นางโสมกล่าวต่อว่า เห็ดโคนและไข่มดแดงในน้ำเกลือจะสามารถ

ผลิตได้ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม กันยายน ซึ่งสมาชิกที่ไปแปรรูปเห็ดจะมีรายได้เสริมประมาณ 300-400 บาทต่อวัน พอถึงสิ้นปีทางสหกรณ์จะนำเงินปันผลมาแบ่งให้สมาชิกในกลุ่มทุกราย

นายสมศักดิ์ ทวินันท์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการและหัวหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณหนองอึ่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ยโสธร กล่าวว่า เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ 10 โดยพระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 และดำริให้มีการพัฒนาปรับปรุง ดังนี้ เรื่องขุดลอกหนองอึ่ง ปลูกต้นไม้รอบหนองอึ่ง การฟื้นฟูสภาพป่ารอบหนองอึ่ง และส่วนที่เป็นพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ซึ่งรับสั่งให้ดูแลเรื่องปากท้องของประชาชนให้อยู่ดีกินดี

สำหรับพื้นที่ตั้งโครงการตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลค้อเหนือ อำเภอเมืองยโสธร มีพื้นที่ของป่าดงมันทั้งหมด 3,006 ไร่ ที่อยู่บนสันดอนทรายขนาดใหญ่ น้ำท่วมไม่ถึง เป็นป่าดิบแล้งผสมเต็งรัง มีพรรณไม้ประกอบด้วย ไม้ยางนา ไม้พะยอม และไม้แดง เป็นแหล่งเก็บของป่า ในแต่ละปีมีประชาชน 15 หมู่บ้านรอบพื้นที่ป่าจะมีรายได้จากการเก็บของป่า อาทิ เห็ดโคน เห็ดเผาะ เห็ดระโงก เห็ดตะไค เห็ดก่อ จินูน และไข่มดแดง ประมาณ 3 ล้านบาทต่อปี และปัจจุบันเห็ดโคนและไข่มดแดงมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จึงมีการตั้งโรงงานแปรรูปเห็ดต่างๆ และไข่มดแดงให้เก็บไว้กินได้เป็นเวลานาน

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า การแปรรูปผลิตผลจากเห็ดโคนและไข่มดแดงจากป่าดงมันรอบหมู่บ้านนั้น ปีหนึ่งชาวบ้านจะสามารถหาเห็ดมาจำหน่ายได้ 5-6 ตัน โดยขณะนี้เห็ดโคนและไข่มดแดงในน้ำเกลือสามารถสร้างรายได้ประมาณปีละ 1 ล้านบาท ซึ่งมีบริษัทสยามแม็คโครได้ให้ความร่วมมือกระจายสินค้าในพื้นที่ภาคอีสาน โดยจากการประเมินความต้องการของตลาดเกี่ยวกับเห็ดโคนและไข่มดแดงอัดกระป๋อง ถือว่าประชาชนมีความต้องการสูงในตลาด ขณะที่ราคาตลาด เห็ดโคนในน้ำเกลือขวดแก้ว ราคา 350 บาท เห็ดโคนในน้ำเกลือบรรจุกระป๋อง ราคา 180 บาท ส่วนไข่มดแดงในน้ำเกลือบรรจุกระป๋อง ราคา 160 บาท

หนังสือและแนวคิด “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว The One Straw Revolution” เป็นแนวคิดอันโด่งดังของชาวญีปุ่นที่ชื่อ มาซาโนบุ ฟูกุโอกะ ซึ่งหนังสือเล่มดังกล่าว ได้รับการตีพิมพ์เป็นภาษาญี่ปุ่นเมื่อปี 2518 แปลเป็นภาษาอังกฤษปี 2519 และได้รับการแปลและเผยแพร่เป็นภาษาไทยเมื่อปี 2530

แนวคิดดังกล่าว มีหัวใจอยู่ 4 ข้อคือ ไม่ใช้สารเคมี

ช่วงปี 2530 -2540 แนวคิดดังกล่าวส่งผลต่อแรงบันดาลใจของเกษตรกรชาวไทย ในเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ค่อนข้างมาก รวมไปถึง หนุ่มพนักงานออฟฟิศ คนนี้ด้วย คุณวรวิทย์ ไชยทิพย์ หรือคุณเม้ง ในวัย 44 ปี

