นาข้าวผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยว

ที่ดินมีราคาแพงมาก เพราะเป็นทำเลทองของการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ แต่ที่นี่ ยังมีการทำนาปลูกข้าวอยู่นะ ชาวบ้านไม้ขาว อำเภอถลาง ชุมชนชายทะเลตอนเหนือของเกาะภูเก็ต ยังคงรักษามรดกวัฒนธรรม วิถีชีวิตกึ่งชนบทได้อย่างดีเยี่ยมภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พวกเขาอนุรักษ์วิถีชีวิตการทำนาเช่นเดียวกับรุ่นปู่ย่าตายาย พวกเขาทำเกษตรแบบเรียบง่าย มีความเอื้ออาทรของวิถีชีวิตแบบไทยๆ ที่ต่างชาติเห็นแล้วชื่นชมด้วยความประทับใจ

“นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 4 บ้านไม้ขาว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ปัจจุบัน มีพื้นที่ประมาณ120 ไร่ มี นายเนตร เดชากุล เป็นผู้ริเริ่มรวบรวมเพื่อนบ้านหันกลับมาทำนาข้าว ซึ่งเดิมเป็นนาร้าง โดยเสนอผ่าน นายมาโนช สายทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จัดทำโครงการเสนอทางจังหวัดภูเก็ต เริ่มทำเป็นโครงการเชิงอนุรักษ์อาชีพชาวนาภูเก็ตอย่างจริงจัง ในปี พ.ศ. 2554 ในช่วงที่ ดร. ปรีชา เรืองจันทร์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ถือเป็นจุดเริ่มต้นโครงการ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ที่เน้น “ปลูกวันแม่เก็บเกี่ยววันพ่อ” โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นประธานเปิดงาน และหัวหน้าส่วนราชการผู้นำชุมชน พลังมวลชนและประชาชนในพื้นที่ร่วมงาน มีหน่วยงานในพื้นที่ร่วมจัดนิทรรศการมาอย่างต่อเนื่อง

“เนตร เดชากุล” ผู้ริเริ่มทำนาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต

ลุงเนตร เดชากุล เป็นคนภูเก็ตโดยกำเนิด อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 56/2 หมู่ที่ 4 บ้านไม้ขาว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นบุตรของ นายนัด เดชากุล นางข้อย เดชากุล เข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนบ้านไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เมื่อลุงเนตรจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เข้าสู่อาชีพรับจ้างทั่วไป กับครอบครัว ทำงานบริษัทเอกชน ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (ยาม) ปฏิบัติที่สนามบินภูเก็ต

ในปี 2535 ลุงเนตรได้สมัครเข้ารับการศึกษาระดับประถมศึกษา กับ กศน. อำเภอถลาง ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา จนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย จากการศึกษาเล่าเรียนทำให้เขาคิดว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนจะมีเงินใช้เพียงเดือนชนเดือน ถ้าทำอาชีพทางเกษตรหันมาใช้ชีวิตแบบพอเพียงน่าจะมีรายได้เพียงพอและมีเงินเก็บ ลุงเนตรตัดสินใจลาออกจากงาน มาใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร “รัชกาลที่ 9”

ในเดือนแรกที่เขาออกจากงานมาทำอาชีพเกษตรผสมผสาน มีรายได้ 70,000 บาท จึงเกิดความภาคภูมิใจ ยึดมั่นในหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทำอาชีพทางการเกษตรอย่างจริงจัง พร้อมกับเรียนต่อ กศน. จนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เห็นพื้นนาร้างคนภูเก็ตไม่มีใครทำนาแล้ว เพราะเป็นงานหนักหันไปทำงานสบายเป็นลูกจ้างภาคธุรกิจ จึงเกิดความคิดที่จะฟื้นฟูอาชีพทำนา ในตอนแรกชักชวนเพื่อนบ้านมารวมกลุ่มทำนาข้าว

ในปี 2554 ลุงเนตร ได้ทำโครงการ “ปลูกข้าววันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัดภูเก็ต โดยเชิญ ดร.ปรีชา เรืองจันทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในขณะนั้นมาเป็นประธาน ซึ่งโครงการนี้จัดมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ถือเป็นความภาคภูมิใจที่สามารถรักษานาข้าวผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ตไว้ได้ จากเดิมมีพื้นนาประมาณ 70 ไร่ ปัจจุบันมีผืนนามากกว่า 120 ไร่

