นางอรรชกา กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรม

กำลังดำเนินโครงการอุตสาหกรรมรวมใจช่วยชาวนาไทยขายข้าว โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการซื้อข้าวจากชาวนาโดยตรงในการบริโภคภายในโรงงาน สนับสนุนให้พนักงานได้ซื้อข้าว ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับความร่วมมือจากโรงงานอุตสาหกรรมทั้งนอกและในนิคมอุตสาหกรรมทั่วประเทศสั่งซื้อ (ออเดอร์) ข้าวจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวหรือสหกรณ์การเกษตรแล้ว ระหว่างวันที่ 2-15 พฤศจิกายน 2559 รวม 952 ตัน แบ่งเป็นโรงงานนอกนิคมอุตสาหกรรม 167 โรงงาน จาก 30 จังหวัด ส่งคำสั่งซื้อข้าว 807 ตัน โดยในจำนวนนี้ทยอยส่งมอบไปยังโรงงานแล้ว 154.1 ตัน คิดเป็นเงินประมาณ 3.45 ล้านบาท และออเดอร์จากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมจากการรายงานตัวเลขของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ล่าสุด อยู่ที่ 145 ตัน ซึ่ง กนอ. ตั้งเป้าหมายรับซื้อข้าวให้ได้อย่างน้อย 5,000 ตัน คิดเป็นปริมาณข้าวที่โรงงานในนิคมรับซื้อแห่งละประมาณ 1 ตัน

“คาดภายในสัปดาห์นี้จะมีคำสั่งซื้อข้าวรวม 3,000 ตัน จากในนิคม 2,000 ตัน และนอกนิคม 1,000 ตัน และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในสัปดาห์หน้า จึงคาดว่าภาคอุตสาหกรรมจะสามารถช่วยระบายข้าวในระยะสั้นไปจนถึงสิ้นปีนี้ได้ ประมาณ 7,000-8,000 ตัน และจะทยอยส่งมอบในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2560” นางอรรชกา กล่าว

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสภาพทั่วไปในช่วงนี้อุณหภูมิเริ่มลดต่ำลงหลายพื้นที่ ส่งผลทำให้บรรยากาศช่วงเช้าบริเวณบึงบอระเพ็ด ตำบลแควใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีหมอกปกคลุมทั่วบริเวณ นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือส่องนกนานาชนิดได้ เช่น นกกาน้ำ นกอีโก้ง นกกวัก นกแซงแซวหางบ่วง นกกระยางนา นกกะทุง ฯลฯ ที่อพยพหนีหนาวจากไซบีเรียมาอาศัยในบึงบอระเพ็ดจำนวนมาก ซึ่งช่วงเช้าก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวล่องเรือส่องนก ดูบัวจำนวนมากแล้ว

อย่างไรก็ตามช่วงนี้สภาพบึงบอระเพ็ดเริ่มฟื้นกลับมาอีกครั้ง หลังเจอปัญหาภัยแล้งมายาวนาน ซึ่งน้ำที่มีเต็มบึงส่งผลทำให้ดอกบัวหลวง บัวแดง และบัวบาร์ ออกดอกชูช่อล้อสายตานักท่องเที่ยวสวยงาม สีขาว สีแดงบานสุดลูกหูลูกตาไม่น้อยกว่า 2 พันไร่ ยิ่งยามเช้าตรู่ออกบัวจะบานดอกสีแดงสดรับแสงอาทิตย์ซึ่งไม่ค่อยปรากฏมาก่อนในรอบหลายปี และที่จะขาดไม่ได้จนเป็นคุ้นตานักท่องเที่ยวที่นิยมธรรมชาติมีชีวิต จะเห็นภาพชาวบ้านพายเรืออีโปงมาเก็บลอบ เกบตาข่าย ในบึงบอระเพ็ด ซึ่งเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนรอบบึงบอระเพ็ดที่ยังหลงเหลืออยู่ ดำเนินชีวิตแบบพอเพียงผูกพันกับสายน้ำ

