นางยุพิน ศรีคำ และสามี ซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ต.ห้วยข้าวก่ำ

อ.จุน จ.พะเยา ช่วยกันปลูกพืชผักสวนครัวปลอดภัยบริเวณข้างบ้าน บนเนื้อที่ประมาณ 1 งานเศษ มานานกว่า 20 ปี จากปลูกทานในครอบครัวเหลือก็ขาย ในปัจจุบันได้เป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้ครอบครัวเดือนละ 12,000- 15,000 บาท

เนื่องจากกระแสการรักสุขภาพของประชาชนทั่วไปกันอย่างมากในปัจจุบัน ส่งผลให้การประกอบอาชีพปลูกพืชผักสวนครัวปลอดภัย ไม่ใช้สารเคมี กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เสริมเป็นอย่างดี ซึ่งตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา สองสามีภรรยาได้ช่วยกันพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าข้างบ้านด้านทิศตะวันออก ประมาณ 1 งานเศษ เป็นแปลงปลูกผักสวนครัวหลายชนิด เช่น ผักกวางตุ้ง สลัด เรดโอ้ค ผักชี ต้นหอม คะน้า กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่

เนื่องจากหน้าบ้านไม่มีรั้ว ผู้คนที่ผ่านไปมามองเห็นแปลงผักงามก็แวะซื้อตลอด ทั้งนักท่องเที่ยวจากกรุงเทพฯ ประชาชนในพื้นที่แวะจอดรถหน้าบ้านเพื่อลงมาซื้อผักสดกลับบ้าน โดยทั่วไปจะตัดผักทุกวันในช่วงเช้าเพื่อนำผักไปขายตลาดในเมือง ทั้งขายส่งและปลีก มีรายได้เฉลี่ยรายได้จากการขายผักสวนครัววันละ 400-500 บาท ทำให้มีรายได้ส่งลูกและหลานเรียนหนังสือจนถึงทุกวันนี้

เริ่มแรกหน้าบ้านแห่งนี้ มีสภาพเป็นดินทรายปลูกผักไม่ค่อยงาม จึงได้สั่งซื้อดินดำมาลงและปรับปรุงดินอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ปุ๋ยคอกผสมปุ๋ยยูเรีย แกลบ ขี้ด่าง จนคุณภาพดินเริ่มดีขึ้นปลูกผักงาม ต่อมางดปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพที่ทำเอง ผักทุกชนิดที่ตัดขายแล้วเหลือเป็นเศษผักในแปลง นำไปทำปุ๋ยหมักในบ่อปูนนำมาใช้บำรุงดินได้ต่อไป ช่วยประหยัดต้นทุนได้มาก ส่วนปุ๋ยน้ำหมักก็ทำเองง่ายๆ โดยใช้ส่วนผสมสำคัญคือ ไข่สด เครื่องดื่มชูกำลัง ผงชูรส น้ำตาล หมักจนได้ที่แล้วจึงนำไปรดแปลงผัก ช่วยให้ผักสวยงาม ลำต้นอวบโต รสชาติกรอบ หวาน

“กว่า 20 ปี มาแล้ว จากดินที่ไม่ดี หญ้าขึ้นรก กลายมาเป็นแปลงผักสวนครัวที่สร้างรายได้เสริมเป็นอย่างดี บางแปลงก็แยกทำแปลงต้นพันธุ์ผักสวนครัวเก็บเมล็ดพันธุ์ปลูกได้ในปีถัดไป ช่วยลดต้นทุนได้มาก ที่สำคัญทำให้ได้ทานผักปลอดสารพิษ สุขภาพปลอดภัยจากสารพิษด้วย” นางยุพิน กล่าว