ลุงเนตร กล่าวว่า “ลุงกับป้ามีที่นาของตนเองเพียง 3 ไร่ เช่าที่นาของเพื่อนบ้านในชุมชนอีก 14 ไร่ รวมพื้นที่นาของลุง 17 ไร่ ในที่ดิน 17 ไร่ ลุงได้แบ่งตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ คือแบ่งเป็นนาข้าว กับพื้นที่ปลูกพืชผักสวนครัว ปลูกพริก ปลูกมะเขือ ตะไคร้ เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ดไข่ เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ และที่ทำใหม่ คือทดลองปลูกเมล่อนญี่ปุ่นในโรงเรือน ถือว่าเป็นการเรียนรู้ของใหม่ ลุงเรียนรู้ตลอดเวลา ปัจจุบันมีรายได้เฉลี่ย ประมาณ 20,000 บาท ต่อเดือน เพียงพอกับการดำเนินชีวิต ของที่ปลูกช่วงแรกลุงเอาไปแจกแบ่งกันกินมากกว่า สิ่งตอบแทนกลับมา คือทำให้ลุงขายของได้

ลุงเนตร เอาต้นข้าวใส่กระถางขายโรงแรม กระถางละ 150 บาท ลุงเพาะต้นพริกขาย ต้นละ 20 บาท ซึ่งเป็นรายได้ที่มีเข้ามาเสมอ ถ้าเราดำเนินชีวิตตามแนวทางของในหลวงเราไม่มีทางอดตาย จากเดิมตอนที่ทำงานบริษัท เมื่อเวลาเพื่อนบ้าน ญาติพี่น้องเจ็บป่วยไม่สบาย บางครั้งเรายังไม่สามารถไปเยี่ยมได้ ดูเป็นคนใจดำ เพราะลางานไม่ได้ ออกจากบ้านแต่เช้ากลับถึงบ้านก็ค่ำ กินข้าวเสร็จก็เข้านอนพักผ่อน ชีวิตหมุนเวียนอยู่อย่างนี้ อย่าหวังว่าจะช่วยเหลือสังคมเลย แค่ในครอบครัวยังไม่ค่อยมีเวลา

” เมื่อกลับมาทำเศรษฐกิจพอเพียงก็พบเลยว่า เวลาที่เสียไปมันเป็นเวลาของเราอย่างแท้จริง ทำมากขยันมากเราก็ได้มาก แต่ที่สำคัญคือครอบครัวทำแล้วมีความสุข ครอบครัวก็เป็นสุข มีเวลาช่วยเหลือชุมชน…รู้จักคำว่า พอก็เป็นสุขแล้ว…” ลุงเนตร กล่าวในที่สุด

เชื่อว่า มีข้าราชการและพนักงานบริษัทจำนวนมากที่อายุใกล้ 60 ปี เริ่มนับวันถอยหลังที่ก้าวเข้าสู่วัยเกษียณอย่างมีความสุข แต่บางคนอาจมีความกังวลว่าเมื่อตนก้าวพ้นวัยทำงานไปแล้วจะใช้เวลาว่างที่เหลืออย่างไร จะเข้าวัดฟังธรรม อยู่บ้านเลี้ยงหลาน หรือใช้พื้นที่ว่างข้างบ้านปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ หากใครยังคิดไม่ตกว่าจะวางแผนการใช้ชีวิตอย่างไร อยากให้ลองอ่านชีวิตเกษตรก่อนเกษียณ ของ “ดร. ปรีชา ชื่นชนกพิบูล” เขาวางแผนทำสวนเกษตรไว้ล่วงหน้า จนรู้ปัญหาอุปสรรคในการทำสวนเกษตร เมื่ออายุครบ 60 ปี เขาสามารถเก็บเกี่ยวความสุขในวิถีชีวิตเกษตรกร หลังวัยเกษียณได้อย่างเต็มที่

ดร. ปรีชา ชื่นชนกพิบูล ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา (ETV) ในสังกัด สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) กระทรวงศึกษาธิการ