โดยนางสุภาพร แตงนารา ประธานชมรมท่องเที่ยวและโรงแรมฯ จังหวัดนครสวรรค์ เปิดเผยว่า ช่วงปลายฝนต้นหนาวเป็นโอกาสของนักท่องเที่ยวที่นิยมธรรมชาติจะได้สัมผัสกับวิถีดั้งเดิมของคนนครสวรรค์ที่หากินกับสายน้ำ เวลานี้บึงบอระเพ็ดกลับมามีชีวิตอีกครั้ง มีนกหนีหนาวมาอาศัยนับล้านๆตัว นักท่องเที่ยวสามารถล่องเรือส่องนก ที่สำคัญปีนี้ชมรมและสมาคมต่างๆ ร่วมกันรณรงค์ไม่ให้ประชาชนเข้ามาเก็บบัวในบึง ทำให้ทะเลบัวเกิดขึ้นจำนวนมากหลายพันไร่ ขณะนี้ดอกบัวหลวงสีขาว ดอกบัวแดง และดอกบัวบาร์ สายพันธุ์บัวที่ยังเหลืออยู่ เจริญเติมโตเต็มที่ชูช่อสีแดง สีขาว นับพันไร่อวดสายตานักท่องเที่ยว หากนักท่องเที่ยวที่สนใจศึกษาธรรมชาติที่ยังมีชีวิตก็สามารถมาเที่ยวได้ที่บึงบอระเพ็ด โดยผู้ประกอบการท่องเที่ยว เตรียมเรือ กล้อง เต้นท์ พร้อมแล้วสำหรับรองรับนักท่องเที่ยวปีนี้

เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวนาในพื้นที่ จ.ชัยนาท หลายรายเร่งทำการเก็บเกี่ยวข้าวในนาเพื่อส่งขายเข้าโรงสี ที่ในสัปดาห์นี้มีการปรับราคารับซื้อขึ้น ทำให้รถเกี่ยวข้าวแต่ละรายมีชาวนาจองคิวเกี่ยวข้าวเต็มตลอดสัปดาห์ โดยเมื่อตรวจสอบราคารับซื้อข้าวกับโรงสีหลายแห่งพบว่าได้มีการปรับราคารับซื้อขึ้น จากเดิมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วรับซื้อที่ตันละ 6,200 บาท ในสัปดาห์นี้ประกาศราคารับซื้อข้าวเปลือกความชื้นไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นอยู่ที่ 7,700 บาทต่อตัน

เจ้าหน้าที่รับซื้อข้าวเปลือกของโรงสีธนสรรไรซ์ ใน ต.คุ้งสำเภา อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ข้าวเปลือกของชาวนาเริ่มมีปริมาณที่ป้อนเข้าโรงสีน้อยลง ทำให้ราคามีการปรับขึ้นตามกลไกตลาด หรือดีมานด์ซัพพลาย ประกอบกับความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาราคาข้าวของรัฐบาลเริ่มมีออกมาชัดเจนมากขึ้น ทำให้โรงสีกล้าที่จะรับซื้อข้าวเปลือกในราคาที่สูงขึ้นได้ ประกอบกับระยะนี้ไม่มีฝนตกลงมาทำให้คุณภาพข้าวอยู่ในเกณฑ์ที่จะรับซื้อราคาสูงได้ ซึ่งในราคาปัจจุบัน ถ้าความชื้นอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเกิน 15 เปอร์เซ็นต์ไม่มากนัก ก็จะได้รับเงินค่าข้าวประมาณตันละ 7,200-7,500 บาท ส่วนเรื่องของโครงการรับจำนำยุ้งฉาง คณะกรรมการข้าวของ จ.ชัยนาทกำลังหารือถึงความชัดเจนต่อไปว่าจะกำหนดให้โรงสีในพื้นที่เข้าร่วมด้วยเงื่อนไขอย่างไรหรือไม่ คาด่าจะได้แนวทางชัดเจนเร็วๆ นี้

รัฐ-เอกชนผนึกพลัง 4 ภาคส่วน พัฒนา “บัลลังก์โมเดล” ต้นแบบการรวมกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่แห่งแรกของไทยที่โคราช เพื่อผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยั่งยืน เผยกลุ่มซีพีรับซื้อผลผลิตในราคาไม่ต่ำกว่า กก.ละ 7.90 บาท

