นานาชาติ ทั้งความปลอดภัย และสุขอนามัยนั้นอนุสัญญาว่า

ด้วยแรงงานสากลILO หรือ C188 มีประเด็นของการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์และการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ด้วย รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดำเนินการคู่ขนานซึ่งค่อนข้างซับซ้อน โดยอนุสัญญาฉบับนี้สหภาพยุโรป (อียู) พยายามผลักดันให้ไทยเข้าร่วมโดยเร็ว โดยประเด็นหลัก คือ จะต้องควบคุมเรือให้มีสุขอนามัยที่ดี แต่หากไทยต้องดำเนินเข้าร่วมสัตยาบันดังกล่าวจริง อาจจะได้รับผลกระทบ ถ้าไปกำหนดเรือประมงที่มีอยู่เดิมเป็นรูปแบบเรือใหม่ทั้งหมดจริงอาจจะลำบาก เพราะบริบทไม่เอื้ออำนวย อีกทั้งยังต้องใช้เวลาแก้ไขในหลายมิติ

ที่เห็นได้ชัดเจนคือ เรือปลาลังโมเดลที่กรมประมงอยู่ระหว่างออกแบบ เป็นเรือที่มีขนาดเล็กเกินไป ไม่เหมาะกับการทำประมง เรืออวนลากสามารถทำได้เพราะคนบนเรือมีเพียง 10 คน แต่เรืออวนล้อมคนบนเรือ 40 คน ต้องใช้เรือ 100 ตันกรอสขึ้นไป ตรงนี้จะกำหนดอย่างไร ประเด็นขนาดเรือไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่ายต้องใช้เงินทุนมหาศาล แม้ว่าสมาคมจะเห็นด้วยกับการปรับปรุงเรือให้มีสภาพดีขึ้น รวมทั้งการควบรวมเรือ แต่หากบริบทไม่เหมาะสมอาจจะส่งผลกระทบหนักเข้าไปอีก
“หากออกกฎหมายลักษณะนี้มาอีกชาวประมงต้องใช้งบฯ สูง รัฐมองว่าเป็นเรื่องง่าย แต่อาจเป็นไปได้ยาก ไม่ใช่ว่าอะไรที่รัฐอยากจะทำก็ทำ แต่เราไม่มีเงินทุน ผมเคยทำเรือใหญ่ขึ้นแต่พบว่าเรือต้านลมไม่ได้ ต้องไปติดปีกเครื่องมือต่างๆ เพิ่ม เพราะการที่อยู่บนเรือประมงมีทั้งคลื่นและลม เมื่อไหร่เจอคลื่นลม เรือขวางคลื่นลมเมื่อใดคว่ำทันที อีกทั้งกฎหมายฉบับใหม่ของกระทรวงแรงงานครอบคลุมแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ที่ไม่มีหลักประกันว่ามีสัญชาติหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่กฎหมายแรงงานยังไม่มีกรอบที่ชัดเจน”

นายคมน์ ศิลปาจารย์ เลขาธิการศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Seafdec) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในอนาคตอันใกล้ไทยอยู่ระหว่างดำเนินการเข้าร่วมอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานสากล (ILO) ตามแนวทางที่สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์กรระหว่างประเทศ (International Labour Organization C188 – Working on fishing Convention) เพื่อสนับสนุนให้มีการปรับปรุงเรือประมงให้เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ ทั้งความปลอดภัย และสุขอนามัย ซึ่งเป็นอนุสัญญาที่ว่าด้วยการทำงานในภาคประมงทะเล ที่สหภาพยุโรป (อียู) พยายามผลักดันให้ประเทศไทยดำเนินการให้สัตยาบันโดยเร็วนั้น