คุณเม้ง จบการศึกษาระดับชั้นปริญญาตรี จากภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อปี 2537 เริ่มต้นทำงานที่ สำนักพิมพ์มติชน ในส่วนกองบรรณาธิการ หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นคนทำหนังสือนั่นเอง ซึ่งมิได้เกี่ยวข้องใดๆ กับเกษตรกลวิธานที่ร่ำเรียนมา หากแต่การสัมภาษณ์ พูดคุย ทัศนคติ การมองโลก ถูกอกถูกใจบรรณาธิการในสมัยนั้น นั่นคือคุณสรกล อดุลยานนท์ หรือหนุ่มเมืองจันท์ จึงได้ร่วมงานกัน

คุณเม้ง ทำงานในฐานะคนทำหนังสือ รวมทั้งเขียนการ์ตูน ในมติชนสุดสัปดาห์ พักใหญ่ ก็มองหาลู่ทาง ที่จะไม่ต้องอยู่ในกรุงเทพฯ เมืองรถติดและค่อนข้างวุ่นวาย ตอนนั้น เขาเทใจที่ไปบุรีรัมย์ ทีคุณแม่ซื้อที่ดินไว้ และได้แนวคิดการทำการเกษตร แบบฟูกุโอกะ

ลาออกจากงาน ประจำ มุ่งหน้า บุรีรัมย์ ทำตามฝัน เกษตรอินทรีย์

คุณเม้ง ตัดสินใจ ลาออกจากงานประจำ และเดินหน้าออกไป ด้วยใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยอุดมการณ์การทำการเกษตร เขาเองก็ฝันที่จะปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว เช่นเดียวกัน

แล้วเป็นไงมั่ง สำเร็จมั้ย? – ฉันถามออกไป

“อย่าว่าแต่จะทำขายเลยพี่ แค่จะทำให้แค่พอกินคนเดียว ยังรอดยากเลย” คุณเม้ง ตอบมาอย่างนั้น

เป็นอันว่าการปฏิวัติยุคสมัยของคุณเม้ง กลายเป็นประสบการณ์ ที่ได้บอกกับตัวเองว่า อย่างน้อยก็ได้ลองทำแล้ว

เอ้า!! ออกมาจากงานแล้ว แล้วยังไงต่อ? – ฉันถามต่อไปอีก

“จากนั้น ผมก็หันไปวงการเดิม คือไปรับหนังสือพ็อตเก็ตบุ้กมาขายตามห้องสมุด รวมทั้งไปเปิดบูธขายหนังสือ อะไรว่าไป”

ทว่า จุดเปลี่ยนสำคัญ ของคุณเม้งมาถึง เมื่อวันหนึ่งขณะขับรถ ผ่านอ.เสิงสาง อ.หนองไผ่น้อย จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ไม่ไกล จาก อ.หนองกี่ บุรีรัมย์ บ้านที่คุณเม้งพักอาศัย ทั้งสองอำเภอที่ว่า มีเกษตรกรปลูกหน่อไม้ฝรั่งค่อนข้างมากทีเดียว คุณเม้ง ก็ปิ๊งไอเดีย ขึ้นมาทันที

เขารีบเปิดเช็คราคาหน่อไม้ฝรั่งที่ตลาดไท กิโลกรัมละ 100 บาท แต่ซื้อในพื้นที่ ราคาตก 70 บาทต่อ กก. ส่วนต่าง 30 บาทต่อกก. ถ้ารับหน่อไม้ฝรั่งไปส่ง ที่ตลาดไท สักวันละ 200 กก. ก็น่าจะได้กำไร อยู่ 6000 บาทต่อวัน หักค่าน้ำมัน ค่าอะไรจิปาถะ ยังไงซะ ก็เหลือมากกว่า….. คุณเม้งวาดฝัน

คุณเม้ง ตรงดิ่งที่ไปไร่หน่อไม้ ติดต่อเกษตรกรทันที จะขอรับซื้อหน่อไม้ฝรั่ง คำตอบที่ได้คือ – ไม่ขายค่ะ

อ้าว ….ทำไมล่ะ – คุณเม้ง ถามต่อ

มีเจ้าประจำอยู่แล้ว – เกษตรกรตอบ

(แป่ววววววววว…….) – คุณเม้ง คิดในใจ

และนี่ โลกของความเป็นจริง ที่คุณต้องเผชิญ !!