รายงานข่าวจากจังหวัดนครราชสีมาเปิดเผยว่า องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เทศบาลตำบลบัลลังก์ อ.โนนไทย เกษตรอำเภอโนนไทย จ.นครราชสีมา และสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. ร่วมกับบริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ดำเนินโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ในรูปแบบ “บัลลังก์โมเดล” เพื่อพัฒนาและส่งเสริมเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมบริหารจัดการแบบแปลงใหญ่แห่งแรกของประเทศ นำไปสู่ต้นแบบการรวมกลุ่มเกษตรกรผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เข้มแข็ง และยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานตรวจสอบย้อนกลับได้

พิธีร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือได้จัดขึ้นระหว่าง 4 ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาภาคการเกษตร ประกอบด้วย สำนักงานเทศบาลตำบลบัลลังก์ สำนักงานเกษตรอำเภอโนนไทย สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. (สกต.)นครราชสีมา และ บ.กรุงเทพโปรดิ๊วส โดยมีกลุ่มเกษตรกรเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เข้าร่วมโครงการในปีแรก 360 คน ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 7,300 ไร่

ว่าที่ ร.ต.ฐนนท์ธรณ์ กวีกิจรัตนา นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลบัลลังก์ กล่าวว่า เทศบาลตำบลบัลลังก์มีเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นหลัก 700 กว่าราย พื้นที่ปลูก 12,000 ไร่ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรประสบปัญหาแห้งแล้งซ้ำซาก ผลผลิตพืชผลเกษตรตกต่ำ เกษตรกรมีรายได้น้อย จึงได้ขอความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จาก บ.กรุงเทพโปรดิ๊วส ภายใต้โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เพราะเห็นว่าเป้าหมายของโครงการมุ่งพัฒนาการเพาะปลูกอย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการ เพื่อให้เกษตรกรมีผลผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนผลิตลดลง ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และต่อยอดโครงการให้ส่งเสริมเกษตรกรครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่วิธีการปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการสนับสนุนตลาดรับซื้อ

“การผนึกกำลัง 4 ฝ่ายในครั้งนี้ เพื่อริเริ่ม “บัลลังก์โมเดล” เพื่อให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันเพาะปลูกข้าวโพดได้มาตรฐานที่ดีในลักษณะแปลงใหญ่ ลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ไปจนถึงรายได้เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืน และสนับสนุนเรื่องตลาดและราคารับซื้ออย่างครบวงจร” ว่าที่ ร.ต.ฐนนท์ธรณ์กล่าว

เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับการอบรมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถูกต้องตามหลักการของโครงการ”เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เริ่มจากการวิเคราะห์ธาตุอาหารในดิน วางแผนการใช้ปุ๋ยได้เหมาะสม ส่งเสริมให้เกษตรกรได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่ม เรื่องจัดสรรเครื่องมือและทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและเก็บข้อมูลแปลงเพาะปลูกเพื่อสนับสนุนระบบตรวจสอบแหล่งที่มาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนการจัดการเก็บเกี่ยวและขนส่งผลผลิตร่วมกันอย่างเป็นระบบ และมีเป้าหมายให้เกษตรกรพัฒนามาตรฐานการเพาะปลูก ตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช (Good Agriculture Practices : GAP)

นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ กล่าวว่า “บัลลังก์โมเดล” จะเป็นแห่งแรกของประเทศ ที่มีการผนึกพลังภาครัฐ เกษตรกร และเอกชน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรเพาะปลูกข้าวโพดอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเพาะปลูกการบริหารจัดการเก็บเกี่ยวและขนส่ง รวมถึงการมีตลาดรับซื้อในราคาประกัน บนพื้นฐานการตรวจสอบย้อนกลับได้

ทั้ง 4 ภาคส่วนได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบเพื่อผลักดันโครงการให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด โดยมีเทศบาลตำบลบัลลังก์จะเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการ ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ อำนวยความสะดวกและจัดหาปัจจัยการผลิตให้กับกลุ่มเกษตรกร มีเกษตรอำเภอเป็นผู้ให้คำแนะนำและสนับสนุนข้อมูล ส่วน สกต.ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต จัดหาแหล่งรับซื้อผลผลิต ขณะที่กรุงเทพโปรดิ๊วส ช่วยสนับสนุนการจัดอบรมการเพาะปลูกตามหลักวิชาการ และถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงรับซื้อในราคาประกันขั้นต่ำ 7.90 บาท/กิโลกรัม