ต้องคำนึงถึงสภาพการทำงานบนเรือของลูกเรือประมงเป็นหลัก แต่เนื่องจากว่าสภาพแวดล้อมการประมงไทยยังต้องปรับอีกหลายมิติให้สอดคล้องตามหลักสากล กรมประมงจึงต้องกำหนดเรือไม้สำหรับการทำประมงอวนลาก อวนลอย ลอบ เบ็ด ฯลฯ ขนาด 38 ตันกรอส ขึ้นไป เพื่อชี้ให้เห็นว่าในอนาคตหากไทยต้องเข้าร่วมตามอนุสัญญาดังกล่าวควรจะต้องมีเรือที่ถูกต้อง สุขอนามัย สวัสดิภาพแรงงานตามหลักสากล ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมหากไทยต้องเข้าร่วมในเชิงปฏิบัติ ทางกรมประมงได้นำเรือปลาลังมากำหนดเป็นเรือต้นแบบ และประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับกฎหมายแรงงานสากลด้วย แต่เมื่อสื่อสารออกไป กลับพบว่าชาวประมงไม่ได้ให้ความสนใจ จริงๆ แล้วเงื่อนไขอาจจะไม่ใช่เรือทั้งหมดเป็นได้ ชาวประมงมองว่าขนาดของเรือและบริบทไม่สอดคล้องกับการประมงไทยอย่างสิ้นเชิง

ตอนนี้ไทยยังไม่ได้ลงนามเข้าร่วมในอนุสัญญาฯฉบับดังกล่าว แต่มีแผนยกระดับมาตรฐานสากล ซึ่งต้องยอมรับว่าเรือประมงไทยแทบจะไม่สอดคล้องตามสากล รวมทั้งบริบทไม่เอื้ออำนวย เพราะโดยทั่วไปแล้วเรือประมงไทยไม่มีสุขา แม้กระทั่งจำนวนคนบนเรือ อย่างเรืออวนล้อมมีคนบนเรือมากถึง 40 คน แต่เงื่อนไขสากลกำหนดขนาดเรือเล็กมาก หากไทยตอบรับลงนาม อาจจะมีผลกระทบต่อเรือประมงที่มีทั้งหมด
“สมมติว่าในอนุสัญญาจะบังคับเฉพาะเรือที่ต่อใหม่ 300 ตันกรอสขึ้นไปเท่านั้น นั่นหมายความว่าเรือที่ใช้อยู่ปัจจุบันอาจจะไม่ต้องเข้า C188 ก็ได้ แต่หากไปลงนามภายใต้เงื่อนไขครอบคลุมเรือทุกรูปแบบหมด อาจส่งผลกระทบหนักต่อชาวประมง ปรับตัวไม่ทัน แต่เราต้องเริ่มให้ความสำคัญกับแรงงานบนเรือแม้จะไม่กำหนดใน C188 ดังนั้น สิ่งที่ทำได้ กรมประมงจึงเห็นว่าเราควรทำเรือต้นแบบสักลำ เพื่อให้มีที่นอน ห้องน้ำ ตามหลักสากล คือให้เรือปลาลังเป็นโมเดล แต่พอเริ่มทำก็เกิดปัญหาอีก การประชาสัมพันธ์สื่อสารระหว่างรัฐกับชาวประมงไปคนละทิศละทาง แต่ถึงอย่างไรโมเดลนี้ยังเป็นเพียงตุ๊กตายังต้องหารือกับทางผู้ประกอบการเพื่อให้เป็นไปในทางเดียวกัน” นายคมน์ กล่าว

วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนตำบลไร่มะขาม เพชรบุรี ผลิตข้าวหอมปทุมธานีออร์แกนิก 100% ออกสู่ตลาดโดยไม่ผ่านพ่อคนกลาง ชูจุดเด่นเหนียว นุ่มใกล้เคียงข้าวหอมมะลิและขายราคาต่ำ