“ผมเข้าใจเค้านะครับ คือเราเป็นพ่อค้าใหม่ เกษตรกรเค้าก็ไม่มั่นใจว่า จะซื้อจริงจังมั้ย ซื้อนานแค่ไหน เพราะหน่อไม้ฝรั่งเค้าต้องเก็บทุกวัน” ทางแก้ของคุณเม้ง เมื่อยังตั้งใจจริงที่จะเดินบนทางนี้ก็คือ ต้องรอมีผู้ปลูกรายใหม่ๆ จากนั้นเข้าไปติดต่อขอซื้อ ซื้อกันตลอดไป ไม่ว่าราคาขึ้นหรือลง ไม่ว่าสินค้าจะขาดตลาดหรือล้นตลาด หากอยู่ในภาวะล้นตลาด ซื้อไปทิ้งก็ต้องซื้อ …แบบนี้ ถึงจะมัดใจระหว่างเกษตรกร และพ่อค้าคนกลาง เอาไว้ได้ (เริ่มเข้าใจหัวอกพ่อค้ากลางขึ้นมาบ้างแล้ว)

“อันนี้ เป็นจุดเริ่มต้น ก็กะว่าจะปลูกเองด้วย สัก แค่ 2 ไร่ รายได้วันละพัน ก็น่าสนใจ คือการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง เป็นการเกษตรประณีต ถ้าจะทำมากกว่า 2 ไร่ต้องจ้างแรงงาน ดังนั้น 2 ไร่ จึงเป็นขนาดกำลังพอเหมาะ แต่ก่อนที่ผมจะปลูก ผมต้องไปหาตลาดก่อน ก็เริ่มจากหาสินค้าไปขาย หลังจากค้าขายมาได้สักครึ่งปี จึงเริ่มปลูก”

“ตอนแรก ผมขับรถเก๋ง เข้าไปในตลาดสี่มุมเมือง เอาหน่อไม้ฝรั่งไปส่ง ยังไม่มีความรู้ เรื่องเบอร์ เรื่องไซซ์เลย ก็มาเรียนกับเกษตรกรทีหลัง ตอนไปเปิดท้ายขาย ก็มีแม่ค้ามาซื้อทีละ 5-10 โล แม่ค้าเป็นคนสอนว่าต้องแพ็คแบบนี้ ใส่ถุงแบบนี้ แล้วเอาหนังสือพิมพ์หุ้มตรงส่วนปลายไว้อย่างนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือน”

คุณเม้ง เริ่มไปขายที่สี่มุมเมือง ขับขึ้น ลง กรุงเทพ-บุรีรัมย์ ตอนหลังไม่ไหว ก็จ้างคนขับ พอไปถึงก็จอดรถขาย ให้คนขับนอนพัก แต่ระบบที่เปิดท้ายขาย ขายหลังเที่ยงคืน จะขายได้แค่ 2 ชม. ถ้าไม่หมด ต้องขับรถออกไปวนมาหาที่จอดขายใหม่ ก็หนักหนาสาหัสกันทั้งคู่ ช่วงหลังก็เริ่มไม่ไหวกัน

เริ่มเบนเข็ม หาผู้ส่งออกหน่อไม้ฝรั่ง ขายล็อตใหญ่

“จากสภาพที่เป็นอยู่ ผมก็อยากหาตลาดที่แน่นอนกว่านี้ ผมเริ่มจากวิธีง่ายๆ เลยคือ เสิร์ชเน็ต หารายชื่อผู้ส่งออกหน่อไม้ฝรั่ง โทรไปหาทีละเจ้าเลย จนได้ไปเจอกัย เคซีเฟรช ผู้ส่งออกพืชผัก รายใหญ่ของประเทศ ก็เอาตัวอย่างไปให้เค้าดู ซึ่งต่อมา เค้าก็รับซื้อจากผมเยอะทีเดียว”

จากเคซีเฟรช ก็มีผู้ส่งออกรายอื่น ติดต่อมาด้วย เพราะผู้ส่งออก ผู้ค้าแต่ละคน ก็ใช้ผักขนาดต่างกัน ก็ได้ลูกค้าหลายเจ้า

