นาทีนี้งดโชว์มังสาสักพักและควรสวมเสื้อแขนยาวกางเกงขายาว

คสอ.สู้มลพิษ เลือกใช้เซรั่มครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของสารต้านอนุมูลอิสระต่างๆ รวมทั้งขัดหน้าลอกผิวสัปดาห์ละครั้ง เพื่อกำจัดฝุ่นละอองที่ค้างคาฝังใน เพิ่มพลังครีมกันแดด โบ๊ะรองพื้นและแป้ง เสมือนเกราะป้องกันทัพหน้า

ล้างมือ-หน้า-สระผมบ่อยๆ เมื่อถึงที่ทำงานหรือถึงบ้านล้างมือทันที เพราะอาจเพลอใช้มือแคะแกะเกาใบหน้า และป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย และล้างหน้าให้สะอาดทุกครั้ง อีกทั้งช่วงนี้ควรสระผมทุกวันด้วย

5.ดื่มน้ำเยอะๆ หากผ่านพิกัดที่มีฝุ่นละออง เนื่องจากฝุ่นเข้าทางจมูกหรือปาก การดื่มน้ำสะอาดมากๆ เพื่อให้ลำคอชุ่มชื่น ช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกในร่างกายด้วย และยังช่วยให้ผิวพรรณสดใส

6.กินผลไม้หลากสี เมื่อผิวระคายเคืองสารต่อสู้อนุมูลอิสระในผิวตามธรรมชาติก็จะลดลง ต้องอัดผลไม้หลากสี ธัญพืชต่างๆ น้ำมันมะกอก และอะโวคาโด้ เพื่อช่วยเสริมสร้างสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกาย

7.ไม่สูบบุหรี่ หักห้ามใจถือโอกาสเลิกไปเลยยิ่งดีสำหรับสาวอมควันทั้งหลาย รับรู้กันดีการสูบบุหรี่ทำให้ผิวแห้งกร้าน ยิ่งในสภาพอากาศแบบนี้ก็ยิ่งเพิ่มมลพิษทำร้ายผิว หากสูบกลางแจ้งก็จะสูดฝุ่นละอองเข้าให้อีก

8.เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง บรรดาสาวบ้าพลังนิยมกีฬากลางแจ้ง กระทั่งม่ามี้น้องตูบ หันมาออกกำลังในยิมวิ่งบนลู่ไฟฟ้า และชวนลูกรักสี่ขาเล่นในบ้านก่อนนะ

9.คลีน-ปิดบ้านมิดชิด นอกจากต้องทำความสะอาดบ้านให้มากกว่าปกติแล้ว ต้องเช็คประตูหน้าต่างด้วยว่าปิดสนิทดีมั้ย เพราะฝุ่นละอองนี้เล็กละเอียดมาก ล่องลอยในอากาศทุกหนแห่ง ลอดผ่านประตูหน้าต่าง เป็นอันตรายได้

10.จัดต้นไม้เล็กในบ้าน สมัยนี้มีต้นไม้เล็กๆ ขายมากมาย ไม่ว่าจะอยู่บ้านหรืออยู่คอนโดฯ หาต้นไม้เล็กๆ ประดับบ้านไว้บ้าง จะช่วยฟอกอากาศ และลดละอองฝุ่นได้ในระดับหนึ่งทีเดียว

เป็นข้อปฏิบัติที่ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ เพื่อสุขภาพและผิวที่สวยงามนายโชคชัย เศรษฐีวรรณ อุปนายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สมาคมประเมินภาพการส่งออกทั้งปี 2562 อยู่ที่ 10 ล้านตัน ลดลงจากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 11 ล้านตัน เนื่องจากการทำตลาดในปีนี้ตลาดข้าวหอมมะลิอาจจะแข่งขันลำบากมากขึ้น จากปัจจัยของค่าเงินบาท รวมไปถึงราคาข้าวหอมมะลิไทยแพงกว่าคู่แข่ง