นายภูเบศ ผ่องธนภัทร ผู้จัดการโครงการรอยยิ้มชาวนา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากการที่วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนตำบลไร่มะขาม อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งร่วมกับคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีปลูกข้าว จัดตั้งโรงสีข้าวและวางแผนขายข้าวเองแบบครบวงจรโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ล่าสุดโครงการนี้ได้สร้างโรงสีแปรรูปเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมดำเนินการจัดจำหน่ายข้าวตรา “รอยยิ้มชาวนา” โดยตรงแก่ผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคข้าวหอมปทุมธานีออร์แกนิก ข้าวไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิก ชาใบข้าวออร์แกนิก ฯลฯ ในราคาค่อนข้างต่ำคือ ข้าวหอมปทุมธานีออร์แกนิก ขนาดถุงละ 5 กิโลกรัม เพียง 160 บาท เท่านั้น ซึ่งจุดเด่นของข้าวหอมปทุมธานีออร์แกนิกมีความเหนียวและนุ่มใกล้เคียงกับข้าวหอมมะลิ เพราะใช้เทคโนโลยีควบคุมการให้น้ำและใส่ปุ๋ยจากมหาวิทยาลัยศิลปากร และได้ผลผลิตสูงถึงไร่ละ 1 ตันข้าวเปลือก สูงกว่าข้าวหอมะลิที่ได้ผลผลิตประมาณ 300-400 กิโลกรัม/ไร่

“ขณะนี้ทางศูนย์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นโมเดลของจังหวัดเพชรบุรีและจะเป็นต้นแบบของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ เพราะวางแผนจะให้ชาวนากลุ่มนี้ปลูกข้าวตามมาตรฐาน GAP และเป็นข้าวอินทรีย์ หรือออร์แกนิกสูงถึง 1 หมื่นไร่ แต่โรงสียังขาดอุปกรณ์ราคาสูง เช่น เครื่องอบและเครื่องยิงสี โครงการรอยยิ้มชาวนาจึงเข้ามามีส่วนช่วยในการหาช่องทางจัดจำหน่ายและผลผลิตแปรรูปจากข้าวอีกหลายรายการ ล่าสุดวิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวแห่งนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ประเภทสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่นประจำปี 2561 จากกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้น้ำทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมชลประทาน”

ปัจจุบัน วิสาหกิจชุมชนศูนย์ข้าวชุมชนตำบลไร่มะขาม มีสมาชิก 196 คน บนพื้นที่ปลูกข้าว 1,337 ไร่ ก่อตั้งเมื่อปี 2547 จากจุดเริ่มต้นเพื่อเป็นศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อชุมชน ซึ่งได้รับการรับรองโดยกรมการข้าว จนกระทั่งปี 2555 ได้รับรางวัลชนะเลิศศูนย์ข้าวชุมชนอันดับ 1 ของประเทศ ทำให้กลุ่มชาวนาเกิดกำลังใจเป็นอย่างมากที่จะสร้างระบบเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิกยั่งยืน ตามรอยเท้าพ่อ โดยทางศูนย์จะเน้นผลผลิตที่ได้มาตรฐาน GAP, GMP เกษตรปลอดภัยและ organic เป็นหลัก 100% เพื่อผลิตข้าวสารออร์แกนิก ปีละ 100 ตัน ออกจำหน่าย

ดร. สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อชี้แจงแนวทางการดำเนินการและลงนามความร่วมมือสนับสนุนกิจกรรมการดำเนินการโครงการทาเลนต์ โมบิลิตี้ (Talent Mobility) ในสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2561 เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ทาเลนต์ โมบิลิตี้นับเป็นนโยบายสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม อันเป็นการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของประเทศในภาพรวม ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษา และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลนโยบายทาเลนต์ โมบิลิตี้ จะร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมตามนโยบายดังกล่าว โดยอาศัยสถาบันอุดมศึกษาเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนนโยบาย

เลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ เนื่องจากในปัจจุบันมีบุคลากรวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาที่มีความรู้ความสามารถในสังกัดเป็นจำนวนมาก และการส่งเสริมให้บุคลากรวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม จะเปิดโอกาสและสนับสนุนให้คณาจารย์ได้ทำงานร่วมกับภาคเอกชน เป็นการนำความรู้ความสามารถไปใช้ได้จริง ขณะเดียวกันคณาจารย์ก็จะได้เข้าใจโจทย์จริงที่เกิดขึ้นในภาคอุตสาหกรรม ในทางกลับกันก็จะเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพต่างๆ ที่อยู่ในภาคเอกชนได้เข้ามาถ่ายทอดความรู้ให้กับสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะการถ่ายทอดประสบการณ์จากการปฏิบัติงาน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันอย่างแท้จริง

“การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือในการสนับสนุนการดำเนินงานโครงการทาเลนต์ โมบิลิตี้ในสถาบันอุดมศึกษา อันจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวในระยะยาวต่อไป” เลขาธิการ กกอ.กล่าว

สถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วมดำเนินโครงการทาเลนต์ โมบิลิตี้ จำนวน 19 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ว่าที่ร.ต.ดร. พลกฤษณ์ คล้ายวิตภัทร อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง เปิดเผยถึงกิจกรรมฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ในการวิเคราะห์แนวโน้มราคายางพาราและเทคโนโลยีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากยางพารา ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและสหกรณ์ ตามโครงการโรงงานต้นแบบเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราส่งออกแทนการส่งยางดิบ และศูนย์ข้อมูลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้านยางพารา ซึ่ง ม.ทักษิณจัดตั้งขึ้น ว่า โครงการและศูนย์ดังกล่าวเกิดขึ้นตามความจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มการใช้ยางพาราในประเทศ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้ยางพาราในประเทศเพียง 14 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนยางพาราที่ผลิตได้

ทั้งนี้ ด้วยปัจจัยต่างๆ อาทิ ขาดการวิจัยและพัฒนายางที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ขาดบุคลากรและหน่วยงานด้านยางพาราที่มีความรู้ ความสามารถด้านผลิตภัณฑ์ยาง วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมยังไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยยางพารา ซึ่งการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจฯ แปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพาราเป็นแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศได้
“รัฐบาลจึงได้สนับสนุนงบประมาณให้คณะวิศวกรรม ศาสตร์ ม.ทักษิณ จัดสร้างอาคารและซื้อเครื่องจักรแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ขณะนี้การก่อสร้างอาคารแล้วเสร็จพร้อมติดตั้งเครื่องจักรและทดลองเดินเครื่องโดยผลิตยางแผ่นรองพื้น ปรากฏว่าเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้น คณะจึงได้จัดฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มสหกรณ์ เพื่อนำความรู้ไปต่อยอดในการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพาราต่อไป” ว่าที่ร.ต.ดร.พลกฤษณ์ กล่าว

ผศ. สมทรง นุ่มนวล รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) เปิดเผยภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับโรงเรียนยานากาวา ประเทศญี่ปุ่น โดยการประสานของวิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว มรส. เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า มรส.ให้ความสำคัญกับความร่วมมือทางวิชาการระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับเอเชีย โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีนักเรียนจากหลายประเทศสนใจมาเข้าเรียน

ทั้งนี้ เพราะ มรส.มีหลักสูตรนานาชาติที่เอื้อต่อการเข้าศึกษาต่อ และมีระบบดูแลนักศึกษาต่างชาติอย่างดีเป็นที่ยอมรับและไว้วางใจ จึงมีหลายโรงเรียนในหลายประเทศส่งนักเรียนเข้ามาเรียนต่อ โดยเฉพาะหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการท่องเที่ยวและการบริการระหว่างประเทศที่กำลังเป็นที่ต้องการบุคลากรในหลายประเทศ
ด้าน เคน คาโกะ ผู้บริหารโรงเรียนยานากาวา เปิดเผยว่า ความร่วมมือด้านการศึกษาครั้งนี้จะมีนักศึกษาจากโรงเรียนยานากาวาเดินทางมาเข้าค่ายภาษาอังกฤษที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และการส่งนักเรียนที่จบมัธยมแล้วและต้องการศึกษาต่อที่ไทยมายังวิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว ซึ่งโรงเรียนต้องการส่งนักเรียนมัธยมมาเข้าเรียนช่วงฤดูร้อน