นายจำลอง จันดอน กำนันตำบลบัลลังก์ 1 ในเกษตรกรเข้าร่วมโครงการรุ่นแรก ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 50 ไร่ กล่าวว่า จากการเข้าร่วมโครงการ ทำให้ตนเองและชาวบ้านรู้วิธีการปลูกข้าวโพดดีขึ้น และสามารถลดต้นทุนการผลิตจากการลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และการรวมกลุ่มยังช่วยให้เกษตรกรสามารถต่อรองลดราคาค่าปุ๋ย และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ที่สำคัญเกษตรกรไม่ต้องกังวลเรื่องตลาดรับซื้อ จากเดิมที่เคยขายให้พ่อค้าคนกลาง แต่ปีนี้สามารถนำผลผลิตขายให้โรงงานอาหารสัตว์โดยตรง

“แม้ว่าปีนี้ข้าวโพดจะได้รับผลกระทบจากฝนทิ้งช่วงระยะหนึ่ง แต่ผลผลิตที่ได้ครั้งนี้ข้าวโพดมีคุณภาพฝักดีขึ้น ผลผลิตต่อไร่น่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 700 กว่ากิโลกรัม จากเดิม 500-600 กิโลกรัมต่อไร่ ประกอบกับต้นทุนที่ลดลง คาดว่าปีนี้รายได้หลังค่าใช้จ่ายน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” นายจำลองกล่าว

แม่ฮ่องสอน – นายพิศิษฐ์ บุญกิจอนันต์ นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เผยว่า จากกรณีที่ราษฎรชนเผ่าในพื้นที่อำเภอเมือง รับผลกระทบอย่างหนักจากผลผลิตข้าวที่ตกต่ำ เก็บเกี่ยวข้าวไร่ได้ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ล่าสุดทางอำเภอได้สั่งการให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายเพื่อหาแนวทางในการให้การช่วยเหลือ ซึ่งในเบื้องต้นอาจจะมีการจัดซื้อข้าวเปลือกทดแทนให้แก่ราษฎรผู้ประสบภัยดังกล่าวแล้ว

ด้าน นายสุทธิพันธ์ เครือสุข ปลัดอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ที่บ้านห้วยผึ้ง หมู่ที่ 3 ตำบลห้วยผา เป็นหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงแดง พบว่า ผลผลิตที่ตกต่ำหลังจากการตีข้าวเมล็ดข้าวลีบ และปริมาณเมล็ดข้าวน้อยกว่าทุกปี แต่ไม่เกี่ยวข้องกับข้าวในนาซึ่งให้ผลผลิตตามปกติ และปัจจุบันมีราษฎรปลูกข้าวไร่ไม่เกิน 20 ครัวเรือน แต่ผลผลิตข้าวในนาปีนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 20% ข้าวไร่อาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ เช่น น้ำน้อย ติดโรค หรือความชื้น และข้าวไร่นั้นปลูกบนดอย ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ทำกิน ส่งผลให้ชาวบ้านบางส่วนไม่กล้าแจ้งร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่

สมาคมการประมงแห่งประเทศไทยเรียกประชุมใหญ่สมาชิกทั่วประเทศ รับฟังปัญหาและข้อเสนอใน 6 เรื่องเพื่อให้รัฐเร่งแก้ไข ทั้งการขอคืนสิทธิจดทะเบียนเรือ หลังรายงานตัวไม่ทัน เร่งตั้งกองทุนซื้อเรือที่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมง การใช้ดุลพินิจมาประกอบการปิดโรงงานได้ อีกทั้งแรงงานต่างด้าวทำบัตรใหม่ไม่ได้ ชี้อาจเกิดปัญหาการค้ามนุษย์ขึ้นมาอีก