แม้อาจจะยังไม่เห็นผลในทันที แต่หากสถานการณ์ราคายังมีแนวโน้มอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อการส่งออกในระยะยาว และที่สำคัญ ยังเกิดภาวะประเทศผู้นำเข้าอย่างสหรัฐเริ่มผลิตข้าวออกมาทำตลาดภายในประเทศเอง โดยคาดว่าจะเริ่มออกมาช่วงเดือนเมษายน 2562 อีกทั้งภาวะเศรษฐกิจประเทศผู้นำเข้ายังมีปัญหาก็จะยิ่งทำให้ทำตลาดส่งออกข้าวหอมได้ลำบากมากขึ้น ถือเป็นเรื่องน่าห่วงสำหรับการทำตลาดข้าวในอนาคต

สำหรับภาพการทำตลาดแต่ละกลุ่มหรือชนิดของข้าวในปัจจุบัน 70% ส่วนใหญ่เป็นตลาดข้าวขาวและข้าวนึ่ง ส่วนอีก 29% เป็นข้าวหอมมะลิ และมีเพียง 1% เท่านั้นที่เป็นตลาดข้าวสี ข้าวคุณภาพซึ่งยังเป็นจำนวนน้อยมากสำหรับตลาดส่งออก

“ปริมาณการส่งออก 10 ล้านตันนั้น เป็นข้าวขาว 7-8 ล้านตัน เป็นข้าวหอมมะลิ 2 ล้านตัน และ 2 ปีที่ผ่านมา ภาพรวมการส่งออกข้าวหอมมะลิลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนในปีนี้จะส่งออกอยู่ที่ปริมาณเท่าไรนั้นยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่เชื่อว่าจะลดลงจากปัจจัยที่เกิดขึ้น ส่วนจะหันไปทำตลาดข้าวคุณภาพ ข้าวสีให้มากขึ้นนั้น เรื่องนี้ก็ยังมองว่าเป็นเรื่องที่ยาก มีอุปสรรคอยู่หลายจุด โดยเฉพาะคุณภาพที่ยังมีความไม่แน่นอนของคุณภาพข้าวอยู่ เพราะปัจจัยกระทบมาจากน้ำ สภาพอากาศ ที่ไม่คงที่มีผลต่อรสชาติ คุณภาพของข้าวที่ออก ซึ่งยังควบคุมการดูแลลำบาก ดังนั้น การทำตลาดนี้ยังต้องใช้เวลา รวมไปถึงการพัฒนาพันธุ์ข้าวด้วย”

นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์การค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ขณะนี้ต้องให้ความสำคัญกับการทำตลาดข้าวในจีนมากขึ้น หากไม่ดำเนินการใดๆ เชื่อว่าภายใน 5 ปี ข้าวไทยอาจแข่งขันไม่ได้ หรือหมดอนาคตในตลาดจีน เพราะนอกจากข้าวขาวพื้นนุ่มของเวียดนามราคาถูกจะเข้ามาแข่งแล้ว จีนยังเริ่มเพาะปลูกข้าวคุณภาพมากขึ้น เช่น พันธุ์อู๋ชาง ซึ่งได้มีผลผลิตออกมาเมื่อ 3-4 ปีก่อนคุณภาพใกล้เคียงข้าวหอมมะลิไทย ดังนั้นในปีนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเดินหน้าทำตลาดอย่างจริงจังมากขึ้นและต้องแก้ปัญหาการปลอมปนข้าวหอมมะลิไทยในต่างประเทศ รวมถึงจัดทำโปรโมชั่น ขยายช่องทางตลาดข้าวในจีนเพื่อกระตุ้นในการบริโภคให้มาก

คว้ารางวัลฉลากประหยัดพลังงานเบอร์ 5 มุ่งมั่นใช้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

เอสซีจี รับรางวัล “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง” ต่อเนื่อง จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน โดยมีสินค้าที่ได้รับรางวัล ได้แก่ หลังคา เอสซีจี ซึ่งได้รับฉลากรับรองมากที่สุดถึง 16 รุ่น และหลากหลายวัสดุมากที่สุด โดยได้รับรางวัลต่อเนื่อง 2 ปี ด้านฉนวนกันความร้อน เอสซีจี ซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อนรายแรกที่ได้รับฉลากนี้ต่อเนื่อง 8 ปี ขณะที่อิฐมวลเบา Q-CON ได้รับรางวัลต่อเนื่อง 2 ปี ตอบโจทย์การมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อ สิ่งแวดล้อมและช่วยประหยัดพลังงาน ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