ลูกหลานชาวสวนรังสิต

ดร. ปรีชา เล่าว่า ผมเกิดและเติบโตในครอบครัวเกษตรกร เดิมคุณแม่ทำนาอยู่ คลอง 14 ปลูกข้าวได้เกวียนละ 1,200 บาท เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็หันมาทำสวนแทน พื้นที่ทำกินแห่งนี้อยู่ในโครงการปฏิรูปที่ดินของจังหวัดปทุมธานี เมื่อเปลี่ยนการเพาะปลูกจากทำนา มาทำสวน ก็ต้องไปยื่นขออนุญาตจากหน่วยราชการ ครอบครัวผมหันมาทำสวนส้มบางมด ต้องใช้สารเคมีเยอะมาก ต้องฉีดยาทุกๆ 7 วัน ร่างกายก็ทนไม่ไหว ก็ขอร้องคุณแม่ว่า อย่าทำต่อเลย พอดี คุณแม่ป่วย ผมจึงแบ่งเวลาว่างจากงานประจำมาทำสวนเอง เริ่มจากลงทุนหลายแสนเพื่อทำสวนมะนาว ก่อนจะปรับปรุงเป็นสวนเกษตรผสมผสานเหมือนอย่างทุกวันนี้

สวนผลไม้แบบผสมผสานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิรูปที่ดินของสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นหลัก แต่ไม่สามารถขายที่ดินได้ ปัจจุบันครอบครัว ดร.ปรีชา ถือครองที่ดินจำนวน 7 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา ตั้งอยู่ที่ ถนนสายรังสิต นครนายก คลอง 12 ฝั่งเหนือ เรียกชื่ออย่างเป็นทางการว่า ที่ปฏิรูปที่ดิน ล็อก 5 ไร่ หมู่ 4 ต. บึงน้ำรัก และ จัดอยู่ในเขตการปกครองของตำบลสนั่นรัก จ.ปทุมธานี

ความสุขจากการเลี้ยงปลา
ในวันที่แดดร่มลมตก อากาศกำลังเย็นสบายๆ ดร. ปรีชา ทิ้งมาดผู้บริหาร อีทีวี มานั่งให้อาหารปลาริมสระน้ำพร้อมกับเล่ากิจกรรมเกษตรก่อนเกษียณให้ฟังว่า การเลี้ยงปลาเป็นหนึ่งในพื้นที่แห่งความสุข และเป็นส่วนหนึ่งในงานด้านเกษตรกรรม สวนแห่งนี้มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 7 ไร่ 3 งาน 33 ตารางวา ถูกใช้ประโยชน์ทางการเกษตรอย่างคุ้มค่า ผืนน้ำใช้เลี้ยงปลา จำนวน 3 สายพันธุ์ ทั้งปลาสวาย ปลายี่สก และ ปลาตะเพียน อาหารที่นำมาให้ปลาคือ ผลไม้สุกงอมจนขายไม่ได้หรือมีรอยตำหนิ เช่น ขนุน มะม่วง และ มะละกอสุก

ตอนแรก ดร. ปรีชา ซื้อปลา 157,000 ตัว มาปล่อยเลี้ยงในบ่อดิน คาดหวังว่า เลี้ยงปลาให้รอดสัก 5,000 กว่าตัว ใช้เวลาเลี้ยงสักปีเศษ ค่อยจับปลาขาย จะได้ปลาที่มีน้ำหนักอย่างต่ำตัวละ 1 กิโลกรัม แม่ค้ารับซื้อปลาในราคากิโลกรัมละ 50 บาท จะมีรายได้เข้ากระเป๋าเกือบ 5 แสนบาทเลยทีเดียว แต่ท้ายสุดเขาก็ต้องล้มเลิกความคิด เพราะความรักความผูกพันจากการเลี้ยงปลาเป็นเพื่อน

“ผมเลี้ยงปลาแบบชีวจิต กินผลไม้ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น มะม่วง มะละกอสุก ผมไม่เคยทิ้ง นำมาเลี้ยงปลาได้หมด ตอนเย็นหลังเลิกงาน ผมก็นั่งเล่นให้อาหารปลาทุกวัน เลี้ยงพวกเขามาได้ 2 ปี จนกลายเป็นความรักความผูกพัน ปลาในสระน้ำทั้งหมด ผมไม่เคยขายเลยสักตัว ตอนนี้ ปลาสวายในบ่อ น้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 5 กิโลกรัมแล้ว ส่วนปลาตะเพียน มีน้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวไม่ต่ำกว่า 1 กิโลกรัม”

