นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว

รศ. ธัญพิสิษฐ์ กล่าวว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าพันธุ์ไผ่ทั่วประเทศมีจำนวนมาก ทั้งสายพันธุ์และปริมาณ แต่ว่าจะเลือกพันธุ์ไหนมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้เหมาะสมมากที่สุด และคุ้มที่สุด ไม่ว่าจะนำมาแปรรูป สร้างมูลค่า อย่างไรก็ตาม ไม่ควรปลูกพันธุ์ใดเพียงอย่างเดียว ควรปลูกไว้หลายพันธุ์ขออนุญาตเปิดเผยข้อมูลของ ดร. รุ่งนภา ที่ได้มีการค้นพบไผ่จำนวน 15 สกุล 82 ชนิด และที่บ้านเรารู้จักดีมีจำนวน 22 ชนิด ทั้งนี้ ได้มีการแบ่งพันธุ์ไผ่ออกเป็นด้านตามการใช้ประโยชน์คือ พันธุ์ที่ใช้หน่อ ใช้เนื้อไม้ ใช้ลำ และใช้เป็นพลังงานในรูปชีวมวล ซึ่งเป็นที่สำคัญมากในขณะนี้ เพราะไม้ไผ่เป็นพืชที่โตเร็วที่สุดในโลก จึงสามารถนำมาตอบโจทย์ในเรื่องพลังงานได้อย่างดี คือถ้าปลูกไผ่สัก 5 ล้านไร่ อันนี้เท่ากับที่จีนปลูกเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ประเทศไทยคงไม่ขาดไฟฟ้า แถมยังมีสิ่งอื่นจากไผ่ตามมาอีก

อย่างแรกที่ขอนำเสนอคือ ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง จากสวนไผ่เพชรน้ำผึ้ง ที่อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ ที่รับประทานหน่อได้ สามารถรับประทานดิบได้ ทั้งนี้ ไผ่บงหวานมีต้นกำเนิดมาจากทางจังหวัดเลย

นอกจากนั้น ไผ่พันธุ์นี้ยังใช้เป็นถ่านแกลบที่เรียกว่า ไบโอชาร์ ต่อไปจะทำจากถ่านไม้ไผ่ ซึ่งในที่สุดจะกลายเป็นปุ๋ย ดังนั้น เมื่อนำมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าแล้วยังได้ปุ๋ยตามมาอีก พันธุ์นี้หน่อดก ขายหน้าสวนกิโลกรัมละ 60 บาท ใครสนใจต้องไปชิมในสวนหรือหาพันธุ์มาปลูกก็ดี

รศ. ธัญพิสิษฐ์ บอกต่อว่า ถ้าเป็น ไผ่บงป่า มีรสขมมาก เพื่อนบอกว่าต้ม 3 น้ำ ยังไม่หายขม ดังนั้น ถ้าต้องรับประทานควรต้มให้มากสักหน่อย อีกชนิดเป็น ไผ่บงหวาน มีหน่อใหญ่ขนาดหน่อละ 1 กิโลกรัม และเป็นของทางจังหวัดเลยเช่นกัน อีกชนิดเป็น ไผ่หวานหนองโดน ของ คุณเกรียงไกร สามารถรับประทานดิบได้โดยมีการวิเคราะห์แล้วไม่พบสารไซยาไนด์

ไผ่เลี้ยงหวาน ที่เป็นพันธุ์ไผ่ดังของทางบึงสามพัน เพชรบูรณ์ มีดอกออกแล้ว และมีความพยายามที่จะคัดพันธุ์ขึ้นมาใหม่เพื่อต้องการให้มีหน่อดก พันธุ์นี้ทำทะวายได้ดี ยิ่งได้น้ำมากในช่วงต้นฤดูจะมีความสมบูรณ์มากและทำให้หน่อราคาดีมาก

