นักวิจัยเปิดเมนู ‘กับข้าว-อาหารจานเดียว’ พบ ‘โซเดียม’ สูง

ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า จากการทำโครงการวิจัยการศึกษาปริมาณโซเดียมและโซเดียมคลอไรด์ในอาหารบาทวิถี (Street Foods) ที่จำหน่ายในกรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยสุ่มเก็บตัวอย่างอาหารริมทางจากเขตต่างๆ ของ กทม. เน้นในแหล่งชุมชน สถานที่ทำงาน ร้านอาหารและรถเข็นตอนกลางคืน เก็บตัวอย่างอาหารรวมทั้งหมด 221 ตัวอย่าง 76 ชนิด แบ่งเป็นกับข้าว 27 ชนิด อาหารจานเดียว 29 ชนิด และอาหารว่างหรือขนม 20 ชนิด

นำมาตรวจวัดระดับโซเดียม โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ คือ ความเสี่ยงสูงมาก หรือมีปริมาณโซเดียมเกินกว่า 2,000 มิลลิกรัม ความเสี่ยงสูง มีโซเดียม ระหว่าง 1,500-2,000 มิลลิกรัม ความเสี่ยงปานกลาง มีโซเดียม ระหว่าง 1,000-1,500 มิลลิกรัม ความเสี่ยงน้อย มีโซเดียมระหว่าง 600-1,000 มิลลิกรัม และไม่มีความเสี่ยง หรือมีโซเดียมน้อยกว่า 600 มิลลิกรัม
ดร.เนตรนภิส กล่าวว่า จากการตรวจวัดปริมาณโซเดียม พบว่า

1.อาหารประเภทกับข้าว กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก มี 16 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 59 เช่น แกงเขียวหวาน แกงเทโพ ต้มยำ/ต้มโคล้ง แกงไตปลา น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า ผัดกะเพราหมู/ไก่ เป็นต้น อาหารเสี่ยงสูง มี 5 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 18.5 ได้แก่ แกงจืดมะระ ผัดผักรวม ผัดพริกขิงถั่วฝักยาว หมูทอดกระเทียมพริกไทย และหลนเต้าเจี้ยว/ปู อาหารเสี่ยงปานกลาง มี 5 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 18.5 ได้แก่ แกงเลียง ปลาทูต้มเค็ม หน่อไม้ผัดพริก กุนเชียง และน้ำพริกอ่อง และอาหารเสี่ยงน้อย มี 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 4 คือ ปูผัดผงกะหรี่

2.อาหารประเภทจานเดียว กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก มี 10 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 35 เช่น ต้มเลือดหมู ส้มตำปูปลาร้า ส้มตำไทย ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ บะหมี่หมูต้มยำ สุกี้น้ำรวมมิตร อาหารเสี่ยงสูง มี 5 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 17 ได้แก่ โจ๊กหมู ยำรวมมิตร ลาบหมู ข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า อาหารเสี่ยงปานกลางมี 12 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 41 เช่น น้ำตกหมู ผัดไทย หอยทอด ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวหน้าเป็ด เป็นต้น และอาหารเสี่ยงน้อย มี 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 7 ได้แก่ ข้าวราดผัดกะเพราหมู/ไก่ และข้าวไข่เจียว และ

3.อาหารประเภทของว่างหรือขนม กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง มี 8 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 40 ได้แก่ ไส้กรอกทอด คอหมูย่าง ทอดมันปลากราย ขนมกุยช่าย ปอเปี๊ยะทอด ไก่ทอด ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน และลูกชิ้นปิ้ง อาหารเสี่ยงปานกลาง มี 6 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 30 ได้แก่ หมูปิ้ง ไส้กรอกอีสาน ไก่ย่าง ปลาหมึกย่าง ขนมจีบ และกล้วยทอด และอาหารเสี่ยงต่ำ มี 6 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 30 ได้แก่ ข้าวเหนียวสังขยา ขนมครก สาคูไส้หมู กล้วยบวชชี ตะโก้สาคู และซาลาเปาไส้หมู