นายมงคล สุขเจริญคณา นายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในสัปดาห์นี้ สมาคมจะประชุมสมาชิกชาวประมงทั่วประเทศเพื่อรับฟังปัญหาความเดือดร้อน และเสนอขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา ณ ห้องประชุมตลาดทะเลไทย จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับผลกระทบและความเดือดร้อนของชาวประมงในเรื่องต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ได้แก่ เรื่องเรือประมงที่ตกสำรวจที่ไม่สามารถทำการประมงได้ ภายหลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศให้ใบเหลืองแก่ไทยที่ยังไม่สามารถแก้ไขการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2558 โดยภาครัฐประกาศให้เรือประมงทั่วประเทศมารายงานตัวภายใน 1 เดือน แต่มารายงานตัวไม่ทันจำนวน 8,024 ลำ จึงถูกยกเลิกการจดทะเบียนเรือ ต่อมามีการอุทธรณ์จำนวน 2,200 กว่าลำ ก็ยังไม่ได้รับการคืนสิทธิ ทั้งที่ทำถูกกฎหมายมาโดยตลอด ทำให้ไม่มีอาชีพ ครอบครัวเดือดร้อนกันหนัก รัฐจะช่วยเหลืออย่างไรบ้าง

“รัฐคืนสิทธิ์ให้เฉพาะเรือประมงพื้นบ้านจำนวน 1,154 ลำ เรืออีก 500 กว่าลำที่มีระวางขนาด 10-30 ตันกรอส ยังไม่ได้รับการคืนสิทธิ์ จึงอยากทราบว่ารัฐใช้กฎหมายอะไร ทั้งที่กฎหมายต้องใช้อย่างเท่าเทียมกัน”

เรื่องที่สองคือ รัฐจะดำเนินการอย่างไรกับเรือที่ไม่มีใบอนุญาตทำการประมง เป็นเรือที่ถูกกฎหมาย แต่รัฐไม่ออกใบอนุญาตทำการประมงให้ แต่ชาวประมงมีภาระหนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ จากการซื้อเรือมาที่มีอยู่ 2,000-3,000 ลำ ซึ่งรัฐควรจะกู้จากธนาคาร 5,000-10,000 ล้านบาท มาตั้งกองทุนซื้อเรือประมงเหล่านี้ แล้วนำไปสร้างปะการังฟื้นฟูทะเล หรือจะสร้างพิพิธภัณฑ์ใต้ทะเล

เรื่องที่สามคือ เรือประมงที่ถูกล็อกพังงา บางจังหวัดที่จอดมีแต่ทะเลเปิด เช่น จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ไม่มีคลองให้เรือเข้าไปจอด ทำให้เรือถูกคลื่นลมและน้ำทะเลซัด ทำให้เรือเสียหาย

เรื่องที่สี่ เรื่องกฎหมาย พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 มีระเบียบ ประกาศที่เป็นปัญหาต่อการประกอบอาชีพ อาทิ มาตรา 11 พ.ร.ก.การประมง พ.ศ. 2558 มีแรงงานต่างด้าวทำผิดต่ออายุทำงานไม่ทัน 1 คน ทำให้โรงงานแปรรูปถูกปิด 10 วัน ทำให้แรงงานที่เหลือ รวมทั้งโรงงานแปรรูปเดือดร้อน ควรมีการใช้ดุลพินิจเข้ามาพิจารณาประกอบการตัดสินปิดโรงงานด้วย หรือประเด็นห้ามฝ่าฝืนกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จ่ายค่าสวัสดิการ ค่าทำงานล่วงเวลา (โอที) ไม่ครบถ้วน ควรใช้ดุลพินิจประกอบการตัดสิน เพราะเรื่องเหล่านี้อาจผิดพลาดกันได้

เรื่องที่ห้า เรื่องแรงงานต่างด้าวที่ไม่สามารถทำบัตรใหม่ได้ เพราะมี “ไอ้โม่ง” ต้องการตัดปัญหาการใช้แรงงานต่างด้าว ไทยจะได้ไม่ถูกอียูให้ใบแดง ที่ห้ามส่งออกสินค้าประมงไทยเข้าอียู ไปให้ข้อมูลเท็จรัฐมนตรี ทำให้เกิดปัญหาแรงงานขาดแคลนขึ้นมามาก และอาจเกิดปัญหาค้ามนุษย์ฟื้นขึ้นมาอีกได้ ซึ่งจะไม่พ้นใบแดงตามมาอีก ดังนั้นจึงจะเสนอให้รัฐมนตรีพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ

เรื่องสุดท้ายคือ เรื่อง (ร่าง) ข้อบังคับว่าด้วยการกำหนดตำแหน่งผู้ทำการในเรือที่ต้องมีประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถสำหรับเรือประมงพ.ศ. 2558 (ใบนายท้าย อินเนียร์) ซึ่งเรื่องนี้ กรมเจ้าท่าเร่งให้ไปรายงานตัวตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-มิถุนายนที่ผ่านมา แต่ข้อบังคับดังกล่าวก็ยังไม่ออกมา ทั้งนี้ คนไทยควรเป็นได้ทั้ง 2 ตำแหน่ง ทั้งนายท้ายเรือและช่างเครื่อง และมีผู้ช่วยช่างเครื่องต่างด้าวได้ 2 คน หากมีประกาศนียบัตรรับรอง

“ทางสมาคมจะรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวประมง พร้อมทั้งขอรับคำแนะนำเพื่อหาแนวทางขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาต่อไป” ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยกล่าวในตอนท้าย เช้าวันที่ 18 พฤศจิกายน บริเวณยอดดอยอินทนนท์และจุดชมวิวกิ่วแม่ปาน อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากไปรอชมแสงแรกของวันใหม่ แต่อุณหภูมิเข้านี้กลับสูงขึ้นกว่าเมื่อวาน วัดได้ 9 องศาเซลเซียส สร้างความผิดหวังเล็กน้อยแก่นักท่องเที่ยว เนื่องจากทุกคนแอบลุ้นว่าน่าจะเกิดน้ำค้างแข็ง หรือเหมยขายแรกของฤดูหนาวปีนี้ จึงต้องลุ้นกันต่อไป แต่อย่างไรก็ตามบริเวณยอดดอยอินทนนท์ยังคงหนาวจัดอุณหภูมิต่ำสุดวัดได้ 6 องศาเซลเซียส

นายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เปิดเผยว่า ด้วยสภาพอากาศที่หนาวเย็น ทำให้ดอกกุหลาบพันปี (คำแดง) เริ่มคลี่กลีบสีแดงสดให้ชื่นชมความสวยงามกลางลมหนาวแล้วในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน และคาดว่าจะเริ่มยานสะพรั่งไปเรื่อยๆ ตลอดฤดูหนาวนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พบนักท่องเที่ยวมือบอนเขียนชื่อตนเองไว้ตามแผ่นหินหลายจุด ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ถือเป็นการรังแกธรรมชาติ เจ้าหน้าที่กำลังแก้ไขและแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวว่าหากพบผู้กระทำผิดต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

ทางด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ รายงานว่า วันที่ 18 พฤศจิกายน อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า และอุณหภูมิจะลดลงเล็กน้อย มีฝนเล็กน้อย ส่วนมากทางตอนบนของภาค อุณหภูมิเฉลี่ย20-33 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 19 – 23 พฤศจิกายน อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาบางพื้นที่ โดยอุณหภูมิจะสูงขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส กับมีฝนฟ้าคะนอง 10-20% ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค

เมื่อเวลา 22.00 น.วันนี้ 17 พฤศจิกายน ผู้สื่อข่าวประจำ จ.ปราจีนบุรี รายงานว่ามีการแชร์ข้อความและภาพในโลกโซเชียล (เฟรชบุ๊ค) มีเหตุโรคระบาดทำให้เกิดควายตายกะทันหัน รวมจำนวน 19 ตัว สถานที่เกิดเหตุ หมู่บ้านเขาด้วน หมู่ที่ 9 ตำบลย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เบื้องต้นจึงได้ติดต่อโทรศัพท์สัมภาษณ์ข้อมูลกับนาย นายวัลลภ ประวัติวงค์ นายอำเภอกบินทร์บุรี