เกษตรกรก้าวหน้า ที่อำเภอวังม่วง ได้รวมกลุ่มสร้างพลังร่วมกันปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่ แล้วจัดการใช้พื้นที่ เงินทุน แรงงาน หรือปัจจัยการผลิตที่ผสมผสาน ใช้เทคโนโลยีการผลิตหรือปลูกในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP เพื่อให้ได้ผลผลิตมาตรฐาน นำทุกส่วนของต้นมันสำปะหลังมาสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมจัดหาตลาดจำหน่าย ทำให้เกษตรกรมีรายได้นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มั่นคงยั่งยืน เรื่องการ “ปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่…ก้าวที่เปลี่ยนวิถีสู่ความมั่นคง” เป็นทางเลือกที่น่าสนใจให้ก้าวสู่ความสำเร็จในอาชีพ จึงนำมาบอกเล่าสู่กัน

คุณทวี มาสขาว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เล่าให้ฟังว่า มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ปัญหาด้านการผลิตและตลาดของเกษตรกร ภายใต้หลักคิด “การตลาดนำการผลิต” โดยได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่ เพื่อร่วมกันพัฒนาการผลิต

พัฒนาคุณภาพผลผลิต สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 ได้สนับสนุนการปลูกมันสำปะหลังแปลงใหญ่ในด้านความรู้วิชาการ การวางแผน การผลิต การตลาด และการบริหารจัดการ ให้คำปรึกษาแนะนำแก่เจ้าหน้าที่และเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรร่วมกันบูรณาการผลิตเกษตรแบบแปลงใหญ่ก้าวสู่ความสำเร็จ

บริหารกลุ่มด้วยความเข้มแข็ง ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์กว้างไกล คณะกรรมการและสมาชิกรู้เสียสละ ร่วมมือกันพัฒนาและแก้ไขปัญหาการผลิต ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมพัฒนาการผลิต ปลูกพืชหมุนเวียน ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและปรับปรุงบำรุงดิน ปลูกในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP เก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุ 9 เดือนขึ้นไป จะได้หัวมันที่มีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง ให้สร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของต้นมันสำปะหลัง เช่น นำเหง้ามันตากแห้งมาเผาทำเป็นถ่านเชื้อเพลิง หรือนำใบ ยอด หรือมันเส้น มาผลิตอาหารโคนม สูตร TMR (Total Mixed Ration) หรืออื่นๆ ก็จะส่งผลให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง สามารถยกระดับรายได้นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

คุณจุไรรัตน์ แสงสวัสดิ์ เกษตรจังหวัดสระบุรี เล่าให้ฟังว่า การแก้ปัญหาด้านการผลิตและการตลาดให้แก่เกษตรกร สำนักงานเกษตรจังหวัดสระบุรี ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มจัดทำ แปลงใหญ่มันสำปะหลัง ตำบลวังม่วง อำเภอวังม่วง เพื่อเป็นศูนย์กลางการดำเนินงาน เป็นองค์กรรองรับความรู้ วางแผน การผลิต สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ เครื่องมือเพื่อนำไปใช้พัฒนาคุณภาพผลผลิตในหลายด้าน

แนวทางพัฒนาแปลงใหญ่ 5 ด้าน ได้ส่งเสริมการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน จัดให้มีตลาดซื้อขายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม และให้บริหารจัดการกลุ่มเพื่อความมั่นคงด้านรายได้และการยังชีพ

การใช้นวัตกรรม ได้ส่งเสริมการผลิตอาหารโคนม สูตร TMR (Total Mixed Ration) เพื่อจำหน่ายให้สหกรณ์โคนมและเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม โดยใช้ส่วนผสมหลักจากต้นมันสำปะหลัง เช่น ใบ ยอด หัวมัน หรือมันเส้นสะอาด

ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม ได้ส่งเสริมปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ที่เหมาะสม ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นพืชหมุนเวียน ปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อบำรุงดิน ใช้ระบบน้ำหยดเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต เก็บเกี่ยวเมื่อมันสำปะหลังมีอายุ 9 เดือนขึ้นไป จะทำให้ได้เปอร์เซ็นต์แป้งสูง หรือนำทุกส่วนของต้นมันสำปะหลังมาสร้างมูลค่าเพิ่ม