บทเรียนหนึ่งที่ผ่านเข้ามาคือ ภาวะหน่อไม้ฝรั่งล้นตลาด เนื่องจากในช่วงตรุษจีน ทางไต้หวัน จะไม่ใช้หน่อไม้ฝรั่ง ทำให้หน่อไม้ฝรั่งในไทย ปริมาณล้น ติดต่อไปทางไหน ก็ไม่มีใครรับ ทางแก้ก็คือ ต้องลงไปขายในตลาดเอง ขายถูก ขายยอมขาดทุน ปล่อยเน่าไปก็มี เพราะถึงอย่างไร ก็ยังต้องรับซื้อจากเกษตรกร ไม่ว่าถูกหรือแพง

“จากประสบการณ์ตอนนั้นจนถึงวันนี้ ก็ค่อนข้างอยู่ตัว จากนั้นผมก็ไปติดต่อห้างแมคโคร ซึ่งตอนนี้ได้ยอดออเดอร์ จากแมคโครเป็นหลัก ได้ วันละ 300-400 กก โดยนำไปส่งที่ ศูนย์กระจายสินค้า ที่วังน้อย อยุธยา”

“ตอนนี้ ผมก็ไปรับจากเกษตรกรในเขตอื่นๆ และส่งเสริมให้เกษตรกร (ลูกไร่) ปลูกด้วย รวมทั้งรู้จักเพื่อนๆในวงการ ก็แบ่งสินค้ากัน ใครขาดก็ขอเพื่อน ทำให้มีของป้อนตลอด

คุณเม้ง บอกอีกว่า ในฐานะพ่อค้าคนกลาง มีลูกไร่อยู่ในเครือ เขาต้องวางแผนการผลิต เพื่อไม่ให้สินค้าล้นตลาด อย่างบางครั้ง การทำหน่อไม้ฝรั่งขาว ได้ราคาดี ก็มีเกษตรกรอยากปลูกกัน เขาต้องวางแผน จำกัดพื้นที่ปลูกเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องราคาในระยะยาว

เรื่องราววงการเกษตรของคุณเม้ง เขาว่า ยังมีเรื่องให้เรียนรู้ และแก้ไขอีกมาก

อย่างไรก็ตาม คุณเม้ง ฝากบอกคนที่สนใจว่า “อยากเป็นเกษตรกรเงินแสน(ต่อเดือน) มีต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ส่งเสริมให้ปลูกนะครับ โทร 085251 9681”

ปัจจุบันคุณเม้ง อยู่ที่ 28 หมู่ 9 ต.ดอนอะราง อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ จากแนวโน้มการเติบโตของตลาดสินค้าอินทรีย์ที่มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้ คำว่า อินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก (Organic) ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดกันอย่างแพร่หลาย สำหรับบ้านเรามีสินค้าที่เรียกตัวเองว่าเป็นอินทรีย์มากมายจนผู้บริโภคสับสน

จึงมีคำถามตามมาว่า…อินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก (Organic) ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร? แล้วใช้อะไรเป็นตัวตัดสิน? เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจหรือเชื่อมั่นได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม โดยธรรมชาติการผลิตสินค้าเกษตรของแต่ละแห่งทั่วโลกมีความต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งสภาพพื้นที่ ปัจจัยการผลิตหรือแม้วิธีและกระบวนการ ฉะนั้น คงไม่ง่ายหากสินค้าทางการเกษตรจากสถานที่แห่งหนึ่งของประเทศหนึ่งจะเป็นที่ยอมรับจากอีกประเทศที่ตั้งอยู่คนละทวีปของโลก

แต่สำหรับสินค้าทางการเกษตรของ “ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน วิสาหกิจชุมชนตำบลละทาย” จังหวัดศรีสะเกษ นำพืชผลทางการเกษตรในกลุ่มสมุนไพร อย่าง หอมแดง กระเทียม ที่เป็นพืชท้องถิ่นชื่อดังของจังหวัด รวมถึงพืชสมุนไพรสำคัญ อย่าง ขิง ข่า ตะไคร้ มาสร้างมูลค่าผ่านกระบวนการปลูกแบบอินทรีย์อย่างแท้จริง จนได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่ได้มาตรฐานของประเทศ เพื่อเข้าสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ส่งขายยังประเทศเนเธอร์แลนด์ ในชื่อแบรนด์ “อรชัญ ออร์แกนิค” โดยมี คุณอรชัญ พันธ์วิไล และ คุณพ่อสมาน พันธ์วิไล (บิดา) อยู่บ้านเลขที่ 3/2 หมู่ที่ 4 ตำบลละทาย อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกันเป็นผู้บุกเบิก