นายวัลลภ กล่าวว่า ได้รับรายงานเหตุกระบือหรือควายตายจริง ที่หมู่บ้านเขาด้วน นายสุทัศน์ สมทอง 31ปี 245 หมู่ 9 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ในวันนี้หลังได้รับรายงานได้มอบหมายให้ปลัดอำเภออาวุโส อ.กบินทร์บุรีลงพบประชาชน และต่อมาเวลา 18.30 น.ได้ลงพื้นที่ด้วยตนเอง โดยได้ออกให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคระบาดกรณีกระบือตาย ที่หมู่บ้านเขาด้วน หมู่ที่ 9 ตำบลย่านรี โดยพบว่ามีปศุสัตว์จ.ปราจีนบุรี ปศุสัตว์ อ.กบินทร์บุรี นายด่านตรวจสัตว์ และทีมงานสัตว์แพทย์ ปฏิบัติหน้าที่ควบคุมโรคอย่างเข้มแข็ง

ต่อมาได้แจ้ง ให้นายสุริยะ อมรโรจน์วรวุฒิ ผู้ว่าราชการ จ.ปราจีนบุรีทราบ เป็นลายลักษณ์อักษรณ์ ตามรายงานดังนี้คือ เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2559 ได้เกิดเหตุโรคระบาดในกระบือ ที่หมู่บ้านเขาด้วน บ้านของนายสุทัศน์ สมทอง 31ปี 245 หมู่ 9 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ขณะนี้มีกระบือตายแล้ว 19 ตัว จากทั้งหมด 47 ตัว เจ้าของเดียวกัน การดำเนินการแก้ไขป้องกัน ได้ให้ปศุสัตว์อำเภอประสานปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี ปศุสัตว์เขต 2 ชลบุรี เข้าควบคุมโรคแล้ว สำหรับตัวที่ตายใช้วิธีการฝังกลบ สันนิษฐานเบื้องต้นเป็นโรคคอบวม ขณะนี้ได้ส่งเนื้อเยื่อไปพิสูจน์ที่ปศุสัตว์เขต 2ชลบุรี ทั้งนี้ได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบและป้องกันโดยแยกกระบือไว้ห่างไกลแล้ว ความคืบหน้าจะรายงานให้ทราบต่อไป

นายวัลลภ กล่าว ว่า สำหรับเหตุการณ์ควายตายครั้งแรก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 1 ตัว จากนั้น วันที่ 16 พฤศจิกายน ตายอีก 1 ตัว และ วันที่ 17 พฤศจิกายน ตายเพิ่มมากถึง 17 ตัว โดยก่อนหน้ามีพ่อค้ารับซื้อกระบือมาติดต่อขอซื้ออ คาดว่าเชื้อโรคคอบวมติดมากับรถบรรทุกของพ่อค้ารับซื้อ จึงระบาดติดต่อมาที่หมู่บ้าน ได้ให้ทำลายโดยการฝังกลบ ดำเนินการโดยองค์การบริหารส่วนตำบลย่านรี(อบต.)ทั้งนี้ทางด้านปศุสัตว์อำเภอได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบและป้องกันโดยแยกโค กระบือไว้ห่างไกลแล้ว

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดโรคระบาดในกระบือและเริ่มล้มตายเป็นจำนวนมาก เหตุเกิดที่บ้านเขาด้วน หมู่ 9 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ตรวจสอบเบื้องต้นพบเป็นกระบือเจ้าของเดียวกัน จำนวนทั้งหมด 47 ตัว เบื้องต้นได้ตายแล้ว 19 ตัว ซึ่งกระบือดังกล่าวมีนายสุทัศน์ สมทอง อายุ 31 ปี เป็นเจ้าของ

หลังจากเกิดเหตุปศุสัตว์อำเภอกบินทร์บุรี ประสานไปยังปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี และปศุสัตว์เขต 2 ชลบุรี เข้าไปตรวจสอบพบว่ามีกระบือทั้งเพศผู้และเพศเมียนอนตายเกลื่อนทุ่ง รวมถึงที่กำลังจะตายอีกจำนวนมาก จากนั้นนำกระบือที่ตายใส่รถบรรทุก เพื่อทำการฝังกลบต่อไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้าไปควบคุมโรคแล้ว i-army.org สำหรับกระบือตัวที่ตายได้ทำการใช้วิธีฝังกลบ โดยใช้รถแบ็กโฮขุดหลุมลึกประมาณ 10 เมตร ก่อนนำกระบือที่ตายแล้วทั้งหมดนำมาใส่หลุม ก่อนฝังใช้ปูนขาวโรยลงไปหลุมและฉีดยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันโรคระบาด เบื้องต้นสันนิฐานว่าเป็นโรคคอบวม ขณะนี้ได้ส่งเนื้อเยื่อไปพิสูจน์ที่ปศุสัตว์เขต 2 ชลบุรี พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบและป้องกันโดยแยกกระบือไว้ห่างไกล