ดร. ปรีชา กล่าวว่า การเลี้ยงปลาในสวนแห่งนี้ เกิดผลดีต่อระบบนิเวศ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำท้องร่องครั้งละประมาณ 20,000 บาท ปัจจุบัน ปลา 3 สายพันธุ์ ที่นำมาเลี้ยงมีข้อดีแตกต่างกัน เริ่มจาก “ปลาสวาย” จะกินผลไม้สุกที่นำมาเลี้ยง “ปลาตะเพียน” กินวัชพืชใต้น้ำเป็นอาหาร ส่วน “ปลายี่สก” จะอยู่ระหว่างกลาง กินมูลปลาตะเพียนและปลาสวาย ดังนั้น วงจรชีวิตความเป็นอยู่ของปลาทั้ง 3 สายพันธุ์จึงช่วยเหลือเกื้อหนุนกันโดยเองตามธรรมชาติ

ขณะเดียวกัน การเลี้ยงปลากินพืช ช่วยให้ร่องสวนแห่งนี้ไม่มีปัญหาเรื่องสาหร่ายพันใบเรือเหมือนกับสวนอื่นๆ ประหยัดเงิน ไม่ต้องเสียค่าลอกท้องร่อง ดร. ปรีชา เล่าว่า วิธีการเลี้ยงปลาลักษณะนี้ ยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

สวนผลไม้อินทรีย์
สวนไม้ผลผสมผสานของ ดร. ปรีชา ถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าทุกตารางนิ้ว แบ่งการใช้ประโยชน์ได้เป็น 3 โซน ส่วนแรก ทำเป็นสวนมะม่วง ปลูกมะม่วงหลายสายพันธุ์กว่า 400 ต้น ส่วนที่สอง เป็นพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทอง ส่วนที่สาม ปลูกไม้ผลแบบผสมผสานร่วมกับสวนพืชสมุนไพรคละเคล้ากันไป เช่น ปลูกมะยงชิด 40 กว่าต้น เพื่อใช้บริโภคในครอบครัว แจกจ่ายให้ญาติสนิทมิตรสหายที่แวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมสวนแห่งนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ผลไม้ในสวนของ ดร. ปรีชา ล้วนให้ผลผลิตดก และมีคุณภาพดี เพราะ ดร. ปรีชา ใส่ใจบำรุงดูแลดินให้อุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ มีคนงานช่วยโกยขี้เลนจากท้องร่องขึ้นมาใส่ร่องสวน เท่ากับเติมปุ๋ยมูลปลามาช่วยบำรุงต้นไม้ไปด้วยในตัว ทำให้ต้นมะม่วงที่ผ่านการตัดแต่งกิ่ง หรือผ่านการทำสาวมะม่วง (Repair) ได้รับธาตุอาหารที่ดี ลำต้นสมบูรณ์ เกิดการแตกหน่อ สวนกล้วยหอมทอง ก็มีผลผลิตที่ดีไม่แพ้กัน สังเกตได้จากสีผลที่เหลืองอร่ามและเปล่งปลั่งน่ารับประทาน แม่ค้าเห็นสินค้าแล้ว ตาลุกวาว ยินดีรับซื้อผลผลิตแบบไม่อั้น

ดร. ปรีชา กล่าวว่า สวนกล้วยหอมทอง พื้นที่อื่น อาจเลี้ยงหน่อกล้วยสัก 3-4 หน่อ ต่อกอ แต่สวนผมเลี้ยงต้นกล้วยได้กอละ 10 หน่อ เพราะดินมีความอุดมสมบูรณ์มาก แค่ใช้วิธีโกยดินเลนจากท้องร่องมาโปะ ร่องสวน ก็ทำให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารที่ดีมากขึ้น ดินดี ต้นไม้ก็เติบโตได้อย่างเต็มที่ กล้วยหอมทองของสวนผม จึงมีรสชาติหวาน หอม อร่อย ผลอวบใหญ่ น่ากิน หลังเก็บเกี่ยวกล้วยหอมทองเสร็จ วางแผนพักดินในแปลงนี้สักหนึ่งปี เพื่อลดปัญหาในเรื่องโรคพืช แต่จะสลับไปปลูกกล้วยหอมทองในแปลงถัดไปแทน