นายฎายิน เกียรติกวานกุล Marketing Director-Roof Business บริษัท กระเบื้องหลังคาซีแพค จำกัด ในเอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจี ในฐานะผู้นำธุรกิจอย่างยั่งยืนในอาเซียน ตระหนักถึงปัญหาด้านพลังงาน และสิ่งแวดล้อม จึงได้พัฒนานวัตกรรมวัสดุก่อสร้างตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่คำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่กระบวนการคิดและออกแบบผลิตภัณฑ์ ขั้นตอนการผลิต ตลอดจนกระบวนการจัดการผลิตภันฑ์ที่สิ้นอายุการใช้งานแล้ว โดยหลังคา เอสซีจี ได้เข้าร่วม

“โครงการส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงานโดยการติดฉลาก” หรือ “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง” ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ต่อเนื่องมา 2 ปี ตั้งแต่ปี 2560 โดยในปีนี้ หลังคาเอสซีจีได้รับการรับรองฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง เป็นจำนวนมากที่สุด รวมทั้งสิ้น 16 รุ่น ครอบคลุมทั้ง 3 วัสดุที่นิยมใช้ผลิตหลังคาในประเทศไทย ได้แก่ หลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ หลังคาคอนกรีต และหลังคาเซรามิค ซึ่งหลังคาเอสซีจีที่ได้รับฉลากจะสามารถสะท้อนความร้อนได้ดีกว่าหลังคาทั่วไป ทำให้ช่วยประหยัดค่าไฟจากการใช้งานเครื่องปรับอากาศได้มากขึ้น

ด้าน นายสลิล กันตนฤมิตรกุล ผู้จัดการส่วนการตลาด บริษัท สยามไฟเบอร์กลาส จำกัด ในเอสซีจี จำกัด กล่าวว่า “นอกจากหลังคาแล้ว ฉนวนกันความร้อนยังเป็นสินค้ารายแรกของของเอสซีจี ที่ได้รับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูงต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ตั้งแต่ปี 2554 อีกทั้งยังได้รับรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ได้แก่ ฉลากเขียว และฉลากคาร์บอนฟุตปริ้นท์ โดยเอสซีจี มุ่งมั่นพัฒนาฉนวนกันความร้อน ด้วยการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ตลอดกระบวนการผลิตสินค้า

ตั้งแต่การค้นหาความต้องการของลูกค้า อาทิ ความต้องการลดความร้อนภายในบ้าน ลดค่าไฟ ขณะเดียวกันก็ต้องการความปลอดภัยจากการใช้สินค้า จนนำไปสู่การพัฒนากระบวนการผลิตทุกขั้นตอนให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เริ่มจากการคัดเลือกวัตถุดิบ ควบคุมการผลิต ตลอดจนพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้งานได้ตามความเหมาะสม อีกทั้งยังมีบริการให้คำปรึกษา และพัฒนาการติดตั้งที่สามารถส่งมอบงานได้ภายใน 1 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า

สำหรับ นายวิวัฒน์ กิจการเจริญสิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่น โปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON ในเครือเอสซีจี เปิดเผยว่า “จากความมุ่งมั่นทุ่มเท และความพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน ทำให้คิวคอนเป็นผู้นำในการ ผลิตนวัตกรรมคอนกรีตมวลเบาของไทยที่มีคุณสมบัติเป็นฉนวนกันความร้อนจากภายนอก และช่วยประหยัดพลังงานภายในอาคารได้อย่างดีเยี่ยม ถือเป็นนวัตกรรมคอนกรีตมวลเบารายแรกและรายเดียวที่ได้รับฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง ครบทุกผลิตภัณฑ์ ครบทุกชั้นคุณภาพทั้ง G2 และ G4 เป็นรายแรก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ตั้งแต่ปี 2560

ทั้งนี้ ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง ถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ช่วยลดการใช้พลังงาน และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภคได้อีกด้วย เอสซีจียังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการอย่างครบวงจร เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัยตามแนวคิด Passion for Better Living โดยผู้ที่สนใจสินค้าและบริการ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCG CONTACT CENTER หมายเลขโทรศัพท์ (02) 586-2222