ก้าวสู่ความสำเร็จ ได้ส่งเสริมให้คณะกรรมการและสมาชิกร่วมมือกันพัฒนาและแก้ไขปัญหาการทำงาน ให้ปฏิบัติตามกฎระเบียบ วางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับตลาด จัดให้มีเงินกองทุนหมุนเวียนใช้ในกิจกรรม เช่น การรับซื้อผลผลิตของสมาชิกในราคาที่สูงกว่าการตลาด ซึ่งจะทำให้สมาชิกมีความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้

คุณอนัญญา จันทร์น้อย ประธานกลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลัง ตำบลวังม่วง เล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรจะปลูกมันสำปะหลังในลักษณะต่างคนต่างทำ ใช้ต้นทุนการผลิตสูง ไม่ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการปลูก ไม่ปลูกในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP จึงได้ผลผลิตคุณภาพต่ำขายได้ไม่คุ้มทุน การยังชีพจึงไม่มั่นคง

ต่อมาสำนักงานเกษตรอำเภอวังม่วงและจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มจัดทำ แปลงใหญ่มันสำปะหลัง ที่อำเภอวังม่วง มีพื้นที่ดำเนินการ 2,392 ไร่ และมีเกษตรกรร่วมงาน 76 ราย

การดำเนินงาน ได้รับการส่งเสริมให้จัดการใช้ที่ดิน เงินทุน แรงงาน หรือปัจจัยการผลิตผสมผสานเหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิต ใช้พันธุ์ปลูกเหมาะสมกับพื้นที่ เป็นศูนย์รองรับองค์ความรู้วิชาการ ปลูกพืชหมุนเวียนหรือปลูกพืชปุ๋ยสดเพื่อปรับปรุงบำรุงดิน ใช้เทคโนโลยีการผลิตด้วยการปลูกและผลิตในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือปลูกด้วยระบบ GAP เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตมาตรฐานที่ตลาดต้องการและขายได้ราคาดี

สร้างมูลค่าเพิ่ม ได้รับการส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์ทุกส่วนของต้นมันสำปะหลังเพื่อเพิ่มรายได้ ดังนี้

1. นำใบและยอดมันสำปะหลัง จัดการสับย่อยและหมักเป็นส่วนผสมของอาหารโคนม สูตร TMR ขายราคา 2 บาท ต่อกิโลกรัม ได้ผลผลิต 4,000 กิโลกรัม ต่อไร่ จะมีรายได้ 8,000 บาท ต่อไร่ คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 19,136,000 บาท
2. ต้นมันสำปะหลังคุณภาพ นำมาใช้เป็นท่อนพันธุ์ปลูก พื้นที่ 1 ไร่ จะได้ต้นมันสำปะหลัง 1,500 ต้น เมื่อนำออกขาย ต้นละ 2 บาท จะมีมูลค่า 3,000 บาท ต่อไร่ คิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 7,176,000 บาท
3. เหง้ามันสำปะหลัง เมื่อจัดการตากแห้งแล้วนำมาเผาในเตาเผาถ่านชีวมวลไร้มลพิษ จะได้ถ่านเชื้อเพลิงและน้ำส้มควันไม้เพื่อใช้ป้องกันศัตรูพืช พื้นที่ 1 ไร่ จะได้เหง้ามันสำปะหลัง 700 กิโลกรัม เมื่อเผาเป็นถ่านเชื้อเพลิง จะได้ถ่าน 210 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 1,470 บาท ต่อไร่ หรือคิดเป็นมูลค่าผลผลิตรวม 2,152,260 บาท
4. หัวมันสด นำมาแปรรูปเป็นหัวมันสดหมัก มันเส้นสะอาด ส่วนหนึ่งนำไปใช้เป็นส่วนผสมอาหารโคนม สูตร TMR
5. จัดการผลิตอาหารโคนม สูตร TMR ด้วยการนำใบ ยอด หัวมัน และมันเส้น ผสมกับวัตถุดิบอื่นตามสูตร แล้วได้เป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มคือ อาหารโคนม สูตร TMR แบรนด์ชาววัง นำออกขาย 4 บาท ต่อกิโลกรัม ประโยชน์ของอาหารโคนมคือ ทำให้ลดโรคเต้านมอักเสบ เพิ่มโปรตีนในน้ำนม ร้อยละ 22 และเพิ่มปริมาณน้ำนมเฉลี่ย 3 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อวัน หรือเพิ่มรายได้ให้สมาชิกแปลงใหญ่ที่เลี้ยงโคนม 54 บาท ต่อตัว ต่อวัน