ดร.เนตรนภิส กล่าวว่า ผู้ค้ามักกังวลว่า หากไม่ปรุง ไม่ใส่ผงปรุงรสต่างๆ ลูกค้าจะไม่ชอบ ไม่ซื้อรับประทาน จึงต้องให้ความรู้กับผู้ค้าว่าจะต้องรักษาสุขภาพของลูกค้าด้วย อย่างตอนนี้ตนเริ่มอบรมผู้ค้าที่ตนเข้าถึงได้ เช่น ผู้ค้าร้านอาหารใน มก. โรงอาหารนิสิต เป็นต้น ส่วนลูกค้าหรือผู้บริโภคต้องตระหนักถึงอันตรายจากการบริโภคโซเดียมมากๆ โดยต้องเริ่มจากการปรับพฤติกรรมตนเองก่อน เช่น บอกผู้ค้าว่าขอรสอ่อน ซึ่งเมื่อลูกค้าเรียกร้องมากๆ เข้า ผู้ค้าก็จะปรับวิธีการปรุงให้เป็นรสอ่อนลงเอง เลิกปรุงรสโดยไม่ชิม หันมาทำอาหารกินเองให้ได้ 1 มื้อ ต่อวัน เน้นที่เป็นของสด ลดการซดพวกน้ำแกง น้ำก๋วยเตี๋ยวต่างๆ หรือลดการจิ้มน้ำจิ้ม เป็นต้น และลดการบริโภคอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมแฝง

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจุบันความรุนแรงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการได้โซเดียมสูงมากเกินความต้องการ ถือเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์ต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งกลุ่มโรคดังกล่าวส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และประเทศชาติ

“ชุติมา” เผย สหรัฐฯ พัฒนาข้าวสายพันธุ์ใหม่ 3 สายพันธุ์ คาด 1 สายพันธุ์ จะลองทำตลาดปลายปีนี้ พาณิชย์ พร้อมรับมือข้าวสายพันธุ์ใหม่ของสหรัฐฯ ยังมั่นใจข้าวหอมมะลิไทยยังคงได้รับความนิยม เตรียมดัน ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าว กข 43 เป็นอีกทางเลือก

นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐฯ พัฒนาข้าวหอมสายพันธุ์ใหม่ 3 สายพันธุ์ และอาจจะเป็นคู่แข่งตลาดข้าวของไทยในตลาดสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายข้าวในสหรัฐฯ แล้ว ได้รับทราบว่ามีเพียงสายพันธุ์เดียวที่สหรัฐฯ นำมาทดลองตลาด เป็นข้าวพื้นนุ่ม มีกลิ่นหอม แต่ข้าวดังกล่าวยังไม่เป็นที่รู้จักและวางจำหน่ายในตลาดทั่วไป ปลายปี 2561 ซึ่งต้องจับตาดูว่าจะมีผลยังไง ตลาดยอมรับหรือไม่ ซึ่งระยะสั้น ไม่มีผลกระทบต่อการส่งออกข้าวหอมมะลิของไทย แต่ก็นิ่งนอนใจไม่ได้

“ปัจจุบัน ข้าวหอมมะลิไทย ยังคงเป็นที่ต้องการและนิยมในตลาดสหรัฐฯ แต่มีราคาค่อนข้างสูง ทำให้ข้าวหอมจากประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งมีราคาถูกกว่าเข้ามาเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับราคาเป็นหลัก แต่ก็ยังมั่นใจว่าผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพมาตรฐานและความโดดเด่นของข้าวหอมมะลิไทย จะยังคงเลือกซื้อข้าวจากประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง”

ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการรักษาคุณภาพและมาตรฐานของข้าวหอมมะลิไทย และพัฒนาและข้าวหอมและข้าวพื้นนิ่มสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก รวมทั้งจะร่วมมือกับภาคเอกชน เช่น สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกำหนดแนวทางสร้างการรับรู้และความแตกต่างระหว่างข้าวหอมมะลิไทยกับข้าวหอมชนิดอื่นๆ จากประเทศคู่แข่ง และผลักดันข้าวหอมชนิดรองของไทยที่มีราคาถูกว่าเพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน จะเดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทยในตลาดสหรัฐฯ เพื่อรักษาตลาด และจะเร่งขยายตลาดเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภคใหม่ๆ เช่น กลุ่มฮิสแปนิก กลุ่มโฮเรกา ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจโรงแรม ร้านอาหารและจัดเลี้ยง โดยจะประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในตลาดอเมริกาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติสำคัญ เช่น งาน Natural Expo West การหาพันธมิตรทางการค้า และการจัดกิจกรรม In-store Promotion ร่วมกับห้างสรรพสินค้า ภัตตาคาร และโรงแรม เป็นต้น