พืชสมุนไพร ขายดีไม่แพ้กัน
ดร. ปรีชา ยังปลูก “ตะไคร้” ปลูกแซมอยู่ริมท้องร่องสวน สาเหตุที่เลือกปลูกตะไคร้เพราะเป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรยอดนิยมประจำครัวคนไทย แปลงตะไคร้เหล่านี้ จะตัดออกขายในเร็วๆ นี้ คาดว่าจะได้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 3 ตัน ขายในราคากิโลกรัมละ 14 บาท และยังมีรายได้จากแปลงปลูกมะละกอ โดยขายมะละกอดิบ ในราคากิโลกรัมละ 10 บาท มะนาวของสวนแห่งนี้ ผลโต น้ำดี มีกลิ่นหอม รสชาติเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดถึงใจ ก็ขายดีเช่นกัน

“เกษตรผสมผสาน” โกยรายได้งาม
เมื่อถามตัวเลขรายได้จากการทำสวนเกษตรผสมผสานว่าเพียงพอสำหรับเลี้ยงตัวเองไหม คำตอบที่ได้ก็คืออยู่ได้สบาย เหลือกิน เหลือใช้ เพราะสวนเนื้อที่ 7 ไร่ แห่งนี้ มีค่าใช้จ่ายหลักหมื่น เป็นค่าแรงงานให้กับคนงาน จำนวน 1 คน เท่านั้น ส่วนปุ๋ย ยา ก็ไม่ต้องซื้อ แค่เก็บเศษใบไม้ใบหญ้า ผลไม้ในสวนมาทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และซื้อปุ๋ยคอกมาใช้บ้าง ถือว่ารายได้จากผลผลิตในสวนเกษตรผสมผสานแห่งนี้ สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบายๆ นี่ผมทำเป็นสวนเกษตรตัวอย่างก่อนเกษียณให้ดูแล้ว พูดได้เต็มปากว่า ทำได้จริง” ดร. ปรีชา เล่าอย่างอารมณ์ดี

ปลูกพืชให้ตอบโจทย์ตลาด
ดร. ปรีชา บอกว่า การทำเกษตร อย่ามัวปลูกอย่างเดียว ต้องหัดเรียนรู้การตลาดด้วย ใช้หลักการตลาดนำการผลิตด้วย เพราะตลาด เป็นหัวใจหลักสำคัญ ที่จะช่วยให้เราขายผลผลิตได้ราคาที่ดี เกษตรกรมือใหม่ ต้องหัดเรียนรู้ทิศทางความความต้องการของตลาดในแต่ละช่วงเทศกาลด้วย เพื่อผลิตสินค้าให้ทันกับความต้องการของผู้ซื้อ

“ช่วงเดือนธันวาคมไปจนถึงเดือนมกราคม ผมวางแผนตัดกล้วยออกขายแล้ว เพราะตรงกับเทศกาลตรุษจีน กล้วยถือเป็นผลไม้มงคลที่นิยมใช้ไหว้เจ้า ราคากล้วยในช่วงนั้นจะขายได้ราคาดีมาก หวีละ 50 บาท นี่คือตัวอย่างการวางแผนการปลูก ต้องผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับช่วงเทศกาลสำคัญ เพราะเป็นช่วงที่ผู้คนต้องกินต้องใช้พืชผักผลไม้จำนวนมาก ทุกวันนี้เกษตรกรบางรายเจ๊งเพราะปลูกโดยไม่นึกถึงตลาด พอเห็นบ้านโน้นปลูกผลไม้ชนิดนี้แล้วขายดี ก็แห่ปลูกตามเขาไปจนสินค้าล้นตลาด ขายขาดทุน” ดร. ปรีชา เล่าให้ฟังอย่างเป็นกันเอง

ดร. ปรีชา ตั้งใจทำสวนไม้ผลผสมผสาน ตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ทำให้สวนผลไม้แห่งนี้ กลายเป็นหนึ่งในศูนย์การเรียนรู้ของคณาจารย์ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) จากทั่วประเทศ แวะเวียนเข้ามาศึกษาหาความรู้กันอย่างต่อเนื่อง หากใครสนใจอยากเยี่ยมชมสวนหรืออยากแลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการทำสวนเกษตรผสมผสานกับ ดร. ปรีชา ก็สามารถแวะเข้าชมได้ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หรือพูดคุยสอบถามกับดร. ปรีชา ได้ที่เบอร์โทร. 081-808-5138