เชียงใหม่ – นายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อร่างยุทธศาสตร์กาแฟจังหวัดเชียงใหม่ โดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้โครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตกาแฟล้านนาคุณภาพ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 เผยว่า จังหวัดเชียงใหม่เป็นจังหวัดต้นน้ำ และมีสภาพอากาศดี บางพื้นที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 เมตรขึ้นไป เหมาะแก่การปลูกกาแฟอย่างยิ่ง กาแฟสามารถปลูกได้ดีใต้ร่มเงาของต้นไม้ต่างๆ อย่างไรก็ตามจังหวัดเชียงใหม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าภายใน 5 ปี จังหวัดเชียงใหม่จะเป็นเมืองแห่งกาแฟ จากการศึกษาพบว่า การปลูกกาแฟบนพื้นที่สูงส่งผลให้เกษตรกรไม่เผาทำลายป่า เพราะเกษตรกรต้องดูแลรักษาต้นกาแฟให้มีความอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ เพื่อให้ผลผลิตกาแฟมีคุณภาพ ส่วนด้านการตลาดพบว่า กาแฟยังมีความต้องการสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

เชิญผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมเพื่อร่างยุทธศาสตร์กาแฟแห่งจังหวัดเชียงใหม่ 2561-2565 ไว้ 5 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์ที่ 1 เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาคุณภาพผลผลิตโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม, กลยุทธ์ที่ 2 พัฒนาการแปรรูปและสร้างมูลลค่าเพิ่ม, กลยุทธ์ที่ 3 พัฒนาด้านการตลาด, กลยุทธ์ที่ 4 ด้านการวิจัยและพัฒนา และกลยุทธ์ที่ 5 ด้านการบริหารจัดการ

ด้าน นายสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า เร่งพัฒนางานส่งเสริมการผลิตกาแฟให้มีคุณภาพ ตามนโยบายของกระทรวง เช่น โครงการเกษตรแปลงใหญ่ โครงการ 9101 โครงการศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร นอกจากนี้ ยังบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ โครงการหลวง สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ตลอดจนภาคเอกชน

บุรีรัมย์ – นายสุจินต์ หลิ่มโตประเสริฐ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน กรมชลประทาน เผยผลคัดเลือกสถาบันเกษตรกรผู้ใช้น้ำชลประทานดีเด่น ประจำปี 2561 อันดับ 1 เป็นกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ายางบ้านลาดพัฒนา โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี สชป.14 อันดับ 2 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทาน ตำบลวังหว้า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาประแสร์ สชป.9 อันดับ 3 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานคลอง 11 ขวา-1 ซ้าย โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพนมทวน สชป.13 อันดับ 4 มี 3 โครงการ ได้แก่ กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานคลองตะเคียน โครงการชลประทานสงขลา สชป.16 กลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานมหาสวัสดี โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระพิมล สชป.11 และกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานห้วยตลาด โครงการชลประทานบุรีรัมย์ สชป.8
เกณฑ์ตัดสินกำหนดไว้ได้แก่ ความคิดริเริ่ม ความสามารถในการบริหารจัดการกลุ่ม บทบาท และการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อกลุ่ม กิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์