ส่วน ไผ่เลี้ยงที่หนองดู บ้านนาเชือก มหาสารคาม ก็พบว่ามีพันธุ์เฉพาะในพื้นที่ ดังนั้น ที่ผ่านมาจึงพบว่าไผ่เลี้ยงในแต่ละแห่งจะเป็นสายพันธุ์เฉพาะพื้นที่ ทั้งนี้ ถ้าต้องการนำไปใช้ประโยชน์ควรต้องคัดเลือกก่อน พร้อมกับต้องตัดแต่งด้วย มิเช่นนั้นจะออกดอกเร็ว

คราวนี้มาดูพันธุ์ไผ่ที่มีหน่อขนาดกลางที่พบจะเป็น ไผ่ซางหวาน ของทางจังหวัดน่าน มีขนาดหน่อละ 1 กิโลกรัม สามารถรับประทานดิบได้ อีกชนิดเป็น ไผ่กิมซุ่ง มักพบมากในเฟซบุ๊ก และนิยมขายพันธุ์กัน มีราคาอยู่ระหว่าง 30-35 บาท ต่อกิ่งพันธุ์ ถือว่าเป็นไผ่ที่ให้หน่อดก แต่มีข้อจำกัดคือต้องมีแหล่งน้ำที่สมบูรณ์จึงจะให้ผลผลิตได้ดีมาก

คุณสมบัติของกิมซุ่งคือ มีลำตรงที่ดีกว่าไผ่ตงลืมแล้ง ทั้งนี้ มีลักษณะหลายอย่างที่คล้ายกัน จนมีบางคนบอกว่าเป็นพันธุ์เดียวกัน แต่ว่าไม่ใช่ สำหรับไผ่ตงลืมแล้งจะมีหน่อดกกว่ากิมซุ่ง

สำหรับพันธุ์ที่มีขนาดหน่อใหญ่มาก ได้แก่ ไผ่จีนปักกิ่ง หรือ เม่งซุ่น ทั้งนี้ ไผ่ปักกิ่งสมัยก่อนที่สุพรรณบุรีขายกันต้นละ 3,000 บาท แต่ตอนนี้เหลือร้อยเดียว พันธุ์นี้หน่ออร่อยที่สุดเท่าที่ลองรับประทานมา มีสีดำ คนไทยปลูกกันน้อย เพราะต้นพันธุ์หายาก

ต่อมาเป็น ไผ่ไจแอ้นท์ เป็นพันธุ์ไผ่ที่กำลังดังของกาญจนบุรี ลองไปค้นประวัติพบว่าเป็นพันธุ์ที่เกิดในท้องถิ่น ขึ้นระหว่างเขตรอยต่อของอำเภอทองผาภูมิ กับไทรโยค มีขนาดลำใหญ่ หน่อดก แต่รสชาติสู้ปักกิ่งไม่ได้ ทั้งนี้ มีลักษณะลำต้นคล้ายกัน แล้วยังนิยมนำมาแปรรูปหลายชนิด

ส่วนที่กำลังมาแรงสัก 4-5 ปีที่ผ่านมา คือ ไผ่แม่ตะวอ หรือ ไผ่เป๊าะยักษ์ พันธุ์นี้ให้หน่อดกทั้งในและนอกฤดู ทั้งยังให้เร็ว มีรสชาติดี ยิ่งถ้าได้น้ำสมบูรณ์จึงเหมาะกับการทำเป็นการค้า

คราวนี้มาพูดถึงการใช้ประโยชน์จากลำ เพราะขณะนี้นิยมนำลำไผ่มาใช้ในวงการก่อสร้าง ทั้งนี้ เนื้อไม้มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับต้นสัก ถ้าเป็นไผ่ลำใหญ่ ซึ่งได้แก่ พันธุ์ซางหม่น ยักษ์น่าน เป๊าะเขียว ตงยักษ์ ไผ่มันหมู ไผ่เก้าดาว (อันนี้พันธุ์ใหม่มีขายในเน็ต ต้นละ 200 บาท)