เลิกเป็นครู กลับบ้านเกิด เพื่อทำเกษตรตามรอยในหลวง รัชกาลที่ 9 จนสำเร็จ คุณอรชัญ ซึ่งเดิมมีอาชีพเป็นครู คิดว่าถึงเวลาที่ต้องกลับมาบ้านเกิด เพื่อมาพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวให้ดีขึ้น และปลดภาระหนี้สิน จึงได้ทำเกษตรกรรมตามแนวทางทฤษฎีใหม่ของในหลวง รัชกาลที่ 9 อันเป็นผลมาจากความล้มเหลวของไร่สุขสมาน ที่เน้นปลูกพืชไม้ผลเชิงเดี่ยว อย่าง ข้าว อ้อย ปอ และแตงโม

เป็นเวลา 10 ปี ที่คุณอรชัญและคุณพ่อสมานร่วมกันทำกิจกรรมผ่านศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงจนประสบความสำเร็จ ทำให้ชีวิตครอบครัวตัวเองเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จากที่เคยประสบปัญหาหนี้สินก็สามารถปลดเปลื้องหนี้สินต่างๆ ออกได้หมด แล้วยังมีวิถีชีวิตที่มีความสุขจากการมีรายได้รายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือนอย่างสม่ำเสมอ จนทำให้มีเงินออม สิ่งเหล่านี้ได้ประสบกับตัวเองแล้วประจักษ์ว่าแนวทางทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงมีความเป็นจริง

ภายหลังที่ได้สร้างรูปธรรมที่ชัดเจน จึงนำแนวทางนี้ไปถ่ายทอดให้ชาวบ้านที่สนใจเข้ามาศึกษาเรียนรู้จากของจริง แล้วตั้งใจว่า ภายในเวลา 10 ปี จะนำพาชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการฝ่าด่านกำแพงความยากจนออกไป แล้วหากทำไม่สำเร็จจะยุบศูนย์เรียนรู้แล้วหันกลับไปทำอาชีพส่วนตัวอย่างเดียว

ชวนชาวบ้านร่วมกิจกรรมขายสินค้าเกษตรสร้างรายได้

แต่เพียง 3 ปี ภาพความสำเร็จเริ่มเห็นชัด เมื่อชาวบ้านทุกคนต่างให้ความสนใจให้ความร่วมมือเข้าร่วมกิจกรรมด้วยการนำสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่แต่ละรายปลูกไปขายในตลาดกันทรารมย์ แต่กลับพบปัญหาสินค้ามีมากเกินไปจนทำให้ราคาไม่สูงอย่างที่ตั้งเป้าไว้

จากนั้นจึงไปปรึกษากับทางเกษตรและสหกรณ์จังหวัด แล้วหาทางออกด้วยการจัดตลาดเกษตรอินทรีย์ถนนคนเดิน พร้อมกับทางกลุ่มได้ปรับแผนการผลิตสินค้าเกษตรด้วยการกำหนดให้สมาชิกกลุ่มแต่ละรายปลูกพืชไม่ซ้ำกัน แบ่งกันปลูก แล้วแยกหน้าที่ความรับผิดชอบออกเป็น คนปลูก คนเก็บ และคนขาย ออกจากกัน จึงทำให้มีความชัดเจนมากขึ้น

พัฒนาคุณภาพสินค้าเป็นเกษตรอินทรีย์ ยกฐานะสู่ สินค้าโอท็อป

อย่างไรก็ตาม พบว่า ผลผลิตหอมแดง-กระเทียม ที่สมาชิกกลุ่มปลูกมีจำนวนมาก จึงต้องมีการคิดขยายตลาดออกไป จนนำไปสู่การสร้างมาตรฐานสินค้า พร้อมกับส่งเข้าแข่งขันโอท็อป (OTOP) แล้วได้เปิดตลาดคู่ขนานไปกับหน่วยงานราชการ จนทำให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ในแบรนด์ “อรชัญ ออร์แกนิค”