นางสาวชุติมา กล่าวอีกว่า กระทรวงยังจะเร่งขยายตลาดข้าวชนิดใหม่ๆ ในตลาดสหรัฐฯ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าว กข 43 โดยข้าวไรซ์เบอร์รี่ ปัจจุบันเริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นแล้ว และกำลังทำแผนประชาสัมพันธ์ข้าว กข 43 ที่เป็นข้าวชนิดใหม่ที่ดีต่อสุขภาพ โดยหลังจากไปเปิดตัวที่สหรัฐฯ ขณะนี้มีผู้ติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อขอทราบคุณสมบัติของข้าว ผลการวิจัย และขอตัวอย่างข้าว ซึ่งมั่นใจว่าจะเปิดตลาดข้าว กข 43 ในสหรัฐฯ ได้แน่นอน ส่วนตลาดแคนาดา ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน และมีแผนที่จะไปโปรโมตต่อที่ออสเตรเลีย จีน สิงคโปร์ และฮ่องกงต่อไป

สำหรับการส่งออกข้าวไทยไปสหรัฐฯ ในปี 2560 มีปริมาณ 457,234 ตัน เพิ่มขึ้น 21.57% และในช่วง 6 เดือนของปี 2561 (ม.ค.-มิ.ย.) ส่งออกแล้ว 261,319 ตัน เพิ่มขึ้น 8.85% โดยส่วนใหญ่เป็นการส่งออกข้าวหอมมะลิไทยกว่า 90%

คลัง ตั้งแท่นทำประกันภัยข้าวโพดตามรอยข้าวนาปี สมาคมประกันวินาศภัยฯ เสนอความคุ้มครอง 1,480 บาท/ไร่ คาดเบี้ยถูกกว่ารับประกันภัยข้าว รอข้อมูลกระทรวงเกษตรฯ มาใช้กำหนดอัตราเบี้ยประกันให้ชัดเจน คาดเริ่มรับประกันภัยได้ปีหน้า

นายสุวิชญ โรจนวานิช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางสมาคมประกันวินาศภัยได้เสนอแนวทางการทำประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่ง สศค.พร้อมสนับสนุนและผลักดันโครงการดังกล่าว เนื่องจากข้าวโพดเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์สำคัญที่ช่วยให้คุณภาพการเลี้ยงสัตว์ดีขึ้น และถือเป็นการช่วยสนับสนุนเกษตรกรไทยให้มีหลักประกันความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ รวมถึงจะเป็นการต่อยอดการทำประกันภัย ต่อจากการประกันภัยข้าวนาปีตามนโยบายของรัฐบาลด้วย

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ สศค. อยู่ระหว่างการจัดทำข้อมูล เพื่อศึกษาและรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับข้าวโพดทั้งหมด เพื่อใช้สนับสนุนให้กลุ่มธุรกิจประกันภัยนำข้อมูลดังกล่าวไปกำหนดอัตราเบี้ยประกัน ความคุ้มครอง และความเสี่ยงต่างๆ

“เราคาดว่า โครงการนี้จะตอบโจทย์แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดได้ระดับหนึ่ง และยังช่วยลดการบุกรุกทำลายป่า โดยเราจะรับประกันภัยข้าวโพดที่ปลูกในที่ดินที่ถูกกฎหมาย ซึ่งจะช่วยให้การปลูกข้าวโพดในพื้นที่ที่ผิดกฎหมายลดลง หลังจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเสร็จสิ้น ก็จะส่งต่อให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกข้าวโพดต่อไป” นายสุวิชญ กล่าว