นายธีรศักดิ์ ฑีฆายุวัฒนา กำนันตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวทั้งตำบลสอบถามความคืบหน้าการจัดซื้อสารเคมีฉีดเข้าลำต้นมะพร้าว เพื่อแก้ปัญหาการระบาดของแมลงดำหนาม ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานเกษตรอำเภอส่งเจ้าหน้าที่เข้าสำรวจความเสียหาย พร้อมทำเครื่องหมายสัญลักษณ์ไว้สำหรับต้นมะพร้าวที่ถูกแมลงกัดกินทั้งจังหวัด 3.2 ล้านต้น พร้อมแจ้งว่าจะจ่ายค่าสำรวจต้นละ 2 บาท แต่ยังไม่มีการเบิกจ่าย นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เดินทางมาติดตามความเสียหายในพื้นที่ และยืนยันว่าจะจัดซื้อให้เร็วที่สุด ถึงปัจจุบันเวลาผ่านไป 6 เดือนใกล้สิ้นสุดปีงบประมาณในวันที่ 30 กันยายนนี้ เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวยังไม่ได้รับแจกสารเคมี หากมีการฉีดยาเข้าลำต้นในขณะที่ฝนทิ้งช่วง จะทำให้มะพร้าวสลัดผลทิ้ง

“หากหน่วยงานระดับจังหวัดสั่งการขอความร่วมมือให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สำรวจความเสียหายเพิ่มเติม จะไม่มีการดำเนินการใดๆ เนื่องจากสำรวจไว้หลายเดือนแล้ว แต่ไม่มีความคืบหน้าการแก้ปัญหา ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจมาก ปัญหาได้รับสารเคมีล่าช้า ทำให้ชาวบ้านบางส่วนต้องพึ่งพาตนเองโดยใช้สารเคมีบางประเภททำให้มีผลกระทบกับลำต้นมะพร้าวได้รับความเสียหาย และการใช้สารเคมีบางประเภททำให้มีสารตกค้างในผลผลิตส่งออกไปตลาดต่างประเทศ จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดและระดับกระทรวง ควรออกมาชี้แจงขั้นตอนการจัดซื้อตามโครงการป้องกันกำจัดศัตรูมะพร้าว ด้วยวิธีผสมผสานแบบครอบคลุมพื้นที่ หลังจากรัฐบาลจัดสรรงบฯ 289 ล้านบาท สำหรับ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีพื้นที่ระบาดมากที่สุดในประเทศ และชาวสวนทั้งจังหวัดมีปัญหามานานกว่า 15 ปี ก่อนหน้านี้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศสนับสนุนประชาชนปลูกมะพร้าวเพิ่ม เนื่องจากเป็นพืชที่มีอนาคต แต่หน่วยงานรัฐกลับไม่เร่งรัดให้แก้ปัญหาการระบาดเของแมลงศัตรูมะพร้าว เพื่อให้ผลผลิตเพียงกับการบริโภคในประเทศและการส่งออก” นายธีรศักดิ์ กล่าว

ศ.ดร. ศศิธร พุมดวง อาจารย์คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ตนเป็นหนึ่งในอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ของ นางสาวกชกร เพียซ้าย นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการพยาบาล (นานาชาติ) คณะพยาบาลศาสตร์ มอ. ซึ่งทำงานวิจัยเรื่อง “ผลของการส่งเสริมจินตนาการร่วมกับเพลงคลาสสิกตามด้วยการวาดรูปในคอมพิวเตอร์และการเล่าเรื่องต่อความสุข ความผ่อนคลาย และระดับคอร์ติซอลในเด็กวัยเรียนที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง” เนื่องจากเด็กวัยเรียนที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งต้องเผชิญกับความเจ็บปวด ความเครียด ความทุกข์ทรมาน และภาวะคุกคามต่อชีวิต ทำให้ไม่มีความสุข เกิดความตึงเครียด โดยสุ่มตัวอย่างที่เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน

“ผลการศึกษาพบว่าผู้ป่วยเด็กในกลุ่มทดลองมีระดับคะแนนความสุข ผ่อนคลายเพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า การส่งเสริมจินตนาการร่วมกับเพลงคลาสสิกตามด้วยการวาดรูปในคอมพิวเตอร์ และการเล่าเรื่องสามารถส่งเสริมความสุขและความผ่อนคลาย แต่ไม่ส่งผลต่อระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล ดังนั้น พยาบาลหรือผู้ปกครองของเด็กควรใช้การส่งเสริมจินตนาการร่วมกับเพลงคลาสสิกตามด้วยการวาดรูปในคอมพิวเตอร์และการเล่าเรื่องให้ผู้ป่วยเด็กฟังเพื่อให้ผู้ป่วยเด็กมีความสุขและรู้สึกผ่อนคลาย”

ท่ามกลางความทันสมัยในยุคปัจจุบัน mo-rpg.com ชีวิตส่วนใหญ่ดำเนินไปท่ามกลางการแข่งขัน เร่งรีบ รวบรัด ทั้งการเดินทาง การกินอยู่ การทำงาน ล้วนเป็นปัจจัยที่บั่นทอนร่างกาย ตลอดจนต้องรับสิ่งที่ปรุงแต่งสารพัดชนิด เมื่อร่างกายอ่อนล้า ย่อมต้องการช่วงเวลาพัก คนส่วนใหญ่มักโหยหา “ธรรมชาติ” ทั้งบรรยากาศ การกินการอยู่ เพื่อเพิ่มพลังให้แก่ชีวิต ได้มีแรงต่อสู้และขับเคลื่อนอีกครั้ง

“พื้นที่ท่ามกลางวิถีธรรมชาติ” จึงเป็นเป้าหมายที่หลายคนต้องการ ที่ จังหวัดพะเยา มีพื้นที่ธรรมชาติแห่งหนึ่งรู้จักกันดีในชื่อ “สวนฮอมผญา” ตั้งอยู่ เลขที่ 221 หมู่ที่ 8 ตำบลทุ่งกล้วย อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา ถือเป็นพื้นที่แห่งลมหายใจของใครหลายๆ คน ที่ต้องการมาสัมผัสธรรมชาติ วิถีดิน น้ำ ลมหายใจที่สดชื่นอย่างแท้จริง

“พิชิต กันทรัตน์” หรือรู้จักกันในนาม “หมอทราย” หนุ่มวัย 44 ปี ปราชญ์ท้องถิ่นแห่ง “สวนฮอมผญา” เจ้าของสวนฮอมผญา เล่าว่า ตั้งชื่อสวนแห่งนี้ว่า ไฮอมผญา” เพราะหมายถึงการรวบรวมองค์ความรู้อันเป็นภูมิปัญญาของคนและธรรมชาติที่มีอยู่ ทั้งดั้งเดิมและใหม่ มาใช้ในวิถีชีวิตที่เป็นไปตามธรรมชาติ โดย “สวนฮอมผญา” คือสวนในคอนเซ็ปต์ “เฮลท์ ฟาร์ม(Health Farm)” บนพื้นที่ 5 ไร่เศษ เป็นที่ดินมรดกที่ได้รับมา จึงบุกเบิกโดยมีเป้าหมายการสร้างกิจกรรมที่ดินแห่งนี้ 2 ส่วน เป็นหลัก คือ 1. สุขภาพคน เช่น อบรมการดูแลสุขภาพเบื้องต้น การนวด การแช่ การพอก การย่าง การใช้สมุนไพรประจำบ้าน สปาพื้นบ้าน บริการจัดคอร์สสุขภาพ นวด อบ ประคบสมุนไพร ทับหม้อเกลือ ดูแลหญิงหลังคลอด แปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 2. สุขภาพดิน-น้ำ ทำดินหมักปุ๋ยน้ำ นาข้าวปลอดสารพิษ สวนผสมผสาน ปรับสภาพื้นที่เป็นเกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบ น้ำที่ผมใช้ทำนา รดน้ำผัก ใช้ในครัวเรือน เราใช้น้ำที่ผ่านระบบกรองโดยธรรมชาติ คือผ่านการกรองด้วยผักตบชวา พืชผักน้ำที่มีรากเป็นตัวกรอง อย่างน้อยก็ช่วยกรองสารพิษที่ตกค้างได้มาก เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทำนาทำสวนไม่มีสารปนเปื้อนจริงๆ