สินค้าตัวแรกที่ผลิตขายแบบแพ็กเก็ตติดแบรนด์คือ ข้าวกล้อง จากนั้นไม่นานได้เพิ่มมูลค่าสินค้าประจำถิ่น ด้วยการผลิตหอมแดง กระเทียม พริก ที่ปลูกทุกอย่างแบบอินทรีย์ แล้วได้มีโอกาสไปออกขายตามบู๊ธงานแสดงสินค้าทุกระดับทั่วประเทศ โดยเฉพาะงานแสดงสินค้าขนาดใหญ่ที่กรุงเทพฯ ได้พบว่า สามารถขายสินค้าหมดเพียงวันเดียว จึงทำให้กลับมาคิดทบทวนหาแนวทางวางระบบการบริหารจัดการใหม่ เพื่อให้มีสินค้ามากพอสำหรับการขายในแต่ละงาน

จึงได้เริ่มวางระบบกระบวนการปลูกให้มีประสิทธิภาพ ที่เน้นแนวทางอินทรีย์เป็นหลัก เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมถึงยังช่วยลดต้นทุนการผลิต แล้วยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย สำหรับแนวทางอินทรีย์ที่นำมาใช้ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การทำปุ๋ยหมัก ฯลฯ

สร้างแบรนด์ให้เข้มแข็ง รุกสู่ตลาดต่างประเทศ

ขณะเดียวกันจัดทำแผนการปลูกพืชชนิดต่างๆ เพื่อกำหนดจำนวนผลผลิตที่แน่นอนได้อย่างชัดเจน มีการจัดทำปฏิทินการปลูกพืชเพื่อกำหนดตารางเวลาปลูกที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลตรวจสอบคุณภาพได้อย่างมาตรฐาน และผลจากแนวทางนี้นำมาสู่การได้รับใบรับรองมาตรฐานคุณภาพสินค้าจากหน่วยงานต่างๆ หลายประเภท

กระทั่งได้มีโอกาสก้าวสู่ระดับสากลด้วยการเจรจาทางการค้ากับบริษัทต่างประเทศที่สนใจสินค้าเกษตรอินทรีย์ของกลุ่ม จนนำมาสู่การปลูกพืชที่มีชื่อของจังหวัด อย่าง หอมแดง กระเทียม รวมถึงพืชในกลุ่มเครื่องเทศ ไม่ว่าจะเป็นพริก ขิง ข่า ตะไคร้ ป้อนเข้าสู่โรงงานแปรรูปในประเทศ เพื่อผลิตเป็นสินค้าหลายชนิดส่งขายที่ประเทศเนเธอร์แลนด์

ขณะเดียวกันทางกลุ่มก็ยังไม่ทิ้งตลาดในประเทศและได้มีการผลิตสินค้าการเกษตรที่น่าสนใจ ได้แก่ พริก หอมแดง กระเทียม และข้าว (ไรซ์เบอร์รี่ หอมมะลิแดง หอมมะลิ 105 ข้าวเหนียวดำ) ตลอดจนพืชผักผลไม้อินทรีย์อีกหลายชนิดส่งให้แก่พันธมิตร อาทิ พลังบุญ เลม่อนฟาร์ม SMILE GREEN ออแกนิคฟาร์มเชียงใหม่ เป็นต้น

ปัจจุบัน “ศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน วิสาหกิจชุมชน ตำบลละทาย” มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 114 คน ผลตอบแทนที่สมาชิกได้รับคือ ค่าตอบแทนจากการขายสินค้าเกษตรที่ปลูกได้ ตามออเดอร์ที่รับมาจากบริษัทแปรรูปสินค้าแล้ว จึงนำยอดสินค้าแต่ละรายการไปกระจายให้สมาชิกกลุ่มปลูกตามกำลังความสามารถของแต่ละราย จนเก็บผลผลิตทั้งหมดมารวมกันขาย ซึ่งจะมีการส่งสินค้าสัปดาห์ละครั้ง พอขายได้จึงนำรายได้มาแบ่งตามจำนวนที่แต่ละรายปลูก ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ทุกสัปดาห์

คุณอรชัญ ชี้ว่า ผลจากกิจกรรมของกลุ่มช่วยทำให้เกิดรายได้ในครัวเรือนตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมาชิกครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า โดยไม่ต้องออกไปหางานทำต่างถิ่น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการสร้างความอบอุ่นให้แก่ครอบครัว และเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการทำการเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางทฤษฎีใหม่อีกด้วย