ด้วยทางเลือกการรวมกลุ่มสร้างพลังที่เข้มแข็ง การใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมเพื่อปลูกมันสำปะหลัง ปลูกในระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือ GAP ให้ได้ผลผลิตมาตรฐาน นำทุกส่วนของต้นมันสำปะหลังมาสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือเพื่อผลิตอาหารโคนม สูตร TMR เหล่านี้ล้วนเป็นความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกที่บริหารจัดการกิจกรรมกลุ่มประสบความสำเร็จที่นำไปสู่การเสริมสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนมั่นคง

และเมื่อสร้างงานประสบความสำเร็จมีผลเป็นที่ประจักษ์ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจึงพิจารณาให้ได้รับรางวัลชนะเลิศ แปลงใหญ่มันสำปะหลังดีเด่น ระดับเขต 1 ประจำปี 2562 สร้างความภาคภูมิใจให้กับสมาชิกทุกคน

สอบถามเพิ่มได้ที่ คุณอนัญญา จันทร์น้อย สำนักงานแปลงใหญ่มันสำปะหลัง บ้านหนองบอน ตำบลวังม่วง อำเภอวังม่วง โทร. 083-878-5961 หรือ คุณเสาวนิตย์ พรหมโชติ เกษตรอำเภอวังม่วง โทร. 036-359-021 ก็ได้ครับ

เรื่องราวของ ดีทรอยด์ นั้นไม่ธรรมดา

จากเมืองหลวงอุตสาหกรรมยานยนต์โลกเมื่อร้อยปีก่อน เป็นเมืองจลาจลรายวัน เพราะเรื่องเหยียดผิว เข่นฆ่ากัน กดขี่กัน บ้านเมืองร้อนระอุจนผู้คนเตลิดหนี ไม่ว่าจะฝ่ายเหยียดผิวเขาหรือถูกเหยียด ดีทรอยด์กลายเป็นเมืองที่ไม่มีใครอยากอยู่ ผู้บริหารไม่มีเงินภาษีบริหารบ้านเมือง ทรุดโทรมตกต่ำ หนี้สินล้นพ้นตัว จนกลายเป็นเมืองใหญ่เมืองแรกของอเมริกาที่ล้มละลาย

จากดาวเด่นสู่ปลักตม ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่สิบปี

ในยุคอันเรืองรอง ดีทรอยด์ ได้รับสมญาหลากหลาย อย่าง Motown ซึ่งมาจาก คำว่า Motor Town เมืองรถยนต์ เรารู้จัก คำว่า โมทาวน์ มานาน แต่ไม่รู้ว่ามันหมายถึงเมืองนี้

หรืออีกชื่อคือ The D หรือ เดอะดี มีคำนำหน้าว่า เดอะนี่ ยืนยันว่ายิ่งใหญ่หาใช่ไก่กา

ที่จริง ดีทรอยด์ เป็นศูนย์กลางการค้ามาก่อนหน้ายุครถยนต์แล้ว ด้วยความเป็นเมืองชายแดน จึงมีกิจกรรมการค้าไหลผ่านไปมาตั้งแต่ครั้งตั้งเป็นประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเลยทีเดียว เป็นศูนย์กลางการเดินเรือในทะเลสาบทั้งห้า เป็นศูนย์กลางต่อเรือ และการค้าอื่นๆ