นายกี่เดช อนันต์ศิริประภา ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทางสมาคมได้นำเสนอแนวทางการทำประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้ทาง สศค. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พิจารณา ซึ่งเป็นการดำเนินการในลักษณะเดียวกับการประกันภัยข้าวนาปี

อย่างไรก็ดี การประกันภัยข้าวโพด อาจจะคิดค่าเบี้ยที่ถูกกว่าและให้ความคุ้มครองที่สูงกว่าประกันภัยข้าว โดยความคุ้มครองนั้น ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทยได้เสนอที่ 1,480 บาท/ไร่ ในขณะที่รัฐบาลจะเยียวยา 1,500 บาท/ไร่ ซึ่งมากกว่าข้าว เนื่องจากข้าวโพดเป็นพืชไร่ที่ปลูกค่อนข้างน้อย ทั่วประเทศปลูกไม่เกิน 8 ล้านไร่/ปี ขณะที่ข้าวปลูกมากถึง 55 ล้านไร่/ปี

นอกจากนี้ การประกันภัยจะครอบคลุมความเสี่ยงครบทั้งฤดูเพาะปลูกที่ 1 (ช่วงฤดูฝน) ระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ค. และในฤดูเพาะปลูกที่ 2 (ช่วงฤดูแล้ง) ระหว่างเดือน พ.ย.-ธ.ค. รวมทั้งกำหนดประเภทของภัยที่รับประกันเหมือนกับข้าว ครอบคลุม 6 ภัย ได้แก่ น้ำท่วมหรือฝนตกหนัก, ฝนแล้งหรือฝนทิ้งช่วง, ลมพายุหรือพายุไต้ฝุ่น, ภัยอากาศหนาวหรือน้ำค้างแข็ง, ลูกเห็บ,ไฟไหม้ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความคุ้มครองอีก 630 บาท/ไร่ สำหรับภัยศัตรูพืชหรือโรคระบาด

นายกี่เดช กล่าวอีกว่า ภาคธุรกิจประกันภัยมีการเตรียมพร้อมสำหรับรับประกันภัยข้าวโพด โดยมีการพูดคุยกับบริษัทที่เคยรับประกันภัยข้าวนาปีว่า มีบริษัทใดสนใจบ้าง ทั้งนี้ เพื่อเตรียมพร้อมไว้เพื่อขานรับนโยบายรัฐ หากมีการเห็นชอบเมื่อใด ธุรกิจประกันก็สามารถดำเนินการได้ทันที

นางคนึงนิจ สุจิตจร ผู้ช่วยเลขาธิการสายกำกับผลิตภัณฑ์ประกันภัย คปภ. กล่าวว่า ขณะนี้ทาง สศก. อยู่ระหว่างเก็บสถิติข้อมูล เพื่อจะได้ข้อมูลมาใช้กำหนดอัตราค่าเบี้ยประกัน ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้บริษัทประกันวินาศภัยเข้าไปมีส่วนในการรับประกันภัยพืชผลให้เกิดความยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชเศรษฐกิจของไทย

ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เนื่องจากขณะนี้ยังต้องรอข้อมูลจากกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อนำมากำหนดอัตราเบี้ยประกันภัยข้าวโพดที่เหมาะสม จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะเริ่มไม่ทันรอบเพาะปลูกที่จะเริ่มเดือน พ.ย.ปีนี้

“เดิมจะกำหนดให้เริ่มปีนี้ ในรอบเพาะปลูกเดือน พ.ย.นี้เลย แต่ตอนนี้คิดว่าคงไม่ทัน คงต้องเริ่มปีหน้า เนื่องจากยังต้องรอข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร แต่เริ่มช้าก็ไม่เป็นไร ทำให้รอบคอบดีกว่า” แหล่งข่าวกล่าว

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย นายกสมาคมการค้าพืชไร่ กล่าวว่า ยังไม่ทราบเรื่องที่หน่วยงานภาครัฐ กับสมาคมประกันวินาศภัยฯ เสนอให้มีการทำประกันภัยข้าวโพด 8 ล้านไร่ และกำหนดอัตราเบี้ย1,480 บาท/ไร่ และในปีที่ผ่านมาก็ไม่มีโครงการลักษณะนี้ แต่หากจะเริ่มโครงการในช่วงนี้ก็จะทันฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพด ปี 2561/2562 ซึ่งก่อนหน้านี้ทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ประเมินว่ามีการปลูกประมาณ 6.8 ล้านไร่