“สมาชิกกลุ่มทุกคนเริ่มต้นมาจากการทำเกษตรกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 พวกเราภาคภูมิใจที่ได้เดินตามรอยของพระองค์ ทุกวันนี้พวกเรามีความสุขและอยู่อย่างสบายแบบไม่มีหนี้สิน เพราะแนวทางที่พระองค์ทรงวางไว้สามารถทำได้จริง ที่สำคัญผลที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมกลุ่มยังพิสูจน์ให้เห็นว่าสินค้าทางการเกษตรของไทยจากจังหวัดศรีสะเกษได้รับการยอมรับจากต่างประเทศว่ามีคุณภาพมาตรฐานจริง” คุณอรชัญ กล่าว

สนใจสอบถามรายละเอียดการสั่งซื้อสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ได้มาตรฐานจากศูนย์เรียนรู้เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน วิสาหกิจชุมชนตำบลละทาย หรือต้องการเข้าเยี่ยมชมกิจกรรม ติดต่อได้ที่ คุณอรชัญ พันธ์วิไล โทรศัพท์ (089) 717-8774 fb:อรชัญ พันธ์วิไล

หรือต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเกษตร ติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุริยา บุญเย็น นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดศรีสะเกษ โทรศัพท์ (045) 616-829, (062) 196-1377

ขอขอบคุณ : คุณอัครพล แสงอรุณ และ คุณอุรชา แสงอรุณ เจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอกันทรารมย์ ที่อำนวยความสะดวก หลังพบว่า “เศษขยะ” จากอาหารสด คือ “ขุมทรัพย์” อันล้ำค่า “ชารีย์ บุญญวินิจ” ศิษย์เก่าคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร คนหนุ่มวัยเพียง 29 ปี อดีตเซฟที่สหรัฐอเมริกา และได้เคยบวชเรียนเป็นพระมาแล้ว ปิ๊งไอเดียนำเศษอาหารไร้ค่ามาเลี้ยงไส้เดือน ผันชีวิตจากเด็กหนุ่มปกติ สู่วิถีชีวิตเกษตรกร จนได้รับฉายาลุงรีย์ไส้เดือนเงินล้าน

คุณชารีย์ เล่าว่า หลังจบการศึกษาจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ทำงานเป็นผู้ช่วยพ่อครัว ณ ร้านอาหาร แห่งหนึ่งนาน 4 เดือน ทุกๆ วัน ต้องพบเจอกับเศษอาหารที่เหลือทิ้งจำนวนมหาศาล แต่ขณะนั้นยังหาวิธีกำจัดเศษขยะเหล่านั้นไม่ได้ จนกระทั่งกลับมาเมืองไทย ไปบวชเป็นพระ ได้เจอกับพระนักพัฒนาที่มีทักษะการเกษตรสูงเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีเกษตร จึงเกิดความคิดอยากทำเกษตรที่สามารถเลี้ยงชีพได้

ชารีย์ บอกต่อว่า หลังจากสึกพระออกมา ก็ทำงานออฟฟิศด้านการออกแบบ กระทั่งปี 2553 เริ่มเลี้ยง “ไส้เดือน” เป็นอาชีพเสริม เพราะมองว่าไส้เดือน เป็นสัตว์ที่ไม่ต้องดูแลเอาใจใส่เยอะ ไม่มีโรค ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ลงทุนครั้งเดียว ที่สำคัญไม่รบกวนงานประจำ

“ผมใช้ที่จอดรถ ประมาณ 6 x 3 เมตร เพื่อเลี้ยงไส้เดือน ลงทุนครั้งแรก 1,000 บาท เลี้ยงไส้เดือน 4 สายพันธุ์ วัตถุประสงค์ในการเลี้ยง ไว้เพื่อผลิตปุ๋ย เพราะไส้เดือน มีส่วนช่วยทำให้โครงสร้างดินดีขึ้น ทำให้ดินร่วนซุย ช่วยระบายน้ำและอากาศในดิน ไส้เดือนชอนไชลงใต้ดินได้ลึกกว่า 20 เมตร และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ไส้เดือนเป็นผู้ย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้ดีที่สุด”

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงไส้เดือน คุณชารีย์ บอกว่า แทบจะไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะส่วนใหญ่ได้มาฟรีจากคนแถวบ้าน เช่น กากถั่วเหลืองได้มาจากร้านขายน้ำเต้าหู้ ผักและเปลือกไข่ที่เหลือจากร้านหมูกระทะ และร้านปลาเผา