พลเอกถเกิงกานต์ ศรีอำไพ ประธานคณะกรรมการบริหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหาร ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. และคณะ ผู้บริหาร วว. ตรวจติดตามการดำเนินงานและเยี่ยมชมโครงการ Cocoa Valley อำเภอปัว จังหวัดน่าน ซึ่ง วว. นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.)เข้าพัฒนาและเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ประกอบการ ในด้านการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดย ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย และอยู่ในระหว่างการวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรั่มจากสารสกัดโกโก้ โดย ศูนย์เขี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร พร้อมนี้คณะกรรมการบริหาร วว. ยังได้ร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารสัญจร ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ศุกร์ที่ 18 มกราคม 2562 ณ ห้องอัญชัญ โรงแรมน่านบูติก รีสอร์ท จังหวัดน่าน

ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมผู้บริหารและนักวิจัย ร่วมประชุมหารือกับ นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ในประเด็นแนวทางการบริหารจัดการโรงงานบริการนวัตกรรมอาหารจังหวัดแพร่ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการฝึกอบรมและบ่มเพาะผู้ประกอบการด้านแปรรูปสินค้าเกษตรในพื้นที่จังหวัดแพร่

และจังหวัดใกล้เคียง…ลำปาง น่าน พะเยา รวมทั้งส่งเสริมการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานของ วว. เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเป็น Ecosystem ให้กับผู้ประกอบการ Startup ให้เกิดทักษะชั้นสูงด้านการแปรรูป ( Higher level skill ) และการผลิตระดับอุตสาหกรรม โอกาสนี้ได้นำเสนอศักยภาพ วว. ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผู้สูงอายุ ให้กับหน่วยงานจังหวัดและบริษัทประชารัฐรักสามัคคี อันจะก่อให้เกิดความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานที่เป็นรูปธรรมในเร็วๆ นี้ เพื่อให้ วว. ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน เศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดแพร่ต่อไป เมื่อวันที่ 17 มกราคา 2562 ณ จังหวัดแพร่

“ปูดำ” เป็นสัตว์น้ำมีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่เกษตรกรสามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากกำลังได้รับความนิยมในการบริโภคเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะปูไข่ ทำให้ราคาในท้องตลาดค่อนข้างสูง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สนับสนุนงบประมาณให้แก่สหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด เพื่อทำการเลี้ยงปูอินทรีย์ โดยเน้นปูดำเป็นหลัก เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรสมาชิก

นายชาตรี เกตุเรน สหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมอาชีพด้านประมง ให้กับสหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด เลี้ยงสัตว์น้ำแบบธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง ปลา และปู ต่อมาในปี 2560 เห็นว่าปูดำเป็นที่ต้องการของตลาดและราคาค่อนข้างดี จึงได้สนับสนุนงบประมาณในการเลี้ยงปูแบบอินทรีย์ปีละ 30 ราย รายละ 3,000 บาท และขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ประมงมาให้ความรู้กับเกษตรกรเกี่ยวกับการเลี้ยงปูอินทรีย์อย่างถูกวิธี ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากสมาชิกดีมาก ดังนั้นในอนาคตจึงมีแผนว่าจะขยายการผลิตเพิ่ม โดยขณะนี้กำลังประสานกับประมงในพื้นที่เพื่อทำในรูปแบบของธนาคารปูต่อไป

ด้าน นายอาทิตย์ มุสิกวงศ์ ประธานสหกรณ์นิคมประมงนครศรีธรรมราช จำกัด กล่าวว่า เมื่อได้รับงบประมาณจากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนครศรีธรรมราช สหกรณ์ฯ จึงได้คัดเลือกสมาชิกที่มีความสมัครใจเลี้ยงปูแบบอินทรีย์ จำนวน 30 ราย โดยสหกรณ์ฯ จัดซื้อลูกพันธุ์ปูดำมาแจกจ่ายให้กับสมาชิก เพื่อนำไปเลี้ยง ซึ่งในการเลี้ยงแบบอินทรีย์นั้น เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยให้หากินเองตามธรรมชาติในพื้นที่ 30 ไร่ หลังจากปล่อยไปเป็นเวลา 2 เดือนก็สามารถจับมาขายได้ โดยมีเจ้าหน้าที่ประมงเข้ามาตรวจสอบปริมาณสารตกค้าง