ดีทรอยด์ เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของรัฐมิชิแกน ที่มีชิคาโกเป็นเมืองหลวง ดีทรอยด์อยู่ทางตอนเหนือของอเมริกา ติดแคนาดา ครั้งยังรุ่งเรืองเป็นมหานครแห่งอุตสาหกรรมรถยนต์ ดีทรอยด์เป็นรังของ “Big Three” หรือสามพี่เบิ้มในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ คือ General Motors, Ford, และ Chrysler ทั้งหมดมีสำนักงานใหญ่และโรงงานในตัวเมืองดีทรอยด์ อุตสาหกรรมยานยนต์เริ่มปักหลักที่นี่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2439 โดย เฮนรี่ ฟอร์ด เปิดโรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกของอเมริกา แล้วรุ่งเรืองถึงขีดสุดใน 30 กว่าปีหลังจากนั้น ประชากรขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนในช่วง พ.ศ. 2483 ดีทรอยด์กลายเป็นเมืองใหญ่ อันดับ 4 ของอเมริกา

การเข้ามาของอุตสาหกรรมยานยนต์ ไม่ได้นำมาเพียงสหภาพยูเนียนและการประท้วงเรียกร้องค่าแรงต่อเนื่องเท่านั้น มันยังนำมาซึ่งการอพยพของแรงงานจำนวนมาก หลากหลายสีผิว ปะทะเข้ากับคนผิวขาวเก่าที่อยู่ก่อนหน้า ซึ่งตั้งข้อรังเกียจคนผิวสีอย่างแรง กระบวนการเหยียดผิวหัวรุนแรง อย่าง Ku Klux Klan ก็เกิดและลงหลักปักฐานแข็งแรงที่นี่ มีกระบวนการก่อความรุนแรงเกิดขึ้นหลายราย และก่อเหตุอยู่ไม่เว้นวัน

มีกระทั่งการจลาจลฆ่าฟันกันยืดเยื้อ ในปี พ.ศ. 2510 คนผิวสีตกเป็นเหยื่อ เสียชีวิตหลายสิบ บาดเจ็บหลายร้อย ถูกจับหลายพัน อาคารบ้านเรือนถูกเผาเรียบ จัดเป็นการจลาจลที่มีราคาแพงที่สุดของอเมริกา

อุตสาหกรรมยานยนต์อันเคยรุ่งเรืองสุดของอเมริกา เผชิญปัญหาหนัก ใน พ.ศ. 2516 และซ้ำอีกทีในปี 2522 ผู้คนหันไปหารถยนต์ใช้น้ำมันประหยัดกว่าจากญี่ปุ่น ยักษ์ใหญ่สะเทือนขายรถไม่ได้ เลิกจ้างคนงานหลายพัน ปิดโรงงานเกือบทั้งหมด ฐานภาษีของเมืองก็หายเหี้ยน

โรงงานปิดตัว คนงานตกงาน ประชากรก็หดตัว และหดตัวเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ที่จริงประชากรเริ่มหนีตั้งแต่มีปัญหาความรุนแรง และความเหลื่อมล้ำในการพัฒนา เพราะเน้นแต่ในเมือง ที่เป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ แต่ปล่อยให้ชานเมืองที่เป็นที่อาศัยของคนงานอยู่ในสภาพไร้การเหลียวแล

อเมริกานั้น ภาษีท้องถิ่นทุกประเภทจะถูกใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นนั้นๆ เมื่อดีทรอยด์ไม่มีอุตสาหกรรม ซ้ำคนก็พากันหนีออกไป เมืองก็ไม่มีภาษีมาพัฒนา บ้านเมืองทรุดโทรม เป็นเช่นนี้ผู้คนก็ยิ่งพากันย้ายหนีออกไป ยิ่งย้ายก็ยิ่งซ้ำเติมสถานะอันยอบแยบของเมือง