ซางหม่น เป็นไผ่ทางภาคเหนือ ซึ่ง คุณลุงสมจิตต์ ได้คัดแยกไว้สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์และสร้างบ้าน ถือว่าเป็นพันธุ์ไผ่ที่ดีของไทย มีเนื้อหนา มีลำตรง และแข็งแรงมาก ดังนั้น ถ้าใครอยากมีบ้านราคาถูกก็ควรปลูกไผ่ซางหม่นไว้เพื่อใช้ไม้ปลูก ไผ่ชนิดนี้โตจากเมล็ด จึงไม่เหมือนกันทุกต้น จึงทำให้คุณลุงสมจิตต์ต้องมาคัดลำต้นที่สวยเท่านั้น แต่ข้อเสียของซางหม่นคือ ออกดอกตาย จึงทยอยตายไปเรื่อยๆ

ไผ่ฟ้าหม่น เป็นอีกพันธุ์ของซางหม่น ให้หน่อดก เป็นพันธุ์ที่นำมาคัดใหม่ที่น่าน หน่อมีรสชาติดี มีประมาณ 10 กว่าหน่อ ถ้าทำนอกฤดูอาจโชคดีขายได้ถึงราคาหน่อละ 50 บาท

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีไผ่ซางหม่นอีกชนิดคือ แม่ปิง มีขนาดลำเล็ก แต่มีหน่อดกเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ไผ่ซางหม่นเป็นพันธุ์ไผ่ที่มีอายุยืน แต่ต้องคอยตัดเพื่อให้แตกใหม่ ดังนั้น ขอย้ำว่าถ้าคิดจะปลูกบ้านควรใช้ซางหม่นเพราะเนื้อไม้สวย มีความแข็งแรง

ตามธรรมชาติแล้วเมล็ดไผ่ซางหม่นที่ออกมามักจะร่วงนับหมื่นแสนเมล็ด แต่พบว่าส่วนใหญ่ฝ่อ ใช้ไม่ได้ มีผู้พยายามนำเมล็ดไปเพาะแต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จและหายาก ฉะนั้น ถ้ามีการเสนอขายต้นพันธุ์ อย่าเพิ่งเชื่อเพราะพันธุ์ที่เก็บเมล็ดหายากมาก

ต่อมาเป็น ไผ่พยัคฆ์น่าน ขายต้นละ 400 บาท มักเกิดตามดอย มีขนาดลำใหญ่ เนื้อบริเวณโคนต้นจะตันและหนา มีขนาดหน่อใหญ่กว่า 10 กิโลกรัม ถึงกับต้องช่วยกันแบกหน่อ

ไผ่เป๊าะเขียว หรือ แม่ตะวอ เป็นพันธุ์ที่นำเมล็ดมาจากพม่า แถวลุ่มน้ำสาละวิน มีคุณสมบัติใช้ลำและหน่อ โตเร็ว หน่อดก และชอบน้ำมาก มักนำไปใช้ทำตะเกียบหรือไม้เสียบลูกชิ้น

ไผ่มันหมู เป็นไผ่ชื่อดังของทองผาภูมิ รสชาติหน่อปานกลาง ถ้าต้องการไปหาพันธุ์มาปลูกต้องมีการคัดเพราะเกิดจากเมล็ดจึงปะปนกัน

และที่ใหม่คือ ไผ่เก้าดาว ที่มาจากประเทศโคลัมเบีย ถือว่าเป็นพันธุ์ที่แข็งแรงบริเวณข้อ ข้อเสียคือ มีหนาม นำไปปลูกที่โคราช 2 ปียังไม่โตเต็มที่ เลยทำให้ยังไม่มีข้อมูล ทั้งนี้ อาจเกี่ยวข้องกับลักษณะทางธรรมชาติด้วย ตอนนี้เห็นว่ามีซื้อ-ขายกันในเน็ตอยู่ ถ้าคิดจะปลูกแนะว่าควรสัก 1-2 ต้นก่อน เพราะโตช้า ส่วนลำมีขนาดไม่ใหญ่ นิยมนำมาดัดเป็นรูปทรง

ไผ่นวลราชินี เป็นพันธุ์ซางหม่นที่มีขนาดเล็ก ให้ผลผลิตสูงและหน่อดก ลำมีขนาดกลาง เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ทางภาคกลาง