หน่อไม้ป่าบ้านยางโทน – “หน่อไม้บ้านหนูอร่อยแน่นอนค่ะ หวานกรอบ ทุกบ้านจะต้องมีหน่อไม้เก็บเอาไว้ นี่แหละคือ บ้านยางโทนค่ะ” น้องปอ ด.ญ.ธนพร บริสุทธิ์ บอกเล่าเอกลักษณ์ของบ้านยางโทน

หน่อไม้ป่าบ้านยางโทน -บ้านยางโทน ต.ศรีมงคล อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี มีป่าชุมชนขนาดใหญ่ พื้นที่ 1,847 ไร่ ตั้งอยู่ในเขตลุ่มน้ำห้วยโป่งช้างเผือก เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าวังใหญ่ และป่าแม่น้ำน้อย ลักษณะเป็นป่าเบญจพรรณและป่าไผ่รวกที่มีความสมบูรณ์ ทำให้ชาวบ้านมีรายได้จากป่ามากมายในแต่ละปี โดยเฉพาะผลผลิตจากหน่อไม้ เนื่องจากความสมบูรณ์ของไผ่รวกที่มีกระจายทั่วผืนป่า ชาวบ้านสามารถเก็บหน่อไผ่รวกไปขายสร้างรายได้มากมาย บางบ้านนำมาใส่ถุงพลาสติกมัดให้แน่นและนำไปนึ่งเพื่อถนอมอาหารเก็บไว้กินได้ ตลอดปี

การเก็บหน่อไม้จึงแทบจะเป็นอาชีพหลักเลี้ยง คนในชุมชน หากไม่มีวิธีจัดการ วันหนึ่งหน่อไม้อาจจะค่อยๆ หมดไป กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และป่าชุมชนบ้านยางโทน จึงตั้งกติการ่วมกันในการกำหนดวันปิดป่าทุกปีในช่วงปลายฝน เพื่อพักให้หน่อไม้โตขึ้นเป็นไผ่กอใหม่เพื่อเพิ่มปริมาณไผ่ให้มีมากขึ้นๆ

“ปีนี้เพิ่งประกาศปิดป่าไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พอปิดป่าแล้ว ชาวบ้านก็จะหยุดเก็บหน่อไม้ แต่ยังสามารถเก็บผลไม้หรือพืชผักอื่นๆ ได้อยู่ค่ะ แต่ว่าถึงไม่ได้เก็บหน่อไม้แต่บ้านเราก็ยังมีหน่อไม้ให้กินอยู่นะคะ” น้องปอ เล่าต่อ

หน่อไม้ไผ่รวกถูกนำมาแปรรูปเพื่อถนอมอาหาร ทั้งดอง ทั้งนึ่ง หลายๆ คนบอกว่าหน่อไม้ที่นี่รสชาติอร่อย หวานกรอบและไม่ขม นำมาทำอาหารได้หลายอย่าง “อย่างวันนี้ ที่บ้านหนูก็ทำแกงหน่อไม้ใบย่านางค่ะ ถึงจะได้กินแกงหน่อไม้บ่อยๆ แต่หนูก็ยังชอบ เพราะว่ามันอร่อยค่ะ” น้องปอ เล่าถึงเมนูหน่อไม้สุดโปรด

หน่อไม้ป่าบ้านยางโทน – หน่อไม้ที่นำมานึ่งเพื่อถนอมอาหารมีวิธีการ เก็บรักษา ที่ต้องละเอียดอ่อน คือห้ามเขย่าถุง ห้ามสัมผัสที่ปลายหน่อไม้ หากเขย่ามันจะมีอายุการเก็บรักษาสั้นลง ซึ่งเป็นวิธีถนอมที่ทำกันมาหลายสิบปีแล้ว

แม้ช่วงที่เปิดป่า ชาวบ้านจะสามารถเก็บหน่อไม้ได้เต็มที่ แต่กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และป่าชุมชนบ้านยางโทนก็มีการขอความร่วมมือ ชาวบ้านในการไม่ให้ขุดหน่อเจดีย์ หรือก็คือหน่อไม้ขนาดเล็กที่เพิ่งพ้นดิน เพราะขุดหน่อเจดีย์เป็นการถอนรากถอนโคนหน่อไม้ ทำให้หน่อไม้ไม่แตกหน่อเป็นต้นใหม่ และอาจกลายเป็นปัญหาระยะยาวในอนาคต