ด้านนายสุทัศน์ สมทอง เจ้าของกระบือ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านั้นมีพ่อค้าซื้อกระบือมาจากจ.สระแก้ว เดินทางมาบริเวณที่เกิดเหตุและมาหาซื้อกระบือ จากนั้นไม่นานก็มีกระบือของตนที่เลี้ยงไว้และปล่อยกินหญ้าตามทุ่งจากทั้งหมด 47 ตัว และวันแรกได้ล้มตาย 1 ตัว ต่อมาตายเพิ่มอีก 3 ตัว แต่มาวันนี้ตั้งแต่ช่วงสายที่ผ่านมามีกระบือตายมากที่สุด 15 ตัว รวมกระบือตายทั้งหมดจำนวน 19 ตัว และที่กำลังที่จะตายอีกจำนวนนับสิบตัว

ส่วนนายสาโรช วงศ์เจริญสมบัติ ปศุสัตว์อำเภอกบินทร์บุรี กล่าวว่า หลังจากรับแจ้งได้เดินทางเข้าไปตรวจสอบทันที และได้ประสานไปยังปศุสัตว์ปราจีนบุรี และปศุสัตว์เขต 2 ชลบุรี และทำการฉีดยาป้องกันโรคให้กับกระบือที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนตัวไหนที่มีอาการหนักได้คัดแยกไว้เพื่อรอดูอาการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีกระบือในจ.สระแก้ว ซึ่งมีพื้นที่ติดกัน ล้มตายไปกว่า 30 ตัว ตรวจสอบพบเป็นโรคคอบวมเช่นกัน ร้อยเอกภูรีวรรธน์ โชคเกิด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อโฆษณาหรือซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมยาทาสเตอรอยด์ ทาหน้ารักษาฝ้า กระ ผด ผื่น หรือทาลำตัวเพื่อลดอาการผื่นคัน เนื่องจากเป็นยาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่มีฉลากภาษาไทย ไม่ได้ขึ้นทะเบียนยาและยังพบว่าเป็นผลิตภัณฑ์ยาสเตอรอยด์ที่มีความแรงสูง ไม่ควรใช้บริเวณใบหน้า ซึ่งการใช้ยาทากลุ่มผลิตภัณฑ์ยาสเตอรอยด์ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร ในส่วนของพิษของยาสเตอรอยด์ทำให้เกิดผิวเป็นริ้วลาย ผิวเปลี่ยนสีจากขาวเป็นกระดำกระด่าง เป็นสิวในบริเวณที่ทา ผิวบาง เส้นเลือดฝอยพอง ผิวหนังอักเสบรอบๆ ปาก ขนขึ้นดกบริเวณที่ทา และยังพบว่ามีส่วนผสมยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเจนตาไมซิน อาจเกิดการแพ้ยาได้สำหรับคนที่แพ้ยาชนิดนี้

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายประกอบเป็นชุดสบู่สีส้ม ตรวจพบกรดวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอาง มีพิษและผลข้าง ทำให้หน้าแดงและแสบร้อนรุนแรง เกิดการระคายเคืองอักเสบแพ้แสงแดด หรือแสงไฟได้ง่าย ผลิตภัณฑ์ตลับขาวตรวจพบปรอทแอมโมเนีย ซึ่งเป็นสารห้ามใช้ในเครื่องสำอางพิษและผลข้างเคียง ทำลายไต ระบบประสาท เยื่อบุและทางเดินหายใจ การใช้เป็นเวลานานจะทำให้เกิดพิษสะสมของสารปรอทในผิวหนัง และดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้ตับและไตอักเสบเกิดโรคโลหิตจาง ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ทำลายสีของผิวหนังและเล็บมือ ทำให้ผิวบางขึ้นเรื่อยๆ เกิดการแพ้ หรือเป็นแผลเป็น