ชมงานที่เลือกซื้อสินค้าได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วและจ่ายเงินเป็นคนแรก คือ คุณโสรัตน์ แขกสูงเนิน เกษตรกรจากจังหวัดบุรีรัมย์ ที่โชคดีได้ซื้อ อินทผลัมไทย พันธุ์ KL.1. (แม่โจ้ 36) จำนวน 4 ต้น ในราคาถูกมาก เพียงแค่ต้นละ 200 บาทเท่านั้น ขณะที่ท้องตลาดซื้อขายอินทผลัมในราคาหลักพัน

คุณโสรัตน์แสดงความดีใจเมื่อได้ซื้ออินทผลัมได้สมความตั้งใจ หลังจากรอคอยเวลาเปิดประมูลขายในครั้งนี้นานถึง 7 ชั่วโมงเต็ม คุณโสรัตน์เล่าว่า ผมเป็นเกษตรกรอยู่จังหวัดบุรีรัมย์ ทำสวนปลูกกล้วยเป็นอาชีพหลัก สนใจอยากปลูกอินทผลัมมานานแล้ว หาข้อมูลเรื่องสายพันธุ์ ต้นอินทผลัมที่จำหน่ายในท้องตลาด พบว่ามีราคาค่อนข้างสูงอยู่ที่หลักพันบาทต่อต้น

“ผมมาเยี่ยมชมงานเกษตรมหัศจรรย์เป็นประจำทุกปี diariodeunacomunicadora.com ในวันนี้ผมเดินทางมาถึงงานเกษตรมหัศจรรย์ในช่วงเที่ยง ทราบว่า ตอนเย็นจะมีการเปิดขายพันธุ์ไม้คุณภาพดีที่นำมาโชว์ก็สนใจจึงเล็งซื้อ “ต้นอินทผลัม พันธุ์ KL.1. (แม่โจ้ 36)” อายุปีเศษ ที่มาจากสวนโกหลัก ที่ตั้งราคาขายถูกมากเพียงแค่ต้นละ 200 บาท ผมเข้าคิวเป็นรายแรกก่อนเปิดการขายล่วงหน้า 1 ชั่วโมง ทันทีที่เปิดงานก็รีบคว้าอินทผลัมทั้ง 4 ต้นมาจ่ายเงินทันที หลังจากจ่ายเงินเสร็จ มีผู้สนใจมาขอซื้อต้นอินทผลัมต่อทันทีในราคาสูง แต่ผมไม่ยอมขายเพราะตั้งใจจะนำกลับไปปลูกต่อที่บ้านอีก 3 ปีก็จะได้ผลผลิตออกขายได้แล้ว” คุณโสรัตน์กล่าวในที่สุด

กิจกรรมช่วงนาทีทองจำหน่ายผลไม้และพันธุ์ไม้คุณภาพดี สินค้าหมดในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพราะมีผู้สนใจเข้ามาเลือกซื้อสินค้าจำนวนมาก โดยสินค้าที่ขายหมดก่อน คือ ส้มโอทับทิมสยาม จากปากพนัง ขายถูกเพียงผลละ 100 บาท ขณะที่ท้องตลาดขายผลละ 350 บาท ส้มโอปูโก ของดี ยะรัง ปัตตานี ขาย 10 ลูก 200 บาท เป็นต้น

นางสาวขนิษฐา พงษ์ปรีชา ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมพืชสมุนไพรและเครื่องเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายพัฒนาสมุนไพรไทยอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ส่งเสริมการพัฒนาต่อยอดยารักษาโรค เน้นการใช้ยาสมุนไพรทดแทนยาแผนปัจจุบัน ตลอดจนส่งเสริมให้เกษตรกรมีการเพาะปลูกสมุนไพรในแต่ละชุมชน เพื่อช่วยกระจายโอกาส สร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยมีการจัดทำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560-2564 และกำหนดยุทธศาสตร์สมุนไพรในส่วนงานของกระทรวงเกษตรฯสำหรับ Products Champions 4 ชนิด คือ ไพล ขมิ้นชัน กระชายดำ และบัวบกนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรมีความเกี่ยวข้องในส่วนต้นน้ำการผลิต จะดำเนินโครงการนำร่องส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรในพื้นที่ 10 จังหวัด 2,780 ไร่ก่อน โดยมีเงินงบประมาณ 9 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงสาธารณสุขขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่งเสริมชาวบ้านปลูกพืชสมุนไพรให้มีคุณภาพตามระบบมาตรฐานการเกษตร ทางกรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้จัดทำแผนส่งเสริมผลิตผลของสมุนไพรที่มีศักยภาพตามความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย มาตรการที่ 1 การจัดการห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็นแผนงานที่ 1 ส่งเสริมการปลูกและแปรรูปสมุนไพรอย่างมีคุณภาพ และแผนงานที่ 2 จัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ปลูกพืชสมุนไพรเพื่อการบริหารจัดการ (Land Use) โดยจะส่งเสริมการผลิตวัตถุดิบสมุนไพร ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพให้เพียงพอทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ปลูกสมุนไพร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อย ต้องรับทราบถึงสถานการณ์ และได้รับการส่งเสริมสนับสนุนการผลิตที่ถูกต้อง และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต มาตรฐานการผลิต

สำหรับพื้นที่นำร่องประกอบด้วย สำนักงานเกษตรจังหวัด 10 แห่ง ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สระแก้ว สุราษฎร์ธานี พังงา ลพบุรี อุบลราชธานี นครปฐม นครศรีธรรมราช และเพชรบูรณ์ และศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร 5 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดเชียงราย เลย มหาสารคาม สุราษฎร์ธานี และจังหวัดฉะเชิงเทรา ภายใต้โครงการขับเคลื่อนสมุนไพรเชิงเศรษฐกิจและเมืองสมุนไพรกลุ่มจังหวัด