“การขุดหน่อเจดีย์ก็ยังมีคนแอบขุดเหมือนกันค่ะ เพราะว่าหน่อเจดีย์จะอร่อยกว่าและมีราคาสูงกว่าหน่อปกติค่ะ” น้องปอ เล่า ป่าไม้จะสมบูรณ์ต่อไปถึงรุ่นลูกรุ่นหลานได้ คนในชุมชนจำเป็นต้องร่วมมือกัน รักษากฎกติกา และช่วยกันเป็นหูเป็นตาดูแลป่าชุมชน อย่างเช่นที่กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และป่าชุมชนบ้านยางโทนร่วมกับคนใน ชุมชนดูแลป่ายางโทนให้อุดมสมบูรณ์เช่นทุกวันนี้

น้องปอติดตามเรื่องราวการดูแลป่าชุมชนบ้านยางโทน และช่วงปิดป่า น้องปอและเพื่อนๆ จะพาไปดู ในรายการทุ่งแสงตะวัน ตอน ปิดป่า เปิดใจ วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2561 เวลา 06.25 น. ทางช่อง 3 ช่อง 33

สนช. ฉลุย มติเอกฉันท์รับหลักการ กม.ยาเสพติดให้โทษ ปลดล็อกกัญชา-กระท่อม ให้ใช้ทางการแพทย์ได้

เมื่อวันที่ 23 พ.ย. เวลา 10.30 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติชาติ(สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. เป็นประธานการประชุม พิจารณาร่างพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่..) พ.ศ… วาระแรก ตามที่สมาชิก สนช. 44 คน นำโดยนายสมชาย แสวงการ เข้าชื่อเสนอ เพื่อแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ปลดล็อกให้ กัญชาสามารถใช้เป็นยารักษาโรคได้

โดยนายสมชาย ได้แถลงสาระสำคัญและประโยชน์ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 กำหนดให้สามารถขออนุญาต ผลิต นำเข้าหรือส่งออก ยาเสพติดให้โทษประเภท 5

ซึ่งประกอบด้วยกัญชา และ กระท่อม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์สามารถนำไปใช้ในการรักษาโรคเฉพาะตัวได้ เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษประเภท2 แบบฝิ่น เท่านั้น ไม่ได้รวมถึงการใช้เสพเพื่อสันทนาการ

และให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เป็นผู้กำหนดเขตพื้นที่ทดลองเพาะปลูกกัญชา และเสพกัญชา เพื่อการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ในปริมาณที่กำหนดโดยไม่ถือว่ามีความผิดกฎหมาย ซึ่งการกำหนดพื้นที่ดังกล่าวจะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกามีมาตรการตรวจสอบควบคุม

นายสมชาย กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ที่จะสามารถอนุญาตครอบครองกัญชาได้นั้น ประกอบด้วย กระทรวง องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น สภากาชาดไทย องค์กรเภสัชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์สาขาต่างๆ ทั้ง ทันตกรรม สัตวแพทย์ แพทย์แผนไทย เป็นต้น โดยผู้ขออนุญาตจะต้องไม่เคยต้องโทษตามกฎหมายยาเสพติดมาก่อน และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้พิจารณาอนุญาตตามความเห็นของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ

อย่างไรก็ตามยืนยันว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟังความเห็นจากประชาชน ตามมาตรา 77 วรรค 2 ทั้งจากเว็บไซต์ ที่มีผู้เห็นด้วยกับร่างกฎหมายนี้ถึงร้อยละ 99.03 และเปิดเวทีรับฟังความเห็น รวมถึงได้ส่งให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาแล้ว โดยไม่ได้มีการเสนอร่างกฎหมายมาประกบ แต่มีข้อสังเกต ความเห็นจากกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการกฤษฎีกา และ ป.ป.ส.

ด้านสมาชิกสนช. อาทิ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ต่างอภิปรายสนับสนุน เพราะเมื่อพิจารณาแล้ว พบว่าโทษของกัญชา มีน้อยกว่า เหล้าและบุหรี่ ที่ไม่ได้กำหนดเป็นยาเสพติด ขณะที่ บางส่วนที่ไม่เห็นด้วย เป็นเพราะไม่ทราบถึงสาระสำคัญของร่างกฎหมายที่แท้จริง แต่ก็ฝากข้อสังเกตว่า ให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ในปริมาณที่เหมาะสม ระบุถึงปริมาณให้ชัดเจน