ไผ่บงใหญ่ เป็นของเมืองกาญจน์ แต่สำหรับแถวเขาใหญ่ และนครนายก เรียก ไผ่หก รสชาติหน่อดี มีลำสวย ลำเหมาะกับใช้ก่อสร้างบ้านบางชนิด สำหรับไผ่ขนาดเล็ก เช่น ไผ่รวก อย่าง ไผ่รวกดำ ของน่าน เหมาะกับการนำไปใช้ในทะเล

มีคำถามว่าปลูกไผ่ยากหรือไม่ อยากจะบอกว่าไม่ยากเลย เพราะไผ่เป็นพืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะในดินมีอินทรียวัตถุอยู่แล้ว แต่ถ้าต้องการปลูกเพื่อหวังผลผลิตเชิงธุรกิจ คงต้องมีวิธีปลูกแบบขั้นตอน มีแบบแผนเช่นเดียวกับการปลูกไม้ผล อย่างไรก็ตาม ตามความเห็นถ้าจะคิดปลูกแบบธุรกิจการปลูกไผ่แบบขายลำน่าจะดีกว่า รวมถึงยังสามารถทำเป็นอาชีพหลักได้ และแนะให้ปลูกในที่ดินที่ไม่ต่ำกว่า 5 ไร่ แล้วค่อยขยับต่อยอดไปเรื่อยๆ

นอกจากนั้น ยังมีไผ่อื่นอีกหลายชนิดที่คิดว่าหลายท่านอาจยังไม่รู้จักดี จึงอยากจะให้ทุกท่านได้ทำความรู้จักเพิ่มเติม อย่าง ไผ่หางช้าง เป็นไผ่จากเมืองกาญจนบุรีแถวไทรโยค ทองผาภูมิ หรือสังขละบุรี เป็นไผ่ตามธรรมชาติที่ไม่นิยมปลูก มีประโยชน์มากถ้านำไปใช้ในทะเล มีเนื้อหนา ลำตรง หน่อรับประทานได้ ชาวบ้านนิยมนำมาต้มรับประทาน

ต่อมาเป็น ไผ่ลำมะรอก ไผ่ชนิดนี้มีหน่อขม รับประทานไม่ได้ และมีไซยาไนด์มาก แต่ลำมีความแข็งแรง ตรง เหมาะกับการนำไปใช้ในการก่อสร้าง ปลูกบ้านหรือทำนั่งร้าน ข้อดีคือ กอไม่แน่น ลำห่างกัน มอดไม่กิน แนะนำให้ใช้ปลูกบ้านได้ มักพบแถวฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว และจันทบุรี

ในแง่ของการนำไปใช้ประโยชน์ด้านพลังงานที่นิยมใช้ลำเพื่อนำไปทำพลังงานชีวมวล ทำเพียวเร็ต ทำถ่านไม้ไผ่ โดยไผ่ที่นำไปใช้ ได้แก่ ไผ่ตงลืมแล้ง ไผ่กิมซุ่ง แต่ทั้งสองชนิดนี้ควรปลูกในบริเวณที่มีน้ำสมบูรณ์

การจะปลูกไผ่อะไรต้องถามตัวเองก่อนว่าจะทำอะไร รวมถึงยังต้องดูสภาพพื้นที่ให้มีความเหมาะสมกับพันธุ์ชนิดนั้นด้วย อย่างภาคกลางเป็นที่ลุ่มมีน้ำท่วมไม่ควรปลูกไผ่รวก แต่ควรเป็นไผ่ตงลืมแล้งหรือกิมซุ่งจะเหมาะสมกว่า แต่ถ้าอยู่บนที่สูงหรือบนเขา แห้งแล้ง ควรปลูกไผ่รวก หรือไผ่ซางนวล เพราะมีความทนแล้งดีมาก

สำหรับแหล่งที่ไปหาต้นพันธุ์ไผ่ควรไปที่กรมป่าไม้ เพราะที่นั่นเป็นสถานที่สำหรับเก็บเมล็ดไผ่ไว้ทุกปี อีกทั้งมีความแม่นยำในเรื่องพันธุ์และการปลูก แต่สำหรับรายใดที่ต้องการทำเป็นการค้าควรจะเพาะเมล็ดเองดีกว่า