ที่ผ่านมาไม่พบสารตกค้างแต่อย่างใด ทำให้ขายได้ในราคาค่อนข้างสูง และไม่ขึ้นลงตามราคาท้องตลาดถึงแม้บางครั้งผลผลิตจะมีเป็นจำนวนมากก็ตาม โดยราคาจะคงที่เป็นเดือน เนื่องจากแต่ละเดือนจะมีพ่อค้ามาประมูลราคาผลผลิตที่สหกรณ์ฯ ได้รวบรวมไว้จากสมาชิก จึงได้ราคาเดียวกันตลอดทั้งเดือน ซึ่งล่าสุดปูไข่เล็ก ราคา 500 กว่าบาท ต่อกิโลกรัม ปูไข่รอง ราคา 600 กว่าบาท ต่อกิโลกรัม และ ปูไข่ใหญ่ราคา 700 กว่าบาท ต่อกิโลกรัม ที่ผ่านมาสหกรณ์ฯ จะเน้นส่งเสริมให้สมาชิกทำประมงแบบธรรมชาติอยู่แล้ว

โดยเลี้ยงรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงกุ้ง ปลา และปู และใช้วิธีการจับแบบดั้งเดิม เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดกับระบบนิเวศ เนื่องจากพื้นที่ในการเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นป่าชายเลน ดังนั้น การส่งเสริมให้เลี้ยงปูอินทรีย์จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับสมาชิกทุกคน อีกทั้งการได้รับสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว ยังสามารถช่วยให้สมาชิกลดต้นทุนในการผลิต และมีกำลังใจในการทำแบบอินทรีย์ รวมถึงมีตลาดรองรับที่ชัดเจน มีรายได้ที่แน่นอน ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น

นอกเหนือจากการส่งเสริมอาชีพแล้ว สหกรณ์ฯ ยังดำเนินธุรกิจอีกหลายด้าน ประกอบด้วย ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจสินเชื่อ และธุรกิจรวบรวมผลผลิตจากสมาชิก ซึ่งการรวบรวม ผลผลิตนั้น สหกรณ์ฯ จะเฉลี่ยคืนให้กับสมาชิกที่นำผลผลิตมาจำหน่ายให้กับสหกรณ์ฯ จำนวนครึ่งหนึ่งของผลกำไรทั้งหมดที่สหกรณ์ได้รับ โดยจะเฉลี่ยคืนในทุก 6 เดือน เป็นการสร้างประโยชน์ให้กับสมาชิก ได้อย่างแท้จริง

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ประกาศเดินหน้าต่อยอดมาตรฐาน IFFO Responsible Supply หรือ IFFO RS ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตปลาป่นอย่างยั่งยืนในระดับสากลที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ไปยังคู่ค้าธุรกิจปลาป่นในต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าวัตถุดิบที่บริษัทใช้ทั้งหมดในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท ปลอดจากวัตถุดิบที่มาจากการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ IUU

น.สพ.สุจินต์ ธรรมศาสตร์ ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ สายธุรกิจสัตว์น้ำของซีพีเอฟ ชี้ถึงจุดยืนของบริษัทในการร่วมแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายกับภาครัฐ และองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ แม้ว่าในปัจจุบันคณะกรรมาธิการยุโรปจะปลดใบเหลือง IUU ให้กับประเทศไทยแล้วก็ตาม บริษัทยังคงเดินหน้าสนับสนุนคู่ค้าในธุรกิจปลาป่นให้ดำเนินการตามมาตรฐาน IFFO RS โดยในปีนี้จะร่วมกันพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก 5 ราย ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบย้อนกลับ และวัตถุดิบของบริษัทด้วย