จากประชากรเกือบ 2 ล้านคน เหลืออยู่ราว 7 แสนคน บ้านช่องร้านรวงถูกทิ้งร้างมานับ 10 ปี ชุมชนชานเมืองกลายเป็นเมืองที่รอวันตาย ไม่มีใครอยู่ ผู้บริหารเมืองเก็บภาษีไม่ได้ ไม่มีเงินพัฒนา กระทั่งไฟสัญญาณจราจรก็เสียเกือบทั้งเมือง ไม่มีเงินซ่อม ไม่มีเงินซื้อหลอดไฟ

ใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ เพราะรัฐมิชิแกนเข้าช่วยเหลือ เจรจาเจ้าหนี้ให้ยกหนี้ให้ และช่วยชำระเท่าที่จะทำได้ จึงพ้นจากสถานะล้มละลายมาได้

ที่จริงในตัวเมืองดีทรอยด์นั้น มีการพัฒนาต่อเนื่องนะ และพัฒนาได้ดีด้วย ดีทรอยด์มีอาคารบ้านเรือนสวยงาม มีคุณค่าทางศิลปะ ยูเนสโกประกาศให้เป็นเมืองแห่งการออกแบบ “City of Design” แต่นั่นเป็นแค่ใจกลางเมือง ส่วนชุมชนนั้น แม้จะอยู่ในเมือง แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

การหนีจากดีทรอยด์ ไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ คนที่ไม่หนีไปไหน เพราะไม่รู้จะไปไหนก็มีไม่น้อย และบ้างก็เชื่อว่าทนสู้อยู่ที่เดิมดีกว่าไปแสวงหาฝันที่อาจไม่มีอยู่จริง หรือหนีเสือไปเจอจระเข้ บ้างก็หนีไปแล้วไม่รอด ตกงานกลับมา

จะอย่างไรก็ตาม ชานเมืองดีทรอยด์ที่เคยเป็นที่พำนักของผู้คนที่ทำมาหากินในอุตสาหกรรมแสนล้านยามที่มันยังรุ่งเรือง บัดนี้เหลือแต่คนจน คนที่หนีไม่ได้ ทรัพย์สินรวมทั้งอาคารบ้านเรือนมูลค่าหดหาย ขายถูกเท่าไรไม่มีใครซื้อ

ผู้บริหารเมืองก็พยายามเต็มที่ เขาสร้างแหล่งที่หวังว่าจะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นมา กระทั่งยอมให้มีกาสิโน เพื่อหารายได้เข้าเมือง

ปีที่ตกต่ำสุดก่อนล้มละลาย ผู้บริหารเมืองเก็บภาษีไม่ได้ ขาดไป 245 ล้านเหรียญ เรียกว่าหายหดหมดจด แทบไม่มีเงินเดือนจ่ายพนักงาน มีผลต่อไปยังโรงเรียน และบริการของเมืองทั้งหมด

จนเมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้วนี่เอง ผู้คนในเมืองดีทรอยด์รู้สึกว่าจะทนอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้ บางชุมชนไม่มีร้านค้าเหลืออยู่เลยด้วยซ้ำ จะซื้อข้าวปลาอาหารก็ลำบากลำบน มองไปทางไหนก็มีแต่ที่ดินและบ้านรกร้าง จะรอผู้บริหารเมืองมาช่วยก็คงจะต้องรออีกนาน เพราะไม่มีเงิน

พวกเขาที่ตกค้างอยู่ในชุมชน จึงเริ่มลงมือปลูกผักทำสวนกัน เบื้องต้นเพื่อจะได้มีอะไรกินโดยไม่ลำบากออกไปหาซื้อไกล ต่อมาก็เพื่อให้มีรายได้ ช่วยเหลือตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งผู้บริหารเมือง และต่อมาก็เพื่อให้ที่ดินไม่รกร้างว่างเปล่า ที่ดินหลายแปลงมีเจ้าของ แต่เจ้าของไม่สนใจจะทำอะไรกับมัน พวกเขาขออนุญาตใช้แล้วปลูกผัก เลี้ยงไก่ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงแพะ เลี้ยงหมู ทำกันเงียบๆ มาหลายปี มีเหลือก็เอาไปขายที่ตลาดนัดในเมือง ช่วยเหลือกันเองในชุมชนเล็กๆ ที่เหลือกันอยู่ไม่กี่ครอบครัว