ไผ่รวกถ้าปลูกเชิงธุรกิจต้องปลูกให้มีระยะถี่ ประมาณ 2 คูณ 2 เมตร ปลูกสัก 2-3 แถว แล้วเว้นเพื่อทำเป็นถนนให้รถวิ่งเข้า-ออกสำหรับเก็บผลผลิต ยิ่งเป็นการปลูกเพื่อต้องการทำพลังงานชีวมวล ไผ่รวกให้พลังงานความร้อนดีมาก หรือนำไปทำเป็นเส้นใยอย่าง คุณถาวร ที่ BEDO เป็นเสื้อผ้าและของใช้มักนิยมใช้ไผ่ปักกิ่ง กิมซุ่ง ไจแอนท์

คราวนี้มาถึงงานจักสาน หรือทำกระบอกข้าวหลาม ทำตะเกียบ ไม้เสียบลูกชิ้น หรือไปตกแต่งสถานที่เป็นไม้ประดับ แนะนำให้ใช้ ไผ่ตา-ยาย เป็นไผ่ที่ทองผาภูมิ มีหน่ออร่อย มีคุณสมบัติเหมาะกับงานจักสานเพราะมีความเหนียว ลักษณะคล้ายไผ่ลำมะรอกของทางภาคกลาง ส่วนทางเหนือใช้ ไผ่บงทราย สำหรับงานจักสาน แต่พบว่าเหลือน้อยแล้วเพราะออกดอกแล้วตาย อีกชนิดที่เหมาะกับงานจักสานคือ ไผ่ซี้ ทางจันทบุรีและตราด

ส่วนไผ่ที่นิยมทำกระบอกข้าวหลามก็มี ไผ่กาบเหลือง กาบแดง แต่คงจะพบน้อยลงเพราะมีดอกแล้วตายเช่นกัน แต่ถ้าแถวนครปฐม ใช้ไผ่ที่กาญจนบุรี ส่วนหนองมนมักเป็นไผ่แถวเขมรหรือสระแก้ว “นอกจากไผ่ที่นำมาใช้เป็นเครื่องใช้แล้ว ยังมีไผ่ประดับที่ได้รับความนิยม อย่าง ไผ่ด่าง ไผ่เลี้ยง ไผ่เงิน และไผ่ประดับนี้มีอยู่จำนวนมากที่บ้านดงบัง ปราจีนบุรี ความนิยมของไผ่ประเภทนี้เกิดจากความสวยงามของลำต้น สีสันจากลำและใบ หรือบางคนนิยมปลูกตามความเชื่อโบราณ” รศ. ธัญพิสิษฐ์ กล่าว

มาถึงตรงนี้หลายท่านที่รับทราบข้อมูลจาก ท่าน รศ. ธัญพิสิษฐ์ พอจะเห็นภาพของพันธุ์ไผ่ในมิติต่างๆ อย่างชัดเจนขึ้น แล้วถ้าต้องการใช้งานด้านอะไรคงเลือกได้อย่างเหมาะสมมากขึ้นด้วยเช่นกัน

คราวหน้าบุคคลที่คร่ำหวอดกับไผ่อีกคนคือ คุณประสาน สุขสุทธิ์ ซึ่งท่านไม่ได้เป็นเพียงนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสระแก้ว เท่านั้น แต่ยังคลุกคลีอยู่ในวงการไผ่ ศึกษาเรื่องราวของไผ่นานาชนิด รวมถึงยังปลูกไผ่ แล้วต่อยอดไปจนเป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำไผ่วางจำหน่ายแล้ว จะมาถ่ายทอดมุมมองการปลูกตลอดจนการแปรรูปกระทั่งทำได้เป็นธุรกิจ