อย่างไรก็ตาม มองว่า อัตราเบี้ยประกันที่กำหนด 1,480 บาท ถือว่าสูงเกินไปเทียบกับปัจจุบันเกษตรกรปลูกได้ 2,000 บาท/ไร่ เท่านั้น

น้ำโขงวิกฤตเอ่อท่วม เพิ่มสูงจากเมื่อวานถึง 20 เซนติเมตร ท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำในจังหวัดหนองคาย ที่เป็นพื้นที่เกษตรเสียหายหลายไร่ บางส่วนเก็บผลผลิตทัน แต่บางส่วนต้องปล่อยให้ท่วม ไม่สามารถเข้าไปเก็บผลผลิตได้
น้ำโขงเอ่อท่วม/เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระดับน้ำโขงที่หนองคายยังหนุนสูง 11.71 เมตร กระทบพื้นที่ลุ่มต่ำเขตอำเภอท่าบ่อ น้ำโขงไหลเข้าพื้นที่การเกษตรจำนวนหลายไร่ อ่านข่าว บึงกาฬอ่วม!! น้ำโขง เอ่อท่วม ผู้ว่าฯ ประกาศเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง 24 ชม. พร้อมให้ปชช.ย้าย

ส่วนสถานการณ์น้ำโขงที่จังหวัดหนองคายยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเช้าวันที่ 3 ส.ค.61 ระดับน้ำวัดที่ส่วนอุทกวิทยาหนองคาย วัดได้ 11.71 เมตร เพิ่มขึ้นจากเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา 20 เซนติเมตร อยู่ต่ำกว่าตลิ่งในเขตอำเภอเมืองหนองคายอยู่ 49 เซนติเมตร น้ำยังไหลแรงและไหลเชี่ยว มีสีขุ่นแดง

ขณะนี้พื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณบ้านดอนเขียว บ้านปากมาง อ.ท่าบ่อ น้ำโขงหนุนเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรซึ่งชาวบ้านใช้ปลูกพริก ข้าวโพด และพืชผักหลายชนิด น้ำท่วมพื้นที่บ้างแล้ว ชาวบ้านส่วนหนึ่งเก็บผลผลิตได้ทัน แต่บางส่วนก็ต้องปล่อยให้น้ำท่วมไม่สามารถเข้าไปเก็บผลผลิตได้ โดยระดับน้ำบางช่วงสูงประมาณ 1 เมตร หากไม่มีฝนตกลงมาในพื้นที่อีก ก็จะสามารถระบายน้ำและน้ำลดลงไปได้ตามลำดับ

พิษณุโลก เตรียมจัดงานใหญ่ “เกษตรรุ่งเรืองและของดีเมืองสองแคว” ประจำปี 2561 ระหว่างวันที่ 14-23 สิงหาคม 2561 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก หวังพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม และร่วมกันอุดหนุนสินค้าจากเกษตรกรผู้ผลิต ด้าน สศท.2 เตรียมออกบู๊ธให้ความรู้การใช้แอปพลิเคชั่นกระดานเศรษฐี หรือ RCMO ช่วยเกษตรกรวางแผนการผลิต เชื่อมโยงแหล่งตลาดในพื้นที่

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จังหวัดพิษณุโลก ได้เตรียมจัดงาน “เกษตรรุ่งเรืองและของดีเมืองสองแคว” ประจำปี 2561 ระหว่างวันที่ 14-23 สิงหาคม 2561 ณ บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่กิจกรรมการเกษตรของจังหวัดให้เป็นที่รู้จัก รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพให้แก่เกษตรกรในการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมด้านการตลาด สร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบการ ส่งเสริมอาชีพและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร

การจัดงานในปีนี้ หน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน จัดนิทรรศการ กิจกรรมให้ความรู้แก่เกษตรกร และประชาชนทั่วไป ได้ร่วมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้บริโภค ให้สามารถติดต่อซื้อขายโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เป็นการช่วยพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม ให้เกิดความมั่นคงยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในจังหวัด มีการแสดงนิทรรศการ ผลงานด้านการเกษตรพร้อมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ผลผลิตด้านการเกษตร

ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล โดยเน้นนวัตกรรม เทคโนโลยีการผลิต การแปรรูป การตลาด แนวคิดเกษตรอุตสาหกรรม ตลาดนำการผลิต การซื้อ-ขาย สินค้าเกษตรล่วงหน้า เช่น มะม่วง ข้าว กล้วยน้ำว้ามะลิอ่อง อ้อยโรงงาน ปศุสัตว์ ประมง การประกวดผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร การจัดกิจกรรมเสวนา อบรม สาธิต ให้บริการด้านวิชาการต่างๆ การจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพ สินค้าเกษตรแปรรูป และองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้านการเกษตร ทั้งการจัดแสดง การสาธิต การประกวด การแข่งขัน และการแสดงบนเวที อันเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ให้กับผู้มาร่วมงาน พร้อมทั้งจำหน่ายสินค้าเกษตรคุณภาพต่างๆ มากมาย

ด้านนายบุญลาภ โสวัณณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) กล่าวทิ้งท้ายว่า โอกาสนี้ อยากเชิญชวนทุกท่านร่วมเที่ยวชมงาน “เกษตรรุ่งเรืองและของดีเมืองสองแคว” ประจำปี 2561 ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 14-23 สิงหาคม 2561 นี้ เพื่อร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าจากเกษตรกรไทย โดย สศท.2 ได้ร่วมจัดกิจกรรมในงานดังกล่าว โดยออกบู๊ธเกี่ยวกับ “RCMO กระดานเศรษฐี เกษตรกรมีโอกาส” ให้ความรู้ทั้งในรูปแบบ mannual ที่ผลิตขึ้นในรูปแบบกระดานสำหรับเขียนและรูปแบบ Application

ที่เกษตรกรสามารถดาวน์โหลดผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ทั้งในระบบปฏิบัติการ IOS และ Android ช่วยให้เกษตรกรหรือผู้สนใจ สามารถเรียนรู้วิธีการคำนวณต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนด้วยตนเองได้ ทั้งการผลิตพืช ปศุสัตว์ และประมง พร้อมทราบแหล่งตลาดในพื้นที่ ซึ่งกระดานเศรษฐี สศก. ยังได้ติดตั้งไว้ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ครบทั้ง 882 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยมีเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ประจำแต่ละ ศพก. เป็นผู้ให้คำแนะนำเกษตรกร ในการนำไปปรับยังพื้นที่การเกษตรของตนเอง

กรมทรัพยากรธรณี เตือน 10 จังหวัด เฝ้าระวังดินถล่ม-น้ำป่าหลาก
กรมทรัพยากรธรณี / วันที่ 3 ส.ค. ศูนย์ปฏิบัติการธรณีพิบัติภัย กรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ประกาศแจ้งเตือนภัยดินถล่มและน้ำป่าไหลหลาก โดยระบุว่า ขอให้อาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังแจ้งเตือนดินถล่มของกรมฯธรณี และประชาชนทั่วไป ในพื้นที่ 10 จังหวัด ตั้งแต่วันนี้ – 4 ส.ค. นี้

บริเวณภาคเหนือ ในพื้นที่ อ.สบเมย, แม่สะเรียง, แม่ลาน้อย จ.แม่ฮองสอน อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง อ.แม่ระมาด, ท่าสองยาง, แม่สอด, อุ้มผาง จ.ตาก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ อ.เฉลิมพระเกียรติ, ปัว, บ่อเกลือ, ท่าวังผา จ.น่าน บริเวณภาคตะวันออก ในพื้นที่อ.บ่อไร่, เขาสมิง จ.ตราด อ.เขาคิชฌกูฎ จ.จันทบุรี บริเวณภาคใต้ ในพื้นที่อ.กะเปอร์ จ.ระนอง จ.กระบี่ และจ.พังงา