จนต่อมามันกลายเป็นกระแสที่หลายชุมชนลงมืออย่างจริงจัง โรงเรียนที่เหลืออยู่ไม่กี่แห่ง หันมาลงมือจริงจังบ้าง เด็กเริ่มเห็นดอกไม้แซมในที่ดินที่เคยรกร้างน่ากลัว

ทุกวันนี้ ดีทรอยด์ กำลังฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ และอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมมูลค่าแสนล้านคอยหล่อเลี้ยงอีกต่อไป แต่มีแปลงผักปลอดสารพิษกระจายอยู่ในย่านที่เคยมีผู้คนอาศัยอยู่ ย่านที่เคยมีชีวิตชีวา และพวกเขากำลังคืนชีวิตนั้นให้กับชุมชุนของตนเอง อย่างช้าๆ แต่มั่นคง

คะเนว่าตอนนี้มีสวนผักหรือเกษตรชุมชนลักษณะเช่นนี้กระจายอยู่หลายสิบแห่งทั่วเมืองดีทรอยด์ พวกเขาพยายามทำให้เมืองน่าอยู่ ทำให้เมืองมีอะไรให้ได้เก็บเกี่ยว ให้ได้ลงทุนลงแรงและได้รับผลที่จับต้องได้ มันอาจไม่ฟู่ฟ่าเหมือนเมื่อครั้งพวกเขาเป็นเมืองหลวงแห่งอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลก

แต่สีเขียวในแปลงผัก แปรเป็นอาหารในแต่ละมื้อ พวกเขารู้สึกว่า ดีทรอยด์ ไม่สิ้นหวังอีกต่อไป ปัจจุบัน ความต้องการบริโภคมะพร้าวในภาคอุตสาหกรรมและในครัวเรือนมีมากกว่าผลผลิตที่ผลิตได้ และนับวันจะเพิ่มมากขึ้น เป็นเหตุให้ต้องนำเข้ามะพร้าวและผลิตภัณฑ์มะพร้าวจากต่างประเทศมาทดแทน เป็นผลให้มะพร้าวในประเทศราคาตกต่ำ ประเทศที่อนุญาตให้นำมะพร้าว ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว เข้ามาได้มี อินโดนีเซีย เวียดนาม เมียนมา และมาเลเซีย

มีรายงานจาก อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อ 18 ตุลาคม 2562 ว่า ราคามะพร้าวผลขยับสูงขึ้น จาก 5 บาท/ผล เป็น 15 บาท/ผล หลังจากราคาตกมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ ปี 2555 แม้ราคาสูงขึ้น รายได้จากการขายมะพร้าวยังน้อยอยู่ เนื่องจากมีผลผลิตต่ำ

เมื่อดูสถิติการนำเข้าแล้วพบว่า เว็บ Royal GClub นำเข้ามะพร้าวถึง 7 เดือน ในรอบปี เพื่อทดแทนที่ภาคอุตสาหกรรมแปรรูปกะทิสำเร็จรูป อาหาร และอื่นๆ นั้น มีความต้องการประมาณ 166,000 ตัน ณ ปัจจุบัน และภาคอุตสาหกรรมจะขยายตัวประมาณ 10% ในปีต่อๆ มา หากดูสภาวะผลิตมะพร้าวในขณะนี้ แสดงให้เห็นว่าอยู่ในภาวะวิกฤติมาก ที่จะต้องรีบเร่งแก้ปัญหานี้ เพื่อรักษาสมาชิกชาวสวนมะพร้าวไม่น้อยกว่า 300,000 ครอบครัว ไม่ให้หันไปปลูกพืชอย่างอื่นแทน