เพราะฉะนั้น อย่าลืม อย่าพลาดที่จะติดตามกันต่อในฉบับหน้า China Xinhua News รายงานข่าว เกษตรกรชาวจีนในมณฑลหนิงเซี่ย ใช้อากาศยานโดรน 8 ใบพัด ทดลองฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ในแปลงเพาะปลูกพืชผล

นายหลี่ ช่างเทคนิคของโดรนกล่าวว่า การใช้โดรนในการพ่นยาฆ่าแมลงนั้นมีประสิทธิภาพมากกว่าแรงงานคน โดยสามารถบรรจุยาฆ่าแมลงได้ 10 ลิตร และสามารถพ่นได้กว้างราว 10 หมู่ของจีนภายในไม่กี่นาที (1 ไร่ของไทยเท่ากับ 2.4 หมู่ของจีน)

เขากล่าวต่อว่า โดรนนั้นใช้เงินทุนประมาณ 30-40 หยวนต่อหมู่ (165-220 บาท) ในขณะที่แรงงานคนต้องใช้ประมาณ 60 หยวนต่อหมู่ (ประมาณ 330 บาท)

ทั้งนี้ โดรนเหล่านี้ถูกนำไปใช้ในที่ดินการเกษตรมากกว่า 26,000 หมู่ในหนิงเซี่ย และจะเพิ่มอีกมากขึ้นในอนาคต โดยนายเหยา เจ้าของที่ดินกล่าวว่าจะซื้อโดรนมากขึ้น และจะฝึกคนงานให้ใช้โดรนเป็นภายในปีนี้ด้วย

‘ลองกอง’ นับเป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศอีกชนิดหนึ่ง และเป็นผลไม้หนึ่งที่ชาวสวนให้ความสนใจและนิยมปลูกกันมากโดยเฉพาะทางภาคใต้ ที่ว่ากันว่าเป็นแหล่งเพาะปลูกลองกองขนาดใหญ่ของประเทศ และถ้าหากใครที่อยากทานลองกองที่หวาน เม็ดน้อย รสชาติอร่อยลิ้น ราคาไม่แพง ก็ต้องผลไม้ดีจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เท่านั้น

ถึงกระนั้น แม้ ‘ลองกอง’ จะเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ แต่ด้วยสถานการณ์ที่ไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้แก่ ยะลา นราธิวาส และปัตตานี จึงเกิดข้อจำกัดของตลาดลองกอง ไม่มีพ่อค้าต่างพื้นที่ไปรับซื้อเพราะไม่มั่นใจความปลอดภัย ลองกองจึงล้นตลาด ราคาถูก ส่งผลให้ชาวสวนลองกองหลายรายจำเป็นต้องทิ้งสวนไปทำอาชีพอื่นแทน สำหรับเกษตรกรชาวสวนลองกองในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ถือว่ามีเทคนิคการปลูกลองกองและมีวิธีการเพิ่มผลผลิตที่เหมาะต่อสภาพพื้นที่เป็นอย่างดี

ดังนั้นคงน่าเสียดายไม่น้อยหากผลผลิตลองกองจะลดลงเนื่องจากเกษตรกรชาวสวนลองกองหันไปประกอบอาชีพอย่างอื่นเพราะเห็นว่าราคาผลผลิตลองกองตกต่ำและการซื้อขายลองกองเป็นไปด้วยความยากลำบาก ด้วยเหตุนี้ สถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ จึงหารือร่วมกับกระทรวงมหาดไทย

คณะทำงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและประชารัฐ(E3) มูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง พร้อมทั้งสร้างความแข็งแกร่งในช่องทางการตลาดให้มีมากขึ้น โดยล่าสุด ได้ร่วมกันจัดทำโครงการนำร่อง “ลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้” เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตลองกองของเกษตรกรไปยังห้างค้าปลีกในเครือข่ายภาคีความร่วมมือ โดยได้ผนึกกำลังร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่(Modern Trade) ชั้นนำของประเทศไทย