“บริษัทมุ่งพัฒนาศักยภาพคู่ค้าธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ในเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ให้มีประสิทธิภาพตามมาตรฐาน IFFO RS เพื่อให้ผู้บริโภคและคู่ค้าของเรามั่นใจได้ว่าวัตถุดิบของเรามาจากการประมงที่ถูกกฎหมายตลอดห่วงโซ่อุปทาน และในปีนี้เราจะเพิ่มจำนวนคู่ค้าที่ได้รับมาตฐานขึ้นอีกเท่าตัว” น.สพ.สุจินต์ กล่าว

น.สพ.สุจินต์ ย้ำว่า มาตฐาน IFFO RS เป็นมาตรฐานรับรองวัตถุดิบสัตว์น้ำที่ได้มาจากการจับตามหลักเกณฑ์การประมงและมาจากแหล่งที่ถูกกฎหมายตามแผนการปรับปรุงพัฒนาการประมง (Fishery Improvement Plan: FIP) ของประเทศไทย สอดคล้องกับวิธีการที่ดีในการผลิตอาหารสัตว์ (Good Manufacturing Practices: GMP) ตลอดจนมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต

“ความสำเร็จของแผนการปรับปรุงพัฒนาการประมงในประเทศไทยจะเป็นแนวทางให้กับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคในการป้องกันการประมงผิดกฎหมาย เพื่อการอนุรักษ์สัตว์น้ำใกล้สูญพันธุ์ และการส่งเสริมการประมงตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก ซึ่งกำหนดไว้โดยสหประชาชาติ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ” น.สพ.สุจินต์ กล่าว

ในปัจจุบัน ซีพีเอฟได้นำแนวทางปฏิบัติและองค์ความรู้ที่ได้รับจากการทำ FIP ในประเทศไทยมาต่อยอดกับกิจการในประเทศซึ่งบริษัทประกอบธุรกิจสัตว์น้ำอยู่ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินเดีย เช่น การร่วมกับสมาคมประมง บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรม และรัฐบาลอินเดีย ร่างแผนการทำงานฉบับแรกภายใต้ FIP เพื่อให้การประมงน้ำมันปลาซาร์ดีน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตน้ำมันปลา ในชายฝั่งตะวันตกเป็นไปอย่างยั่งยืน เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้น้ำมันปลาซาดีนจากอินเดียได้รับการยอมรับ และถูกบันทึกในเว็บไซต์ FisheryProgress.org ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่ทั่วโลกให้การยอมรับในด้านการเปิดเผยข้อมูลความคืบหน้าของแผน FIP ทั่วโลก ตามมาตรฐานของ the Conservation Alliance for Seafood Solutions (CASS)

นอกจากนี้ วัตถุดิบปลาป่นที่ ซีพีเอฟ ใช้ในประเทศไทย มาจากการรับซื้อปลาป่นที่มาจากโรงงานแปรรูปปลา (By-Product) จากแหล่งที่ได้รับรองมาตรฐาน IFFO RS ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว

ในการดำเนินงานด้านอื่นๆ นั้น น.สพ.สุจินต์ ได้เสริมว่า ซีพีเอฟจะยังคงสนับสนุนภาครัฐและองค์กรต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมายในประเทศไทยและทั่วโลกอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Thai Sustainable Fisheries Roundtable ศูนย์สวัสดิภาพและธรรมาภิบาลแรงงานประมงจังหวัดสงขลา หรือ ศูนย์ FLEC และ Labour Voices by LPN รวมถึงการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการประมงระดับโลก

“บริษัทจะยังคงให้การสนับสนุนโครงการต่างๆ เพื่อป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย สร้างความเชื่อมั่นในระบบตรวจสอบย้อนกลับ การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน และการมีห่วงโซ่อุปทานที่ปราศจาก IUU แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัท” น.สพ.สุจินต์ ย้ำ

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการเพาะปลูกกาแฟใน 4 จังหวัด ได้แก่ นครราชสีมา เลย อุดรธานี และชัยภูมิ โดยผลพยากรณ์ปี 2562 (ปีเพาะปลูก 2561/62) ข้อมูล ณ เดือน ธันวาคม 2561 คาดว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเนื้อที่ให้ผล จำนวน 1,846 ไร่ ผลผลิต 116 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 63 กิโลกรัม/ไร่ โดยจังหวัดนครราชสีมามีเนื้อที่ให้ผลมากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 825 ไร่ (ร้อยละ 45) ให้ผลผลิต 56 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 68 กิโลกรัม/ไร่

จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา (สศท.5) พบว่า แหล่งปลูกกาแฟที่สำคัญของจังหวัดนครราชสีมา อยู่ในอำเภอวังน้ำเขียว และอำเภอสูงเนิน นิยมปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งพื้นที่อำเภอวังน้ำเขียวจะเป็นการผลิตแบบเกษตรกรรายใหญ่ในรูปแบบบริษัทเอกชน ในขณะที่อำเภอสูงเนิน นิยมปลูกในพื้นที่หมู่บ้านดงมะไฟ ตำบลมะเกลือเก่า เป็นการดำเนินการในรูปของวิสาหกิจชุมชนดงมะไฟ ซึ่งริเริ่มปลูกกาแฟเมื่อปี 2545 และดำเนินการมาอย่างจริงจังจนกระทั่งเป็นที่รู้จักภายใต้ชื่อ “กาแฟดงมะไฟ” ซึ่งเป็นที่ยอมรับในด้านการปลูกที่มีการเก็บเกี่ยวอย่างมีคุณภาพและบรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน

ด้านภูมิศาสตร์ พบว่า พื้นที่กาแฟที่ปลูกในจังหวัดนครราชสีมา จะอยู่ที่ระดับความสูง 400-700 เมตร จากระดับน้ำทะเล ถูกห้อมล้อมด้วยผืนป่าแหล่งต้นน้ำลำธาร ทำให้กาแฟดงมะไฟ มีอัตลักษณ์ รสชาติกลมกล่อม กลิ่นหอม และที่สำคัญ มีระดับสารคาเฟอีน 1% (มีความเข้มข้นของคาเฟอีนระดับต่ำ ซึ่งดีต่อผู้ที่ชื่นชอบดื่มกาแฟเป็นประจำ) และการนำกาแฟมาปลูกในพื้นที่นี้สามารถสร้างป่าต้นน้ำลำธารที่ดี สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างแหล่งเรียนรู้และสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้ นอกจากนี้ สถานที่ปลูกกาแฟดงมะไฟ ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะคือ พิธีรับขวัญแม่กาแฟที่จัดเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนพฤศจิกายน เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับชุมชนอีกทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบยั่งยืนให้กับชุมชนอีกด้วย

กาแฟดงมะไฟ ได้รับการจดขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications: GI) เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2559 และในปี 2561 กาแฟดงมะไฟได้รับรางวัลมาตรฐาน SME Start up ในโครงการพัฒนาสู่สุดยอด SME จังหวัด (SME Provincial Champions)

ทั้งนี้ กาแฟ สามารถให้ผลผลิตตลอดทั้งปี โดยให้ผลผลิตในปีที่ 3 เป็นต้นไป และผลผลิตจะออกมากสุดในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม สำหรับเกษตรกรหรือท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการผลิตและการตลาดสินค้ากาแฟ หรือพืชเศรษฐกิจอื่นที่สำคัญในจังหวัด สามารถขอข้อมูลได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 โทรศัพท์ 0 4446 5120 หรืออีเมล zone5@oae.go.th

นายสำราญ สาราบรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์พายุ “ปาบึก” เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อต้นเดือนมกราคม 2562 ส่งผลให้พื้นที่ภาคใต้ประสบอุทกภัย จากการลงสำรวจพื้นที่ล่าสุดของเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมการเกษตร คาดว่าจะมีพื้นที่การเกษตรเสียหาย จำนวน 192,485 ไร่ แยกเป็น พื้นที่เพาะปลูกข้าว 34,567 ไร่ พืชไร่ 3,884 ไร่

รวมถึงพืชสวนและอื่นๆ 154,034 ไร่ พื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่อยู่ใน 9 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช กระบี่ ตรัง พัทลุง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ส่วนประจวบคีรีขันธ์และยะลา มีพื้นที่การเกษตรได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายเร่งผลิตเชื้อราไตรโคเดอร์มาช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประสบอุทกภัย เพื่อควบคุมศัตรูพืชที่อาจจะเกิดขึ้นและเข้าทำลายต้นพืชหลังน้ำลด โดยให้สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