ยุทธศาสตร์เร่งรัดเพิ่มผลผลิตมะพร้าวให้เพียงพอกับปริมาณความต้องการของภาคอุตสาหกรรมแปรรูป และอาหาร รวมถึงการบริโภคในครัวเรือน ผลของงานวิจัยยืนยันว่าสามารถเร่งรัดได้ หากดำเนินการได้คาดว่าภายในระยะ 15 ปี จะสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างน้อยเท่ากับปริมาณความต้องการทดแทน ณ ปัจจุบัน คือประมาณ 166,000 ตัน

แนวทางหรือยุทธศาสตร์จะแก้ปัญหาได้อันดับแรก และมีความสำคัญมากคือ ต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงกับยุทธศาสตร์นี้ และต้องเป็นเอกภาพในการดำเนินงาน ด้วยปัจจุบันมีงานวิจัย และพัฒนามะพร้าวอยู่ 2 หน่วยงาน คือ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร แต่ละหน่วยงานก็มีพันธกิจ และความเชี่ยวชาญแตกต่างกันไป คือ

กรมวิชาการเกษตร (กวก.) ทำงานวิจัยเพื่อให้ได้พันธุ์มะพร้าวที่ให้ผลผลิตสูง เขตกรรมของมะพร้าว ดิน และปุ๋ย

กรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) เน้นงานด้านการให้บริการทางวิชาการ งานฝึกอบรมเทคโนโลยีการปลูกมะพร้าว งานอารักขาพืช

และยังมีหน่วยงานที่มีความสำคัญมากอีกหน่วยงานหนึ่งคือ กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางในอดีต ปัจจุบัน ปรับโครงสร้างใหม่เป็น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) องค์กรนี้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ประสบความสำเร็จในการปลูกแทนยางพาราในสวนเกษตรกรรายย่อย จนนำประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของโลก หน่วยงานนี้มีความเชี่ยวชาญการปลูกแทนยางพารา มีบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านการรังวัดพื้นที่สวน การตรวจสวนที่ได้รับการสงเคราะห์ และการปฏิบัติงานภาคสนาม จะเห็นได้ว่า ทั้ง 3 หน่วยงาน มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชา หากนำมาปฏิบัติร่วมกัน โดยมีคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรสวนมะพร้าวรายย่อยเป็นหน่วยงานกลางที่จะประสานให้ กวก. กสก. และ กยท. มาร่วมกันทำงานในยุทธศาสตร์เร่งรัดเพิ่มผลผลิตมะพร้าวให้เพียงพอบริโภคในประเทศ ยุทธศาสตร์ที่จะกล่าวถึงมี 2 ภารกิจ คือ

ภารกิจที่ 1 ปรับปรุงสวนเสื่อมโทรมที่ให้ผลผลิตต่ำ

ภารกิจที่ 2 ปลูกแทนสวนเสื่อมโทรมที่ให้ผลผลิตไม่คุ้มในเชิงเศรษฐกิจ

ทั้ง 2 ภารกิจนี้ จะใช้ระยะเวลาในการดำเนินงานเป็นช่วงๆ กล่าวคือ ภารกิจที่ 1 ใช้เวลา 10-15 ปี ภารกิจที่ 2 ใช้เวลา 30-40 ปี จะเห็นได้ว่าการฟื้นฟูการปลูกมะพร้าวเพื่อเพิ่มผลผลิตนั้น ต้องใช้เวลามาก ผิดกับพืชอายุสั้น พืชผัก และธัญพืชอื่นๆ เนื่องจากมะพร้าวเป็นพืชยืนต้นที่ใช้เวลานาน 5-6 ปี จึงจะให้ผลผลิต ยุทธศาสตร์ที่กล่าวถึงมีหลักการและเหตุผลดังนี้