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าเดอะสตรีท รัชดา โดยได้รับเกียรติจาก พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีและแถลงข่าวการรณรงค์ประชาสัมพันธ์เชิญชวนประชาชนร่วมกันบริโภคลองกองจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานE3 เปิดเผยว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีหลายมิติ ความยากจนเป็นหนึ่งในมิติสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะชาวสวนผลไม้ซึ่งเป็นเกษตรกรรายย่อย มีฐานะยากจน ประสบปัญหาขายผลผลิตไม่ได้ราคา และขณะนี้ผลผลิตของเกษตรกรชาวใต้ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาดได้แก่ ลองกอง รัฐบาลมีความห่วงใยและตระหนักต่อปัญหาดังกล่าว จึงได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามาแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกประชารัฐและแนวทางการมีวิสาหกิจเพื่อสังคมเข้าไปดูแลสร้างความยั่งยืน ซึ่งทางกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกับคณะทำงาน E3 ซึ่งถือเป็น 1 ใน 12 คณะภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐที่มุ่งเน้นการบูรณาการทั้ง 5 ภาคส่วน อันได้แก่ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน โดยทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือชุมชนตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง กล่าวคือ ช่วยเหลือดูแลครบทั้ง 5 กระบวนการตามหลักการทำงานของคณะทำงาน E3 ได้แก่

การเข้าถึงปัจจัยการผลิต จัดหาแหล่งน้ำ แหล่งเงินทุน รวมทั้งพัฒนาพันธุ์

2. การให้องค์ความรู้เกี่ยวกับการเพาะปลูก การดูแลพันธุ์ 3. การตลาด ได้เข้ามาช่วยเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายด้วยการจับมือกับโมเดิร์นเทรดชั้นนำของประเทศไทย

4. การสร้างการรับรู้เพื่อความยั่งยืนด้วยการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบถึงฤดูผลผลิตของลองกอง ซึ่งจะมีมากในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ของทุกปี รวมทั้งร่วมรณรงค์ให้ตลอดเดือนตุลาคมเป็นเดือนแห่งการบริโภคลองกอง และ 5. การบริหารจัดการ ทั้งเรื่องของการขนส่ง การทำบรรจุภัณฑ์ การดูแลเก็บรักษาผลผลิตไม่ให้เน่าเสีย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้ประสานกับสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ และมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบท แสวงหาความร่วมมือจากผู้ว่าราชการ จ.นราธิวาส ปัตตานี และยะลา ในการพัฒนาระบบการผลิตและการตลาดผลไม้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยมีเป้าหมายสำคัญคือ ความมั่นคง ความสงบสุข และการกินดีอยู่ดีของประชาชน ทั้งนี้ล่าสุดมีเกษตรกรผู้ปลูกลองกองจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าร่วมโครงการประมาณ 5,960 รายจากจำนวนเกษตรกรทั้งหมด 71,891 ราย ถือเป็นกลุ่มเกษตรกรนำร่องกลุ่มแรกซึ่งจะเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำไปสู่การทำเกษตรรูปแบบใหม่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือทำการเกษตรแบบประณีตเพื่อให้ผลผลิตมีคุณภาพดีสามารถขายได้ตามกลไกตลาดต่อไป

ขณะที่ด้าน การัณย์ ศุภกิจวิเลขการ segerpark.net ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวถึงเดินหน้าโครงการว่า ได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ออกแบบสมุดประจำตัวเกษตรกร ซึ่งสมุดเล่มนี้จะระบุเลยว่าจำนวนเกษตรกรที่ปลูกลองกอง มีลองกองกี่ต้น มีการใจใส่ต้นลองกองตั้งแต่ก่อนออกดอก บำรุงรักษาเมื่อออกดอกและให้ผล หรือไม่ โดยข้อมูลเหล่านี้จะมีบัณฑิตอาสาประจำแต่ละหมู่บ้านเป็นผู้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบแล้วนำข้อมูลที่ได้มาบันทึกลงสมุด จากนั้นข้อมูลในสมุดก็จะถูกนำมาประมวลผลผ่านแอพพลิเคชั่นของเรา เพื่อประมวลผลว่าลองกองจะสุกช่วงวันไหน สัปดาห์ไหน รวมถึงผลลองกองที่ได้จะเป็นเกรดอะไร ทั้งนี้ได้ตั้งเป้าไว้ว่า ผลลองกองที่ได้จะเป็นเกรด A และ B 40-50% ซึ่งจากเดิมมีแค่ 10–15% จากแปลงเกษตรกร