ด้านวิธีการเลี้ยง นำกะละมังเจาะรู ซ้อนกันเป็นชั้นๆ โรยแกลบ ใส่เศษผัก ใส่มูลวัว นำไส้เดือนใส่ลงไป ปิดด้วยตาข่าย ประหยัดพื้นที่ รดน้ำสัปดาห์ละครั้ง รักษาความชื้นไว้เสมอ ภายใน 1 เดือน ผลิตไส้เดือนได้ 2 ตัน ทำเป็นผลิตภัณฑ์ อาทิ ปุ๋ยมูลไส้เดือน น้ำหมักฉีดผัก ผลไม้ นำไปเป็นอาหารล่อเหยื่อตกปลา

1.สายพันธุ์แอฟริกัน จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 3,000 บาท ใช้ผลิตปุ๋ยปลูกผักสวนครัว

2.สายพันธุ์ลายเสือ จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 1,000 บาท ใช้ขุนแม่พันธุ์สัตว์น้ำ

3.สายพันธุ์บลูเวริ์ม จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 6,000 บาท ใช้บำรุงพืชให้มีรสชาติความหวานเพิ่มขึ้น

4.ไส้เดือนพันธุ์ไทย จำหน่ายราคากิโลกรัมละ 300 บาท ใช้เป็นเหยื่อตกปลา สำหรับต้นทุนค่าใช้จ่าย คุณรีย์ แจกแจงว่า ค่าเช่าสถานที่รายจ่ายทั่วไป 20,000 ค่าทีมงานดูแล 15,000 ค่าจัดการเตรียมอาหารไส้เดือนและสัตว์ในฟาร์ม 3,000 บาท ค่าขนส่ง 2,000 บาท

ส่วนช่องทางหารายได้ สมัครเว็บไฮโล มาจากจำหน่ายผลิตผล ปุ๋ย นำหมัก จำหน่ายสายพันธุ์ -จัดกิจกรรมเรียนรู้ คอร์สไส้เดือน จัดทุกเดือน คอร์สเลี้ยงกุ้งทางเลือก เดือนเว้นเดือน คอร์สปรุงดินปลูกผัก สองเดือนครั้ง คอร์สเพาะเห็ดมิวกี้ ปีละสองครั้ง

ปัจจุบัน “ฟาร์มไส้เดือนลุงรีย์” เกิดมาได้ 7 ปี นอกจากเลี้ยงไส้เดือนครบวงจรแล้ว ยังเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ปลูกผักสวนครัว” และยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ฟาร์มลุงรีย์เปิดให้เข้าชมอีกด้วย

วันก่อน เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ นำเสนอ เรื่องราวของคุณเม้ง วรวิทย์ ไชยทิพย์ ผู้ค้าส่งหน่อไม้ฝรั่งรายใหญ่ ที่เริ่มจากศูนย์ แต่ปัจจุบัน สามารถส่งห้างสรรพสินค้าแมคโคร ได้ราว 300-400 กก.ต่อวัน

(อ่านเพิ่ม กดลิ้งค์ เส้นทางสู่ การเป็นผู้ค้าหน่อไม้ฝรั่งรายใหญ่ ส่งห้างฯ-ส่งออก จากจุดเริ่มต้น หนุ่มออฟฟิศมากฝัน)
ซึ่งนอกจาก ห้างแมคโครแล้ว คุณเม้ง ยังทำหน่อไม้ฝรั่งขาว ส่งห้างสรรพสินค้าอีกหลายแห่งในกรุงเทพฯ ซึ่งวิธีการทำหน่อไม้ฝรั่งขาว ก็มีหลักง่ายๆ คือ ไม่ให้หน่อไม้เกิดการสังเคราะห์แสง หรือไม่ให้ถูกแสง เมื่อหน่อไม้ฝรั่งโตขึ้นมาได้นิดหนึ่งก็ครอบด้วยท่อพีวีซี ที่หุ้มปลายสูงขึ้นมาด้วยถุงพลาสติกปลูกสีดำ ทำให้ไม่ถูกแสง ซึ่งราคาหน่อไม้ฝรั่งขาว จะสูงกว่าหน่อไม้ฝรั่งปกติ อีกเท่าตัว