“สวนฮอมผญา มีกิจกรรมการแปรรูปผลิตผลในสวนเป็นผลิตภัณฑ์ปลอดสารเคมี ทั้งเป็นสมุนไพรและของใช้ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพไว้ประจำบ้าน เพื่อความสะดวกในการหยิบมาใช้ได้ง่ายและงดงามในวิถีของผู้คนยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการใส่ใจดูแลสุขภาพของทุกคน แม้ใครๆ อาจคิดเป็นเรื่องเล็กน้อยในวิถีที่คุ้นเคยกับสารเคมี ตั้งแต่เครื่องนุ่งห่ม ยา อาหาร และลมหายใจ ผมอยากให้ลองเปลี่ยนมาหยิบ จับ ของใช้สุขภาพ อย่างน้อยก็จะช่วยให้อายุของเรายาวนานขึ้น ยืดอายุเซลล์ดีๆ ในร่างกายให้แข็งแรง พร้อมต่อสู้กับเชื้อโรคที่นับวันที่แข็งแกร่งและดุร้าย”

หมอทรายให้โอกาสและหาความรู้ใส่ตัวอย่างทุ่มเท ทำผ้ามัดย้อม ทำสวนสมุนไพร แปรรูปสมุนไพรเพื่อใช้และเยียวยารักษาแนวธรรมชาติบำบัดแบบพื้นบ้าน ง่าย สบาย ไม่สิ้นเปลือง

“หมอทราย” ทำอย่างจริงจัง ทุ่มเทด้วยจิตวิญญาณ ทำให้สวนฮอมผญากลายเป็นแห่งเรียนรู้ทางภูมิปัญญาสมุนไพรที่สำคัญ ตั้งแต่การปลูกจนถึงการแปรรูป สู่สมุนไพรทรงคุณค่า

“บุรนาถ กันทรัตน์” หรือ “เน็ท” พยาบาลสาวคู่ชีวิตของ “หมอทราย” เธอบอกว่า “จริงๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรของฮอมผญาเรา เพราะสิ่งเหล่านี้คือวิถีของเรา วิถีชีวิตที่คนเราดำรงสืบกันมาเป็นธรรมชาติ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงยามหลับ แต่เป็นวิถีที่อยู่กับตัวเรา อยู่กับตัวตน แบบบ้านๆ ที่ไม่ต้องวิ่งตามกระแส ไม่ต้องตื่นเต้นกับภาวะเศรษฐกิจ หรือการเมือง หรือเรื่องใดๆ รอบข้างให้มากนัก เพียงแต่รับรู้เพื่อปรับตัวกับสถานการณ์บ้างในบางครั้ง แต่ก็เป็นไปตามวิถีปกติของทุกวัน”

“ใครที่เหนื่อยมาก็แวะพักผ่อน นอนเล่น จิบกาแฟสดเพิ่มพลังให้ความสดชื่นแก่ตัวเอง ชิมชาสมุนไพรธรรมชาติ ผ่อนคลายความเมื่อยล้า หรือจะคุยกันจนถึงรุ่งสาง ย่อมทำได้ ณ ที่นี่ สวมฮอมผญา มีอีกหลายเรื่องที่เราทำอยู่และอยากทำ ความสงบ เรียบง่าย เป็นธรรมชาติ สุขภาพเป็นของเรา ถ้าเราไม่ใส่ใจ ไม่ดูแล ก็คงไม่มีใครมาดูแลให้เราได้ดีเท่าตัวเราเอง สุขภาพแข็งแรงไม่มีโรค คือการป้องกันที่ดีที่สุด”