ณรงค์ วุ่นซิ้ว หัวหน้าคณะทำงานสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ กล่าวเสริมว่า การพัฒนาระบบการผลิตและการตลาดผลไม้โดยเฉพาะลองกองตามนโยบายประชารัฐในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการอย่างครบวงจรด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย ตั้งแต่ต้นทาง คือ ส่งเสริมให้เกิดการทำเกษตรแบบประณีตเพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตลองกองให้เป็นเกรด A และ B ส่วนกลางทางคือศูนย์คัดแยกและพ่อค้าคนกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพจุดรวบรวมและคัดแยกลองกอง จนถึงปลายทางคือ ผู้บริโภค โดยการหาช่องทางการขายเพื่อกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

การดำเนินงานดังกล่าวนี้จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเกษตรกรในพื้นที่ที่ยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการในปีนี้ได้หันมาร่วมโครงการทำการเกษตรแบบประณีตให้ผลผลิตมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด และสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่เป็นธรรม ทั้งนี้ได้มีผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ รวมถึงองค์กรและหน่วยงานต่างๆ ขานรับนโยบายประชารัฐโครงการ “ลองกองผลไม้ดีชายแดนใต้” โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์รับไปทั้งสิ้น 1,000 ตัน ซึ่งจะนำไปจำหน่ายผ่านห้างแมคโคร 750 ตัน และร้านเซเว่น อีเลฟเว่น 250 ตัน เทสโก้โลตัส รับไปทั้งสิ้น 915 ตัน ท๊อปส์ในเครือเซ็นทรัลรับไป 450 ตัน บิ๊กซีซึ่งเป็นของกลุ่มไทยเบฟเวอเรจรับไป 215 ตัน กูร์เมต์ มาร์เก็ตในเครือเดอะมอลล์รับไป 50 ตัน ไทยเบฟเวอเรจรับไป 100 ตัน สภาเกษตรกรฯรับไป 200 ตัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยรับไป100 ตัน มูลนิธิปิดทองหลังพระรับไป 75 ตัน ไปรษณีย์ไทยรับไป 40 ตัน สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยรับไป 30 ตัน มหาวิทยาลัยบูรพารับไป 20 ตัน และนายมีชัย วีระไวทยะรับไปอีก 3 ตัน

นับเป็นอีกหนึ่งโครงการนำร่องที่จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องชาวสวนลองกองในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันจะนำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สืบไป

สถานการณ์ราคาหัวมันสำปะหลัง ปีการผลิต 2558/2559 ช่วงโค้งสุดท้ายที่ลดลงเหลือ กก.ละ 1.20-1.30 บาท ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปีนับจากปี 2539 ที่ราคาเคยอยู่ที่ กก.ละ 0.80 บาท ทำให้เกษตรกรขาดทุนอย่างน้อย กก.ละ 0.90 บาท ส่งผลให้ชาวไร่มันออกมาเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์กำหนดมาตรการดูแลอย่างเร่งด่วน

เดือดร้อนถึงคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) ซึ่ง นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจาก นางอภิรดี ตันตราภรณ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้ดูแล รวมทั้ง “กรมการค้าภายใน” ต้องรีบชงมาตรการเสริม 2 มาตรการ คือ การพักชำระหนี้ให้เกษตรกร 2 ปี โดยรัฐบาลจ่ายชดเชยดอกเบี้ย 3% ให้คิดเป็นวงเงิน 1,200 ล้านบาท และมาตรการให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ปล่อยสินเชื่อใหม่ให้เกษตรกร 5 แสนราย รายละ 20,000 บาท ดอกเบี้ย 0.5% ต่อปี คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาภายใน 15 ตุลาคม 2559 เพื่อเสริม 4 มาตรการเดิม